Home > Life

อาหารแก้ท้องผูก

Column: Well – Being อาการท้องผูกหรือภาวะช่องท้องขาดการเคลื่อนไหวอย่างสม่ำเสมอ ทำให้ก้อนอุจจาระไม่สามารถเคลื่อนตัวหรือขับถ่ายออกมา เป็นภาวะที่เลวร้ายยิ่ง และอาจมีสาเหตุหลากหลายแตกต่างกัน ซึ่งรวมถึงอาหารที่คุณกินเข้าไปด้วย แน่นอนว่ามีแทคติกที่แตกต่างกัน ซึ่งทำให้คุณสามารถทำให้เกิดการเคลื่อนตัวของก้อนอุจจาระและขับถ่าย รวมทั้งการกินยารักษา แต่ถ้าคุณคิดว่าอาการท้องผูกของคุณไม่ได้มาจากปัญหาสุขภาพที่ซ่อนเร้น และต้องการแก้ปัญหาด้วยตัวคุณเอง ทั้งแพทย์และนักกำหนดอาหารต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันในนิตยสาร Prevention ว่า การกินอาหารอย่างถูกต้องจะช่วยกระตุ้นระบบทางเดินอาหารของคุณได้ “วิธีที่ดีที่สุดในการแก้ปัญหาคือ ทำจากภายในออกมา” ดร.แอชคัน ฟาร์ฮาดี แพทย์โรคทางเดินอาหาร และผู้อำนวยการโครงการโรคทางเดินอาหารของเมโมเรียล แคร์ เมดิคอล กรุ๊ป ที่เฟาน์เทน วัลเลย์ รัฐแคลิฟอร์เนีย กล่าว ปกติแล้วคุณต้องหาอาหารเส้นใยสูงเพื่อช่วยเพิ่มขนาดของก้อนอุจจาระ “จะง่ายกว่ากับการทำให้บางสิ่งบางอย่างที่มีลักษณะเป็นก้อนใหญ่ขึ้น เคลื่อนตัวผ่านลำไส้ใหญ่ออกมา” ดร. ฟาร์ฮาดีอธิบาย (อาหารบางชนิดมีสารเฉพาะตัวที่ช่วยกระตุ้นการเคลื่อนไหวในช่องท้องด้วยซ้ำ) ดังนั้น ถ้าธรรมชาติไม่ทำงานตามปกติ และคุณต้องการลองแก้ปัญหาด้วยวิธีธรรมชาติก่อน ให้หันมากินอาหารที่แนะนำต่อไปนี้เพื่อช่วยแก้ปัญหาท้องผูก พรุน พรุนอบแห้งเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายในแง่ช่วยแก้ปัญหาท้องผูกด้วยเหตุผลว่า “พรุนเป็นแหล่งเส้นใยที่ดี” เจสสิกา คอร์ดิง ผู้เขียนหนังสือ The Little Book of Game – Changers กล่าว พรุนยังมีสาร

Read More

กักตัว 14 วัน หากิจกรรมอะไรทำดี

ขณะที่การแพร่ระบาดของเชื้อ Covid-19 ในหลายประเทศทั่วโลกกำลังเข้าสู่ช่วงวิกฤต ภายใต้สถานการณ์วิกฤตนี้เองที่เป็นเครื่องพิสูจน์ศักยภาพการรับมือของภาครัฐและประชาชนในประเทศนั้นๆ นอกจากนี้ ยังเป็นบททดสอบว่าประชาชนที่กลับจากประเทศกลุ่มเสี่ยงมีความรับผิดชอบต่อตัวเองและสังคมมากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะในกรณี “ผีน้อย” คำเรียกกลุ่มผู้หลบหนีเข้าประเทศเกาหลีเพื่อไปทำงานอย่างผิดกฎหมาย และกำลังถูกส่งตัวกลับมายังประเทศบ้านเกิด แต่กลับเพิกเฉยต่อสำนึกที่ควรมีต่อผู้คนในสังคม ช่วงเวลากว่าผู้ที่ได้รับเชื้อไวรัส Covid-19 จะแสดงอาการคือ 14 วัน เป็นเหตุให้สาธารณสุขของไทยแนะนำว่า ผู้ที่กลับจากประเทศกลุ่มเสี่ยงต้องกักตัวเองอยู่แต่ในบ้าน เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อในกรณีที่ยังไม่แสดงอาการ หลายคนอาจรู้สึกเบื่อหน่ายเมื่อเห็นจำนวนวันที่ต้องขังตัวเองอยู่แต่ในบ้านตลอดระยะเวลา 14 วัน ว่าช่วงเวลาดังกล่าวจะหากิจกรรมอะไรดี นอกจากกินและนอน ผู้จัดการ 360 องศา ขอแนะนำกิจกรรมสร้างสรรค์และก่อให้เกิดประโยชน์ต่อร่างกายและจิตใจในช่วงเวลาวิกฤตนี้ 14 วันของผู้รับผิดชอบต่อสังคม 1. อ่านหนังสือ เริ่มด้วยกิจกรรมที่ง่ายที่สุดและไม่ต้องเหนื่อยแรง แต่ยังได้ทั้งความสนุก เพลิดเพลิน สาระ ความรู้ หาหนังสือสักกอง ไม่ว่าจะเป็นหนังสือเก่า หนังสือใหม่ กองดองที่ซื้อสะสมไว้จากงานสัปดาห์หนังสือ งานมหกรรมหนังสือ ช่วงเวลานี้เป็นโอกาสดีที่จะได้ให้เวลากับตัวเองจัดการกับหนังสือเหล่านี้ ไม่แน่ว่า ช่วงเวลาที่กักตัวเองและอ่านหนังสือทั้งหมดที่มี คุณอาจจะกลายเป็นนักรีวิวหนังสือหน้าใหม่เลยก็ได้ 2. ทำความสะอาดและจัดระเบียบบ้าน หลายคนมักมีข้ออ้างในการปล่อยปละละเลยให้บ้านรกว่า “ไม่มีเวลา” “กลับมาจากทำงานอยากพัก” โอกาสมาแล้วค่ะ เวลา 14 วันเหลือเฟือ ใช้เวลานี้เคลียร์ทีละห้อง

Read More

อูย… ริดสีดวงทวารเล่นงาน?

Column: Well – Being คนส่วนใหญ่คงเคยได้ยินเกี่ยวกับริดสีดวงทวารกันมาบ้างแล้ว สถาบันแห่งชาติว่าด้วยโรคเบาหวาน โรคทางเดินอาหาร และโรคไต (NIDDK) แห่งสหรัฐฯ ให้ข้อมูลว่า ชาวอเมริกันทุก 1 ใน 20 คนได้รับผลกระทบจากริดสีดวงทวาร และประมาณครึ่งหนึ่งของจำนวนนี้เป็นผู้ใหญ่อายุ 50 ปีขึ้นไป แต่ถ้าคุณไม่เคยเป็นริดสีดวงทวาร คงเป็นเรื่องยากที่จะบรรยายให้รู้ซึ้งว่ามันทุกข์ทรมานอย่างไรบ้าง นิตยสาร Prevention แนะนำให้ลองมาทำความรู้จักริดสีดวงทวารกันดีกว่า หอสมุดแห่งชาติสหรัฐอเมริกาให้คำจำกัดความโรคริดสีดวงทวารว่า เป็นอาการหลอดเลือดรอบทวารหนักหรือลำไส้ตรงส่วนล่างบวมและอักเสบ “ริดสีดวงทวารเป็นกายวิภาคปกติ เหมือนการที่เรามีมือทั้งสองข้าง” ดร. เจฟเฟอรี เนลสัน ศัลยแพทย์ลำไส้ใหญ่และทวารหนัก และผู้อำนวยการแผนกศัลยกรรมแห่งศูนย์โรคลำไส้ใหญ่และโรคลำไส้ใหญ่อักเสบเรื้อรังประจำศูนย์การแพทย์เมอร์ซีแห่งบัลติมอร์ กล่าว “ในร่างกายของทุกคนต่างก็มีเนื้อเยื่อริดสีดวงทวาร” NIDDK เปิดเผยว่า ริดสีดวงทวารมี 2 ประเภท ได้แก่ ริดสีดวงทวารภายใน ที่เกิดขึ้นเหนือเส้นสมมุติ (dentate line) ของทวารหนักและลำไส้ตรงส่วนล่าง และริดสีดวงทวารภายนอก ที่เกิดขึ้นใต้เส้นสมมุติ (dentate line) ลงมาและอยู่ลึกเข้าไปใต้ผิวหนังรอบทวารหนัก สาเหตุ ไม่เป็นที่แน่ชัดว่า ทำไมบางคนจึงต้องทุกข์ทรมานกับภาวะริดสีดวงทวาร ขณะที่คนอื่นกลับไม่เป็น ดร. เนลสัน

Read More

ขันลงหินบ้านบุ หัตถกรรมที่กำลังเลือนหาย

เสียงตีโลหะดังแว่วออกมาเป็นจังหวะจากอาคารไม้หลังหนึ่งที่ฝังตัวอยู่ใน “ชุมชนบ้านบุ” ชุมชนเล็กๆ ริมคลองบางกอกน้อย ยิ่งเดินเข้าไปใกล้ เสียงที่เข้ามากระทบโสตประสาทยิ่งแจ่มชัดและหนักหน่วงมากขึ้น พร้อมกับไอร้อนระอุที่ลอยมากระทบกับผิวกาย ภาพของคุณลุงคุณป้าที่อายุเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 60 ปี กำลังขะมักเขม้นกับชิ้นงานที่อยู่ตรงหน้า เพื่อรังสรรค์ “ขันลงหิน” งานหัตถกรรมที่งดงาม มีคุณค่า แต่นับวันจะหาผู้สานต่อได้ยากยิ่ง คือต้นกำเนิดของเสียงและความร้อนที่กระจายอยู่ทั่วบริเวณ การทำขันลงหินหรือขันบุคืออาชีพเก่าแก่ที่ทำกันในครัวเรือนมาตั้งแต่สมัยอยุธยา คำว่า “บุ” คือการตีให้เข้ารูป ใช้กับงานโลหะ ซึ่งขันลงหินนี้นิยมนำมาใส่ข้าวสวยสำหรับใส่บาตรเพราะจะทำให้ข้าวมีกลิ่นหอม หรือใส่น้ำดื่มเพราะจะทำให้น้ำเย็นชื่นใจ จนเมื่อครั้งกรุงศรีอยุธยาแตก จึงมีการอพยพมาตั้งถิ่นฐานอยู่ในบริเวณนี้ พร้อมพกพาองค์ความรู้ในวิชาช่างบุลงหินติดตัวมาด้วย จนกลายมาเป็น “ชุมชนบ้านบุ” อย่างในปัจจุบัน อีกหนึ่งชุมชนที่มีงานหัตถกรรมอันเป็นมรดกสืบทอดกันมาในชุมชนมายาวนานมากกว่า 200 ปี ขันลงหินของชาวบ้านบุใช้กรรมวิธีผลิตแบบโราณ โดยใช้ทองสัมฤทธิ์ อันเป็นโลหะที่เกิดจากการหลอมทองแดง ดีบุก และเศษสัมฤทธิ์เข้าด้วยกันในเตาถ่านไม้ซากซึ่งให้ความร้อนสูง ก่อนที่จะเทโลหะผสมที่ได้ลงบน “ดินงัน” นำก้อนทองที่ได้มาเผาแล้วตีซ้ำจนได้รูปร่างเป็นภาชนะตามความต้องการ หรือที่เรียกว่าการบุนั่นเอง แต่งรูปทรงอีกครั้งบนไม้กลาง ย้ำเนื้อโลหะให้แน่นด้วยการ “ลาย” บนกะล่อน กลึงผิวด้านนอกซึ่งมีเขม่าจับจากการเผาบนแกน “ภมร” ตะไบขอบภาชนะ และต่อด้วยการขัดโดยการใช้หินในการขัดจนขึ้นเงา อันเป็นที่มาของคำว่า “ลงหิน” นั่นเอง ขั้นตอนการทำขันลงหินของชาวบ้านบุนั้น

Read More

วิธีง่ายๆ ป้องกันโรคกรดไหลย้อน

Column: Well – Being เราอาจเคยมีประสบการณ์แสบร้อนกลางอกกันมาบ้างแล้ว สาเหตุอาจเป็นเพราะกินพิซซ่าฉลองมากเกินไปในคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา แต่ถ้าคุณต้องทุกข์ทรมานกับอาการที่ว่านี้สัปดาห์ละ 2 ครั้งหรือเกินกว่านั้น คุณอาจกลายเป็นโรคกรดไหลย้อน ซึ่งเป็นสภาวะที่กล้ามเนื้อหูรูดส่วนล่างสุดของหลอดอาหารหย่อนยานเกินไป ทำให้กรดในกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นสู่หลอดอาหาร จนทำให้เกิดความรู้สึกขมและเปรี้ยวแสบร้อนกลางอกในช่วงหลังมื้ออาหารอย่างที่เราคุ้นกันว่าเป็นอาการของกรดไหลย้อน ในระยะยาวภาวะนี้สามารถทำลายหลอดอาหาร นำไปสู่อาการแผลอักเสบ ก่อให้เกิดเนื้อเยื่อแผลเป็น หรืออาจเกิดภาวะก่อนเป็นมะเร็งที่เรียกว่า มะเร็งหลอดอาหาร (Barrett’s Esophagus) วิธีป้องกันโรคกรดไหลย้อนดังนี้ หลีกเลี่ยงอาหารกระตุ้น ให้จำกัดปริมาณการกินอาหารที่เชื่อมโยงกับอาการกรดไหลย้อน เช่น อาหารที่เป็นกรด ไขมันสูง หรือมีรสเผ็ด ช็อกโกแลต แอลกอฮอล์ และน้ำอัดลม รวมทั้งอาหารอื่น ๆ ที่อาจมีผลต่อคุณ “แต่ละคนมีความไวต่ออาหารต่างกันไป” ดร.ออสติน เจียง แพทย์โรคทางเดินอาหารประจำโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยโธมัส เจฟเฟอร์สัน กล่าว เมื่อคุณเกิดอาการกรดไหลย้อน ให้ค่อย ๆ นึกย้อนว่าคุณกินอะไรเข้าไปบ้าง เพื่อระบุว่าอาหารชนิดไหนที่กินได้และชนิดไหนกินไม่ได้บ้าง ซอยย่อยอาหารให้เป็นมื้อเล็กลง การกินอาหารจนอิ่มเกินไป มีแนวโน้มทำให้กรดในกระเพาะอาหารถูกดันให้ไหลย้อนขึ้นสู่หลอดอาหาร ดังนั้น ให้ซอยย่อยอาหารเป็นมื้อเล็กๆ และหยุดพักบ้างในระหว่างการกิน รวมทั้งเคี้ยวอาหารให้ละเอียดเพื่อทำให้คุณกินช้าลง และให้กระเพาะอาหารมีเวลาย่อยบ้าง วิธีนี้นอกจากจะช่วยให้คุณลดน้ำหนักแล้ว ผลการศึกษายังยืนยันว่า ช่วยลดความเสี่ยงการเป็นโรคกรดไหลย้อนด้วย อย่าล้มตัวนอนหลังกินอิ่ม หลังกินอาหารอิ่ม ให้ทิ้งเวลาสัก 3

Read More

อโรมา เหมียวเธอราพี บำบัดทั้งที บำบัดด้วยแมว

ท่ามกลางโลกที่พัฒนาและทุกอย่างหมุนเวียนเปลี่ยนผ่านไปด้วยความรวดเร็ว จึงไม่น่าแปลกใจที่มนุษย์จะประสบกับสภาวะความตึงเครียด ทั้งจากสภาพสังคม เศรษฐกิจ การเมือง ผู้คนจำนวนไม่น้อยที่ไม่อาจฝ่าฟันความเครียดที่ประสบได้ อาจส่งผลกระทบต่อจิตใจและร่างกาย การบำบัดความเครียดจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ผู้คนเลือกใช้ เพื่อปลดปล่อยตัวเองจากสภาวการณ์ดังกล่าว การนวด การทำสปา เป็นตัวเลือกที่หลายคนให้ความนิยม นอกจากจะเป็นการผ่อนคลายจิตใจแล้ว ยังทำให้ร่างกายได้รับการดูแลอีกทาง แต่ใครจะรู้ นอกจากการบำบัดจากมนุษย์ด้วยกันแล้ว สัตว์เลี้ยงสี่ขาหน้าขน ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดีที่จะทำให้มนุษย์พ้นไปจากสภาวะความเครียดได้เช่นกัน แม้สุนัขจะเป็นสัตว์เลี้ยงที่หลายคนให้คำนิยามว่าเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของมนุษย์ และเป็นนักบำบัดความเครียดชั้นดี แต่ใครจะคาดคิดว่า แมวเหมียวสัตว์ที่มีความเป็นตัวเองสูงจะเป็นนักบำบัดความเครียดของคนได้ดีไม่แพ้กัน Purr Purr เสียงที่เกิดจากการสั่นสะเทือนในลำคอของแมวยามที่เจ้าเหมียวผ่อนคลายอารมณ์ และเสียง Purr นี่เองที่มีผลให้จิตใจของเหล่าทาสแมวได้หายเครียดได้เช่นกัน นพ. ทวีศักดิ์ สิริรัตน์เรขา จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น ให้ความเห็นเกี่ยวกับแมวบำบัดไว้ในเว็บไซต์ ศูนย์วิชาการ แฮปปี้โฮม ว่า การนำแมวมาช่วยในการบำบัด ดูเหมือนจะยิ่งไม่คุ้นหูเลย แต่มีการนำมาใช้ในการบำบัดเช่นกัน สามารถช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดได้เป็นอย่างดี แมวเป็นสัตว์เลี้ยงที่มีความอยากรู้อยากเห็นสูงมาก และยังเป็นสัตว์ที่มีจิตวิทยาสูงอีกด้วย รับรู้สัมผัสอารมณ์ความรู้สึกของคนได้ดี รู้ว่าเจ้าของต้องการความช่วยเหลือเมื่อไหร่ สามารถเตือนภัยแผ่นดินไหวและภัยธรรมชาติต่างๆ และกล่าวกันว่าสามารถเตือนภัยให้กับเจ้าของได้อีกด้วย แมวที่นำมาใช้บำบัดต้องคัดเลือกกันพอสมควร ควรเป็นแมวที่น่ารักขนสวย มีเสน่ห์ดึงดูดได้ดี เชื่อง เลี้ยงง่าย มีลักษณะนิสัยที่สงบไม่ตกใจง่าย ทนต่อสิ่งกระตุ้นที่ผิดแปลกได้ดีทั้งสิ่งที่มองเห็นและเสียงที่ได้ยิน แต่ยังไม่มีงานวิจัยสนับสนุนในเรื่องนี้ นอกจากนี้ ยังมีการศึกษาวิจัยมาแล้วหลายครั้งจนได้ข้อสรุปที่น่าพอใจของเหล่าทาสแมวว่า เสียงครางของแมวหรือเสียง Purr

Read More

10 ความเชื่อผิดๆ เรื่องลดความอ้วน

Column: Well – Being ลำพังการลดน้ำหนักตัวภายใต้สภาพแวดล้อมที่ดีที่สุดนั้นถือว่ายากแสนสาหัสอยู่แล้ว แต่จะยิ่งเป็นที่วุ่นวายใจมากขึ้นไปอีกเมื่อคุณได้รับคำแนะนำประเภท “ทำอย่างนี้” และ “ทำอย่างนั้น” จากคนรอบตัว ไม่ว่าคุณจะใช้วิธีสืบค้นทางอินเทอร์เน็ตหรือพูดคุยกับเพื่อนๆ ก็ยังถือว่ายากมากที่จะแยกแยะข้อเท็จจริงออกจากเรื่องคิดฝันเอาเอง เพราะการลดน้ำหนักขึ้นกับความต้องการและเป้าหมายของแต่ละคนอย่างแท้จริง ดังนั้น เพื่อให้การเริ่มต้นทำได้ง่ายขึ้นอีกหน่อย นิตยสาร Prevention ได้พูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญเพื่อให้ความกระจ่างที่ถูกต้อง เป็นต้นว่า จริงๆ แล้ว อาหารเช้าเป็นอาหารมื้อสำคัญที่สุดของวันจริงหรือไม่ ต่อไปนี้เป็นความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับการลดความอ้วนที่คุณควรเลิกเชื่อให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้! ความเชื่อที่ 1 : กินไขมันทำให้อ้วน เจสสิกา คอร์ดิง ผู้เขียนหนังสือ The Little Book of Game – Changers กล่าวว่า ข้อเท็จจริงที่ว่า ไขมันให้พลังงานต่อน้ำหนักหนึ่งกรัมสูงกว่าคาร์โบไฮเดรตและโปรตีน อาจเป็นที่มาของความเชื่อผิดๆ ที่ว่า กินไขมันแล้วทำให้อ้วน แต่แท้จริงแล้ว ไขมันช่วยให้คุณอิ่มนานขึ้นมากกว่า ดร.คาโรลิน นิวเบอร์รี แพทย์โรคทางเดินอาหารยังอธิบายเพิ่มเติมว่า ถ้าคุณกินไขมันมากเกินความต้องการของร่างกาย คุณจะมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน “แต่ไขมันเป็นองค์ประกอบสำคัญของอาหารเพื่อสุขภาพ และการกินไขมันปริมาณที่สมควรเป็นสิ่งจำเป็นต่อการสร้างเซลล์ การรักษาความอบอุ่น และให้พลังงานแก่ร่างกาย” ความเชื่อที่

Read More

อย่า! … พูดประโยคนี้กับคนกำลังลดความอ้วน

Column: Well – Being ถ้าพูดถึงบทสนทนาเกี่ยวกับน้ำหนักตัว การออกกำลังกาย และอาหาร ต้องยอมรับว่าเป็นเรื่องละเอียดอ่อน และเสี่ยงต่อความรู้สึกพอๆ กับการหลับตาเดินไต่เชือกที่อันตรายยิ่ง แค่พูดผิดเพียงประโยคเดียว อาจทำให้คุณถึงกับเสียหลักไปสู่ภาวะกระอักกระอ่วนใจและกลายเป็นการดูแคลนคู่สนทนาได้ แม้คำชมเชยที่เต็มไปด้วยความปรารถนาดีที่สุด หรือการตั้งคำถามที่ไม่ถูกกาลเทศะ ก็สามารถทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงอย่างรวดเร็ว เหนืออื่นใด สัมพันธภาพของเรากับสรีระของเราเป็นเรื่องซับซ้อน และผ่านการถักทอด้วยประสบการณ์ทั้งที่ดีและเลวมาแล้วมากมายเป็นเวลานานหลายปี คราวต่อไปถ้าคุณต้องพูดคุยกับใครสักคนที่อยู่ในระหว่างการลดน้ำหนักให้หลีกเลี่ยงคำพูดและคำถามที่จะนำเสนอต่อไปนี้ และทำตามคำแนะนำของนักจิตวิทยาเกี่ยวกับสิ่งที่คุณจะพูดออกไปดังที่นำเสนอโดยนิตยสาร Prevention (1) “แค่กินให้น้อยลงและออกกำลังกายมากขึ้น” “ก่อนอื่นเลย ใครก็ตามที่กำลังพยายามลดน้ำหนักเคยได้ยินประโยคนี้มาแล้ว” ดร.จิม เคลเลอร์ นักจิตวิทยาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพและจิตวิทยาการลดความอ้วนอธิบาย แม้ว่าคุณจะมีเจตนาดี แต่คุณจำเป็นต้องวางตัวให้ดีอยู่เสมอ ไม่เคยเพียงแค่นั้น ประโยคนี้ดูเหมือนจะเป็นวิธีแก้ปัญหาที่ง่ายเกินไป ซึ่งจริงๆ แล้วสำหรับคนอีกมากมายที่ต้องการลดน้ำหนัก ถือเป็นงานหินอย่างแท้จริง เคลเลอร์เพิ่มเติมว่า “แน่นอน การกินให้ดีและเคลื่อนไหวมากขึ้นล้วนเป็นองค์ประกอบสำคัญของกระบวนการลดน้ำหนัก แต่ผู้ที่ควบคุมอาหารส่วนใหญ่ต่างประสบปัญหาหิวมากขึ้นและระบบเผาผลาญทำงานช้าลง” ควรพูดอย่างไร “ประการแรก ให้ยอมรับความยากของสิ่งที่คนที่คุณรักตั้งเป้าหมายในการลดน้ำหนัก” เคลเลอร์แนะนำ จากนั้นให้กำลังใจพวกเขา บอกพวกเขาว่าคุณภูมิใจในตัวพวกเขาที่ตัดสินใจเริ่มเดินบนเส้นทางนี้ (2) “ยังเหลือน้ำหนักอีกเท่าไรที่เธอต้องลดให้ได้” ดูเหมือนคำถามนี้จะไม่มีพิษสงอะไร เพราะเน้นไปที่ตัวเลขบนตาชั่งเป็นหลัก ซึ่งมักทำให้คนที่คุณรักรู้สึกเหมือนประสบความล้มเหลว “ความสำเร็จในตัวเลขบนตาชั่งไม่เพียงเป็นความสำเร็จของคนที่พยายามลดน้ำหนักใฝ่หา เราจึงไม่ต้องการให้เน้นที่เรื่องนี้เพียงอย่างเดียว” เคลเลอร์อธิบาย ถ้าคุณมีวิถีชีวิตที่แข็งแกร่ง คุณอาจรู้สึกดีขึ้นแม้ตัวเลขบนตาชั่งจะไม่กระดิก อย่างไรก็ตาม ถ้าตัวเลขบนตาชั่งคือบทสรุปสุดท้ายของคุณ คุณจะไม่รู้สึกดีใจกับความสำเร็จด้านอื่นๆ เลย ควรพูดอย่างไร

Read More

อ่านหนังสือก่อนนอนทำเงินได้มากกว่า

Column: Well – Being ถ้ากิจวัตรก่อนเข้านอนของคุณรวมถึงการอ่านหนังสือเล่มโปรดด้วย คุณกำลังทำสิ่งที่ดีเลิศ! คุณคงรู้ดีอยู่แล้วถึงข้อดีของการอ่านหนังสือก่อนนอน ซึ่งไม่เพียงให้ผลเชิงบวก แต่ดูเหมือนจะให้ผลที่น่าทึ่งอย่างไม่คาดคิดด้วย ทั้งนี้เป็นผลการสำรวจเมื่อเร็วๆ นี้โดยเว็บไซต์ Sleep Junkie ซึ่งเปิดเผยการสำรวจกลุ่มตัวอย่าง 10,000 คน เกี่ยวกับพฤติกรรมและนิสัยก่อนเข้านอนว่า พวกเขาอ่านหรือไม่อ่านหนังสือก่อนนอน นิตยสาร Shape รายงานว่า ผู้เข้าร่วมการสำรวจที่มีนิสัยอ่านหนังสือก่อนนอนมีตั้งแต่สัปดาห์ละครั้งถึงทุกคืนโดยแยกแยะได้ดังนี้ ร้อยละ 11 ของผู้ถูกสำรวจอ่านหนังสือก่อนนอนสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง ร้อยละ 12 อ่านสัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง ร้อยละ 7 อ่านสัปดาห์ละ 5 หรือ 6 ครั้ง และร้อยละ 8 อ่านทุกคืน ในจำนวนนี้อ่านคราวละ 2- 3 หน้า และเวลาอ่านเฉลี่ยอยู่ที่ 43 นาที ผลที่ได้ไม่โกหกแน่นอน ไม่ว่าพวกเขาจะอ่านหนังสือเพียงเดือนละ 3 ครั้งหรือทุกคืน ผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมดต่างยอมรับว่า พฤติกรรมนี้ทำให้ผ่อนคลาย ช่วยลดความเครียด

Read More

7 เทคนิครีเฟรชตัวเอง หลังงานเฉลิมฉลอง

หลายคนอาจจะมีความรู้สึกหดหู่ ซึมเศร้า และขี้เกียจ หลังจากได้หยุดเฉลิมฉลองปีใหม่หรือเทศกาลสำคัญๆ วันนี้ ผู้จัดการ 360 องศา มีเทคนิคดีๆ มานำเสนอ ซึ่งเป็นวิธีง่ายๆ ที่จะช่วยให้คุณผู้อ่านได้รีเฟรชตัวเองให้พร้อมรับสิ่งดีๆ ใหม่ๆ ที่จะเข้ามาในชีวิต 1. กลับมาพักก่อนเริ่มงานอย่างน้อย 1 วัน หากคุณเดินทางไปพักผ่อนหรือเยี่ยมญาติที่ต่างจังหวัด การเดินทางไม่ว่าจะเป็นทางไหนย่อมสร้างความรู้สึกเหนื่อยให้คุณได้ทั้งนั้น เราแนะนำว่าคุณควรกลับมาก่อนจะเริ่มการทำงานหรือการเรียนอย่างน้อย 1 วัน เพื่อให้ร่างกายได้พักผ่อนจริงๆ อาจให้วันนั้นเป็นวันแห่งการนอนขี้เกียจ หลังจากการเดินทางท่องเที่ยวหรือดื่มฉลองมาอย่างหนัก เพียงแค่ 1 วันที่คุณอนุญาตให้ร่างกายได้พักผ่อนจริงๆ จะทำให้ร่างกายคุณสดชื่นพร้อมที่จะลุยงานในศักราชต่อไปได้แล้ว 2. ออกกำลังกาย ถึงคุณจะได้หยุดพักผ่อน ท่องเที่ยว และสนุกกับกิจกรรมฉลองปีใหม่ แต่สิ่งที่ไม่ควรหยุดเลย คือ การออกกำลังกาย เพราะการออกกำลังกายจะช่วยให้คุณเป็นคนที่สดชื่น มีชีวิตชีวาอยู่เสมอ และยิ่งถ้าคุณยังออกกำลังในช่วงวันหยุดยาว จะทำให้คุณรู้สึกกระปรี้กระเปร่า ข้อสำคัญคือไม่ต้องวิตกกังวลเรื่องน้ำหนักตัวหลังการบริโภคอย่างหนักในช่วงวันหยุดอีกด้วย 3. จัดห้องหรือจัดโต๊ะทำงานใหม่ นอกจากการเดินทางจะช่วยให้คุณได้เพิ่มพลังชีวิต ชาร์จแบต พักกายพักใจแล้ว การจัดโต๊ะทำงานใหม่ หรือการจัดห้องใหม่ จะช่วยให้คุณรู้สึกสดชื่นขึ้นได้อีกด้วย แยกสิ่งของที่ยังต้องใช้งานเป็นประจำ และของที่ไม่จำเป็นต้องใช้ หรือของที่ใช้แล้ว จัดให้เป็นระเบียบจะช่วยให้ห้องหรือโต๊ะทำงานของคุณโล่ง ดูสบายตาขึ้น

Read More