Home > อาเซียน

50 ปี ASEAN การเดินทางข้ามฝั่งฝัน

นับถอยหลังไปอีกไม่กี่ชั่วโมงในวันที่ 8 สิงหาคม 2560 ต้องถือเป็นหมุดหมายสำคัญสำหรับสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Association of South East Asian Nations) หรือ อาเซียน (ASEAN) ที่จะครบรอบวาระการก่อตั้งเป็นปีที่ 50 ซึ่งหากพิจารณาองค์กรระดับภูมิภาคแห่งนี้ในฐานะที่เป็นบุคคลที่มีชีวิต ก็ต้องถือว่าองค์กรแห่งนี้กำลังก้าวสู่การเป็นผู้ใหญ่ที่มีความรับผิดชอบสูงมากขึ้นตามวัย ภายใต้คำขวัญ “One Vision One Identity One Community” ที่พยายามรักษาจุดร่วมสงวนจุดต่าง เพื่อสร้างประชาคมที่มีความร่วมมือทั้งในมิติการเมืองความมั่นคง (Political-Security Community) ความร่วมมือทางด้านสังคม-วัฒนธรรม (Socio-Cultural Community) และประชาคมเศรษฐกิจ (Economic Community) ความเป็นไปขององค์กรภูมิภาคแห่งนี้ก็ดูจะก้าวหน้าไปจากวัตถุประสงค์ที่ระบุไว้ในสนธิสัญญาไมตรีและความร่วมมือในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และปฏิญญากรุงเทพฯ ซึ่งถือเป็นปฐมบทของการเริ่มต้นอาเซียนไปมากพอสมควร หากแต่ด้วยสภาพข้อเท็จจริงของสังคม การเมือง เศรษฐกิจในระดับนานาชาติในปัจจุบัน การดำรงอยู่ขององค์กรระดับภูมิภาคแห่งนี้ดูจะเผชิญกับความท้าทายใหม่ๆ ที่พร้อมจะสั่นคลอน ประชาคมอาเซียน ที่มีประชากรรวมกว่า 630 ล้านคน และมี GDP รวมกันสูงกว่า 1.9 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ

Read More

ยุทธศาสตร์ “C asean” ต่อยอด-แตกไลน์ธุรกิจ

 ศูนย์ C asean เปิดตัวและกลายเป็นยุทธศาสตร์สำคัญของ “ไทยเบฟเวอเรจ” ภายใต้แผน Vision 2020 ซึ่งฐาปน สิริวัฒนภักดี ประกาศเป้าหมายการก้าวขึ้นเป็นบริษัทเครื่องดื่มที่ใหญ่ที่สุดและมีผลกำไรสูงสุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยล่าสุดวางแผนต่อยอดรุกธุรกิจใหม่ “FOOD of ASIA” ดึง “อัตลักษณ์” ของทุกชนชาติในอาเซียน สร้าง “จุดต่าง” จากคู่แข่งและ “กลยุทธ์” ต่อยอดจากตลาดไทย  เป็นเกมที่ฐาปนต้องการขยายอาณาจักรธุรกิจอาหารและไม่ได้เจาะเฉพาะกลุ่มเออีซีที่มีประชากรมากกว่า 600 ล้านคน แต่วางแผนระยะยาวสยายปีกสู่ประเทศอื่นๆ ในเอเชียด้วย  สำหรับบริษัท Food of ASIA (FOA) ก่อตั้งอย่างเป็นทางการเมื่อต้นปี 2558 โดยดึงมือมาร์เก็ตติ้งด้านตลาดคิวเอสอาร์ หรือร้านอาหารบริการด่วน “นงนุช บูรณะเศรษฐกุล” อดีตผู้บริหารทีมสร้างแบรนด์ “พิซซ่าฮัท” ให้บริษัท ยัม เรสเทอรองต์ส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) ทำงานอยู่กับยัมฯ นานเกือบ 10 ปี ก่อนหน้านั้นยังเคยร่วมงานกับ “แมคโดนัลด์”

Read More

สำรวจตลาดท่องเที่ยวเพื่อนบ้าน ASEAN ไทยยังเป็นอันดับหนึ่งจริงหรือ?

  ความเป็นไปว่าด้วยการท่องเที่ยวในภูมิภาคอาเซียนในห้วงยามที่กำลังคืบใกล้เข้าสู่การเปิดประชาคม AEC ดูเหมือนว่าประเทศไทย ซึ่งแต่เดิมเชื่อว่ามีทรัพยากรด้านการท่องเที่ยวโดดเด่นที่สุดแห่งหนึ่งของภูมิภาคกำลังเผชิญกับความท้าทายใหม่ๆ ที่อาจทำให้ต้องสูญเสียทั้งตลาดและความน่าสนใจในระยะยาวอย่างยากที่จะสร้างให้กลับมาได้เปรียบดังเดิมได้อีก การเติบโตขึ้นของตลาดการท่องเที่ยวในประเทศเพื่อนบ้าน ดำเนินควบคู่กับข้อเท็จจริงที่ว่าทรัพยากรด้านการท่องเที่ยวของแต่ละประเทศที่อยู่รายล้อมประเทศไทยมีความหลากหลายและอุดมมั่งคั่งอย่างยิ่ง หากแต่ช่วงเวลาที่ผ่านมา ยังไม่ได้รับการพัฒนาหรือส่งเสริมอย่างเป็นระบบเท่าที่ควรเท่านั้น การเปิดประเทศเพื่อเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโลกทำให้โอกาสในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการท่องเที่ยวของทั้งกัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม หรือประเทศ CLMV บนอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงดำเนินไปด้วยอัตราเร่ง ที่พร้อมจะดึงดูดความสนใจจากทั้งในส่วนของผู้ประกอบการและนักท่องเที่ยวให้หลั่งไหลเข้าชื่นชมความงามของธรรมชาติ และเรียนรู้วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์ของผู้คนท้องถิ่นนี้ด้วย กัมพูชาเปิดตัวออกสู่ตลาดการท่องเที่ยวระดับนานาชาติภายใต้คำขวัญ “Kingdom of Wonder” พร้อมด้วยจุดขายว่าด้วยศิลปวัฒนธรรมที่มีรากฐานยาวนานนับพันปี และปรากฏเป็นแหล่งโบราณคดีที่ได้รับการยอมรับเป็นมรดกโลก ควบคู่กับแหล่งท่องเที่ยวตามธรรมชาติที่ยังอุดมสมบูรณ์ ซึ่งทำให้ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมากัมพูชามีจำนวนนักท่องเที่ยวเติบโตเพิ่มมากขึ้นถึงกว่า 400% จากระดับ 1 ล้านคนในปี 2004 มาสู่ระดับ 4.5 ล้านคนในปี 2014 และยังมีแนวโน้มเติบโตขึ้นอีกในอนาคต ที่สำคัญก็คือมีนักเดินทางเพื่อธุรกิจเพิ่มขึ้น เข้าสู่กัมพูชามากขึ้นถึงกว่าร้อยละ47 ซึ่งสะท้อนภาพการเป็นแหล่งลงทุนแห่งใหม่ของกัมพูชา ที่อาจนำไปสู่กระบวนการพัฒนาเศรษฐกิจอื่นๆ ที่ไม่ได้มีจุดเน้นเรื่องการท่องเที่ยวโดยลำพังในระยะยาวนับจากนี้อีกด้วย ขณะที่เวียดนามกำลังก้าวขึ้นมาเป็นตลาดการท่องเที่ยวที่มีศักยภาพและการเติบโตสูงมากอีกแห่งหนึ่งของอาเซียนหลังจากที่ผ่อนปรนข้อบังคับและเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวเดินทางไปสู่จุดหมายปลายทางต่างๆ ได้อย่างเสรียิ่งขึ้นตั้งแต่ปี 1997 ซึ่งทำให้นักท่องเที่ยวเดินทางเข้าสู่เวียดนามมากขึ้นเป็นลำดับจาก 1.7 ล้านคนในปี 1997 มาสู่ 3.5 ล้านคนในปี 2006 และเพิ่มมากขึ้นถึงกว่า 100%

Read More

“เมเจอร์” ทศวรรษที่ 3 ปรับสูตรสยายปีก

 “วิชา พูลวรลักษณ์” ทุ่มทุนสร้างอาณาจักรธุรกิจเอ็นเตอร์เมนต์ที่ครอบคลุมทุกไลฟ์สไตล์ แต่ประสบการณ์และบทเรียนตลอด 20 ปีที่ผ่านมา ปรับเปลี่ยนบิสสิเนสโมเดลจาก “Total Entertainment Lifestyle Company” สู่ความเป็นเมืองหนังและศูนย์รวมความบันเทิงระดับโลก ที่มีเป้าหมายใหญ่ชัดเจนมากขึ้น ภายใต้ 2 กลยุทธ์หลัก  ด้านหนึ่ง ปูพรมสาขาโรงภาพยนตร์เพื่อเป็นสะพานต่อยอดธุรกิจภาพยนตร์ อีกด้านหนึ่ง ปลุกปั้นธุรกิจภาพยนตร์ลงสาขาที่จะมีมากถึง 1,000 โรง ทั้งในและต่างประเทศ   ความสำเร็จของวิชา  คือ “โรงหนังโต หนังโต รายได้โตดับเบิ้ลอีกหลายเท่า” ที่สำคัญ เป้าหมายการก้าวเข้าสู่ปีที่ 21 ไม่ใช่แค่ตลาดในประเทศไทย แต่ขยายสู่สมรภูมิต่างประเทศ ทั้งตลาดอาเซียนและเอเชีย หลังชิมลางครั้งแรกเมื่อ 5 ปีก่อน โดยร่วมถือหุ้นในบริษัท พีวีอาร์ (PVR) บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ประเทศอินเดีย ตั้งบริษัทร่วมทุนดำเนินธุรกิจโรงภาพยนตร์และโบว์ลิ่ง แต่ดีลครั้งนั้นวิชาไม่ได้เข้าบริหารโดยตรง  จนล่าสุด ในปี 2557 บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน)

Read More