Home > Life

โรคสมองเสื่อมทำให้เสียชีวิตเร็วขึ้น …อย่างไร?

Column: well-being ไม่มีใครปฏิเสธว่า ภาวะสมองเสื่อมเป็นโรคที่แสนโหด แต่รายงานใหม่ของรัฐบาลสหรัฐฯ เปิดเผยตัวเลขว่า ในระยะไม่ถึงสองทศวรรษ การเสียชีวิตจากโรคสมองเสื่อมในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นถึงกว่า 2 เท่า ศูนย์สถิติสุขภาพแห่งชาติระบุรายละเอียดว่า ปี 2000 โรคสมองเสื่อมเป็นสาเหตุของการเสียชีวิต 30.5 คนต่อแสนประชากร และพุ่งพรวดขึ้นเป็น 66.7 คนต่อแสนประชากรในปี 2017 โดยโรคอัลไซเมอร์เป็นภาวะสมองเสื่อมชนิดที่พบได้มากที่สุดคิดเป็นร้อยละ 46 ของการเสียชีวิตด้วยโรคสมองเสื่อมปี 2017 ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (ซีดีซี) ระบุว่า ภาวะสมองเสื่อมเป็นคำที่ใช้อธิบายกลุ่มของเงื่อนไขที่ส่งผลกระทบต่อความคิด ความทรงจำ และพฤติกรรมได้มากพอที่จะรบกวนชีวิตประจำวันของคนคนหนึ่ง สถาบันชราศาสตร์แห่งชาติระบุเงื่อนไขดังกล่าวรวมถึงโรคอัลไซเมอร์ โรคสมองเสื่อมจากลิววี่ บอดี้ โรคสมองส่วนหน้าเสื่อม และโรคสมองเสื่อมเหตุสมองขาดเลือด ทำไมจึงมีผู้เสียชีวิตจากโรคสมองเสื่อมมากขึ้น ความเห็นของ นพ.เดวิด เอ. เมอร์ริลล์ นักประสาทวิทยาและจิตแพทย์ผู้สูงอายุแห่งศูนย์สุขภาพประจำโพรวิเดนซ์ เซนต์ จอห์น เมืองซานตา โมนิก้า รัฐแคลิฟอร์เนีย ที่กล่าวว่า เป็นเพราะหลายปัจจัยร่วมกัน “มันเป็นสึนามิสีเงิน” เขาอธิบาย “คนมีอายุยืนยาวขึ้นและก้าวเข้าสู่วัยชรา และเราก็รู้ว่าอายุเป็นปัจจัยเสี่ยงเดียวที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ที่สำคัญที่สุดของโรคสมองเสื่อม” นอกจากนี้ เขาเพิ่มเติมว่า “ชุมชนการแพทย์และคนทั่วไปยังตระหนักถึงโรคนี้มากขึ้นด้วย

Read More

หมอแนะวิธีลดน้ำหนักที่ดีที่สุดหลังหมดประจำเดือน

Column: Well – Being ตอนนี้ไม่ว่าคุณจะอยู่ในภาวะกำลังหมดประจำเดือน หรือผ่านพ้นช่วงเวลานั้นมาแล้วก็ตาม คุณอาจสังเกตว่า การลดน้ำหนักทำได้ยากขึ้น และ “ความคิดนี้ไม่ได้วนเวียนอยู่ในหัวของคุณเท่านั้น” พญ. อแมนด้า ฮอร์ตัน สูตินรีแพทย์ประจำคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยจอห์น ฮอปกินส์ กล่าว “มันยากจริง ๆ กับการพยายามลดน้ำหนักในช่วงนี้” นิตยสาร Prevention ให้ข้อมูลน่าสนใจว่า พญ.ฮอร์ตันยังกล่าวว่า จริง ๆ แล้วผู้หญิงช่วงอายุเกิน 50 ปีและ 60 ปี จะมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ย 1.5 ปอนด์ต่อปี ที่เป็นอย่างนี้สาเหตุเพราะระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนที่ลดลงในระหว่างหมดประจำเดือน สามารถเปลี่ยนสมดุลของระดับฮอร์โมนเลปตินและเกรลินได้ ซึ่งฮอร์โมนทั้งสองตัวนี้ทำหน้าที่ควบคุมความหิว และทำให้เกิดความอยากอาหารเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ปัญหาเกี่ยวกับต่อมไทรอยด์ ความเครียด อาการนอนไม่หลับ และการกินยาบางตัวก็เป็นสาเหตุของการเพิ่มน้ำหนักได้ “สาเหตุทุกอย่างที่นำไปสู่การเพิ่มน้ำหนักยังทำให้การลดน้ำหนักทำได้ยากด้วย แต่เราเชื่อมั่นว่าทำได้ เพียงต้องใช้ความพยายามอย่างต่อเนื่องเท่านั้น” นพ.วิลเลียม แยนซี ผู้อำนวยการโครงการประจำศูนย์ Duke Diet and Fitness

Read More

รังไข่ … อวัยวะจิ๋วสุดเจ๋งของคุณผู้หญิง

Column: Well – Being นิตยสาร Prevention เสนอบทความว่าด้วยรังไข่ อวัยวะในระบบสืบพันธุ์ของผู้หญิงที่มีขนาดเล็กแต่ทรงพลังมหาศาลต่อร่างกายทั้งระบบของคุณได้อย่างไม่น่าเชื่อ รังไข่เป็นต่อมไร้ท่อรูปทรงลูกมะเดื่อ ตั้งอยู่ที่อุ้งเชิงกราน 2 ข้างของมดลูก นอกจากจะมีความสำคัญต่อระบบสืบพันธุ์ของผู้หญิง รังไข่ยังมีบทบาทสำคัญอื่นๆ ในร่างกายเช่นกัน รังไข่ทำอะไร หน้าที่ของรังไข่ที่รู้จักกันมากที่สุด คือ ผลิตไข่ของผู้หญิง ซึ่งมีขนาดเล็กจิ๋วมาก และเต็มไปด้วย DNA (ครึ่งหนึ่งเป็น DNA ของฝ่ายหญิง และถ้าไข่ใบนั้นได้ผสมกับสเปิร์มที่นำ DNA ของผู้ชายอีกครึ่งหนึ่ง ก็สามารถสร้างตัวอ่อนขึ้นมาได้) ในแต่ละเดือนรังไข่สร้างไข่ราวกว่าสิบใบ แต่มีไข่เพียงหนึ่งหรือสองใบ (ในกรณีลูกแฝด) ออกจากรังไข่ แล้วเดินทางผ่านท่อนำไข่ไปยังมดลูก ที่ที่ไข่อาจหรืออาจไม่ได้ผสมกับสเปิร์มก็เป็นได้ รังไข่ยังทำหน้าที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งที่นอกเหนือจากการเป็นที่เก็บไข่ในระยะยาว นั่นคือ ผลิตฮอร์โมน ส่วนใหญ่ผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจน และโปรเจสเตอโรน ควบคู่กับการควบคุมอนามัยการเจริญพันธุ์ของผู้หญิง รังไข่ยังผลิตฮอร์โมนเทสทอสเทอโรนบางส่วนด้วยเช่นกัน ฮอร์โมนทั้งหมดนี้ออกจากรังไข่และไหลเวียนไปทั่วร่างกายของคุณผ่านทางกระแสเลือดนั่นเอง ฮอร์โมนไม่เพียงคอยรักษาให้ระบบสืบพันธุ์แข็งแรง แต่ยังส่งผลต่อการพัฒนากระดูก กล้ามเนื้อ และสมองด้วย ในรังไข่มีไข่มากน้อยแค่ไหน คุณเกิดมาพร้อมรังไข่ที่มีไข่ราว 1–2 ล้านใบ เมื่อย่างเข้าสู่วัยแตกเนื้อสาว ไข่จะค่อยๆ ลดจำนวนลงเหลือ 300,000 ใบ

Read More

6 ปัจจัยเพิ่มเสี่ยงหัวใจวาย

Column: Well – Being ศูนย์เพื่อการควบคุมโรค (ซีดีซี) รายงานว่า แต่ละปีมีชาวอเมริกันเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจ 610,000 ราย หรือราวหนึ่งในสี่ของจำนวนผู้เสียชีวิตทั้งหมด ทำให้โรคหัวใจเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตระดับต้น ๆ ทั้งของชายและหญิงในสหรัฐฯ ซีดีซีให้ข้อมูลต่อไปว่า แม้อาการหัวใจวายจะไม่ได้หมายถึงการเสียชีวิตทุกครั้งไป แต่ซีดีซีประเมินว่า แต่ละปีมีชาวอเมริกันราว 735,000 คน ต้องทุกข์ทรมานกับอาการหัวใจวาย ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าตกใจกลัวไม่เบา ตราบใดที่คุณควบคุมระดับโคเลสเตอรอลได้ รวมทั้งสามารถจำกัดปริมาณการบริโภคอาหารจานด่วน คุณก็ปลอดภัยใช่ไหม? โชคร้ายที่ทุกอย่างไม่ได้เรียบง่ายตรงไปตรงมาอย่างนั้น ขณะที่หลาย ๆ ปัจจัยอย่างเช่น การขาดการออกกำลังกาย การบริโภคอาหารไม่ถูกหลัก และคนในครอบครัวมีประวัติหัวใจวาย จะเพิ่มความเสี่ยงหัวใจวายก็จริง แต่ยังมีอีก 6 ปัจจัยที่สามารถเพิ่มความเสี่ยงจากอาการหัวใจวายได้อย่างน่าประหลาด นิตยสาร Prevention นำเสนอ 6 ปัจจัยดังกล่าวได้แก่ 1 โรคแพ้ภูมิตัวเอง นีก้า โกลด์เบิร์ก แพทย์โรคหัวใจและผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ของศูนย์เพื่อสุขภาพสตรีโจน เอช. ทิสช์ มหาวิทยาลัยนิวยอร์ก กล่าวว่า ถ้าคุณมีประวัติเป็นโรคแพ้ภูมิตัวเอง เช่น โรคลูปัส โรคไขข้ออักเสบ หรือโรคข้ออักเสบสะเก็ดเงิน คุณมีแนวโน้มจะมีอาการหัวใจวายมากขึ้น

Read More

เมื่อพังผืดเกิดติดยึดขมวดเป็นปม

Column: Well – Being พังผืดเป็นเนื้อเยื่อเกี่ยวพันสำคัญอยู่ใต้ชั้นผิวหนัง ซึ่งสามารถทำให้เกิดความรู้สึกเป็นปมตึงเขม็งเกลียวขึ้นได้ นิตยสาร shape ให้ความกระจ่างที่น่าสนใจเกี่ยวกับพังผืดไว้ดังนี้ เครือข่ายของพังผืด พังผืดมีลักษณะเหมือนสายรัดแบบเต็มตัวที่ยึดโยงทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ใต้ชั้นผิวหนังให้อยู่ในที่ในทาง มีหน้าที่ห่อหุ้มกล้ามเนื้อ กระดูก อวัยวะ เส้นประสาท และหลอดเลือด ให้อยู่ในเครือข่ายของคอลลาเจนและเส้นใยอีลาสติกที่เชื่อมต่อกัน ดังนั้น การเคลื่อนไหวทุกฝีก้าว และการนั่งนอนนานๆ ล้วนส่งผลกระทบต่อพังผืดของคุณ อาร์คาดี้ ลิปนิตสกี้ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญการจัดกระดูก (chiropractor) แห่งศูนย์ Rebalance NYC อธิบายว่า “หลังจากนั่งเป็นเวลานาน เวลาที่ลุกขึ้น ถ้าคุณรู้สึกว่าเกิดอาการข้อติด พูดได้เลยว่า เป็นเพราะพังผืดสูญเสียคุณสมบัติยืดหยุ่นของตัวเองไปชั่วคราว” ซู ฮิทซ์มานน์ นักกายภาพบำบัดและผู้ร่วมก่อตั้งสมาคมการวิจัยพังผืด ให้คำแนะนำว่า “ให้เคลื่อนไหวไปรอบๆ ความรู้สึกว่าข้อติดนั้นจะหายไปเอง นี่คือเหตุผลสำคัญที่ตอกย้ำว่า ทำไมการเคลื่อนไหวอยู่เสมอจึงจำเป็นมาก” เมื่อเกิดการติดยึด จอร์แดน เม็ทเซิล แพทย์ด้านการกีฬากล่าวไว้ในหนังสือ The Athlete’s Book of Home Remedies ว่า เมื่อเวลาผ่านไปนานเข้า (หรือเพราะอาการบาดเจ็บ) พังผืดสามารถฉีกขาด อักเสบ หรือหดตัวสั้นลง

Read More

เป็นมิตรกับไขมันกันดีกว่า & กินมากไปทำไงดี

Column: Well – Being ที่พูดกันว่า ไขมันทำให้คุณอ้วนได้นั้น เป็นความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้ เพราะไขมันให้พลังงานสูงกว่าคาร์โบไฮเดรตหรือโปรตีน แต่ร่างกายของคุณจำเป็นต้องได้รับไขมันเพื่อทำหน้าที่ให้ได้ดีที่สุด และไขมันบางชนิดก็มีคุณสมบัติและคุณภาพดีกว่าชนิดอื่นๆ ในการช่วยค้ำจุนสุขภาพโดยรวมของคุณ การตรวจสอบปริมาณไขมันที่กินเข้าไปอย่างระมัดระวังจึงเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะเมื่อคุณกำลังพยายามลดน้ำหนักตัว แต่การกินอะโวคาโดสักสองสามชิ้น เนยถั่วสักหนึ่งช้อนพูน หรือเหยาะน้ำมันมะกอกลงในสลัดสักหน่อย สามารถทำให้คุณรู้สึกอิ่มนานขึ้น หรือสามารถช่วยให้ร่างกายของคุณเผาผลาญไขมันได้มากขึ้นด้วยซ้ำ และที่ไม่อาจปฏิเสธได้อีกอย่างหนึ่งก็คือ ไขมันทำให้อาหารมีรสชาติดีขึ้นเสียด้วย หนังสือ Prevention Guide: Eat Clean กล่าวว่า หัวใจสำคัญอยู่ที่การเลือกกินไขมันให้ถูกชนิด เพราะไขมันที่มีอยู่ทั้งหมดไม่ได้ถูกผลิตขึ้นอย่างเท่าเทียมหรือเหมือนกัน แล้วคุณจะแยกแยะได้อย่างไรล่ะว่าไขมันชนิดไหนดีหรือไม่ดีอย่างไร วิธีที่ง่ายที่สุดคือ นึกถึงไขมันในรูปของสัญญาณไฟจราจรนั่นเอง ไขมันบางชนิดจัดอยู่ในประเภทไฟเขียว บางชนิดเป็นไฟเหลือง และบางชนิดเป็นไฟแดง ไขมันประเภทไฟเขียว เป็นไขมันไม่อิ่มตัว เช่น ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว (monounsaturated fat) ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน (polyunsaturated fat) และกรดไขมันโอเมก้า–3 ซึ่งสามารถช่วยให้คุณลดความเสี่ยงจากโรคหัวใจได้ ทั้งยังมีบทบาทสำคัญในการรักษาระดับน้ำตาลในเลือดของคุณให้คงที่ ซึ่งช่วยลดอาการอยากอาหารขยะที่มีรสหวานได้ด้วย คุณแสวงหาไขมันประเภทไฟเขียวนี้ได้จากอาหารที่ไม่ผ่านการแปรรูปที่มีอยู่มากมาย รวมทั้งอาหารประเภทธัญพืชเต็มเมล็ดด้วย ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว ได้แก่ น้ำมันมะกอก ผลมะกอก อะโวคาโด ถั่วเปลือกแข็ง และเนยถั่ว ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน

Read More

เปิดข้อมูลใหม่…ช่วยหนีไกลจากไข้หวัด

Column: Well – Being แม้เรายังอยู่ในอิทธิพลของฤดูหนาว แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า คุณต้องป่วยเป็นไข้หวัดหรือไข้หวัดใหญ่เสมอไป นิตยสาร Shape นำเสนอกลยุทธ์ใหม่ๆ ที่มีวิทยาศาสตร์หนุนหลัง ทำให้คุณแข็งแรงดี รอดพ้นจากการถูกโรคภัยไข้เจ็บตามฤดูกาลเล่นงานได้ เลือกออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ การออกกำลังกายเป็นสิ่งสำคัญลำดับแรกที่คุณสามารถทำได้ เพื่อรักษาร่างกายให้มีสุขภาพดี ผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร British Journal of Sports Medicine พบว่า คนที่ออกกำลังกายสัปดาห์ละ 5 ครั้งหรือมากกว่า มีแนวโน้มป่วยน้อยกว่าคนที่ออกกำลังกายเพียงสัปดาห์ละครั้งถึงร้อยละ 43 และการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโออาจเป็นประโยชน์มากเป็นพิเศษ ดร.เดวิด ไนแมน หัวหน้าทีมวิจัยและผู้เขียนรายงานการวิจัยชิ้นนี้กล่าวว่า “ระหว่างออกกำลังกายแบบแอโรบิก เซลล์ภูมิคุ้มกันของคุณจะเคลื่อนที่ไปทั่วร่างกายและเคลื่อนที่ไปในกระแสเลือดได้มากกว่า ผลคือคุณสามารถตรวจพบและทำลายเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกายได้ดีกว่า” เขายังเพิ่มเติมว่า การออกกำลังกายอย่างการวิ่ง ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน และพายเรือ ดูเหมือนจะมีประสิทธิภาพที่สุด นอนเพิ่มขึ้นอีกหน่อย วารสาร Sleep รายงานผลการศึกษาเมื่อไม่นานมานี้ที่ระบุว่า หลังจากให้กลุ่มตัวอย่างสัมผัสเชื้อไวรัสก่อไข้หวัด ปรากฏว่าร้อยละ 39 ของผู้ที่นอนวันละ 6 ชั่วโมงหรือน้อยกว่า ถึงกับล้มป่วยเมื่อเทียบกับผู้ที่นอนวันละมากกว่า 6 ชั่วโมง ที่ป่วยเพียงร้อยละ 18 ดร.เอริค

Read More

อาหารกระตุ้นโรควิตกกังวล

Column: Well – Being คุณเคยรู้หรือไม่ว่า สิ่งที่คุณรับประทานสามารถส่งผลต่ออารมณ์และโรควิตกกังวลของคุณได้เช่นกัน ดังที่นิตยสาร Prevention :Relieve Anxiety Naturally แจกแจงดังนี้ พาสต้า คาร์โบไฮเดรตที่ผ่านการขัดขาว เช่น พาสต้าสีขาว ขนมปังขาว โดนัท ลูกกวาด และเครื่องดื่มใส่น้ำตาล สามารถทำลายอารมณ์ของคุณด้วยการทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดพุ่งสูงขึ้นและลดระดับลงอย่างรวดเร็ว เมื่อไม่นานมานี้ กลุ่มนักวิจัยประจำมหาวิทยาลัยโคลัมเบียพบว่า ยิ่งผู้หญิงที่บริโภคน้ำตาลและธัญพืชขัดขาวแล้วมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นมากเท่าไร ก็ยิ่งมีความเสี่ยงเป็นโรคซึมเศร้ามากขึ้นเท่านั้น และนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยพรินซ์ตันยังพบด้วยว่า หนูที่เลี้ยงด้วยอาหารรสหวานจะมีอาการตื่นตระหนกและวิตกกังวลเมื่อดึงน้ำตาลออกจากอาหาร ซึ่งคล้ายกับประสบการณ์ของคนเมื่อถูกให้ถอนตัวจากยาเสพติด อย่างไรก็ตาม ข่าวดีคือ มหาวิทยาลัยโคลัมเบียยังพบด้วยว่า อาหารที่มีธัญพืชเต็มเมล็ดสูง (เช่น ข้าวกล้อง และควินัว) รวมทั้งมีผักและผลไม้หลากหลายชนิด ยังช่วยลดความเสี่ยงของผู้หญิงจากโรคซึมเศร้าได้ กาแฟ เราไม่ได้บอกให้คุณหยุดดื่มกาแฟหรือเครื่องดื่มกาเฟอีนอื่นๆ แต่ถ้าคุณรู้สึกวิตกกังวลอาจโทษว่าเป็นเพราะการดื่มเครื่องดื่มประเภทนี้หลายๆ แก้วติดต่อกันก็ได้ อาลี มิลเลอร์ นักกำหนดอาหาร อธิบายว่า กาเฟอีนมีผลกระตุ้นระบบประสาท ทั้งยังเป็นสาเหตุให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนความเครียด คือ คอร์ติซอล ที่ทำให้โรควิตกกังวลแย่ลง และทำให้มีปัญหาการนอน โดยเฉพาะในผู้ป่วยโรคตื่นตระหนกและโรคกลัวการเข้าสังคม แม้จะมีข้อเท็จจริงอันหนึ่งที่กล่าวว่า กาเฟอีนช่วยเพิ่มระดับฮอร์โมนเซโรโทนินที่ทำให้คุณรู้สึกดี แต่การหลั่งเซโรโทนินตลอดเวลาอันเป็นผลจากการบริโภคกาแฟมากเกินไปในช่วงเวลาหนึ่งนั้น แท้จริงแล้วสามารถทำให้คุณเกิดอาการสารสื่อประสาทด้อยประสิทธิภาพได้ จึงควรลดอิทธิพลของกาเฟอีนด้วยการดื่มกาแฟถ้วยขนาด

Read More

แช่แข็งกระบวนการชราภาพ

Column: Well – Being ฟังดูเหมือนมาจากภาพยนตร์วิทยาศาสตร์ยังไงยังงั้น แต่ปัจจุบันการชะลอวัยก็เป็นจริงแล้ว เพราะความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และการวิจัย ผลการศึกษาเมื่อเร็วๆ นี้พบว่า ชาวอเมริกันมีอายุยืนยาวขึ้นและอ่อนวัยขึ้น ดังที่ ดร.เลียวนาร์ด เดวิส แห่งโรงเรียนผู้สูงอายุ มหาวิทยาลัยยูเอสซี อธิบายว่า “เราวัดอายุทางชีวภาพของคนผ่านเครื่องบ่งชี้การมีสุขภาพดีที่แตกต่างกัน และพบว่า อัตราเร่งของการชราภาพได้ชะลอตัวลงในรอบ 20 ปีที่ผ่านมานี้” นั่นคือ การที่คนไม่เพียงอายุยืนขึ้น แต่ยังมีความสุขกับพลังจิตและพลังกายที่สำคัญยาวนานขึ้นด้วย นิตยสาร Shape รายงานความคืบหน้าด้านศาสตร์ชะลอวัยนี้ว่า จริงอยู่ที่พันธุกรรมมีบทบาทสำคัญต่อการกำหนดว่า เราจะแก่ชราลงเร็วแค่ไหน แต่การวิจัยใหม่ๆ ชี้ว่า การเปลี่ยนแปลงเชิงพฤติกรรมก็มีส่วนสำคัญพอกัน “เราสามารถควบคุมกระบวนการชราภาพผ่านอาหาร การออกกำลังกาย และวิถีชีวิต” ดร.เจย์ โอลชานสกี้ ศาสตราจารย์ประจำโรงเรียนการสาธารณสุขแห่งมหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ให้ความเห็น ต่อไปนี้คือคำแนะนำ 5 หัวข้อที่คุณสามารถทำได้ เพื่อให้ได้รับประโยชน์สูงสุดของการชะลอวัยที่มีประสิทธิภาพสูงสุด และอยู่บนรากฐานของการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ สร้างสมดุลการบริโภคไขมัน วารสาร Brain, Behavior and Immunity รายงานว่า เป็นที่รู้กันว่ากรดไขมันโอเมก้า–3 มีผลต่อเครื่องบ่งชี้ของวัยทางชีวภาพ 2 อย่างด้วยกัน นั่นคือ

Read More

โรควิตกกังวลคุกคามคุณหรือเปล่า

Column: Well – Being ถ้าคุณมีชีวิตเหมือนคนส่วนใหญ่ที่อยู่กับข้อผูกมัดทางครอบครัว กำหนดเส้นตายในการทำงาน ความยุ่งเหยิงทางการเมือง หรือข่าวประจำวันอะไรก็ตามที่ทำให้คุณไม่เป็นสุขอยู่ตลอดเวลา และปัจจัยเหล่านี้ทำให้คุณเกิดความรู้สึกตึงเครียดเล็กน้อย หรือาจถึงขั้นตึงเครียดมากด้วยซ้ำ รีด วิลสัน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านจิตเวช แห่งมหาวิทยาลัยนอร์ท แคโรไลนา กล่าวว่า มีผลการศึกษาชี้ว่า ชาวอเมริกันเป็นคนขี้ตื่นเต้นไม่เบา ผู้ใหญ่เกือบทุก 1 ใน 5 คนป่วยจากโรควิตกกังวล ในจำนวนนี้ผู้หญิงเป็นมากกว่าถึง 4 เท่า นิตยสาร Prevention : Relieve Anxiety Naturally ประมาณการว่า มีชาวอเมริกันราว 40 ล้านคนต้องทุกข์ทรมานจากโรคนี้ และให้วิธีสังเกตตัวเองง่ายๆ ว่า คุณถูกคุกคามจากโรควิตกกังวลนี้บ้างหรือไม่ ดังนี้ ความวิตกกังวลออกอาการทางร่างกาย เรากำลังพูดถึงความเจ็บปวดทางร่างกายที่เกิดขึ้นจริง แหล่งที่มานั้นหลากหลายขึ้นกับแต่ละบุคคล รอยซ์ ลี จิตแพทย์ และผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านจิตเวช แห่งมหาวิทยาลัยชิคาโก อธิบายว่า คนจำนวนมากที่เป็นโรควิตกกังวลต้องทนทุกข์กับภาวะโซมาติก เช่น ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ ชีพจรเต้นเร็ว ปวดท้อง

Read More