Home > manager360

ศรีลังกา: จากจินตภาพสู่ความเป็นจริง??

จังหวะก้าวของการพัฒนาประเทศศรีลังกาในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายหลังสิ้นสุดสงครามกลางเมืองดูจะดำเนินไปท่ามกลางอัตราเร่ง ซึ่งแม้ว่าจะเผชิญกับภาวะชะงักงันอยู่บ้างในช่วงของการเปลี่ยนผ่านอำนาจทางการเมือง แต่ต้องยอมรับว่ากรอบโครงสำหรับการพัฒนาทางเศรษฐกิจสังคมของศรีลังกายังดำเนินต่อไปอย่างมีเป้าหมายและน่าสนใจติดตามอย่างยิ่ง ความสามารถของ Mahinda Rajapaksa ในการสร้างเสถียรภาพทางการเมืองภายในประเทศด้วยการยุติสงครามกลางเมืองที่ยืดเยื้อยาวนานกว่า 3 ทศวรรษได้สำเร็จในปี 2009 ควบคู่กับการประกาศแนวทางในการพัฒนาศรีลังกาให้ฟื้นคืนจากบาดแผลของประวัติศาสตร์สู่อนาคตใหม่ ภายใต้แนวนโยบายที่ได้รับการเรียกขานว่า “Mahinda Chintana: Vision for the Future” ประกอบกับการดำรงอำนาจทางการเมืองที่ยาวนานนับสิบปีของเขา ในด้านหนึ่งได้กลายเป็นความท้าทายการดำรงอยู่ของกลุ่มการเมืองดั้งเดิมของสังคมศรีลังกา และทำให้ Mahinda Rajapaksa ต้องถูกผลักให้พ้นจากตำแหน่งไปโดยปริยายจากผลของการเลือกตั้งเมื่อต้นปี 2015 หากแต่มรดกทางความคิดและนโยบายว่าด้วยวิสัยทัศน์แห่งอนาคต หรือ “จินตภาพแห่งมหินทะ” ที่ประกอบส่วนไปด้วยแนวความคิดที่จะพัฒนาและสร้างให้ศรีลังกาเป็น Regional 5 Hub หรือศูนย์กลางของกิจกรรม 5 ประการของภูมิภาค ไล่เรียงตั้งแต่การเป็นศูนย์กลางของการเดินสมุทร ศูนย์กลางของการเดินอากาศ ศูนย์กลางของความรู้ ศูนย์กลางด้านพลังงาน และศูนย์กลางทางพาณิชยกรรม (Maritime, Aviation, Knowledge, Energy and Commerce) ไม่ได้ถูกทิ้งร้าง หากยังเป็นต้นทางของกรอบโครงแนวนโยบายในการพัฒนาประเทศศรีลังกาในช่วงที่ผ่านมาด้วย การเบียดแทรกเพื่อขยายบทบาทเข้ามาของมหาอำนาจทั้งจีน อินเดีย ญี่ปุ่น และนานาประเทศในการช่วยสนับสนุนความจำเริญครั้งใหม่ของศรีลังกา

Read More

รพ.บำรุงราษฎร์ เปิดตัวเทคโนโลยีใหม่ CardioInsight ตรวจภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะได้แม่นยำเป็นแห่งที่ 3 ของโลก และแห่งเดียวในเอเชีย

รพ.บำรุงราษฎร์ เปิดตัวเทคโนโลยีใหม่ CardioInsight ตรวจภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะได้แม่นยำเป็นแห่งที่ 3 ของโลก และแห่งเดียวในเอเชีย เมื่อเร็วๆ นี้ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ แถลงข่าวเปิดตัวนวัตกรรมเทคโนโลยีใหม่ CardioInsight เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจวินิจฉัยผู้ป่วยภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะได้อย่างแม่นยำและตรงจุดยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นโรงพยาบาลแห่งที่ 3 ของโลก และเป็นแห่งเดียวในเอเชียที่นำเทคโนโลยีนี้มาใช้ วางเป้าเป็นศูนย์หัวใจเต้นผิดจังหวะที่ทำวิจัยและให้การรักษาที่ดีที่สุด พร้อมทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญระดับสากล รศ. นพ. สมศักดิ์ เชาว์วิศิษฐ์เสรี (คนที่ 3จากขวา) ผู้อำนวยการด้านบริหารร่วม และผู้อำนวยการด้านการแพทย์, นพ.กุลวี เนตรมณี (คนที่ 3จากซ้าย) ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยด้านสรีรวิทยาไฟฟ้าหัวใจแปซิฟิก ริม ลอสแองเจลิส สหรัฐอเมริกา และอายุรแพทย์โรคหัวใจและหลอดเลือด ผู้เชี่ยวชาญด้านสรีรวิทยาไฟฟ้าหัวใจ ศูนย์หัวใจเต้นผิดจังหวะ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ พร้อมด้วยพันธมิตรผู้ก่อตั้ง CardioInsight และผู้จัดการฝ่ายวิจัย จากประเทศสหรัฐอเมริกา ร่วมงานแถลงข่าว ณ อาคารบำรุงราษฎร์ อินเตอร์เนชั่นแนล คลินิก ชั้น 10 สกายล็อบบี้

Read More

วิบากกรรมเศรษฐกิจไทย ค่าเงินผันผวนท่ามกลางปัจจัยลบ

สถานการณ์ทางเศรษฐกิจของไทยในช่วงครึ่งปีหลัง ดูจะไม่สดใสอย่างที่หลายฝ่ายคาดหมายไว้ก่อนหน้านี้มากนัก หลังจากที่การประชุมของคณะกรรมการกำหนดนโยบายทางการเงินของสหรัฐฯ (FOMC ) และธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ประกาศตัดสินใจขึ้นอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น (federal funds rate) ตามการคาดหมายอีก 0.25% สู่ระดับ 1.00-1.25% ท่ามกลางค่าเงินบาทที่ผันผวนและแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา สำนักวิเคราะห์ทางเศรษฐกิจหลายสำนักต่างประเมินว่า การประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ อาจนำไปสู่การกระตุ้นให้เกิดการไหลออกของเงินทุนจากประเทศไทย ซึ่งจะยิ่งส่งผลให้เกิดความผันผวนในตลาดเงินและค่าเงินบาทมากขึ้นไปอีก และการป้องกันความเสี่ยงเรื่องค่าเงินจะเป็นประเด็นที่นักลงทุนและผู้ประกอบการต้องให้ความสำคัญ การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดครั้งล่าสุดมาอยู่ที่ระดับร้อยละ 1.00-1.25 เกิดขึ้นท่ามกลางการคาดหมายว่า เฟดจะประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกในรอบปีนี้ เพื่อให้อัตราดอกเบี้ยขยับไปอยู่ที่ระดับร้อยละ 1.25-1.50 ในช่วงปลายปีนี้ ซึ่งจะทำให้อัตราดอกเบี้ยของเฟดอยู่ในระดับเดียวกับอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยที่ร้อยละ 1.50 และมีแนวโน้มที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยขึ้นอีกในรอบปีหน้า ซึ่งเป็นประหนึ่งแรงกดดันให้ธนาคารแห่งประเทศไทยต้องดำเนินมาตรการหรืออาจประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อตอบสนองกับท่าทีของเฟดไปโดยปริยาย ข้อกังวลใจเกี่ยวกับช่องว่างและส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยที่เบียดใกล้กันเข้ามานี้ ในด้านหนึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อการเคลื่อนย้ายเงินทุน และอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราที่ปรากฏข้อเท็จจริงแล้วในหลายประเทศ โดยผู้ประกอบการส่งออกดูจะเป็นกลุ่มผู้ประกอบการที่ได้รับผลจากกรณีดังกล่าวอย่างไม่อาจเลี่ยง ขณะที่รายงานของสภาอุตสาหกรรมในช่วงที่ผ่านมา ได้สะท้อนความกังวลใจของผู้ประกอบการ และเรียกร้องให้กลไกภาครัฐเข้ามาดูแลค่าเงินบาทให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมหรือปรับตัวอย่างมีเสถียรภาพด้วย ขณะเดียวกันโอกาสที่เงินทุนจากภายนอกจะไหลเข้าประเทศไทย จากผลของส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยดังเช่นที่เคยเกิดขึ้นในช่วงปี 2547-2549 มีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นได้ยาก เนื่องจากการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันยังคงขยายตัวในระดับเพียงร้อยละ 3-4 น้อยกว่าการเติบโตของเศรษฐกิจประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน ไม่ว่าจะเป็นมาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย ที่สามารถขยายตัวได้ร้อยละ 5-6 ประกอบกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจหลักทั้งสหรัฐฯ ยุโรป และญี่ปุ่น

Read More

ศรีลังกา: บนสมการถ่วงดุล มหาอำนาจจีน-อินเดีย

ในขณะที่สังคมไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลไกภาครัฐพยายามเร่งหาผู้ลงทุนรายใหม่ๆ ด้วยการเดินสายขายโครงการพัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกหรือ EEC: Eastern Economic Corridor ด้วยหวังว่าโครงการดังกล่าวจะเป็นประหนึ่งผลงานสำคัญ และช่วยผลักดันให้เศรษฐกิจไทยสามารถไถลตัวออกจากอาการติดหล่ม รวมถึงช่วยกู้ภาพลักษณ์ด้านผลงานการดำเนินงานของคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่เข้ามายึดครองอำนาจการบริหารประเทศเป็นเวลากว่า 3 ปี ล่วงไปแล้ว หากแต่ในอีกฟากฝั่งหนึ่งของมหาสมุทรอินเดีย ดินแดนที่เพิ่งฟื้นจากสงครามกลางเมืองและได้สัมผัสกับความสงบสันติมาได้ไม่ถึงทศวรรษกำลังต้องเผชิญกับความท้าทายครั้งใหม่ สำหรับการพัฒนาในอนาคต โดยเฉพาะการเลือกและรักษาสมดุลแห่งอำนาจ จากการเข้ามามีบทบาททั้งในมิติของเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน โดยเอกชนและภาครัฐจากทั้งจีน อินเดีย และญี่ปุ่น ที่ต่างพร้อมแสดงตัวในการเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ เพื่อก้าวสู่อนาคตที่สดใสร่วมกัน ศรีลังกา ซึ่งมีภูมิรัฐศาสตร์เป็นเกาะอยู่ทางตอนปลายของประเทศอินเดีย ถือเป็นพื้นที่ที่อินเดียเคยมีบทบาทนำมาตลอดในช่วงหลายทศวรรษแห่งประวัติศาสตร์ ก่อนที่จะสูญเสียพื้นที่และโอกาสให้กับจีน ในช่วงปี 2005 ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญก่อนที่รัฐบาลศรีลังกาจะเผด็จศึกและยุติสงครามกลางเมืองที่ยืดเยื้อมากว่า 3 ทศวรรษลงได้เบ็ดเสร็จเด็ดขาดในปี 2009 รัฐบาลจีนแทรกเข้ามามีบทบาทในศรีลังกาด้วยการให้ความช่วยเหลือทางการทหารมูลค่ากว่า 1 พันล้านเหรียญสหรัฐในปี 2005 ซึ่งนับเป็นจังหวะก้าวที่สอดรับกับสถานการณ์ความต้องการของรัฐบาลศรีลังกาภายใต้การนำของ Mahinda Rajapaksa และเป็นจุดเริ่มต้นของทั้งการสานสายสัมพันธ์และการดำเนินงานตามแผนยุทธศาสตร์ใหญ่ว่าด้วย String of Pearls และ One Belt, One Road (OBOR) ที่มีศรีลังกาประกอบส่วนอยู่ในยุทธศาสตร์นี้ด้วย การลงทุนของจีนในโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ของศรีลังกาในยุคหลังสงครามกลางเมือง ดำเนินไปท่ามกลางอัตราเร่ง

Read More

4 จังหวัดเหนือตอนบน 1 จัดแรลลี่จักรยาน มิ.ย-ก.ค. ส่งเสริมท่องเที่ยวชุมชนบูมเศรษฐกิจฐานราก

กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1 จัด “แรลลี่ 4 จังหวัด สัมผัสมนต์เสน่ห์ล้านนา” ชวนปั่นจักรยานแรลลี่ 2 วัน 1 คืน ใน 4 จังหวัด 4 สไตล์ 4 ชุมชน หวังโปรโมทการท่องเที่ยวโดยชุมชน สร้างรายได้- ความยั่งยืนและความภูมิใจแก่ท้องถิ่น นายสำเริง ไชยเสน รองผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน กล่าวว่า กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน1ประกอบด้วย จังหวัดเชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ลำปางและลำพูน มีศักยภาพและความโดดเด่นด้านการท่องเที่ยวเป็นที่ยอมรับทั้งในระดับประเทศและต่างประเทศ เนื่องจากมีแหล่งท่องเที่ยวที่มีความหลากหลายและมีอัตลักษณ์ รวมทั้งสิ่งอำนวยความสะดวก ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม ร้านค้า ร้านอาหารบูติครีสอร์ต และโฮมสเตย์ ที่มีความพร้อมและสามารถรองรับความต้องการของนักท่องเที่ยวในหลายรูปแบบ โดยเฉพาะการท่องเที่ยวโดยชุมชน ดังนั้นเพื่อเป็นการกระตุ้นตลาดท่องเที่ยวจึงได้จัดทำ “โครงการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพ CBT การท่องเที่ยวโดยชุมชน” ขึ้น เพื่อประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ถึงแหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่ ที่มีการจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชนสร้างรายได้แก่ชุมชนท้องถิ่น ตลอดจนส่งเสริมการท่องเที่ยวไทยให้ยั่งยืน เพิ่มมูลค่า สร้างความสมดุลในด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และปลุกจิตสำนึกรักบ้านเกิดและความภาคภูมิใจในท้องถิ่นของตนเอง ทั้งนี้ภายใต้โครงการดังกล่าวกำหนดจัดกิจกรรม

Read More

“Good Society Expo เทศกาลทำดี หวังผล” “ภาคสังคม ธุรกิจ ตลาดทุน” รวมพลังสร้าง “พลเมืองที่มีส่วนร่วมเพื่อส่วนรวม”

ปรากฏการณ์ใหม่ประเทศไทย! ทุกภาคส่วนกว่า 100 องค์กรทั้งธุรกิจ สังคม ตลาดทุน ร่วมส่งสาร “ทุกคนมีส่วนร่วมแก้ปัญหาสังคมได้” “ภาคสังคม” ปลื้มประชาชนตื่นตัวมีส่วนร่วมในงาน “Good Society Expo: เทศกาลทำดีหวังผล” เริ่มวันที่ 9-11 มิ.ย.นี้ ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ชวนคนไทยเป็น “พลเมืองที่มีส่วนร่วมเพื่อส่วนรวม” (Active Citizen) สนับสนุนการทำงานกับองค์กรภาคสังคม “ตัวจริง” ใน 5 ประเด็นหลัก “การศึกษา คนพิการ ต้านทุจริต สิ่งแวดล้อม สุขภาพ” โดยมีกลไกการให้ที่ทุกคนมีส่วนร่วมได้ ทั้ง “เทใจ ปันกัน ฟู้ด ฟอร์ กู๊ด โซเชียลกีฟเวอร์ กองทุนรวมคนไทยใจดี” ขณะที่ “ภาคตลาดทุน” ทั้งสภาธุรกิจตลาดทุนไทย ตลท. และ ก.ล.ต. พร้อมสนับสนุนให้เกิดระบบนิเวศการลงทุนทางสังคมที่ยั่งยืน ผ่านกลไก “กองทุนรวมธรรมาภิบาลไทย” ตามที่มูลนิธิเพื่อคนไทย องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน

Read More

รัฐมุ่งหน้าเร่ขายฝัน หวังฉุดเศรษฐกิจไทยฟื้น

ข่าวการเดินทางเพื่อเชิญชวนนักลงทุนญี่ปุ่นให้เข้าร่วมเป็นหุ้นส่วนของไทยในช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ของสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ในด้านหนึ่ง ถือเป็นความพยายามที่ไม่สิ้นสุดของรัฐบาลไทยที่จะผลักดันโครงการลงทุนและกระตุ้นภาพรวมทางเศรษฐกิจของไทยให้ดำเนินไปตามถ้อยแถลงว่าด้วยเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวแล้ว แม้ว่าข้อเท็จจริงที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าจะไม่สอดรับกับคำเอ่ยอ้างและวาทกรรมว่าด้วยความมั่นใจของนักลงทุนต่างชาติ และในบางกรณีอาจดำเนินสวนทางไปในทิศทางตรงข้ามก็ตาม ความพยายามที่จะสถาปนาประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางของการพัฒนาผ่านปาฐกถาในงานสัมมนา “Thailand towards Asian Hub” ถือเป็นข้อเน้นย้ำถึงมายาคติที่บีบอัดเป็นมิติมุมมองของทั้งผู้นำระดับสูงในรัฐบาลและสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ที่จ่อมจมอยู่กับวาทกรรมและความเชื่อว่าด้วยความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ของไทยแบบดั้งเดิม โดยละเลยบริบทของการพัฒนาและการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทั้งในระดับภูมิภาคและระดับนานาชาติ ขณะที่การเน้นย้ำประเด็นว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างไปสู่ไทยแลนด์ 4.0 และการปรับปรุงกฎระเบียบเพื่ออำนวยความสะดวกให้นักลงทุนเข้ามาลงทุนในแผนพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรืออีอีซี ดูจะเป็นการเน้นย้ำที่ไม่ต่างจากแผ่นเสียงที่ตกร่อง เพราะนอกจากจะยังไม่มีความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรมใหม่ๆ ให้เห็นถึงความเชื่อมโยงอย่างเป็นระบบของพัฒนาการเชิงนโยบายในสองเรื่องนี้อย่างจริงจังเลย ประเด็นว่าด้วย EEC หรือการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก ที่ดำเนินไปภายใต้ความคาดหวังว่าจะช่วยเปลี่ยนผ่านภาคการผลิตของไทย และเป็นโครงการที่จะต้องมีการพัฒนาในโครงสร้างพื้นฐานมูลค่ารวมกว่า 4.3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ กลายเป็นเงื่อนไขสำคัญถึงความเป็นไปได้ของโครงการนี้ว่าจะแสวงหาเม็ดเงินและนักลงทุนจากที่ใดเข้ามาเติมเต็มความฝันครั้งใหม่ของรัฐบาลไทยนี้ “หากขาดนักลงทุนจากญี่ปุ่น EEC คงพัฒนาไม่สำเร็จ จึงได้เชิญประธาน JETRO มาเป็นที่ปรึกษาเพื่อติดต่อกับนักลงทุนญี่ปุ่น ซึ่งหวังว่าไทย-ญี่ปุ่นจะร่วมมือทางการค้าและลงทุนได้เพิ่มขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะการนำแนวคิดร่วมจัดทำยุทธศาสตร์ของกลุ่มประเทศ CLMVT เพื่อเชื่อมโยงยุทธศาสตร์ขยายไปยังกลุ่มต่างๆ ด้วย” สมคิดระบุในตอนหนึ่งของปาฐกถา การอ้างถึงความพยายามเชื่อมโยงยุทธศาสตร์การพัฒนาเข้ากับกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านทั้งกัมพูชา สปป.ลาว เมียนมาร์และเวียดนาม หากเป็นในอดีตก็คงดำเนินไปในลักษณะที่ไทยเป็นศูนย์กลางที่จะหนุนนำพัฒนาการทางเศรษฐกิจสังคมไปสู่มิตรประเทศเหล่านี้ หากแต่ในปัจจุบันความพยายามผนวกรวมยุทธศาสตร์ CLMVT กลับกลายเป็นเพียงการขอมีส่วนร่วมให้เกิดความน่าสนใจในมิติของการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวจากต่างประเทศเท่านั้น ก่อนหน้านี้ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ได้พยายามที่จะนำเสนอ หรือหากกล่าวอย่างชัดเจน

Read More

Future Energy บนทางเลือกพลังงานไทย

บทบาทของกระทรวงพลังงานในบริบทของสังคมไทยในช่วงที่ผ่านมา ดูจะมีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจติดตามไม่น้อย เพราะนอกจากจะมีประเด็นร้อนว่าด้วย ความพยายามจัดตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ (NOC) ไว้ในส่วนหนึ่งในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติปิโตรเลียม ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ก่อนที่การประชุมสนช. เมื่อช่วงปลายมีนาคมจะมีมติให้กระทรวงพลังงานจัดตั้งคณะกรรมการศึกษาการจัดตั้ง NOC ภายใน 60 วันและต้องรู้ผลภายใน 1 ปี การมองหารูปแบบของ NOC ที่เหมาะสมและเป็นไปได้อย่างสอดคล้องกับบริบทของสังคมไทย ทำให้คณะของเจ้ากระทรวงพลังงานไทยต้องเดินทางไปศึกษาดูงานด้านพลังงานไกลถึงนอร์เวย์และเดนมาร์กเมื่อช่วงกลางเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ภารกิจหลักของการดูงานที่นอร์เวย์และเดนมาร์กดังกล่าว แม้ด้านหนึ่งจะเน้นหนักไปที่การหาต้นแบบหรือโมเดลของ NOC ในการบริหารจัดการทรัพยากร และสัมปทานปิโตรเลียม แต่อีกมิติหนึ่งก็คือการแสวงหาหนทางและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี เพื่อเติมเต็มและพัฒนาไปสู่ทางเลือกของพลังงานทดแทนอื่นๆ ทั้งพลังงานลม ขยะ พลังงานความร้อน ข้อเท็จจริงที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งก็คือ นับตั้งแต่วันที่ 10 มิถุนายน-10 กันยายน กระทรวงพลังงานกำลังจะไปแสดงศักยภาพการพัฒนาพลังงานชีวภาพของประเทศไทย ในงาน Astana Expo 2017 ณ กรุงอัสตานา สาธารณรัฐคาซัคสถาน ที่จัดขึ้นภายใต้หัวข้อหลัก “พลังงานแห่งอนาคต” (Future Energy) และหัวข้อย่อยว่าด้วย “Solutions for Tackling Humankind’s Greatest

Read More

“กระทง” แท่นขุดเจาะใหม่ของเชฟรอน เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานในอ่าวไทย

เมื่อเร็วๆ นี้ บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด ร่วมกับ บริษัท เชลฟ์ ดริลลิ่ง จำกัด และบริษัท แลมเพร็ล จำกัด (มหาชน) จัดพิธีฉลองการตั้งชื่อแท่นขุดเจาะใหม่ “กระทง” ณ อู่ราชนาวีมหิดลอดุลยเดช จังหวัดชลบุรี เพื่อสนับสนุนปฏิบัติการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมของในอ่าวไทยให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น สามารถตอบสนองความต้องการด้านพลังงานภายในประเทศที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยจะเริ่มนำแท่นขุดเจาะใหม่นี้ไปใช้เดือนมิถุนายนที่จะถึงนี้ ชาทิตย์ ห้วยหงส์ทอง ผู้จัดการใหญ่ฝ่ายพัฒนาแหล่งผลิต บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด กล่าวว่า “แท่นขุดเจาะกระทงเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่สะท้อนความมุ่งมั่นของเชฟรอนในการดำเนินการตามพันธกิจในการจัดหาพลังงานที่มีความปลอดภัยและเชื่อถือได้ เพื่อสนับสนุนความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ นอกจากนั้น การนำแท่นขุดเจาะใหม่มาใช้ดำเนินงาน ยังก่อให้เกิดการจ้างงานและเพิ่มรายได้ให้แก่รัฐอีกด้วย” เคิร์ท ฮอฟแมน รองประธานบริหารและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท เชลฟ์ ดริลลิ่ง จำกัด เปิดเผยว่า “การจัดสร้างแท่นขุดเจาะกระทงเป็นไปตามระยะเวลาที่กำหนด โดยไม่มีอุบัติการณ์ใดเกิดขึ้นเลย ตลอดระยะเวลาของการจัดสร้าง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความร่วมมืออันแข็งแกร่งของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้ง เชฟรอน เชลฟ์ ดริลลิ่ง และ แลมเพร็ล” แท่นขุดเจาะ

Read More

สกว. บุกตลาดสินค้าอาหาร-เครื่องดื่ม ที่เซี่ยงไฮ้

สกว. นำผลิตภัณฑ์จากงานวิจัยร่วมแสดงสินค้าด้านอาหารและเครื่องดื่มระดับโลกที่นครเซี่ยงไฮ้ หวังสร้างโอกาสทางการตลาดแก่ผู้ประกอบการให้มีช่องทางจำหน่ายทั้งในและนอกประเทศอย่างต่อเนื่อง พร้อมศึกษาดูงานการพัฒนานวัตกรรมของต่างชาติ เลขาธิการหอการค้าไทยในจีนแนะนำจดเครื่องหมายการค้าเพื่อป้องกันการเลียนแบบ ขณะที่กงสุลชี้ช่องทางเปิดตลาดใหม่ผ่านเว็บชื่อดัง รศ. ดร.พงศ์พันธ์ แก้วตาทิพย์ ผู้อำนวยการฝ่ายอุตสาหกรรม สำนักงานกองทุนสนับสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เปิดเผยว่า สำนักประสานงานชุดโครงการการพัฒนาผลิตภัณฑ์ Innovative House ได้รับเชิญจากหอการค้าฝรั่งเศส-ไทยเข้าร่วมงานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มที่ใหญ่สุดในเอเชีย “SIAL CHINA 2017” ณ มหานครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่ 16-20 พฤษภาคม 2560 โดยงานดังกล่าวถือเป็นงานที่ใหญ่เป็นอันดับที่ 4 ของโลก จัดขึ้นมากว่า 17 ปี มีผู้เข้าร่วมงานประมาณ 80,000 คน จาก 67 ประเทศทั่วโลก สกว. จึงเชิญชวนผู้ประกอบการที่มีความพร้อมและต้องการส่งออกสินค้าไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีน นำผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการทำวิจัยร่วมกับชุดโครงการไปทดลองตลาดดังกล่าว และทดสอบตลาดให้ผลิตภัณฑ์ที่กำลังพัฒนากับตลาดเป้าหมาย หากตลาดยังไม่ตอบรับจะได้ปรับปรุงแก้ไขผลิตภัณฑ์ก่อนสิ้นสุดโครงการ รวมถึงการแสวงหาและศึกษาแนวโน้มการพัฒนาผลิตภัณฑ์ นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ ในอุตสาหกรรมอาหาร เพื่อนำมาแนะนำผู้ประกอบการของไทย ผู้ประกอบการที่นำผลิตภัณฑ์มาร่วมจำหน่ายและทดลองตลาดในครั้งนี้มี 5 บริษัท เป็นผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการวิจัยและพัฒนาเสร็จแล้ว 3

Read More