Home > Life

ถนอมเทโลเมียร์ช่วยยืดอายุขัย

Column: Well – Being เกิด... แก่... เจ็บ... ตาย คำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ให้เราพึงสำเหนียกว่า ไม่มีใครหลีกเลี่ยงหรือหนีพ้นได้ แต่วิทยาศาสตร์พยายามหาหนทางควบคุมกระบวนการเสื่อมชราให้ทรงประสิทธิภาพได้มากกว่าที่คุณคาดคิดด้วยซ้ำ ขึ้นกับเทโลเมียร์เท่านั้น นิตยสาร GoodHealth รายงานข้อเท็จจริงว่า เมื่อพูดถึงกระบวนการเสื่อมชราของคนเรา จุดเริ่มต้นทั้งหมดเริ่มจากสิ่งที่เกิดขึ้นภายในเซลล์ของเรา โครงสร้างของแต่ละเซลล์ประกอบด้วยโครโมโซมที่ทำหน้าที่เป็นตัวพาหน่วยพันธุกรรมของเรา และตรงส่วนปลายสุดของโครโมโซมมีปลอกหุ้มที่เป็นโปรตีนเรียกว่า เทโลเมียร์ (telomeres) เมื่อแรกเกิด เทโลเมียร์เหล่านี้ยาว 10,000 คู่เบส แต่พออายุมากขึ้นราว 35 ปี เทโลเมียร์จะลดความยาวเหลือเพียง 7,500 คู่เบส เมื่อเทโลเมียร์เริ่มสั้นลง เซลล์ของเราจะไม่สามารถซ่อมแซมตัวเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ นั่นคือผลกระทบที่เกิดขึ้น คือเราเริ่มแก่ตัวลงในเชิงชีววิทยา ศาสตราจารย์เอลิซาเบธ แบล็คเบิร์น นักอณูชีววิทยาเจ้าของรางวัลโนเบล และศาสตราจารย์เอลิซซา เอเปล สองนักวิจัยชั้นนำด้านศาสตร์ชะลอวัยผู้ทุ่มเทเวลาถึง 2 ทศวรรษให้กับการศึกษาด้านความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในเซลล์ร่างกายมนุษย์ โดยเปรียบเทียบให้เข้าใจง่ายๆ ว่า เมื่อเวลาล่วงเลยไปในแต่ละปี ให้คิดว่าร่างกายของเราก็เหมือนลังบรรจุผลแอปเปิลจนเต็ม “เซลล์ในร่างกายคนที่ยังแข็งแรง เปรียบเหมือนแอปเปิลที่ยังสด มีผิวใสชุ่มน้ำ แต่ลองคิดว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้าในลังนั้นมีแอปเปิลเน่าหนึ่งลูก มันจะทำให้แอปเปิลอื่นๆ ที่อยู่รอบๆ เน่าเสียตามไปด้วย

Read More

กำจัดความอยากน้ำตาลได้ในพริบตา

Column: Well – Being ปัจจุบันปัญหาของคนยุคใหม่จำนวนไม่น้อย คือ น้ำตาลกลายเป็นสิ่งเย้ายวนใจในชีวิตประจำวันที่เรารู้สึกว่า ไม่มีพลังที่จะต่อต้านเอาเสียเลย แทนที่การเสิร์ฟขนมหวานจะมีขึ้นในวาระพิเศษเป็นครั้งคราว เช่น วันคล้ายวันเกิด วันฉลองครบรอบแต่งงาน วันฉลองความสำเร็จ ฯลฯ คนมากมายกลับติดขนมหวานจนกลายเป็นสิ่งจำเป็นในชีวิตประจำวัน (บางครั้งเป็นรายชั่วโมงด้วยซ้ำ !) เพื่อสนองความพอใจกับภาวะเสพติดน้ำตาลของเรา ไม่ว่าคุณจะติดขนมหวานหนักหน่วงแค่ไหน ขอให้รู้ไว้เถอะว่า ยังมีหวัง ! แอนน์ อเล็กซานเดอร์ ผู้เขียนหนังสือ The Sugar Smart Diet กล่าวว่า กุญแจไขไปสู่การหลุดพ้นจากภาวะเสพติดน้ำตาล คือ การสลัดให้พ้นจากพลังเกาะติดอย่างแน่นหนาที่น้ำตาลมีต่อร่างกายและจิตใจของคุณ หนังสือ The Sugar Smart Diet พูดถึงเกร็ดที่น่าสนใจที่ช่วยให้คุณเลิกอยากน้ำตาลได้เร็วกว่าที่คุณจะทันควานหาช็อกโกแลตแท่งโปรดเจอเสียอีก เน้นโปรตีนเป็นอาหารเช้า ผลการวิจัยระบุว่า การเน้นกินโปรตีนในช่วงอาหารเช้า ทำให้คุณยากที่จะรู้สึกอยากน้ำตาลในช่วงเวลาต่อมา การเลือกกินโปรตีนปราศจากไขมัน เช่น กรีกโยเกิร์ต เนยถั่ว ไข่ และเนยแข็งไขมันต่ำ ทำให้ร่างกายผลิตฮอร์โมนเกรลินน้อยลง ฮอร์โมนตัวนี้กระตุ้นให้รู้สึกหิวและผลิต PYY ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ส่งสัญญาณว่าอิ่มออกมามากขึ้น ผลการทำเอกซเรย์คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าหรือเอ็มอาร์ไอในผู้บริโภคอาหารเช้าโปรตีนสูงของมหาวิทยาลัยมิสซูรี ระบุว่า อาหารเช้าโปรตีนสูงลดกิจกรรมของพื้นที่สมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับความอยากได้ อย่าปล่อยให้รู้สึกหิว การงดอาหารมื้อใดมื้อหนึ่งเป็นหลักประกันว่า ความอยากน้ำตาลต้องพุ่งสูงขึ้น

Read More

รู้จักผู้พิทักษ์ดวงตาในทุกช่วง 10 ปีของอายุ

Column: Well – Being ริชาร์ด เดวิดสัน ศาสตราจารย์ด้านจักษุวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยโคโลราโด เตือนให้เราสำเหนียกว่า “พฤติกรรมทุกอย่างตั้งแต่การนั่งจ่อมเฝ้าหน้าจอทีวีไปจนถึงการนอนไม่เพียงพอ สามารถส่งผลกระทบต่อสุขภาพดวงตาของคุณทั้งสิ้น” นิตยสาร Family Circle จึงนำเสนอข้อเท็จจริงเกี่ยวกับปัจจัยที่สามารถเป็นอันตรายต่อดวงตาและช่วยถนอมรักษาดวงตาของคุณในทุกช่วง 10 ปีของช่วงชีวิตของคุณดังนี้ ช่วงอายุ 20 ปี ศัตรูของดวงตา–รังสีอัตราไวโอเลต มีผู้ใหญ่ชาวอเมริกันเพียงร้อยละ 21 ที่สวมแว่นกันแดดเสมอ แต่ดวงตาของคุณจำเป็นต้องได้รับการปกป้องตลอดทั้งปี การปล่อยให้ดวงตารับรังสีอัลตราไวโอเลตในระยะยาว อาจเป็นสาเหตุให้เกิดต้อกระจก และโรคจอประสาทตาเสื่อม มินา มาสเซโร ศาสตราจารย์คลินิกด้านจักษุวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนีย เพอเรลแมน อธิบายว่า “รังสีอัลตราไวโอเลตสามารถทะลุผ่านก้อนเมฆลงมาได้ แม้ในวันที่ท้องฟ้าเต็มไปด้วยก้อนเมฆ คุณควรสวมแว่นกันแดด โดยเฉพาะช่วงเวลา 10 โมงเช้าถึง 4 โมงเย็นที่คุณต้องอยู่กลางแจ้ง” ผู้พิทักษ์ดวงตา–การออกกำลังกาย การเคลื่อนไหวร่างกายอยู่เสมอช่วยรักษาสุขภาพดวงตาของคุณได้ ด้วยการที่คุณสามารถรักษาน้ำหนักตัวให้คงที่อยู่ในเกณฑ์ปกติได้ตลอดเวลา การปล่อยให้อยู่ในภาวะอ้วน เป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง การวิจัยบางชิ้นยังระบุด้วยซ้ำว่า การออกกำลังกายมีส่วนเชื่อมโยงกับการลดความเสี่ยงของโรคจอประสาทตาเสื่อมและโรคต้อหิน “คุณไม่จำเป็นต้องเข้าโรงยิมเพื่อออกกำลังกายอย่างหักโหม เพียงแต่หลีกเลี่ยงวิถีชีวิตนั่งๆ นอนๆ และถ้ามีลิฟต์ก็ให้หันมาเดินขึ้นบันไดแทน” คาเรน มอร์แกน ศาสตราจารย์คลินิกด้านจักษุวิทยา

Read More

ลดน้ำตาลวันละ 200 แคลอรี ลดน้ำหนักได้ 10 ปอนด์

Column: well-being การที่บรรพบุรุษของเราอยากอาหารรสหวานนั้นมีเหตุผลที่ดีรองรับ เพราะเป็นสัญญาณของแหล่งพลังงานแห่งชีวิตที่ยั่งยืน “น้ำตาลเป็นหนึ่งในอาหารหลักสำคัญที่สุดที่เราอยากกิน” นิโคล อะวีนา นักประสาทวิทยาศาสตร์และผู้เขียนร่วมหนังสือ Why Diet Fail ให้เหตุผล “มันช่วยกระตุ้นการเชื่อมต่อของเซลล์สมองที่เสริมให้เราต้องการกินน้ำตาลอยู่เรื่อยๆ” แต่ทุกวันนี้ ความอยากน้ำตาลของเรามักลงเอยที่การทำให้ร่างกายของเราเสียหายอย่างรุนแรง การจะควบคุมความรู้สึกอยากของหวาน และเพื่อลดน้ำหนักตัวในกระบวนการดังกล่าวนั้น คุณต้องระมัดระวังการกินน้ำตาลทุกประเภทเข้าไปในร่างกาย โดยเฉพาะน้ำตาลที่ไม่ได้อยู่ในอาหารตามธรรมชาติ การทำอย่างนี้จะง่ายขึ้นถ้าคุณเข้าใจเหตุผลว่า ทำไมคุณจึงอยากน้ำตาลและเข้าใจว่า ร่างกายของคุณมีปฏิกิริยาตอบสนองอย่างไรเมื่อคุณกินน้ำตาลน้อยลง หนังสือ Sugar Detox อธิบายว่า คุณสามารถลดปริมาณน้ำตาลได้ดีเพียงใดขึ้นกับขนาดของนิสัยการกินน้ำตาลของคุณเอง ผลการวิจัยเมื่อไม่นานมานี้ระบุว่า คนที่กินน้ำตาลปริมาณมาก คือกินน้ำตาลส่วนเกินโดยเฉลี่ยวันละ 721 แคลอรี จะมีอาการเหมือนคนที่พยายามถอนตัวจากการเลิกยาเสพติดที่รวมถึงอาการกระวนกระวาย พักผ่อนไม่พอ และซึมเศร้า แต่อย่าได้กังวล คุณสามารถคาดหมายอาการเหล่านี้ได้หลังจากเลิกนิสัยการกินน้ำตาลปริมาณมาก ซึ่งจะเป็นอยู่ราว 1 สัปดาห์ ในเวลาเดียวกัน คุณจะรู้สึกได้ถึงผลข้างเคียงเชิงบวกจากการงดน้ำตาลที่เกิดขึ้นทันทีที่คุณเริ่มลดปริมาณน้ำตาลที่กินในแต่ละวัน ได้แก่ หัวใจทำงานดีขึ้น เจ. ไดนิโคลอันโตนิโอ นักวิทยาศาสตร์เชี่ยวชาญการวิจัยด้านหลอดเลือดและหัวใจประจำสถาบันโรคหัวใจเซนต์ลุคส์แห่งอเมริกากลาง กล่าวถึงผลการวิจัยว่า เมื่อกินน้ำตาลน้อยลง ความเสี่ยงจากการเสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับหัวใจจะลดลง 3 เท่า “การกินน้ำตาลส่วนเกินจะทำให้ระดับอินซูลินสูงขึ้น ซึ่งกระตุ้นการทำงานของระบบประสาทอัตโนมัติ ทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น และอัตราการเต้นของหัวใจเพิ่มขึ้น” หลังลดน้ำตาลภายใน 2–3 สัปดาห์

Read More

ร้อนวูบวาบจัดการได้

Column: Well – Being ภาวะหมดประจำเดือนเป็นกระบวนการทางธรรมชาติที่เราได้รับการบอกเล่ามาครั้งแล้วครั้งเล่า แต่สำหรับผู้หญิงจำนวนมาก ช่วงเวลาที่ต้องอยู่กับภาวะหมดประจำเดือนเป็นเวลาหลายปี หมายถึงการต้องอดทนต่ออาการไม่สบายตัวต่างๆ ขณะที่คนอื่นๆ ดูเหมือนจะผ่านพ้นไปได้ค่อนข้างสบายๆ ภาวะหมดประจำเดือนไม่ได้เกิดขึ้นชั่วข้ามคืน ตลอดหลายปีที่นำไปสู่ช่วงสุดท้ายนี้ มีสิ่งต่างๆ เกิดขึ้นในร่างกายมากมาย ความเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นพร้อมๆ กับกระบวนการชราภาพ สามารถก่อให้เกิดอาการที่ไม่คุ้นเคย และบางครั้งก็น่าตกใจกลัวสารพัดอย่าง นิตยสาร GoodHealth พูดถึงขั้นตอนของวัยหมดประจำเดือนว่ามี 3 ขั้นตอนด้วยกัน คือ วัยใกล้หมดประจำเดือน เป็นช่วงเวลาที่ระดับฮอร์โมนในร่างกายค่อยๆ ลดลงอย่างช้าๆ ซึ่งเป็นช่วงแรกที่คุณก้าวเข้าสู่วัยใกล้หมดประจำเดือน เมื่อร่างกายลดปริมาณการผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนและไข่ กระบวนการนี้มักเริ่มต้นเมื่ออยู่ในวัย 40 ปีกว่าๆ แต่อาจเริ่มเมื่ออายุ 30 ปีกว่าๆ ก็เป็นได้ และเป็นสัญญาณว่าภาวะหมดประจำเดือนกำลังคืบคลานเข้ามา โดยทั่วไปแล้วจะเริ่มต้นเมื่อ 3–4 ปีก่อนผู้หญิงจะเข้าสู่วัยหมดประจำเดือน แต่มันอาจส่งสัญญาณเตือนนานถึง 10 ปีก็ได้ วัยหมดประจำเดือน เมื่ออายุราว 51 ปี รังไข่ของคุณอาจหยุดการตกไข่และการผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนก็ลดลงอย่างมาก อาการที่เกิดขึ้นในช่วงวัยใกล้หมดประจำเดือนอาจต่อเนื่องมาจนถึงวัยหมดประจำเดือน คำจำกัดความที่แท้จริงของภาวะหมดประจำเดือนคือ เมื่อรังไข่ไม่ผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนและฮอร์โมนเพศอื่นๆ อีกต่อไป และคุณไม่มีประจำเดือนติดต่อกันครบ 12 เดือนเต็ม วัยหลังหมดประจำเดือน เมื่อคุณอยู่ในช่วงวัยหลังหมดประจำเดือน คุณจะรู้สึกกลับมาควบคุมร่างกายของคุณได้อีกครั้งหนึ่ง ที่สำคัญ

Read More

จับตา… ซาวน่าอินฟราเรดกำลังมา

Column: Well – Being การบำบัดด้วยซาวน่า อินฟราเรดกำลังได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในสหรัฐอเมริกาและทั่วโลก แต่เบื้องหลังชื่อที่น่าพิศวงนี้ มันคืออะไร และจะเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพของคุณอย่างไร นิตยสาร GoodHealth พูดถึงซาวน่า อินฟราเรดว่า คล้ายคลึงกับซาวน่าดั้งเดิมในแง่ที่ใช้ความร้อน เพื่อเพิ่มการไหลเวียนของโลหิต บรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อ และกำจัดสารพิษ และซาวน่าทั้งสองชนิดนี้ต่างกระตุ้นให้เกิดปฏิกิริยาแบบเดียวกับที่คุณได้รับจากการออกกำลังกายปานกลาง เช่น เพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจ ขับเหงื่อ และภาวะสดชื่นหลังการออกกำลังกาย ที่เป็นเช่นนี้เพราะรังสีอินฟราเรดทำงานโดยกระตุ้นโมเลกุลน้ำ โดยเปลี่ยนเป็นอิออน ทำให้เกิดการหมุนเวียนของโลหิตเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้การทำงานของร่างกายดีขึ้น เพราะร่างกายของเราประกอบด้วยน้ำมากกว่าร้อยละ 70 ของน้ำหนักตัวทั้งหมด ซาวน่า อินฟราเรดต่างจากซาวน่าดั้งเดิมอย่างไร ซาวน่าดั้งเดิมที่เพียงแค่เป่าลมร้อนออกมารอบๆ ตัวคุณ แตกต่างจากซาวน่า อินฟราเรด คือ คลื่นแสงจากรังสีอินฟราเรดสามารถทะลุผ่านชั้นใต้ผิวหนังลงไปประมาณ 3–4 ซม. เป็นการให้ความร้อนแก่คุณจากภายในออกมาสู่ภายนอก ข้อแตกต่างที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ ขณะที่ผู้ใช้ซาวน่าดั้งเดิมนั่งอบไอน้ำที่อุณหภูมิประมาณ 80 องศาเซลเซียส อุณหภูมิที่เหมาะสำหรับซาวน่า อินฟราเรดคือ 50–60 องศาเซลเซียส นอกจากนี้ ซาวน่า อินฟราเรดยังให้ความร้อนในสภาพที่แห้งกว่า ตรงข้ามกับแบบดั้งเดิมที่อากาศชื้นและหนาแน่น แต่ซาวน่า อินฟราเรดก็ยังให้ความอบอุ่นเพียงพอที่จะเกิดประสิทธิภาพได้ โดยคุณไม่เสี่ยงกับการได้รับความร้อนสูงเกินไป ซาวน่า

Read More

คาร์ดิโอ vs เวท เทรนนิ่ง

Column: Well – Being การออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอเคยถูกมองว่าเป็นมาตรฐานระดับทองคำในการลดน้ำหนักตัว ซึ่งอาจใช้เวลานานและบางครั้งอาจน่าเบื่อบ้าง แต่ก็เป็นสิ่งที่เราต้องทำเมื่อต้องการลดน้ำหนัก แต่เมื่อทำกันบ่อยครั้งเข้า มันก็ค่อนข้างซับซ้อนพอควร นักวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญการออกกำลังกายจึงตระหนักว่า ยังมีอีกวิธีหนึ่งในการช่วยลดน้ำหนัก นั่นคือ การทำเวท เทรนนิ่ง หรือการออกกำลังกายแบบมีแรงต้าน (resistance training) ที่พวกเขาค้นพบว่า มีประสิทธิภาพในการเผาผลาญไขมันหรือลดน้ำหนักได้ ถ้าไม่มากกว่าก็พอๆ กัน นักวิจัยพบว่า เวท เทรนนิ่ง (โดยพื้นฐานแล้วเป็นการออกกำลังกายอะไรก็ได้ที่ใช้น้ำหนักตัวของคุณเป็นเหมือนดัมบ์เบลล์หรือลูกน้ำหนัก) ช่วยเพิ่มมวลกล้ามเนื้อไร้ไขมันได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งทำให้ระบบเผาผลาญของคุณทำงานได้เร็วขึ้น และเผาผลาญพลังงานได้มากกว่า ยิ่งกว่านั้น ยังช่วยคงระบบเผาผลาญที่เพิ่มสูงขึ้นด้วย หมายความว่า เมื่อเสร็จสิ้นการออกกำลังกายแล้ว คุณยังเผาผลาญพลังงานได้ต่อเนื่องไปอีกนาน แม้เมื่อขณะคุณกำลังนอนด้วยซ้ำ นิตยสาร GoodHealth รายงานว่า ปัจจุบันมีการโต้เถียงกันอย่างเผ็ดร้อนว่า ระหว่างการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอกับเวท เทรนนิ่ง วิธีไหนจะดีกว่ากันในเมื่อทั้ง 2 วิธีต่างก็ช่วยกำจัดไขมันและส่งผลดีต่อสุขภาพโดยรวมเหมือนกัน เอ็มมา เบรก ผู้เชี่ยวชาญการออกกำลังกายโดยรวมและนักกำหนดอาหาร กล่าวว่า เริ่มแรกเราจำเป็นต้องชัดเจนเกี่ยวกับสิ่งที่เรากำลังพยายามทำเสียก่อน “เมื่อเราพูดเกี่ยวกับการลดน้ำหนัก สิ่งที่เราหมายถึงจริงๆ คือ ไขมันในร่างกาย” เอ็มมา ผู้คร่ำหวอดในอุตสาหกรรมฟิตเนสมานาน 10 ปี

Read More

กินให้ดีหลีกหนีภัยร้ายได้สารพัด

Column: Well – Being เราได้ผ่านพ้นช่วงเวลาการเฉลิมฉลองหลากหลายเทศกาลมาระยะหนึ่งแล้ว และก้าวเข้าสู่ช่วงเวลาของการตั้งหน้าตั้งตาทำงานให้เต็มที่เพื่อชีวิตที่ดีที่รออยู่ข้างหน้า เมื่อทุ่มเททำงานวุ่นวายอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ความเครียดก็มาเยือนเป็นเรื่องปกติ นิตยสาร GoodHealth ตั้งข้อสังเกตว่า ระดับความเครียดกับโภชนาการที่เลว มักเชื่อมโยงกัน และเมื่อคุณมีงานล้นมือ สมองที่จะคิดเรื่องการกินอาหารดีๆ เพื่อสุขภาพคงต้องหลีกทางไปอย่างช่วยไม่ได้ ถ้าไม่อยากตกเป็นเหยื่อของความเครียดจากการทำงาน ให้วางแผนการกินล่วงหน้าคงจะช่วยได้ เน้นถั่วเปลือกแข็ง “หนึ่งในสิ่งสำคัญๆ ที่ต้องตระหนักคือ การกินอาหารผิดประเภทสามารถกระตุ้นความเครียดและความกระวนกระวายได้” นักกำหนดอาหาร คาสซานดรา บาร์นส์ อธิบาย “เมื่อร่างกายอยู่ในภาวะตึงเครียด มันทำให้รู้สึกอยากอาหารรสหวาน เช่น ช็อกโกแลต หรือมันฝรั่งทอด และเครื่องดื่มกาเฟอีน ให้หันกลับมาหาอาหารว่างที่ไม่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดของคุณพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เช่น ถั่วเปลือกแข็งอย่าง อัลมอนด์ บราซิลนัต เฮเซลนัต แมคคาเดเมียนัต กรีกโยเกิร์ต อะโวคาโด และทูน่า เพราะอาหารว่างเหล่านี้อุดมไปด้วยโปรตีนและไขมันดีที่ช่วยลดอาการอยากของหวานของคุณได้” ถ้าคุณรู้ว่าวันรุ่งขึ้นจะเป็นวันที่คุณมีธุระยุ่งทั้งวัน ให้เตรียมตัวจัดอาหารว่างล่วงหน้า ด้วยการจัดผักที่หั่นเป็นชิ้นพอดีคำใส่กล่อง ชีส และผลไม้สักหนึ่งชิ้น หรือผลไม้ปั่นสักหนึ่งแก้วติดตัวไปด้วย หลีกเลี่ยงกาเฟอีนปริมาณสูง ถ้าระหว่างวัน คุณรู้สึกว่าระดับพลังงานลดฮวบลง คุณอาจรู้สึกเหมือนอยากดื่มกาเฟอีนเพื่อเพิ่มพลังงาน อย่างไรก็ตาม เครื่องดื่มกาเฟอีนปริมาณสูงสามารถทำให้ความดันโลหิตของคุณสูงขึ้นระยะสั้นได้ และคุณจะรู้สึกห่อเหี่ยวอีกครั้งเมื่อกาเฟอีนในร่างกายลดลง ชาเขียวเป็นทางเลือกที่วิเศษมาก “เพราะมันมีกาเฟอีนระดับหนึ่ง

Read More

ยิ้มรับยารักษาฟันผุ & โครงการ Go for Gold

Column: Well – Being เพราะวิวัฒนาการทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทำให้การค้นพบใหม่ๆ ในโลกของความเป็นอยู่ที่ดีและการแพทย์เกิดขึ้นมากมาย และถาโถมเข้ามาอย่างรวดเร็วจนยากที่จะรู้ได้ว่า การค้นพบอย่างทะลุทะลวงเหล่านี้จะทำให้มีความหวังขึ้นมาใหม่หรือไม่ นิตยสาร GoodHealth รายงานว่า นักวิจัยจากคิงส์ คอลเลจ ในกรุงลอนดอน ค้นพบวิทยาการที่อาจเรียกได้ว่า เป็นวิธีรักษาฟันผุแบบใหม่ก็เป็นได้ พวกเขาพบว่ายา Tideglusib (ปัจจุบันอยู่ในระหว่างการทดลองใช้กับคนไข้อัลไซเมอร์ในความพยายามกระตุ้นให้เซลล์สมองงอกใหม่) ช่วยกระตุ้นสเต็มเซลล์ในเนื้อเยื่อของฟันได้ จึงเป็นตัวสร้างเนื้อฟันขึ้นมาใหม่ นักวิจัยนำฟองน้ำที่ย่อยสลายได้ไปชุบตัวยา Tideglusib แล้วอุดลงไปในรูฟันเพื่อกระตุ้นให้สร้างเนื้อฟัน และภายใน 6 สัปดาห์ จะช่วยซ่อมแซมฟันที่ผุเป็นรูได้ การอุดฟันจะถึงจุดจบหรือไม่ “ถ้าตัวยานี้สามารถทำให้การสร้างเนื้อฟันเพิ่มขึ้น ด้วยการกระตุ้นการเติบโตของสเต็มเซลล์ นั่นอาจเป็นทางเลือกแทนการอุดฟันที่ไม่เจ็บปวด มีความเป็นธรรมชาติ และคงอยู่อย่างถาวรได้อย่างแท้จริง” คาเรน โคทส์ ที่ปรึกษาด้านทันตกรรมเพื่อมูลนิธิสุขภาพในช่องปากอธิบาย “ขณะที่การอุดฟันยังคงมีประสิทธิภาพในการรักษาอาการฟันผุที่เป็นรูขนาดใหญ่ แต่อาจมีปัญหาเรื่องวัสดุอุดเสื่อมและแตกออกได้ ทำให้ต้องซ่อมแซมและอุดใหม่ ทันตแพทย์มักกรอวัสดุอุดฟันออกก่อนแล้วอุดใหม่ โดยรูฟันจะใหญ่ขึ้นในทุกครั้ง จนกระทั่งท้ายที่สุด อาจต้องครอบฟันหรือถึงขั้นถอนทิ้งก็เป็นได้” “การคิดค้นวิธีที่เป็นธรรมชาติมากขึ้น เพื่อให้ฟันได้ซ่อมแซมตัวของมันเอง ไม่เพียงกำจัดปัญหาที่กล่าวถึงข้างต้น แต่ยังเป็นทางเลือกในการรักษาที่เยี่ยมมากสำหรับคนไข้ที่กลัวการทำฟัน” “อย่างไรก็ตาม การวิจัยยังอยู่ในขั้นต้นเท่านั้น และต้องมีการทดลองทางคลินิกอย่างเข้มงวดมากขึ้น ก่อนที่เราจะสามารถวัดประสิทธิภาพของการรักษาอาการฟันผุได้เต็มที่ ที่สำคัญคือ ต้องตั้งข้อสังเกตด้วยว่าการวิจัยนี้ยังอยู่ในขั้นทำกับหนู เมื่อการทดลองกับหนูทำให้เกิดความเข้าใจว่าประสิทธิภาพและความปลอดภัยของยาตัวใหม่ จะให้หลักประกันความสำเร็จในการรักษามนุษย์ได้นั้น ไม่จริงแต่อย่างใด” “มันเป็นวิธีที่น่าสนใจและน่าตื่นเต้นมาก ซึ่งอาจเป็นการก้าวกระโดดครั้งสำคัญของการรักษาฟันผุ” โคทส์ยังเพิ่มเติมด้วยว่า

Read More

รอใช้ใบเตยรักษาเบาหวาน

Column: Well – Being บางครั้งใบเตยถูกขนานนามว่า “วานิลลาแห่งโลกตะวันออก” เพราะกลิ่นอันหอมหวานที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของมัน และอยู่คู่ครัวของอินเดีย มาเลเซีย เวียดนาม ศรีลังกา และไทย มานานหลายร้อยปีแล้ว นิตยสาร GoodHealth รายงานความคืบหน้าว่า เมื่อไม่นานมานี้ใบเตยได้รับความนิยมมากขึ้นอย่างรวดเร็ว ไนเจลลา ลอว์สัน ถึงกับตั้งฉายาให้ใบเตยว่าเป็น “มัทชะรูปแบบใหม่” ตอนนี้มัทชะซึ่งเป็นชาเขียวที่แทบจะไม่เคยมีใครรู้จัก ได้กลายเป็นส่วนประกอบยอดนิยมที่พบในเค้ก ชา สมูทตี้ และไอศกรีมในทั่วโลก ได้ไฟเขียว ดูเหมือนว่าใบเตยเริ่มเดินตามรอยเท้าของมัทชะมาติดๆ แล้ว เตยมีประมาณ 750 สายพันธุ์ มีรูปลักษณ์ภายนอกคล้ายต้นปาล์ม โดยใบที่แตกช่อออกมาเป็นรูปคล้ายพัดนั้น มีลักษณะยาว แคบเป็นรูปใบมีด เตยพบได้ทั่วไปในประเทศเขตร้อนและกึ่งเขตร้อน เช่น อินเดีย เมียนมา เวียดนาม และไทย แต่บางสายพันธุ์ก็พบได้ในเขตนอร์ทเทิร์นเทอร์ริทอรีของออสเตรเลีย เตยเป็นแหล่งอาหารและยาที่สำคัญของชนพื้นเมืองออสเตรเลียมานานหลายชั่วคน เตยยังถูกนำมาวิจัยและเป็นที่ยอมรับในทั่วโลกถึงศักยภาพทางยาและสรรพคุณในการเยียวยาของมัน ต้นเตยและใบเตยมีสารพฤกษเคมีที่มีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างครอบคลุม ที่อินเดียมีการนำใบเตยมาแช่ในน้ำมันมะพร้าว และนำน้ำมันนั้นมาถูตามร่างกาย เพื่อบรรเทาอาการปวดจากโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่า แพทย์วิถีธรรมชาติใช้วิธีเคี้ยวใบเตยเป็นทางเลือกแทนการไปหาหมอฟัน และช่วยรักษาให้ช่องปากมีสุขภาพดี รวมทั้งการนำใบเตยสดมาแช่ในน้ำเย็นสำหรับอาบ เพื่อรักษาอาการแดดเผาจนผิวไหม้เกรียมได้ นักวิจัยมหาวิทยาลัยมาเลเซียยังยกย่องเตย ว่ามีศักยภาพในการเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ต่อสู้กับโรคต่างๆ เพราะในใบเตยมีสารโพลีฟีนอลที่ช่วยชะลอการพัฒนาของโรคร้ายต่างๆ เช่น

Read More