Home > manager360

สกว. หนุนนักวิจัย มรภ.อุดรธานี สืบสานภูมิปัญญา ถอดลายบ้านเชียงสู่งานออกแบบผลิตภัณฑ์ชุมชน

สกว. หนุนนักวิจัย มรภ.อุดรธานี สืบสานภูมิปัญญาสร้างมูลค่าทางการตลาดด้วยการถอดลายประทับดินเผาบ้านเชียง เชื่อมกับลายมงคลสมัยนิยม เพื่อออกแบบผลิตภัณฑ์ชุมชนให้แตกต่างจากเดิมแต่ยังคงไว้ซึ่งอัตลักษณ์ ผศ. ดร.กนิษฐา เรืองวรรณศักดิ์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ในฐานะหัวหน้าโครงการ “สัมพันธภาพระหว่างลวดลายประทับดินเผาบ้านเชียงกับลายมงคลสมัยนิยมสู่งานออกแบบผลิตภัณฑ์ชุมชนในจังหวัด” เปิดเผยว่า ตนและคณะได้ต่อยอดผลิตภัณฑ์ชุมชนจากลวดลายบ้านเชียงหลายรูปแบบ โดยได้รับการสนับสนุนทุนจากฝ่ายการวิจัยมุ่งเป้า สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) บ้านเชียงเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นทุกปี นอกจากสถานที่ท่องเที่ยว ที่พัก การบริการต่าง ๆ แล้ว รูปแบบสินค้าของที่ระลึกก็ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการท่องเที่ยวเช่นกัน จึงเป็นความท้าทายของผู้วิจัยในการถอดลวดลายตราประทับดินเผาบ้านเชียงเชื่อมสัมพันธภาพระหว่างลวดลายโบราณยุคก่อนประวัติศาสตร์ กับความหมายของลวดลายในเชิงมงคลสมัย เพื่อสร้างแนวทางเลือกให้แก่นักท่องเที่ยวในการเลือกซื้อสินค้าของฝาก ของที่ระลึก และส่งเสริมแนวทางการสร้างรายได้ให้แก่คนในชุมชน ตอบรับยุทธศาสตร์แผนพัฒนาจังหวัดอุดรธานี 4 ปี ในการเพิ่มขีดความสามารถของรูปแบบผลิตภัณฑ์ชุมชนให้เกิดรูปแบบผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายขึ้น ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์อาหารประเภทขนมเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจในการที่จะนำลวดลายมาบูรณาการ เพื่อให้มีลักษณะเฉพาะที่สื่อถึงขนมจังหวัดอุดรธานีได้ จึงได้ทำตราประทับดินเผาบ้านเชียงมีลวดลายที่ลึก นูน สวยงาม แปลกตา ซึ่งมีนักวิชาการและนักโบราณคดีจำนวนมากสันนิษฐานว่าตราประทับดินเผาบ้านเชียงใช้กดประทับลายบนภาชนะดินเผา แต่เพราะลวดลายบนภาชนะดินเผาบ้านเชียงสมัยปลายเป็นลวดลายที่เกิดจากการเขียนด้วยพู่กันและไม่ปรากฎลวดลายบนภาชนะดินเผาที่เกิดจากลายประทับจึงเกิดสมมติฐานที่ว่าเป็นเครื่องมือที่สร้างลวดลายบนผืนผ้า ด้วยความน่าสนใจของลูกกลิ้งและตราประทับดินเผาบ้านเชียงที่มีลวดลายสวยงามและเป็นโบราณวัตถุที่แสดงลักษณะเฉพาะที่จังหวัดอุดรธานี “งานวิจัยนี้เป็นการพัฒนาองค์ความรู้ คุณค่าทางภูมิปัญญา และอัตลักษณ์ทางศิลปะ วัฒนธรรม หัตถกรรม และความหลากหลายของกลุ่มคน สร้างมูลค่าสู่การตลาด ด้วยกระบวนการบนพื้นฐานของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ เพื่อให้เกิดการกระจายรายได้ และลดช่องว่างทางเศรษฐกิจ โดยประยุกต์งานออกแบบให้เหมาะสมกับวัสดุภายในประเทศ

Read More

เจดี เซ็นทรัล ประกาศความสำเร็จสถิติแคมเปญ 11.11 หลังเปิดตัวอย่างเป็นทางการ

เจดี เซ็นทรัล หรือ JD CENTRAL แพลตฟอร์มช้อปปิ้งออนไลน์ ประกาศความสำเร็จหลังจากเปิดตัวไปเพียงแค่ 1 เดือน ด้วยสถิติที่น่าสนใจจากแคมเปญสุดยิ่งใหญ่แห่งปี 11.11 CRAZY HOT SALE โดยมียอดสั่งซื้อรวมพุ่งสูงขึ้นถึง 1100% ในวันที่ 11 พฤศจิกายน 2561 แสดงให้เห็นถึงการเลือกซื้อสินค้าของผู้บริโภคไทยที่หันมาจับจ่ายใช้สอยบนช่องทางออนไลน์มากขึ้น รวมถึงชาวจีนที่เลือกจับจ่ายสินค้าจากประเทศไทยผ่าน JD CENTRAL Global Flagship Store บน JD.com อย่างล้นหลามในช่วงเทศกาลการซื้อ-ขายสินค้าออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่างวันคนโสด (Single Day) รวิศรา จิราธิวัฒน์ ประธานบริหารฝ่ายการตลาด เจดี เซ็นทรัล กล่าวว่า สำหรับแคมเปญ 11.11 ที่ผ่านมานี้ถือว่ามีความสำคัญกับเรามาก เนื่องจากเราพึ่งทำการเปิดตัวอย่างเป็นทางการไปช่วงปลายเดือนกันยายน แคมเปญนี้คือแคมเปญใหญ่ครั้งแรก เราไม่เพียงแค่ทำโปรโมชั่นและโปรโมตแบรนด์ผ่านช่องทางต่างๆ มากขึ้น แต่เรายังสร้างคอนเทนต์ด้านที่ไม่ได้เน้นแค่การขายสินค้าเพียงอย่างเดียว ทำให้แบรนด์ JD Central ให้เข้าถึงผู้บริโภคมากขึ้น ซึ่งผลตอบรับที่ได้ถือว่าดีมาก

Read More

ปิติ ภิรมย์ภักดี นำทัพร้าน”อาหาร”คว้ารางวัลมิชลิน จิ๊กซอว์ตัวแรก ฟู้ด แฟคเตอร์ บุกต่างประเทศ

ปิติ ภิรมย์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารธุรกิจซัพพลายเชนและกรรมการบริหาร บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจเครื่องดื่มและอาหาร เปิดเผยว่า จากการเปิดตัวร้าน “อาหาร”(R-HAAN) ย่านทองหล่อซอย 9 เป็นร้านอาหารไทย fine dining โดยเป็นการร่วมงานกับเชฟชุมพล เชฟกระทะเหล็กประเทศไทย ด้วยความตั้งใจให้ “ร้านอาหาร” เป็นจุดเผยแพร่วัฒนธรรมอาหารของไทยและวัตถุดิบในการปรุงอาหารไทย ภายใต้การลงทุนในช่วงแรก 25 ล้านบาท หลังจากเปิดให้บริการในช่วงระยะเวลา 6 เดือน ร้าน “อาหาร”(R-HAAN) สามารถคว้ารางวัลมิชลินสตาร์ (Michelin star) ระดับ 1 ดาว ประจำปี 2562 หรือร้านอาหารคุณภาพสูงที่ควรค่าแก่การ แวะชิม ซึ่งเป็น 1 ใน 10 ร้านใหม่ที่เพิ่งจะได้รับดาวมิชลินครั้งแรกในปีนี้ การคว้ารางวัลมิชลินสตาร์ ระดับ 1 ดาว นับเป็นความสำเร็จแรกในการต่อยอดขับเคลื่อนธุรกิจอาหารของ บริษัท ฟู้ด แฟคเตอร์ จำกัด

Read More

‘ไอคอนสยาม’ เปิดพิพิธภัณฑ์ลอยน้ำ ‘เรือสำเภาศรีมหาสมุทร’ ครั้งแรกในไทย ยิ่งใหญ่ริมเจ้าพระยา ฉลอง 250 ปีกรุงธนบุรี

‘ไอคอนสยาม’ อภิมหาโครงการเมืองแห่งการใช้ชีวิตสู่โลกอนาคต สัญลักษณ์แห่งความรุ่งโรจน์ของไทยริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา จัดพิธีเปิดพิพิธภัณฑ์ลอยน้ำครั้งแรกในประเทศไทย ‘เรือสำเภาศรีมหาสมุทร’ สัญลักษณ์แห่งความเจริญรุ่งเรืองที่มากับสายน้ำ เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ในวาระครบรอบ 250 ปีแห่งการสถาปนากรุงธนบุรีศรีมหาสมุทร ภายในนิทรรศการจัดแสดงพระราชประวัติและพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช นำเสนอในรูปแบบนิทรรศการและใช้เทคนิคการนำเสนอที่ล้ำสมัยบอกเล่าเรื่องราวและสร้างประสบการณ์ที่น่าตื่นตาตื่นใจให้กับผู้เข้าชมเสมือนย้อนเวลากลับไปอยู่บนเรือจริงในอดีต โดยพิธีเปิดพิพิธภัณฑ์ลอยน้ำ ‘เรือสำเภาศรีมหาสมุทร’ จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ด้วยการแสดงชุดหุ่นละครเล็กเรื่องรามเกียรติ์ ตอน ‘หนุมานเกี้ยวนางวาริน’ ซึ่งมีความสำคัญในฐานะพระราชนิพนธ์ในสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ประกอบแสงสีเสียง โดยได้รับเกียรติจาก ดร.วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมผู้บริหารไอคอนสยาม สปอนเซอร์ และนักแสดงชื่อดัง อั้ม-อธิชาติ ชุมนานนท์, เจมส์-จิรายุ ตั้งศรีสุข และ นุ่น-วรนุช ภิรมย์ภักดี ร่วมในพิธีเปิดเพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่าเรือกำลังจะออกเดินทางอีกครั้งหนึ่ง ณ เบื้องหน้า พิพิธภัณฑ์ลอยน้ำ ‘เรือสำเภาศรีมหาสมุทร’ ท่ามกลางทัศนียภาพอันงดงามของแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณ ริเวอร์พาร์ค ไอคอนสยาม นายณรงค์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการ บริษัท ดิ ไอคอนสยาม ซูเปอร์ลักซ์ เรสซิเดนซ์ คอร์ปอเรชั่น จํากัด

Read More

LPN พลิกกลยุทธ์เพิ่มฐานรายได้สู่ Recurring Income นำร่องคอนโด “ลุมพินี ลีฟวิ่ง พลัส รังสิต-คลอง1” ปล่อยเช่าเจาะลูกค้ากลุ่ม White collar

LPN เดินหน้าตามโรดแมป “Year of Change” ขยายฐานรายได้สู่ Recurring Income สร้างความยั่งยืน ล่าสุด นำร่องเปิด “ลุมพินี ลีฟวิ่ง พลัส รังสิต-คลอง1” คอนโดฯเพื่อปล่อยเช่าเจาะลูกค้ากลุ่ม White collar เพิ่มคุณค่าการอยู่อาศัยผ่านพื้นที่ Public Zone จัดเต็มบริการ Co-Living Space รองรับเทรนด์ใหม่การใช้ชีวิตคน Gen Y พร้อมประกาศเปิดรับเอเจนท์ ฟรีแลนซ์ช่วยหาผู้เช่า ก่อนขยายสู่โครงการอื่นในอนาคต “Year of Change : ปีแห่งการเปลี่ยนแปลง” คือ ยุทธศาสตร์ที่ บมจ.แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ (LPN) สื่อมายังตลาดตั้งแต่ต้นปี 2561 ถึงวันนี้ ภาพการเปลี่ยนแปลงได้ปรากฏชัดเจนในหลายๆด้าน หนึ่งในนั้นคือ กลยุทธ์ในการเพิ่มรายได้ที่เน้นขยายฐานรายได้จากธุรกิจหลักสู่ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องอื่นๆ ผ่านรูปแบบจากการสร้างเพื่อ “ขาย” อย่างเดียวมาเป็นการสร้างหรือการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยเพื่อ “ปล่อยเช่า” ใน (บาง)

Read More

“หวานเป็นลม ขมเป็นยา” ภาพสะท้อนธุรกิจเวชภัณฑ์ไทย

สถานการณ์ว่าด้วย การเข้าไม่ถึงยาจำเป็น ของสังคมไทย ดูจะเป็นประเด็นใหญ่ที่น่ากังวลมิใช่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ป่วยในโรคที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายสูง และเป็นปัญหาสำคัญในระบบสาธารณสุขของไทย ท่ามกลางความเป็นไปของตลาดยาในประเทศไทยที่มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 5-6 ต่อปี และมีมูลค่าการตลาดรวมกว่า 1.8 แสนล้านบาท ปัจจัยหนุนเสริมที่ทำให้ตลาดยาในไทยขยายตัวต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากความเจ็บป่วยที่เพิ่มขึ้นของคนไทย โดยเฉพาะจำนวนผู้ป่วยจากโรคเฉพาะทาง ทั้งโรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง และโรคมะเร็ง ขณะที่จำนวนประชากรผู้สูงอายุในประเทศไทยซึ่งคาดว่าจะเพิ่มมากขึ้นไปสู่ระดับ 10.3 ล้านคนในปี 2562 ก็เป็นปัจจัยเสริมให้มีความต้องการใช้ยาเพิ่มขึ้นด้วย กรณีดังกล่าวส่งผลให้รัฐมีความจำเป็นต้องใช้งบประมาณเพิ่มขึ้นถึง 2 เท่า ดังจะเห็นได้จากข้อมูลรายจ่ายสวัสดิการผู้สูงอายุซึ่งอยู่ที่ระดับ 2.81 แสนล้านบาทในปี 2559 และจะเพิ่มเป็น 4.64 แสนล้านบาทในปี 2564 ซึ่งค่าใช้จ่ายส่วนนี้สะท้อนผ่านความต้องการใช้ยาเฉพาะทางและบริการทางการแพทย์ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แม้ว่าค่าใช้จ่ายด้านยาของประเทศไทย ซึ่งมีมูลค่านับแสนล้านบาทต่อปี จะถือเป็นค่าใช้จ่ายในสัดส่วนมากถึง 1 ใน 3 ของค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ แต่ปัญหาการเข้าไม่ถึงยาจำเป็น ยังทวีความรุนแรงมากขึ้นในระบบสุขภาพไทย โดยเฉพาะการเข้าไม่ถึงยาในความเจ็บป่วยที่มีความรุนแรงและเฉพาะทางที่ยังเป็นปัญหาหลัก ประเด็นที่น่าสนใจจากเหตุดังกล่าวในด้านหนึ่งอยู่ที่ข้อเท็จจริงที่ว่า ค่าใช้จ่ายด้านยาของประเทศไทยดำเนินไปในทิศทางที่สูงกว่าการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ ท่ามกลางความไม่ชัดเจนในเชิงนโยบายว่าด้วยการกำหนดราคายา การขาดระบบควบคุมราคายาที่มีประสิทธิภาพ ไม่มีหน่วยงานที่กำกับดูแลการกำหนดราคายาให้เหมาะสมและเป็นธรรม ซึ่งกรณีเช่นว่านี้ก่อให้เกิดปัญหาการเข้าถึงยา โดยเฉพาะยาที่มีราคาแพงและยาที่ผูกขาดตลาดโดยเจ้าของรายเดียวหรือน้อยรายไปโดยปริยาย ข้อเท็จจริงแห่งความเป็นไปของยา

Read More

BGRIM เผย กำไรสุทธิไตรมาส 3 พุ่ง 40% เป็น 795 ลบ. เดินหน้าเปิดโรงไฟฟ้าอีก 861 MW ภายในปีหน้า

BGRIM รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 3 มีรายได้เติบโต 20% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 9,691 ล้านบาทสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ หนุนกำไรสุทธิพุ่ง 40% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนเป็น 795 ล้านบาท หลังการจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบต่อเนื่อง พร้อมเดินหน้าสร้างโรงไฟฟ้าตามแผนจ่ายไฟเข้าระบบอีก 861 เมกะวัตต์ ทั้งในประเทศและต่างประเทศภายในปีหน้า หนุนรายได้ปี 62 เติบโตต่อเนื่องอีก 15-20% นางปรียนาถ สุนทรวาทะ ประธานเจ้าหน้าที่ บมจ.บี.กริม เพาเวอร์ หรือ BGRIM เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานไตรมาส 3 มีรายได้เติบโต 20% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนเป็น 9,691 ล้านบาทจากการเพิ่มขึ้นของรายได้จากการขายไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าอมตะ บี.กริม เพาเวอร์ (ระยอง) 3 และโรงไฟฟ้าอมตะ บี.กริม เพาเวอร์ (ระยอง) 4 ในนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ (ระยอง) ที่เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์

Read More

บ้านปูฯ แถลงผลประกอบการไตรมาส 3/2561 โตแกร่ง เดินหน้าสู่ผู้นำธุรกิจด้านพลังงานแบบครบวงจรแห่งเอเชีย-แปซิฟิก

บ้านปูฯ แถลงผลประกอบการไตรมาส 3/2561 โตแกร่ง เดินหน้าสู่ผู้นำธุรกิจด้านพลังงานแบบครบวงจรแห่งเอเชีย-แปซิฟิก เน้นจุดแข็งการผนึกกำลังระหว่างกลุ่มธุรกิจหลักเพื่อการเติบโตที่ยั่งยืน บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ผู้นำด้านธุรกิจพลังงานแบบครบวงจรแห่งเอเชีย-แปซิฟิก รายงานผลการดำเนินงานไตรมาสที่ 3 ประจำปี 2561 ของบริษัทฯ เติบโตตามเป้าหมาย มีรายได้จากการขายรวม 965 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 31,816 ล้านบาท) เพิ่มขึ้นจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้า 245 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 8,078 ล้านบาท) หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 34 โดยมีกำไรก่อนหักภาษี ดอกเบี้ย ค่าเสื่อมและค่าใช้จ่ายตัดจ่าย (EBITDA) รวม 310 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 10,221 ล้านบาท) เพิ่มขึ้นร้อยละ 18 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรสุทธิรวม 76 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 2,506 ล้านบาท) โดยหากพิจารณากำไรจากการดำเนินงานที่ไม่รวมรายการอัตราแลกเปลี่ยนแล้ว

Read More

ผวจ.แม่ฮ่องสอนเร่งเพิ่มผลผลิต-ผู้ซื้อ วอนสกว. ช่วยหลุดพ้นจากความยากจน

พ่อเมืองแม่ฮ่องสอนยินดีร่วมขับเคลื่อน “แม่ฮ่องสอนโมเดล” สู่ความยั่งยืนพร้อมทีม สกว. ชี้ทางแก้ปัญหาให้ชาวบ้านมีรายได้และหลุดพ้นจากความยากจนต้องช่วยเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรและผู้ซื้อ ขณะที่ชาวบ้านห่วงภูมิคุ้มกันและการจัดการระบบในพื้นที่เพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลง รศ. ดร.ปัทมาวดี โพชนุกูล รองผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ด้านการวิจัยเชิงยุทธศาสตร์ นำคณะนักวิจัยเดินทางไปสำรวจพื้นที่บูรณาการเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนจังหวัดแม่ฮ่องสอนและเข้าพบนายสิริรัฐ ชุมอุปการ ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน เพื่อหารือเรื่องการขับเคลื่อน “แม่ฮ่องสอนโมเดล” สู่ความยั่งยืน ภายใต้เครือข่ายวิจัยและองค์ความรู้จากการวิจัยที่ สกว. ให้การสนับสนุน โดยเชื่อมโยงกับความต้องการในบริบทใหม่ของประเทศและจังหวัดแม่ฮ่องสอน เพื่อให้ตอบโจทย์เป้าหมายอย่างแท้จริง เบื้องต้น สกว.ได้สรุปประเด็นการขับเคลื่อนในพื้นที่ประกอบด้วย สิทธิในที่ทำกิน โครงสร้างพื้นฐาน พลังงาน และโลจิสติกส์ การจัดการเมือง ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและเชิงนิเวศ การค้าชายแดน ความมั่นคงอาหาร การจัดการภัยพิบัติ และการศึกษาทั้งในและนอกระบบ โดยความร่วมมือจากภาคประชาชน ภาควิชาการ ภาคเอกชน ภาครัฐ อาทิ สภาพัฒน์ภาค หน่วยงานต่างๆ ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอนกล่าวว่า อยากให้เพิ่มเติมเรื่องการเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรเพื่อให้มีรายได้เพิ่มขึ้น โดยปัญหาสำคัญคือ ขาดผู้ซื้อ รวมถึงยังเชื่อมโยงกับปัญหาที่ดินทำกินและเอกสารสิทธิ์การครอบครองที่ดิน เนื่องจากพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นป่าทำให้มีพื้นที่เพาะปลูกและผลผลิตน้อย จึงถูกกดราคา รวมถึงขาดแคลนโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญทั้งถนนและไฟฟ้า ไม่มีใครอยากมาลงทุนสร้างโรงงานผลิตใหญ่ๆ ในพื้นที่

Read More

ธุรกิจโรงพยาบาลและสุขภาพ สมรภูมิใหม่กลุ่มทุนใหญ่ไทย

แม้ว่าบรรยากาศของเศรษฐกิจไทยโดยรอบจะไม่ได้ก่อให้เกิดความรู้สึกในหมู่ประชาชนทั่วไปว่ากำลังฟื้นตัวหรือกลับมาคึกคักในแบบที่กลไกรัฐพยายามสร้างเสริมให้ได้สัมผัส หากแต่ในความเป็นไปสำหรับกลุ่มทุนขนาดใหญ่ของไทย โอกาสและจังหวะก้าวในการขยายธุรกิจดูเหมือนกำลังดำเนินไปอย่างไม่มีสะดุด และดูจะรุดหน้าไปด้วยอัตราเร่งด้วยซ้ำ ภายใต้แผนยุทธศาสตร์ชาติฉบับคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ระบุว่าจะพัฒนาประเทศไทยไปสู่การเป็นศูนย์กลางสุขภาพของโลกใน 4 ด้าน ทั้งในมิติของการเป็นศูนย์กลางบริการเพื่อส่งเสริมสุขภาพ (Wellness Hub) ศูนย์กลางทางการแพทย์ (Medical Hub) ศูนย์กลางบริการวิชาการและงานวิจัย (Academic Hub) และศูนย์กลางยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพ (Product Hub) กำลังส่งผลให้ธุรกิจโรงพยาบาลและบริการสุขภาพของไทย กลายเป็นธุรกิจที่ได้รับการหมายตาจากกลุ่มทุนขนาดใหญ่ในการขยายอาณาจักรธุรกิจที่น่าติดตามไม่น้อย ข้อเท็จจริงที่น่าสนใจของธุรกิจโรงพยาบาลและบริการสุขภาพในช่วงที่ผ่านมาก็คือ การเป็นธุรกิจที่มีมูลค่าการตลาดสูงถึงเกือบ 7 แสนล้านบาท และยังมีแนวโน้มการเติบโตต่อเนื่องจากผลของการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุและการหันมาสนใจใส่ใจในการดูแลและรักษาสุขภาพของผู้คนทั่วไป ยิ่งส่งเสริมให้ธุรกิจนี้มีโอกาสที่จะเติบโตยิ่งขึ้นไปอีก ขณะที่นโยบายของรัฐยังเป็นประหนึ่งแรงหนุนเสริมเพิ่มโอกาสให้กับธุรกิจนี้ โดยเฉพาะในส่วนของผู้ใช้บริการที่ได้รับการสนับสนุนจากงบประมาณภาครัฐ ทั้งในส่วนของหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สิทธิข้าราชการและครอบครัว รวมถึงประกันสังคม ซึ่งในแต่ละปีมีการเบิกจ่ายงบการรักษามากกว่า 3 แสนล้านบาท ซึ่งจะทำให้มูลค่าของธุรกิจนี้ก้าวไปสู่การเป็นธุรกิจมูลค่าล้านล้านบาทได้ไม่ยากในอนาคตอันใกล้ แม้ว่าในช่วงที่ผ่านมาสัดส่วนของผู้เข้ารับบริการในโรงพยาบาลเอกชนจะประกอบส่วนด้วยผู้รับบริการชาวไทยเป็นด้านหลักถึงร้อยละ 70 ของรายได้ในธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนทั้งหมด หากแต่ภายใต้แผนการตลาดว่าด้วยการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Medical Tourism) ทำให้ฐานลูกค้าต่างประเทศมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น และเป็นปัจจัยที่ทำให้ผู้ประกอบการสามารถสร้างรายได้เฉพาะค่ารักษาพยาบาลได้มากถึงปีละไม่น้อยกว่า 4 หมื่นล้านบาท ท่ามกลางปัจจัยบวกที่พร้อมสนับสนุนการเติบโตในอนาคต ส่งผลให้ธุรกิจโรงพยาบาลกลายเป็นสมรภูมิธุรกิจแห่งใหม่ที่ผู้ประกอบการรายเดิมและรายใหม่ต่างพยายามขยายแนวและปรับรูปแบบธุรกิจให้สอดรับกับพฤติกรรมของผู้บริโภค โดยก่อนหน้านี้ “เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ” (BDMS) ของนายแพทย์ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ

Read More