Home > Cover Story

อีด่าง อีแดง กระอ่วม 78 ปีก่อนปลดล็อก

“กระท่อม” เป็นไม้ยืนต้น มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า มิตราไจนา สเปซิโอซา คอร์ท (Mitragyna Speciosa Korth) จัดอยู่ในตระกูล รูเบียซีอี (Rubiaceae) มีถิ่นกำเนิดในเขตร้อนชื้นแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะประเทศไทย มลายู จนถึงเกาะนิวกินี จัดเป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ปานกลาง มีแก่นเป็นไม้เนื้อแข็ง สูง 10 -15 เมตร ใบคล้ายใบกระดังงา มีชนิดก้านใบแดงและใบเขียว ดอกกลมโตขนาดเท่าผลพุทรา ใบเป็นใบเดี่ยวสีเขียว เรียงตัวเป็นคู่ตรงข้าม แผ่นใบขนาดกว้างประมาณ 5-10 เซนติเมตร (ซม.) ยาว 8-14 ซม. ดอกมีสีขาวอมเหลืองออกเป็นช่อตุ้มกลมขนาด 3-5 ซม. ปัจจุบันแหล่งที่พบและกลายเป็นแหล่งผลิตส่งกระจายขายไปทั่วประเทศ ได้แก่ จังหวัดปทุมธานี สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ตรัง สตูล พัทลุง สงขลา ยะลา ปัตตานี นราธิวาส โดยมี 3

Read More

ถึงคิว “กระท่อม” โกอินเตอร์ ปั่นราคาเจาะตลาดส่งออก

ช่วงเวลาเดือนเศษๆ “กระท่อม” ปลุกเศรษฐกิจชาวบ้านคึกคัก ทั้งการจำหน่ายใบสดและยกต้น ผ่านช่องทางออนไลน์ เปิดท้ายรถกระบะขายริมทางไปจนถึงตามตลาดสดไม่ต่างจากพืชผักชนิดหนึ่ง แถมราคาเคยพุ่งสูงสุดถึงกิโลกรัมละ 800 บาท โดยกลุ่มสมัชชาพืชกระท่อมแห่งประเทศไทยคาดการณ์มูลค่าการซื้อขายในทุก ๆ ผลิตภัณฑ์ น่าจะสูงกว่า 1,000 ล้านบาทแล้ว ล่าสุด บริษัทเอกชนรายใหญ่ต่างแห่ทำสัญญารับซื้อใบกระท่อมจากเกษตรกรในพื้นที่ต่างๆ ล่วงหน้า 1 ปี เพื่อเตรียมต่อยอดธุรกิจผลิตสินค้า หลังกฎหมายเปิดทางการผลิตเชิงพาณิชย์ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่ม อาหารเสริม และยา อย่างไรก็ตาม หากสำรวจเพจจำหน่ายผลิตภัณฑ์ใบกระท่อมหลายๆ แหล่ง ราคาขายเริ่มลดลง เนื่องจากมีผู้จำหน่ายเพิ่มมากขึ้น ราคาปัจจุบันอยู่ระหว่าง 400-450 บาทต่อกิโลกรัม หากสั่งซื้อจำนวนมาก เช่น 10 กิโลกรัมขึ้นไป คิดราคาเหลือ 380 บาทต่อกิโลกรัม หรือแบบมัด 30 ใบ จากที่เคยได้ราคาสูงถึง 100 บาท ตอนนี้กลายเป็น 60 ใบ 100 บาท แม่ค้ารายหนึ่งเล่าว่า ผู้ค้ารายย่อยส่วนใหญ่รับใบกระท่อมจากผู้ค้ารายใหญ่

Read More

Buddy HomeCare จากมูลนิธิสู่โมเดลธุรกิจ พร้อมดูแลผู้สูงวัยและสร้างโอกาสให้กับเยาวชน

ประเทศไทยเริ่มเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2548 จากการคาดการณ์ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ไทยจะก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มตัวภายในปี 2565 และในปี พ.ศ. 2573 ประชากรสูงวัยจะเพิ่มขึ้นอยู่ที่ร้อยละ 26.9 ของประชากรทั้งประเทศ สัดส่วนของผู้สูงอายุหรือประชากรที่มีอายุ 60 ปี ขึ้นไปเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่สัดส่วนของอัตราการเกิด และจำนวนประชากรในวัยทำงานลดน้อยลง การเตรียมรับมือกับสังคมผู้สูงวัยเป็นประเด็นสำคัญที่ใกล้ตัว แต่ในขณะเดียวกันปัญหาเยาวชนกลุ่มเปราะบางที่ขาดโอกาสทางการศึกษาก็ยังคงเป็นปัญหาเรื้อรังที่ต้องการการแก้ไขอยู่ด้วยเช่นเดียวกัน ถึงแม้จะเป็นประเด็นปัญหาต่างวาระ แต่ทั้งสองประเด็นสามารถแก้ไขและเตรียมรับมือไปพร้อมกันได้ ดังที่ “บัดดี้ โฮมแคร์” (Buddy HomeCare) ธุรกิจดูแลผู้สูงอายุที่เล็งเห็นความเป็นไปได้ จึงได้พยายามพัฒนารูปแบบจากการให้ความช่วยเหลือผู้สูงอายุแบบมูลนิธิสู่โมเดลธุรกิจที่สามารถสร้างรายได้ รวมถึงแก้ปัญหาเยาวชนที่ขาดโอกาสทางการศึกษา ควบคู่ไปกับการเตรียมรับมือกับสังคมผู้สูงวัยไปพร้อมๆ กัน ปัจจุบันธุรกิจดูแลผู้สูงอายุเกิดขึ้นอย่างมากมายตามจำนวนประชากรผู้สูงวัยที่เพิ่มมากขึ้น และมีหลากหลายบริการให้เลือก “บัดดี้ โฮมแคร์” ถือเป็นหนึ่งในผู้ดำเนินธุรกิจนี้เช่นกัน แต่สิ่งที่ทำให้บัดดี้ โฮมแคร์ แตกต่างจากโฮมแคร์ทั่วๆ ไป อยู่ที่พนักงานที่เป็นผู้ดูแลผู้สูงอายุทุกคน ล้วนแล้วแต่เป็นเยาวชนที่ขาดโอกาสด้านการศึกษาทั้งสิ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเยาวชนกลุ่มชาติพันธุ์ที่ถือเป็นกลุ่มเปราะบางที่น่าเป็นห่วง “บัดดี้ โฮมแคร์” ตั้งอยู่ในเมืองใหญ่และศูนย์กลางการท่องเที่ยวทางภาคเหนือของไทย อย่าง “เชียงใหม่” เป็นธุรกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) ที่ให้บริการดูแลผู้สูงอายุ ที่มีการพัฒนาต่อยอดมาจากมูลนิธิพัฒนางานผู้สูงอายุ

Read More

อสังหาฯ ไทยไม่ใช่แค่ขาลง แต่เป็นวิกฤตในวิกฤต

ทิศทางของตลาดอสังหาฯ ไทยในช่วง 10-20 ปีที่ผ่านมา พบว่าการเติบโตและอัตราการขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งในด้านของดีมานด์และซัปพลาย ส่วนหนึ่งมาจากการขยายตัวของโครงข่ายระบบขนส่งมวลชนแบบราง เป็นเหตุให้โครงการต่างๆ เลือกพื้นที่คู่ขนานไปกับเส้นทางรถไฟทั้งบนดินและใต้ดิน ซึ่งเป็นการตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีความต้องการบ้านหลังแรกประเภทที่อยู่อาศัยแนวตั้ง และกลุ่มนักเก็งกำไรในตลาดอสังหาฯ ได้เป็นอย่างดี ในเวลานั้นผู้ประกอบการเปิดโครงการใหม่เพื่อป้อนซัปพลายเข้าระบบอย่างต่อเนื่อง ทว่าในด้านของดีมานด์แม้จะมีอยู่จริง แต่ไม่ใช่ว่าทุกดีมานด์จะดูดซับซัปพลายออกไปได้ เมื่อขั้นตอนการอนุมัติสินเชื่อแหล่งธนาคารพาณิชย์เริ่มมีเงื่อนไขเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะการวางเงินดาวน์ ซึ่งเป็นหนึ่งในมาตรการ LTV ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยบังคับใช้ เพื่อป้องกันหนี้เสียที่เพิ่มขึ้นในระบบ กระทั่งซัปพลายที่อยู่อาศัยแนวตั้งเริ่มล้นตลาด และเวลาต่อมาเศรษฐกิจไทยเข้าสู่ภาวะชะลอตัว ด้วยมูลเหตุปัจจัยทั้งจากภายในประเทศและต่างประเทศ ความซบเซาของตลาดอสังหาฯ ค่อยๆ ปรากฏชัดขึ้นตั้งแต่โควิดแพร่ระบาดระลอกแรกในปี 2563 เชื้อไวรัสโควิดสร้างความเสียหายให้แก่เศรษฐกิจไทยในทุกอุตสาหกรรม ยอดการเปิดโครงการใหม่ ยอดการจองที่อยู่อาศัยค่อยๆ ลดลงตามลำดับ กระทั่งปีนี้ 2564 สถานการณ์เลวร้ายไม่มีท่าทีจะเบาบางลง อีกทั้งยังเกิดการแพร่ระบาดของเชื้อโควิดในกลุ่มแรงงาน ทั้งในธุรกิจก่อสร้าง แรงงานในภาคการผลิต จนในที่สุดรัฐบาลประกาศให้ล็อกดาวน์สถานที่ก่อสร้างเพื่อสกัดกั้นไม่ให้เกิดคลัสเตอร์ใหม่เพิ่ม ธุรกิจอสังหาฯ ไทยเริ่มเข้าสู่ขาลงนับตั้งแต่เกิดสภาวะโอเวอร์ซัปพลาย แต่ปัจจุบันคงต้องเรียกว่านี่เป็นวิกฤตในวิกฤต สถานการณ์โควิดที่ทั่วโลกกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้สร้างบาดแผลขนาดใหญ่ให้เกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจ สภาพการณ์ปัจจุบันคงไม่ใช่แค่การเข้าสู่ภาวะชะลอตัวอีกต่อไป แต่เป็นสภาวะถดถอย แม้ธุรกิจอสังหาฯ จะไม่ได้เป็นอุตสาหกรรมหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย กระนั้นภาคอสังหาฯ ก็มีมูลค่าคิดเป็น 8 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพีประเทศ นอกจากนี้ ความสำคัญของธุรกิจอสังหาฯ ยังเชื่อมโยงกับอีกหลายธุรกิจ เช่น

Read More

เคทีซีปรับกลยุทธ์ขับเคลื่อนธุรกิจสินเชื่อ ท่ามกลางสถานการณ์แห่งความไม่แน่นอน

สภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวจากวิกฤตโควิด-19 ทำให้ตลาดสินเชื่อมีความไม่แน่นอนและเปราะบางสูง แม้ยังมีความต้องการสินเชื่อเพื่อเสริมสภาพคล่องในการใช้จ่ายเพื่อดำรงชีพ แต่จากภาวะเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มซบเซาได้ส่งผลกระทบต่อรายได้และความสามารถในการชำระหนี้ ทำให้การขับเคลื่อนธุรกิจสินเชื่อท่ามกลางสถานการณ์ที่มีความไม่แน่นอนเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายและเต็มไปด้วยความท้าทาย ธนาคารแห่งประเทศไทยระบุว่า ไตรมาสแรกของปี 2564 ตลาดสินเชื่อส่วนบุคคลที่ไม่มีหลักประกันปรับตัวลดลง -2.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซา ทำให้ผู้บริโภคเกิดความระมัดระวังในการใช้จ่ายและการขอสินเชื่อมากขึ้น บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ เคทีซี หนึ่งในผู้เล่นรายใหญ่ในตลาดสินเชื่อบุคคลและบัตรเครดิต ยอมรับว่าการทำธุรกิจสินเชื่อบุคคลในปี 2564 ไม่ใช่เรื่องง่ายและท้าทายสูงในการที่จะผลักดันให้พอร์ตลูกหนี้เติบโตท่ามกลางวิกฤต ควบคู่ไปกับการบริหารคุณภาพลูกหนี้ให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ซึ่งในปีนี้เคทีซียังมุ่งรักษาเสถียรภาพของคุณภาพพอร์ตลูกหนี้เป็นหลัก จึงปรับเกณฑ์การอนุมัติให้รัดกุมมากขึ้น ทำให้ยอดลูกหนี้ธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลของเคทีซี ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2564 อยู่ที่ 29,480 ล้านบาท ในขณะที่ภาพรวมทั้งอุตสาหกรรมอยู่ที่ 637,849 ล้านบาท ลดลง 2.5% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีจำนวนสมาชิกอยู่ที่ 802,971 ราย ส่วนแบ่งการตลาดอยู่ที่ 4.6% และ NPL เท่ากับ 3.0% ซึ่งต่ำกว่าอุตสาหกรรมที่อยู่ที่ 3.5% โดยยอดการปล่อยสินเชื่อในช่วง 7 เดือนที่ผ่านมาลดลงกว่า

Read More

ห้างปรับตัวลุ้น “ช้อปดีมีคืน” พลิกสภาพรายได้ติดลบ

ธุรกิจศูนย์การค้าและห้างสรรพสินค้าเริ่มกลับมาคึกคัก หลังศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) ผ่อนคลายการเปิดให้บริการได้อีกครั้ง แต่ยังไม่เต็ม 100% เพราะผู้คนยังหวั่นวิตกเรื่องการแพร่เชื้อโควิดระลอกใหม่ และต้องใช้เวลากระจายวัคซีนอย่างเร่งด่วน จนกว่าจะสร้างความมั่นใจและเปิดประเทศได้ตามเป้าหมายของรัฐบาลในเดือนตุลาคม ยิ่งไปกว่านั้น มีคำเตือนจาก นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) เมื่อเห็นบรรยากาศคนเข้าห้างแห่ไปซื้อข้าวของ รับประทานอาหาร และออกไปทำธุรกิจต่างๆ เยอะแยะมากมาย ถ้าคุมเข้มไม่ดี ยอดผู้ติดเชื้อใหม่อาจวิ่งขึ้นไปแตะระดับ 30,000 รายต่อวัน และอาจหมายถึงการล็อกดาวน์ซ้ำซากอีกครั้ง บรรดาห้างค้าปลีกขนาดใหญ่จึงต้องเร่งปรับตัวและใช้ทุกกลยุทธ์ ด้านหนึ่งต้องดำเนินมาตรการด้านสาธารณสุขกับทุกคนอย่างเข้มข้น ทั้งในกลุ่มผู้ให้บริการและลูกค้า อีกด้านหนึ่งต้องรุกช่องทางการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่ยังอยู่กับบ้านและ Work from Home ให้ได้มากที่สุด ญนน์ โภคทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือซีอาร์ซี ในฐานะประธานกลุ่มการค้าปลีกและบริการ หอการค้าไทย กล่าวว่า หากธุรกิจห้างค้าปลีกฟื้นตัวและมียอดขายกลับมาเป็นปกติจะช่วยส่งเสริมให้ภาพรวมของประเทศไทยเดินหน้าต่อไป พยุงการจ้างงานของเศรษฐกิจทั้งระบบ โดยคาดว่าช่วง 4 เดือนสุดท้ายของปี 2564 เมื่อสถานการณ์ของประเทศมีแนวโน้มดีขึ้นต่อเนื่อง ตัวเลขธุรกิจค้าปลีกจะเติบโตส่งท้าย

Read More

ประกันโควิดทะลุหมื่นล้าน บทเรียน “เจอ ไม่จ่าย” ทุบธุรกิจ

นับตั้งแต่วันที่ 28 มกราคม 2563 สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ประกาศผลักดัน “กรมธรรม์โควิด” อย่างเร่งด่วนและกลายเป็นผลิตภัณฑ์ยอดนิยม มีประชาชนแห่ซื้อถล่มทลายถึงขั้นเว็บล่ม เนื่องจากเกิดสถานการณ์แพร่ระบาดและจ่ายเบี้ยประกันไม่กี่ร้อยบาท หากเจอติดเชื้อ จ่าย จบ ได้เงินชดเชยหลักแสนทันที แน่นอนว่า หลายบริษัทสามารถกอบโกยยอดขายกรมธรรม์โควิด เนื่องจากช่วงปี 2563 จำนวนผู้ติดเชื้อยังอยู่ในหลักสิบ ยอดเคลมจึงน้อยมาก และรัฐบาลเริ่มกระจายการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 หลายฝ่ายต่างคาดการณ์จะไม่เกิดการแพร่ระบาดระลอกใหม่ในปี 2564 แต่ที่สุด เกิดคลัสเตอร์การระบาดใหม่จากสถานบันเทิงย่านทองหล่อ และคลัสเตอร์เรือนจำนราธิวาส รวมทั้งรัฐบาลไม่มีคำสั่งควบคุมการเดินทางข้ามจังหวัดในช่วงสงกรานต์ จนเกิดการแพร่ระบาดอย่างรวดเร็วและเป็นสายพันธุ์กลายพันธุ์ในประเทศอังกฤษ (B117) ซึ่งระบาดเร็วขึ้น 1.7 เท่าเมื่อเทียบกับสายพันธุ์ก่อนหน้า 14 เมษายน 2564 ยอดผู้ติดเชื้อใหม่พุ่งทะลุหลักพันเป็นครั้งแรก มีนักวิชาการจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยออกมาระบุอัตราขยายเชื้อ (Reproductive rate) ของโควิด-19 ในประเทศไทยเริ่มไต่อันดับสูงสุด เฉลี่ยผู้ติดเชื้อ 1 ราย จะแพร่เชื้อต่อให้ผู้อื่น 2.27 ราย ไม่หยุดแค่นั้น ในเวลาต่อมา เกิดผู้ติดเชื้อไวรัสโควิดกลายพันธุ์ “เดลต้า” แทรกซึมและแพร่เชื้ออย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ยอดผู้ติดเชื้อพุ่งทุบสถิตินิวไฮเกินหลักหมื่นต่อวันทุกวันและยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นตามติดๆมากกว่า

Read More

หนี้พุ่งเบรกนักชอป เมื่อสภาพคล่องเข้าขั้น “แย่”

หนี้ครัวเรือนยังเป็นปัญหารุนแรงและสาหัสมากขึ้นหลังการแพร่ระบาดโควิด-19 เนื่องจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจหยุดชะงักส่งผลให้ผู้คนขาดรายได้ หรือรายได้หดหายไปนานเกือบปี ล่าสุด ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกมาระบุว่า ไตรมาส 1 ของปี 2564 ยอดหนี้ครัวเรือนพุ่งสูงไปถึง 14.1 ล้านล้าน เท่ากับ 90.5% ของ GDP ส่งผลให้ตัวเลขหนี้เสีย (NPL) ในไตรมาส 2 สูงขึ้น โดยกลุ่มธุรกิจที่ได้รับผลกระทบมากและทำให้เกิด NPL คือ 1. กลุ่มค้าส่งและค้าปลีก จำนวน 127,338 ราย 2.กลุ่มอุตสาหกรรมการผลิต 121,150 ราย 3. กลุ่มการบริโภคส่วนบุคคล 150,369 ราย 4. กลุ่มที่อยู่อาศัย 94,250 ราย ด้านสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ให้ข้อมูลเกี่ยวกับหนี้สินครัวเรือนไตรมาส 1 ปี 2564 ที่เพิ่มสูงขึ้น 4.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่น่าสนใจคือ

Read More

ช้อปปี้รุกขยาย SPayLater กระตุ้นต่อม “ซื้อก่อนจ่ายทีหลัง”

ยักษ์ใหญ่แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และไต้หวัน ช้อปปี้ (Shopee) เดินหน้าเปิดเกมรุกขยายสินเชื่อดิจิทัล SPayLater ในประเทศไทย หวังกระตุ้นต่อมนักช้อป ฝ่าวิกฤตโควิดที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาวะเศรษฐกิจ ที่สำคัญ ไม่ใช่แค่การปลุกอารมณ์การจับจ่าย แต่ยังหมายถึงแผนช่วงชิงกลุ่มลูกค้ากำลังซื้อสูงและกวาดยอดขายบนสมรภูมิออนไลน์ที่มีคู่แข่งรายใหญ่ ทั้งลาซาด้า (Lazada) และเจดีเซ็นทรัล (JD CENTRAL) ซึ่งต่างฝ่ายต่างงัดกลยุทธ์ต่างๆ แจกคูปองลดแหลกทุกเทศกาล เพื่อขยายฐานลูกค้าให้ได้มากที่สุด รวมถึงการผูกกลุ่มลูกค้าประจำผ่านกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ ไม่ว่าจะเป็นช้อปปี้เพย์ (ShopeePay) ลาซาด้าวอลเล็ต (Lazada Wallet) ดอลฟินวอลเล็ต (Dolfin Wallet) และจอยเพย์ (Joy Pay) จริงๆ แล้วบริการ SPayLater เปิดตัวตั้งแต่ช่วงต้นปี 2564 โดยบริษัท ซีมันนี่ ในเครือข่ายช้อปปี้ ได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้เป็นผู้ให้บริการสินเชื่อส่วนบุคคลดิจิทัลในประเทศไทย ภายใต้ชื่อ เอสเพย์เลเทอร์ (SPayLater) ช้อปปี้ระบุว่า บริการนี้จะช่วยให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงสินเชื่อวงเงินสูงภายในเวลาอันรวดเร็ว เพื่อนำมาชำระค่าสินค้าบนแอป Shopee โดยไม่ต้องใช้หลักประกันใดๆ และลูกค้าสามารถเลือกจ่ายทีหลัง ระยะเวลาตั้งแต่ 1-3

Read More

ตลาดต้นไม้โตสวนกระแส ธุรกิจทำเงินยุค Work From Home

หากจะเปรียบเชื้อไวรัสโควิด-19 เป็นคลื่นสึนามิที่ซัดเข้าใส่อุตสาหกรรมหลักของประเทศ ส่งผลให้ผู้ประกอบการธุรกิจบางรายตั้งหลักไม่อยู่ล้มระเนระนาดก็คงจะไม่ผิดนัก ผู้ประกอบการธุรกิจบางรายที่ยังมีทุนรอน มีสายป่านยาวเพียงพอจะพยุงตัวลุกขึ้นมาได้ใหม่อีกครั้ง แต่จะต้องปรับตัวอยู่มากพอสมควร แต่ยังมีอีกหลายกิจการที่ไปไม่รอด ต้องประกาศหยุด ยกเลิกหรือขายกิจการไปในที่สุด เพื่อเป็นการลดหรือตัดภาระค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นออกไป หลายคนมองว่ากิจการที่น่าจะไปได้ในสถานการณ์อันยากลำบากนี้คือ ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอาหาร เครื่องดื่ม ยารักษาโรค ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ แต่นั่นต้องแลกกับการแข่งขันที่สูงขึ้น ช่องทางการขายที่ถูกจำกัดด้วยเวลาและสถานที่ แม้จะมีช่องทางออนไลน์เป็นตัวเสริม แต่นั่นอาจไม่ใช่คำตอบหรือตัวแปรที่จะนำไปสู่ความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจภายใต้สถานการณ์อันยากลำบาก นอกจากธุรกิจอาหารที่พอจะมีช่องทางให้ไปต่อได้แล้ว ยังมีอีกหนึ่งธุรกิจที่ไม่ใช่แค่ “ไปต่อได้” เท่านั้น ทว่า กลับสร้างเม็ดเงินมหาศาลให้แก่ผู้ประกอบการในเวลานี้ นั่นคือ ธุรกิจต้นไม้ ก่อนหน้าที่สถานการณ์โควิดจะลุกลามบานปลายเช่นทุกวันนี้ ตลาดต้นไม้นั้นซบเซาเป็นทุนเดิมอยู่ก่อนแล้ว มีเพียงต้นไม้ไม่กี่สายพันธุ์ที่ยังคงมีการซื้อขายกันอย่างต่อเนื่อง แม้จะไม่คึกคักมากนักแต่กระแสแทบไม่แผ่วในกลุ่มนักเล่นไม้ด้วยกัน นั่นคือ กระบองเพชร ไม้อวบน้ำ และไม้ใบ ในช่วงที่ประเทศไทยประสบกับปัญหาฝุ่นมลพิษ PM2.5 ช่วงนั้นเองที่ตลาดต้นไม้เริ่มกลับมาคึกคักและอยู่ในกระแสความต้องการของผู้บริโภคอีกครั้ง เมื่อประชาชนเริ่มมองหาตัวช่วยในการฟอกอากาศภายในบ้าน นอกเหนือไปจากเครื่องฟอกอากาศ นอกจากนี้ การแพร่ระบาดโควิด-19 ระลอกแรกที่ภาครัฐประกาศใช้มาตรการล็อกดาวน์และมาตรการ Work From Home เพื่อลดการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสนั้น มาตรการนี้จึงเป็นเหมือนตัวจุดชนวนให้ตลาดต้นไม้ค่อยๆ ฟื้นตัว เมื่อการปลูกต้นไม้เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยสร้างความผ่อนคลาย ลดความตึงเครียด เป็นกิจกรรมยามว่างของประชาชนเมื่อต้องใช้เวลาอยู่บ้านมากกว่าช่วงเวลาปกติ สองประเด็นที่กล่าวมาข้างต้น คงสร้างให้เกิดยอดขายในตลาดต้นไม้ได้เพียงช่วงเวลาหนึ่ง แต่ที่กลายเป็นกระแส เป็นเทรนด์ที่แม้แต่คนไม่สนใจการปลูกต้นไม้ยังต้องทำตาม และกลายเป็นจุดเปลี่ยนราคาต้นไม้ในตลาด

Read More