Home > Life

น้ำในรูปเจล แหล่งพลังงานใหม่ของคุณ

Column: Well – Being วงการวิทยาศาสตร์ระบุข้อมูลล่าสุดว่า น้ำที่พบในพืชถือเป็นน้ำชั้นยอด และเป็นแหล่งพลังงานชั้นเยี่ยมของคุณ นิตยสาร Shape รายงานว่า สิ่งจำเป็นที่ร่างกายของคุณต้องการอย่างแท้จริง เพื่อให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้น กลับกลายเป็นน้ำในรูปเจล (gel water) ซึ่งเป็นสารที่เป็นที่รู้จักกันน้อยมาก และกลุ่มนักวิทยาศาสตร์เองก็เพิ่งเริ่มต้นเรียนรู้เกี่ยวกับน้ำในรูปเจลกันอย่างจริงจัง น้ำในรูปเจลนี้เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า น้ำที่มีโครงสร้างขนาดเล็ก (structured water) เป็นของเหลวที่พบในและรอบๆ พืชและเซลล์ของสัตว์ ซึ่งรวมถึงเซลล์ในร่างกายของเราด้วย แพทย์หญิงดานา โคเฮน ผู้เขียนร่วมหนังสือ Quench ซึ่งเป็นหนังสือเกี่ยวกับน้ำในรูปเจลอธิบายต่อไปว่า “เพราะน้ำส่วนใหญ่ที่อยู่ในเซลล์ร่างกายของเรา ล้วนอยู่ในรูปของเจล และเราเชื่อว่าร่างกายของเราสามารถดูดซึมได้ค่อนข้างมีประสิทธิภาพ” นั่นหมายความว่า น้ำในรูปเจลที่เราได้จากพืช เช่น ว่านหางจระเข้ เมลอน ผักใบเขียว และเมล็ดเจีย เป็นหนทางในการทำให้เราได้น้ำ พลังงาน และสุขภาพที่ดีอย่างมีประสิทธิภาพสูงยิ่ง จริงๆ แล้ว การบริโภคน้ำในรูปเจลเพิ่มขึ้นจากการดื่มน้ำเปล่าในระหว่างการออกกำลังกาย หรือในทุกครั้งที่ร่างกายของคุณรู้สึกกระหายน้ำ อาจเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการเติมน้ำแก่ร่างกาย ดร.สเตซี ซิมส์ นักกายภาพบำบัดด้านการออกกำลังกายและนักวิทยาศาสตร์ด้านโภชนาการ ประจำมหาวิทยาลัยไวกาโต ประเทศนิวซีแลนด์ และผู้เขียนหนังสือ Roar กล่าวว่า

Read More

สัพเพเหระ

Column: Well – Being เราได้คัดเลือกและรวบรวมสิ่งละอันพันละน้อยที่เป็นสาระความรู้ด้านสุขภาพจากนิตยสาร GoodHealth มานำเสนอดังนี้ ทำไมลิ้นแตกหรือเป็นฝ้าขาว ลิ้นสุขภาพดีจะมีสีชมพู มีความชุ่มชื้น และเต็มไปด้วยปุ่มสีขาวขนาดเล็กที่เรียกว่าปุ่มลิ้นหรือตุ่มรับรส ภาวะน้ำลายแห้งสามารถนำไปสู่อาการลิ้นแห้งและแตกได้ คุณยังอาจเกิดอาการลิ้นเป็นฝ้าขาวหรือดำ เพราะสาเหตุจากการติดเชื้อราก็ได้ ถ้าอาการดังกล่าวยังติดอยู่เป็นเวลานาน มันอาจส่อถึงโรคเบาหวานได้ เพราะน้ำตาลกลูโคสปริมาณสูงในน้ำลาย นำไปสู่การที่ยีสต์ Candida albicans เติบโตเร็วเกินไป นอกจากนี้ ยาปฏิชีวนะยังสามารถกระตุ้นให้เกิดภาวะติดเชื้อราได้ด้วย “ยาปฏิชีวนะเข้าไปฆ่าแบคทีเรียทั้งดีและเลว และเมื่อแบคทีเรียดีถูกฆ่าตายหมด นั่นย่อมทำให้สิ่งมีชีวิตที่เป็นโทษต่อร่างกายเจริญเติบโตในปากของคุณอย่างรวดเร็ว” ดร.ฟลูเออร์ ครีปเพอร์ ปริทันตทันตแพทย์และสมาชิกคณะกรรมการสุขภาพช่องปากแห่งสมาคมทันตกรรมออสเตรเลียอธิบาย ให้รักษาด้วยยาฆ่าเชื้อราและกินอาหารโพรไบโอติกส์ อยู่กับโรคแพ้ภูมิตัวเองให้ได้ มีรายงานกล่าวว่า ชาวออสเตรเลียประมาณ 1.2 ล้านคนต้องมีชีวิตอยู่กับโรคแพ้ภูมิตัวเอง และประมาณร้อยละ 80 ของผู้ป่วยโรคนี้เป็นผู้หญิงเสียด้วย โรคแพ้ภูมิตัวเองเกิดขึ้นเมื่อระบบภูมิคุ้มกันเปลี่ยนแปลงตัวเอง หันมาโจมตีเนื้อเยื่อและเซลล์ที่แข็งแรงและปกติ แทนการทำลายแบคทีเรียและเชื้อไวรัส แต่ไม่เป็นที่ทราบแน่ชัดว่า ทำไมผู้หญิงจึงมีความเสี่ยงสูงกว่า โรคแพ้ภูมิตัวเองมีมากกว่า 80 ชนิด และผลการศึกษาระบุว่า คนในโลกตะวันตกได้รับผลกระทบต่อโรคนี้มากกว่า ซึ่งสาเหตุก็ยังไม่ชัดเจนอีกเช่นกัน แต่มีการสันนิษฐานว่า ภาวะอ้วน การบริโภครสเค็มเกินไป รวมทั้งอาหารแปรรูป และความเครียดที่เพิ่มสูงขึ้น อาจมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาของโรคแพ้ภูมิตัวเองได้ ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมก็น่าจะมีส่วนเช่นกัน “การที่มีผู้ป่วยโรคแพ้ภูมิตัวเองเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว ย่อมบ่งชี้ว่าปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมมีบทบาทสำคัญด้วย” เวอร์จิเนีย แลดด์

Read More

เดินเท้าเปล่าดีตรงไหน

Column: Well – Being มนุษย์เดินเหยียบย่างบนพื้นผิวโลกมาหลายล้านปีแล้ว และเมื่อไม่นานมานี้ เรากลับมารณรงค์ให้หันกลับมาเดินเท้าเปล่ากันอีก จริงๆ แล้วผลการวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดระบุว่า เมื่อเราเดินด้วยเท้าเปล่าโดยปราศจากการสวมรองเท้า การเคลื่อนไหวของเราจะแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง คือมีความกลมกลืนหรือเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับสภาพแวดล้อม ซึ่งมักหมายถึงช่วยลดความเสี่ยงจากการบาดเจ็บ และที่น่าประหลาดคือ สามารถปกป้องเท้าและร่างกายโดยรวมได้ดีขึ้นด้วย นิตยสาร Top Health & Beauty แนะนำให้จินตนาการว่า เท้าของคุณทำหน้าที่เสมือนฐานรากของบ้าน สิ่งสำคัญคือ ต้องทำให้ฐานรากนั้นวางตัวอย่างถูกต้อง แล้วจะส่งผลให้โครงสร้างของร่างกายโดยรวมทรงตัวอยู่ได้อย่างแข็งแกร่ง ! โทนี ริดเดิล ผู้เชี่ยวชาญการใช้ชีวิตตามธรรมชาติ ตั้งข้อสังเกตว่า “ปกติแล้วเท้าของมนุษย์บริเวณส่วนของนิ้วเท้าจะกว้างกว่าและเรียวแคบเข้าตรงบริเวณส้นเท้า แต่มีรองเท้าสมัยใหม่มากมายที่ออกแบบตรงข้ามกันโดยสิ้นเชิง นั่นหมายความว่า เท้าของคุณต้องถูกยัดเข้าไปในรองเท้าที่เปลี่ยนรูปร่างของเท้า หรือผู้สวมใส่ต้องสวมรองเท้าส้นหนาที่เข้าไปขัดขวางการทำงานของปลายประสาทสัมผัส ส่งผลให้เกิดการเดินที่เป็นธรรมชาติน้อยลงและสามารถก่อให้เกิดปัญหาต่อร่างกายตามมา เช่น เจ็บเอ็นร้อยหวาย กล้ามเนื้อสะโพกหย่อนยาน และแกนกลางลำตัวอ่อนแอ” แต่อย่าวิตกกังวลถึงขั้นถอดรองเท้าส้นสูงทิ้งกลางร้านอาหาร หรือเดินเท้าเปล่าในซูเปอร์มาร์เก็ต สิ่งที่แนะนำคือ ให้คุณหันมาเดินเท้าเปล่าขณะอยู่ในบ้านและบริเวณรอบบ้านหรือในสวนให้ได้มากที่สุด พูดง่ายๆ คือให้เวลากับการเดินเท้าเปล่ามากขึ้น หรือหันมาใส่ “รองเท้าเท้าเปล่า” เช่น Vibram Fivefingers V-Soul เพื่อทำกิจกรรมในกิจวัตรประจำวันที่ทำให้เท้าของคุณโล่งปลอดจากการบีบรัดของรองเท้า เดินเท้าเปล่าเป็นอย่างไร “ในเชิงจิตวิทยา มันให้ความรู้สึกที่ไม่น่าเชื่อกับการมีประสบการณ์ที่ได้สัมผัสกับพื้นใต้เท้าของคุณโดยตรง”

Read More

นอนไม่หลับ … กินกีวี

Column: Well – Being อาหารและการนอนจัดว่าเป็นสองปัจจัยสำคัญที่มีอิทธิพลอย่างสูงต่อความเป็นอยู่ที่ดีของคุณ จึงไม่น่าแปลกที่เหล่านักวิทยาศาสตร์กำลังศึกษาอย่างขะมักเขม้นว่า ทั้งสองปัจจัยนี้มีปฏิสัมพันธ์กันอย่างไร นายแพทย์คริส วินเทอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการนอนแห่งชาร์ลอตวิลล์ รัฐเวอร์จิเนีย และผู้เขียนหนังสือ The Sleep Solution ยืนยันว่า ทั้งอาหารและการนอนมีความเชื่อมโยงกันอย่างชัดเจน “การนอนและการตื่นถูกควบคุมโดยปฏิกิริยาเคมีอันซับซ้อนในร่างกาย มีสารอาหารบางตัวสามารถส่งผลกระทบต่อปัจจัยเหล่านี้เพื่อเปลี่ยนสภาวะว่า คุณต้องใช้เวลานานแค่ไหนจึงจะรู้สึกง่วงและนอนหลับ คุณตื่นกลางดึกบ่อยแค่ไหน และคุณจะเป็นอย่างไรในวันรุ่งขึ้น” นิตยสาร Shape รายงานว่า ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ มันมากกว่าคำแนะนำที่ได้ยินกันมานานแล้วว่า ให้ดื่มนมอุ่นก่อนนอนจะทำให้หลับง่ายขึ้น จึงอาจกล่าวได้ว่า อาหารในชีวิตประจำวันมีศักยภาพที่จะช่วยปรับปรุงการนอนในเวลากลางคืนของคุณได้ กินเส้นใยให้มากขึ้น วารสาร Journal of Clinical Sleep Medicine รายงานว่า ผู้ที่บริโภคเส้นใยมาก จะมีภาวะหลับลึกยาวนานขึ้น (ผู้ที่บริโภคเส้นใยน้อย กินไขมันอิ่มตัวและน้ำตาลมาก จะตื่นกลางดึกบ่อยครั้งขึ้น) แม้ผู้เชี่ยวชาญจะไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่า เส้นใยอาหารมีอิทธิพลต่อการนอนอย่างไร แต่มันอาจอธิบายถึงวิธีที่ร่างกายของคุณย่อยคาร์โบไฮเดรตต่างชนิดกัน คาร์โบไฮเดรตเส้นใยต่ำ เช่น ข้าวขาว และขนมปังแป้งขัดขาว จะถูกย่อยและแตกตัวเป็นน้ำตาลอย่างรวดเร็ว ถ้าคุณกินในเวลากลางคืน มันจะลดคุณภาพการนอนของคุณได้ นายแพทย์โรเบิร์ต เกรแฮม ผู้ร่วมก่อตั้ง Fresh

Read More

ถนอมเทโลเมียร์ช่วยยืดอายุขัย

Column: Well – Being เกิด... แก่... เจ็บ... ตาย คำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ให้เราพึงสำเหนียกว่า ไม่มีใครหลีกเลี่ยงหรือหนีพ้นได้ แต่วิทยาศาสตร์พยายามหาหนทางควบคุมกระบวนการเสื่อมชราให้ทรงประสิทธิภาพได้มากกว่าที่คุณคาดคิดด้วยซ้ำ ขึ้นกับเทโลเมียร์เท่านั้น นิตยสาร GoodHealth รายงานข้อเท็จจริงว่า เมื่อพูดถึงกระบวนการเสื่อมชราของคนเรา จุดเริ่มต้นทั้งหมดเริ่มจากสิ่งที่เกิดขึ้นภายในเซลล์ของเรา โครงสร้างของแต่ละเซลล์ประกอบด้วยโครโมโซมที่ทำหน้าที่เป็นตัวพาหน่วยพันธุกรรมของเรา และตรงส่วนปลายสุดของโครโมโซมมีปลอกหุ้มที่เป็นโปรตีนเรียกว่า เทโลเมียร์ (telomeres) เมื่อแรกเกิด เทโลเมียร์เหล่านี้ยาว 10,000 คู่เบส แต่พออายุมากขึ้นราว 35 ปี เทโลเมียร์จะลดความยาวเหลือเพียง 7,500 คู่เบส เมื่อเทโลเมียร์เริ่มสั้นลง เซลล์ของเราจะไม่สามารถซ่อมแซมตัวเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ นั่นคือผลกระทบที่เกิดขึ้น คือเราเริ่มแก่ตัวลงในเชิงชีววิทยา ศาสตราจารย์เอลิซาเบธ แบล็คเบิร์น นักอณูชีววิทยาเจ้าของรางวัลโนเบล และศาสตราจารย์เอลิซซา เอเปล สองนักวิจัยชั้นนำด้านศาสตร์ชะลอวัยผู้ทุ่มเทเวลาถึง 2 ทศวรรษให้กับการศึกษาด้านความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในเซลล์ร่างกายมนุษย์ โดยเปรียบเทียบให้เข้าใจง่ายๆ ว่า เมื่อเวลาล่วงเลยไปในแต่ละปี ให้คิดว่าร่างกายของเราก็เหมือนลังบรรจุผลแอปเปิลจนเต็ม “เซลล์ในร่างกายคนที่ยังแข็งแรง เปรียบเหมือนแอปเปิลที่ยังสด มีผิวใสชุ่มน้ำ แต่ลองคิดว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้าในลังนั้นมีแอปเปิลเน่าหนึ่งลูก มันจะทำให้แอปเปิลอื่นๆ ที่อยู่รอบๆ เน่าเสียตามไปด้วย

Read More

กำจัดความอยากน้ำตาลได้ในพริบตา

Column: Well – Being ปัจจุบันปัญหาของคนยุคใหม่จำนวนไม่น้อย คือ น้ำตาลกลายเป็นสิ่งเย้ายวนใจในชีวิตประจำวันที่เรารู้สึกว่า ไม่มีพลังที่จะต่อต้านเอาเสียเลย แทนที่การเสิร์ฟขนมหวานจะมีขึ้นในวาระพิเศษเป็นครั้งคราว เช่น วันคล้ายวันเกิด วันฉลองครบรอบแต่งงาน วันฉลองความสำเร็จ ฯลฯ คนมากมายกลับติดขนมหวานจนกลายเป็นสิ่งจำเป็นในชีวิตประจำวัน (บางครั้งเป็นรายชั่วโมงด้วยซ้ำ !) เพื่อสนองความพอใจกับภาวะเสพติดน้ำตาลของเรา ไม่ว่าคุณจะติดขนมหวานหนักหน่วงแค่ไหน ขอให้รู้ไว้เถอะว่า ยังมีหวัง ! แอนน์ อเล็กซานเดอร์ ผู้เขียนหนังสือ The Sugar Smart Diet กล่าวว่า กุญแจไขไปสู่การหลุดพ้นจากภาวะเสพติดน้ำตาล คือ การสลัดให้พ้นจากพลังเกาะติดอย่างแน่นหนาที่น้ำตาลมีต่อร่างกายและจิตใจของคุณ หนังสือ The Sugar Smart Diet พูดถึงเกร็ดที่น่าสนใจที่ช่วยให้คุณเลิกอยากน้ำตาลได้เร็วกว่าที่คุณจะทันควานหาช็อกโกแลตแท่งโปรดเจอเสียอีก เน้นโปรตีนเป็นอาหารเช้า ผลการวิจัยระบุว่า การเน้นกินโปรตีนในช่วงอาหารเช้า ทำให้คุณยากที่จะรู้สึกอยากน้ำตาลในช่วงเวลาต่อมา การเลือกกินโปรตีนปราศจากไขมัน เช่น กรีกโยเกิร์ต เนยถั่ว ไข่ และเนยแข็งไขมันต่ำ ทำให้ร่างกายผลิตฮอร์โมนเกรลินน้อยลง ฮอร์โมนตัวนี้กระตุ้นให้รู้สึกหิวและผลิต PYY ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ส่งสัญญาณว่าอิ่มออกมามากขึ้น ผลการทำเอกซเรย์คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าหรือเอ็มอาร์ไอในผู้บริโภคอาหารเช้าโปรตีนสูงของมหาวิทยาลัยมิสซูรี ระบุว่า อาหารเช้าโปรตีนสูงลดกิจกรรมของพื้นที่สมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับความอยากได้ อย่าปล่อยให้รู้สึกหิว การงดอาหารมื้อใดมื้อหนึ่งเป็นหลักประกันว่า ความอยากน้ำตาลต้องพุ่งสูงขึ้น

Read More

รู้จักผู้พิทักษ์ดวงตาในทุกช่วง 10 ปีของอายุ

Column: Well – Being ริชาร์ด เดวิดสัน ศาสตราจารย์ด้านจักษุวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยโคโลราโด เตือนให้เราสำเหนียกว่า “พฤติกรรมทุกอย่างตั้งแต่การนั่งจ่อมเฝ้าหน้าจอทีวีไปจนถึงการนอนไม่เพียงพอ สามารถส่งผลกระทบต่อสุขภาพดวงตาของคุณทั้งสิ้น” นิตยสาร Family Circle จึงนำเสนอข้อเท็จจริงเกี่ยวกับปัจจัยที่สามารถเป็นอันตรายต่อดวงตาและช่วยถนอมรักษาดวงตาของคุณในทุกช่วง 10 ปีของช่วงชีวิตของคุณดังนี้ ช่วงอายุ 20 ปี ศัตรูของดวงตา–รังสีอัตราไวโอเลต มีผู้ใหญ่ชาวอเมริกันเพียงร้อยละ 21 ที่สวมแว่นกันแดดเสมอ แต่ดวงตาของคุณจำเป็นต้องได้รับการปกป้องตลอดทั้งปี การปล่อยให้ดวงตารับรังสีอัลตราไวโอเลตในระยะยาว อาจเป็นสาเหตุให้เกิดต้อกระจก และโรคจอประสาทตาเสื่อม มินา มาสเซโร ศาสตราจารย์คลินิกด้านจักษุวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนีย เพอเรลแมน อธิบายว่า “รังสีอัลตราไวโอเลตสามารถทะลุผ่านก้อนเมฆลงมาได้ แม้ในวันที่ท้องฟ้าเต็มไปด้วยก้อนเมฆ คุณควรสวมแว่นกันแดด โดยเฉพาะช่วงเวลา 10 โมงเช้าถึง 4 โมงเย็นที่คุณต้องอยู่กลางแจ้ง” ผู้พิทักษ์ดวงตา–การออกกำลังกาย การเคลื่อนไหวร่างกายอยู่เสมอช่วยรักษาสุขภาพดวงตาของคุณได้ ด้วยการที่คุณสามารถรักษาน้ำหนักตัวให้คงที่อยู่ในเกณฑ์ปกติได้ตลอดเวลา การปล่อยให้อยู่ในภาวะอ้วน เป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง การวิจัยบางชิ้นยังระบุด้วยซ้ำว่า การออกกำลังกายมีส่วนเชื่อมโยงกับการลดความเสี่ยงของโรคจอประสาทตาเสื่อมและโรคต้อหิน “คุณไม่จำเป็นต้องเข้าโรงยิมเพื่อออกกำลังกายอย่างหักโหม เพียงแต่หลีกเลี่ยงวิถีชีวิตนั่งๆ นอนๆ และถ้ามีลิฟต์ก็ให้หันมาเดินขึ้นบันไดแทน” คาเรน มอร์แกน ศาสตราจารย์คลินิกด้านจักษุวิทยา

Read More

ลดน้ำตาลวันละ 200 แคลอรี ลดน้ำหนักได้ 10 ปอนด์

Column: well-being การที่บรรพบุรุษของเราอยากอาหารรสหวานนั้นมีเหตุผลที่ดีรองรับ เพราะเป็นสัญญาณของแหล่งพลังงานแห่งชีวิตที่ยั่งยืน “น้ำตาลเป็นหนึ่งในอาหารหลักสำคัญที่สุดที่เราอยากกิน” นิโคล อะวีนา นักประสาทวิทยาศาสตร์และผู้เขียนร่วมหนังสือ Why Diet Fail ให้เหตุผล “มันช่วยกระตุ้นการเชื่อมต่อของเซลล์สมองที่เสริมให้เราต้องการกินน้ำตาลอยู่เรื่อยๆ” แต่ทุกวันนี้ ความอยากน้ำตาลของเรามักลงเอยที่การทำให้ร่างกายของเราเสียหายอย่างรุนแรง การจะควบคุมความรู้สึกอยากของหวาน และเพื่อลดน้ำหนักตัวในกระบวนการดังกล่าวนั้น คุณต้องระมัดระวังการกินน้ำตาลทุกประเภทเข้าไปในร่างกาย โดยเฉพาะน้ำตาลที่ไม่ได้อยู่ในอาหารตามธรรมชาติ การทำอย่างนี้จะง่ายขึ้นถ้าคุณเข้าใจเหตุผลว่า ทำไมคุณจึงอยากน้ำตาลและเข้าใจว่า ร่างกายของคุณมีปฏิกิริยาตอบสนองอย่างไรเมื่อคุณกินน้ำตาลน้อยลง หนังสือ Sugar Detox อธิบายว่า คุณสามารถลดปริมาณน้ำตาลได้ดีเพียงใดขึ้นกับขนาดของนิสัยการกินน้ำตาลของคุณเอง ผลการวิจัยเมื่อไม่นานมานี้ระบุว่า คนที่กินน้ำตาลปริมาณมาก คือกินน้ำตาลส่วนเกินโดยเฉลี่ยวันละ 721 แคลอรี จะมีอาการเหมือนคนที่พยายามถอนตัวจากการเลิกยาเสพติดที่รวมถึงอาการกระวนกระวาย พักผ่อนไม่พอ และซึมเศร้า แต่อย่าได้กังวล คุณสามารถคาดหมายอาการเหล่านี้ได้หลังจากเลิกนิสัยการกินน้ำตาลปริมาณมาก ซึ่งจะเป็นอยู่ราว 1 สัปดาห์ ในเวลาเดียวกัน คุณจะรู้สึกได้ถึงผลข้างเคียงเชิงบวกจากการงดน้ำตาลที่เกิดขึ้นทันทีที่คุณเริ่มลดปริมาณน้ำตาลที่กินในแต่ละวัน ได้แก่ หัวใจทำงานดีขึ้น เจ. ไดนิโคลอันโตนิโอ นักวิทยาศาสตร์เชี่ยวชาญการวิจัยด้านหลอดเลือดและหัวใจประจำสถาบันโรคหัวใจเซนต์ลุคส์แห่งอเมริกากลาง กล่าวถึงผลการวิจัยว่า เมื่อกินน้ำตาลน้อยลง ความเสี่ยงจากการเสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับหัวใจจะลดลง 3 เท่า “การกินน้ำตาลส่วนเกินจะทำให้ระดับอินซูลินสูงขึ้น ซึ่งกระตุ้นการทำงานของระบบประสาทอัตโนมัติ ทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น และอัตราการเต้นของหัวใจเพิ่มขึ้น” หลังลดน้ำตาลภายใน 2–3 สัปดาห์

Read More

ร้อนวูบวาบจัดการได้

Column: Well – Being ภาวะหมดประจำเดือนเป็นกระบวนการทางธรรมชาติที่เราได้รับการบอกเล่ามาครั้งแล้วครั้งเล่า แต่สำหรับผู้หญิงจำนวนมาก ช่วงเวลาที่ต้องอยู่กับภาวะหมดประจำเดือนเป็นเวลาหลายปี หมายถึงการต้องอดทนต่ออาการไม่สบายตัวต่างๆ ขณะที่คนอื่นๆ ดูเหมือนจะผ่านพ้นไปได้ค่อนข้างสบายๆ ภาวะหมดประจำเดือนไม่ได้เกิดขึ้นชั่วข้ามคืน ตลอดหลายปีที่นำไปสู่ช่วงสุดท้ายนี้ มีสิ่งต่างๆ เกิดขึ้นในร่างกายมากมาย ความเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นพร้อมๆ กับกระบวนการชราภาพ สามารถก่อให้เกิดอาการที่ไม่คุ้นเคย และบางครั้งก็น่าตกใจกลัวสารพัดอย่าง นิตยสาร GoodHealth พูดถึงขั้นตอนของวัยหมดประจำเดือนว่ามี 3 ขั้นตอนด้วยกัน คือ วัยใกล้หมดประจำเดือน เป็นช่วงเวลาที่ระดับฮอร์โมนในร่างกายค่อยๆ ลดลงอย่างช้าๆ ซึ่งเป็นช่วงแรกที่คุณก้าวเข้าสู่วัยใกล้หมดประจำเดือน เมื่อร่างกายลดปริมาณการผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนและไข่ กระบวนการนี้มักเริ่มต้นเมื่ออยู่ในวัย 40 ปีกว่าๆ แต่อาจเริ่มเมื่ออายุ 30 ปีกว่าๆ ก็เป็นได้ และเป็นสัญญาณว่าภาวะหมดประจำเดือนกำลังคืบคลานเข้ามา โดยทั่วไปแล้วจะเริ่มต้นเมื่อ 3–4 ปีก่อนผู้หญิงจะเข้าสู่วัยหมดประจำเดือน แต่มันอาจส่งสัญญาณเตือนนานถึง 10 ปีก็ได้ วัยหมดประจำเดือน เมื่ออายุราว 51 ปี รังไข่ของคุณอาจหยุดการตกไข่และการผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนก็ลดลงอย่างมาก อาการที่เกิดขึ้นในช่วงวัยใกล้หมดประจำเดือนอาจต่อเนื่องมาจนถึงวัยหมดประจำเดือน คำจำกัดความที่แท้จริงของภาวะหมดประจำเดือนคือ เมื่อรังไข่ไม่ผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนและฮอร์โมนเพศอื่นๆ อีกต่อไป และคุณไม่มีประจำเดือนติดต่อกันครบ 12 เดือนเต็ม วัยหลังหมดประจำเดือน เมื่อคุณอยู่ในช่วงวัยหลังหมดประจำเดือน คุณจะรู้สึกกลับมาควบคุมร่างกายของคุณได้อีกครั้งหนึ่ง ที่สำคัญ

Read More

จับตา… ซาวน่าอินฟราเรดกำลังมา

Column: Well – Being การบำบัดด้วยซาวน่า อินฟราเรดกำลังได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในสหรัฐอเมริกาและทั่วโลก แต่เบื้องหลังชื่อที่น่าพิศวงนี้ มันคืออะไร และจะเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพของคุณอย่างไร นิตยสาร GoodHealth พูดถึงซาวน่า อินฟราเรดว่า คล้ายคลึงกับซาวน่าดั้งเดิมในแง่ที่ใช้ความร้อน เพื่อเพิ่มการไหลเวียนของโลหิต บรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อ และกำจัดสารพิษ และซาวน่าทั้งสองชนิดนี้ต่างกระตุ้นให้เกิดปฏิกิริยาแบบเดียวกับที่คุณได้รับจากการออกกำลังกายปานกลาง เช่น เพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจ ขับเหงื่อ และภาวะสดชื่นหลังการออกกำลังกาย ที่เป็นเช่นนี้เพราะรังสีอินฟราเรดทำงานโดยกระตุ้นโมเลกุลน้ำ โดยเปลี่ยนเป็นอิออน ทำให้เกิดการหมุนเวียนของโลหิตเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้การทำงานของร่างกายดีขึ้น เพราะร่างกายของเราประกอบด้วยน้ำมากกว่าร้อยละ 70 ของน้ำหนักตัวทั้งหมด ซาวน่า อินฟราเรดต่างจากซาวน่าดั้งเดิมอย่างไร ซาวน่าดั้งเดิมที่เพียงแค่เป่าลมร้อนออกมารอบๆ ตัวคุณ แตกต่างจากซาวน่า อินฟราเรด คือ คลื่นแสงจากรังสีอินฟราเรดสามารถทะลุผ่านชั้นใต้ผิวหนังลงไปประมาณ 3–4 ซม. เป็นการให้ความร้อนแก่คุณจากภายในออกมาสู่ภายนอก ข้อแตกต่างที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ ขณะที่ผู้ใช้ซาวน่าดั้งเดิมนั่งอบไอน้ำที่อุณหภูมิประมาณ 80 องศาเซลเซียส อุณหภูมิที่เหมาะสำหรับซาวน่า อินฟราเรดคือ 50–60 องศาเซลเซียส นอกจากนี้ ซาวน่า อินฟราเรดยังให้ความร้อนในสภาพที่แห้งกว่า ตรงข้ามกับแบบดั้งเดิมที่อากาศชื้นและหนาแน่น แต่ซาวน่า อินฟราเรดก็ยังให้ความอบอุ่นเพียงพอที่จะเกิดประสิทธิภาพได้ โดยคุณไม่เสี่ยงกับการได้รับความร้อนสูงเกินไป ซาวน่า

Read More