Home > environmental

มลภาวะในออฟฟิศ มลพิษทำร้ายคนทำงาน

ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา สังคมไทยถูกกระตุ้นเตือนว่าด้วยกระแสรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมกันอย่างเอิกเกริก ในด้านหนึ่งจากผลของวันสิ่งแวดล้อมโลกเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน ต่อเนื่องด้วย วันทะเลโลก 8 มิถุนายน ซึ่งในปีนี้เรื่องราวของวันทั้งสองดังกล่าวดูจะเกี่ยวเนื่องและเชื่อมโยงถึงกัน เมื่อปรากฏว่าขยะพลาสติกไม่เพียงแต่ทำลายสภาพแวดล้อมทางทะเล หากยังเป็นภัยคุกคามต่อสิ่งมีชีวิตในทะเลอย่างหนักอีกด้วย ความเป็นไปของสถานการณ์สิ่งแวดล้อมในช่วงที่ผ่านมา อาจส่งผลให้เกิดความตื่นตัวและจุดประกายความสนใจเกี่ยวกับการอนุรักษ์ธรรมชาติและการบริหารจัดการเพื่อลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมได้พอสมควร หน่วยงานและองค์กรทั้งภาครัฐ เอกชน ต่างแสดงออกถึงความห่วงกังวลในเรื่องดังกล่าวควบคู่กับกิจกรรมทางสังคมภายใต้ความมุ่งหวังที่ว่ากิจกรรมดังกล่าวจะช่วยปลุกจิตสำนึกให้กับผู้คนได้พอสมควร หากแต่การรักษาสิ่งแวดล้อมย่อมไม่ใช่การเดินทางไกลไปปลูกป่าหรือเก็บขยะริมทะเล โดยที่สภาพแวดล้อมในสถานประกอบการหรือสำนักงานของแต่ละหน่วยงาน ยังมีสภาพไม่ต่างจากการนั่งทำงานอยู่บนกองปฏิกูลที่ขาดระเบียบและการบริหารจัดการที่เหมาะสม ภาพสำนักงานของหน่วยงานในสังกัดของระบบราชการไทยทั้งในส่วนกลางและภูมิภาค ที่อัดแน่นด้วยกองเอกสารจำนวนมหาศาล และวัสดุเหลือใช้จำนวนมากที่ถูกขึ้นบัญชีให้เป็นครุภัณฑ์ทำให้ไม่สามารถจำหน่ายหรือขจัดออกไปเพื่อเพิ่มพื้นที่สำหรับการใช้สอยอย่างมีประสิทธิภาพ กลายเป็นประเด็นที่สะท้อนระบบวิธีคิดของหน่วยราชการไทยมาช้านาน แม้ว่าขณะปัจจุบันจะมีการพูดถึงการก้าวเข้าสู่ไทยแลนด์ 4.0 และเศรษฐกิจดิจิทัลก็ตาม ข้อเท็จจริงที่น่าสนใจก็คือ ประเทศไทยมีพระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554 โดยระบุคำกำหนดนิยามไว้ในมาตรา 4 ความว่า “ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน” หมายความว่า การกระทำหรือสภาพการทำงานซึ่งปลอดจากเหตุอันจะทำให้เกิดการประสบอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย จิตใจ หรือสุขภาพอนามัย อันเนื่องจากการทำงานหรือเกี่ยวกับการทำงาน โดยที่ “นายจ้าง” หมายความว่า นายจ้างตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานและให้หมายความรวมถึง ผู้ประกอบกิจการซึ่งยอมให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดมาทำงานหรือทำผลประโยชน์ให้แก่หรือในสถานประกอบกิจการ ไม่ว่าการทำงานหรือการทำผลประโยชน์นั้นจะเป็นส่วนหนึ่งส่วนใดหรือทั้งหมดในกระบวนการผลิตหรือธุรกิจในความรับผิดชอบของผู้ประกอบกิจการนั้นหรือไม่ก็ตาม ขณะที่ “ลูกจ้าง” หมายความว่า ลูกจ้างตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานและให้หมายความรวมถึงผู้ซึ่งได้รับความยินยอมให้ทำงานหรือทำผลประโยชน์ให้แก่หรือในสถานประกอบกิจการของนายจ้างไม่ว่าจะเรียกชื่ออย่างไรก็ตาม และ “สถานประกอบกิจการ” หมายความว่า

Read More

สิ่งแวดล้อมเป็นพิษ พร้อมฉุดเศรษฐกิจไทยร่วง

ตัวเลข GDP ไตรมาสแรกของปี 2561 ที่เติบโตสูงสุดในรอบ 5 ปี ที่ 4.8 เปอร์เซ็นต์ ดูจะทำให้หัวหน้าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา อย่างสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ พอใจและยินดีในผลงานไม่น้อย เพราะมันคือภาพสะท้อนว่าเศรษฐกิจในทุกๆ ด้านกำลังดำเนินไปข้างหน้าด้วยอัตราเร่งที่ดี ทั้งการลงทุนของภาคเอกชน ภาคการเกษตร การส่งออก การท่องเที่ยว และรวมไปถึงการลงทุนจากภาครัฐ และผลของภาพรวมทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้นย่อมส่งผลให้ความมั่นใจจากนักลงทุนต่างชาติที่กำลังอยู่ในช่วงที่กำลังตัดสินใจว่าจะเลือกไทยเป็นฐานการลงทุนดีหรือไม่ ให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้น ทุกอย่างดูจะเหมาะเจาะลงตัวไปเสียทุกด้าน หลายคนอาจจะมองภาพไม่ออกนักว่า เรื่องสิ่งแวดล้อมกับเศรษฐกิจไทยจะเกี่ยวเนื่องหรือผสานกันได้อย่างไร การเติบโตทางเศรษฐกิจไทยไม่ว่าด้านใดก็ตาม รวมไปถึงตัวเลข GDP ที่ขยายตัวขึ้น นั่นหมายถึงความเสื่อมถอยที่สามารถเกิดขึ้นได้กับสิ่งแวดล้อม ภาพที่เห็นได้ชัดคือภาคอุตสาหกรรม หากมีการขยายตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง นั่นหมายถึงก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ถูกปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศมากขึ้น ทำลายสิ่งแวดล้อมมากขึ้น แน่นอนว่าทั้งภาครัฐและเอกชนคงจะไม่นิ่งนอนใจ และมัวแต่เพิ่มอัตรากำลังเร่งเพื่อผลผลิตที่สร้างแต่กำไรเพียงอย่างเดียว “ไทยแลนด์ 4.0” คือการที่สังคมไทยจะต้องเดินหน้าก้าวสู่การนำเอานวัตกรรม เทคโนโลยีเข้ามา และทำให้ประเทศพัฒนามากขึ้น จึงไม่น่าแปลกใจที่ตัวเลข 4.0 จะต้องขนาบข้างไปกับทุกหน่วยงาน ทุกกรมกอง ข้อดีของการปรับเปลี่ยนให้ประเทศไทยเข้าสู่ประเทศ 4.0 เหมือนเป็นการบังคับทางอ้อมว่า ทุกภาคส่วนต้องหยิบจับเอาเทคโนโลยี และรวมไปถึงการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ เข้ามาใช้งานให้มากกว่าที่ผ่านมา และดูจะมีความเป็นไปได้มากขึ้นที่ว่า บรรดาภาคอุตสาหกรรมจะไม่เพียงสักแต่ว่าเพิ่มอัตราความเร็วในการสร้างผลผลิต หากแต่จะหยิบเอาเทคโนโลยีเข้ามาใช้ ที่มีผลดีต่อสิ่งแวดล้อมโดยรวมมากขึ้น อย่างไรก็ตาม แม้สถานการณ์ที่ภาครัฐมองจะเห็นเพียงความก้าวหน้าที่ชวนให้ปลื้มปริ่มกับผลที่ออกมาหลังจากลงทุนลงแรงไป

Read More

ปลูกที่ดิน ปลูกที่ใจ น่านนคร ความหวังป่าต้นน้ำท่ามกลางระบบทุนนิยมเสรี

  ในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมากระแสข่าวเรื่องเขาหัวโล้นในจังหวัดน่าน ถูกเผยแพร่และส่งต่ออย่างรวดเร็วบนโลกออนไลน์ที่ไร้พรมแดน แน่นอนว่าภาพที่ถูกแชร์ออกไปนำมาซึ่งความคิดเห็นในเชิงลบ วิพากษ์วิจารณ์การทำงานของคณะผู้บริหารของจังหวัด ทั้งในแง่มุมของการละเลยหรือไม่ใส่ใจต่อปัญหาที่เกิดขึ้น หรือการวิจารณ์ถึงวิถีชีวิตของเกษตรกรในจังหวัดน่านที่นิยมเพาะปลูกพืชเชิงเดี่ยวเสียเป็นส่วนใหญ่  อย่างไรก็ดี กระแสวิจารณ์ส่งถึงพ่อเมืองอย่างสุวัฒน์ พรมสุวรรณ อย่างรวดเร็ว  สุวัฒน์ พรมสุวรรณ เข้ารับตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดน่านเมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. 2558 เห็นได้ชัดว่าปัญหาการบุกรุกทำลายป่าไม้ในจังหวัดนั้นยืดเยื้อและกินเวลามานานกว่า 10 ปี กระนั้นในฐานะผู้นำของจังหวัดทำให้ผู้ว่าฯ น่านตัดสินใจตอบโต้และโพสต์ท้าทายบรรดานักเลงคีย์บอร์ด ทั้งยังเชิญชวนให้มาร่วมกันปลูกป่าซึ่งจะนำมาซึ่งประโยชน์มากกว่าจะนั่งเคาะแป้นคีย์บอร์ดเพื่อวิจารณ์กันเพียงสนุก ผลของการท้าทายจากผู้ว่าฯ และการตระหนักถึงปัญหาป่าไม้ส่งผลให้เกิดกระแสตอบรับอย่างทันท่วงที เมื่อบุคคลจากหลากหลายแวดวงร่วมแสดงออกถึงเจตจำนง อุดมการณ์ ความตั้งใจที่จะปลูกป่า กระทั่งเกิดการรวมตัวกันระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ประชาชน จนเกิดเป็นกิจกรรมขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2559 นับเป็นวันดีเดย์ของการแสดงออกถึงพลังแห่งการอนุรักษ์ ซึ่งมีหมุดหมายอยู่ที่การพลิกฟื้นผืนป่าที่แห้งแล้งจากการแผ้วถางป่าเพื่อปลูกข้าวโพด ให้เขียวชอุ่มสมกับที่เป็นป่าต้นน้ำสำคัญของไทย ที่ไม่เพียงแต่ช่วยหล่อเลี้ยงประชาชน เกษตรกรในจังหวัดน่านและจังหวัดที่แม่น้ำน่านไหลผ่านเท่านั้น หากแต่ยังส่งผลต่อแม่น้ำเจ้าพระยาเส้นเลือดสำคัญของไทย ที่ได้รับน้ำจากแม่น้ำน่านมากถึง 45 เปอร์เซ็นต์  ปัญหาเขาหัวโล้นในจังหวัดน่านทำให้เกษตรกรที่ทำมาหาเลี้ยงชีพและครอบครัวด้วยการปลูกข้าวโพดถูกตีตราเป็นจำเลยของสังคมไปโดยปริยาย ซึ่งเดิมทีเกษตรกรในจังหวัดนิยมทำไร่เลื่อนลอย โดยจะหมุนเวียนสลับสับเปลี่ยนพื้นที่เพาะปลูกไปตามฤดูกาล กระทั่งการมาถึงของกลุ่มนายทุนที่มาพร้อมข้อเสนอ เชิญชวนให้เกษตรกรหันมาปลูกข้าวโพดเพื่อแลกกับผลประโยชน์ตอบแทนที่ได้มาง่ายและรวดเร็ว แน่นอนว่าความง่ายสำหรับการดำเนินธุรกิจนี้อยู่ที่ กลุ่มนายทุนไม่ต้องลงแรงหว่านล้อมมากมายนักเพียงสร้างเคสตัวอย่างให้เห็นขึ้นมาเป็นรูปธรรม ความแพร่หลายของไร่ข้าวโพดที่สามารถสร้างรายได้ได้เร็วกว่าการปลูกพืชอื่นๆ จะกระจายตัวอย่างรวดเร็ว เมื่อเหล่าเกษตรกรยังขาดความเข้าใจต่อปัญหาที่ตามมาอย่างแท้จริง และหลงเข้าไปอยู่ในวังวนของระบบทุนนิยมเสรีอย่างง่ายดาย  แม้จะมีบางมุมที่มองว่าปัญหาการปลูกไร่ข้าวโพดที่แพร่หลายนั้น

Read More

กาแฟ “มีวนา” บนความยั่งยืนของป่าต้นน้ำ

  ประเทศไทยและอีกหลายประเทศทั่วโลกกำลังเผชิญกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ซึ่งสาเหตุหลักๆ มาจากสองปัจจัย คือ หนึ่งปัจจัยทางธรรมชาติ เช่น การหมุนรอบตัวเองของโลกและรอบดวงอาทิตย์ การเปลี่ยนแปลงของพลังงานจากดวงอาทิตย์ การระเบิดของภูเขาไฟ และสอง ปัจจัยจากกิจกรรมของมนุษย์ เช่นการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ การตัดไม้ทำลายป่า เมื่อความต้องการใช้พลังงานที่เพิ่มสูงขึ้นทุกๆ ปีตามอัตราการเติบโตของจำนวนประชากร อีกทั้งการขยายตัวทางเศรษฐกิจและความก้าวหน้าของภาคอุตสาหกรรม ทำให้ความต้องการใช้พลังงานเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เหล่านี้เป็นสาเหตุหลักที่เข้ามาทำลายสมดุลทางธรรมชาติ อันเป็นแหล่งผลิตก๊าซออกซิเจนและยังเป็นตัวช่วยในการดูดซับก๊าซเรือนกระจกทำให้โลกร้อนขึ้น แม้ว่าหลายประเทศจะตระหนักรู้ถึงต้นเหตุของปัญหาและกำลังระดมสรรพกำลังเพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน หรืออย่างน้อยที่สุดคือการบรรเทาเพื่อชะลอวิกฤตที่อาจเกิดตามมาในอนาคต ทั้งการปลุกและปลูกจิตสำนึกที่ดีให้กับประชากรทุกช่วงวัยให้รับรู้และใส่ใจต่อเรื่องดังกล่าว กระนั้นหากเปรียบเทียบแนวทางการแก้ปัญหาเพื่อลดภาวะโลกร้อนจากทุกๆ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คงไม่สามารถสร้างสมดุลในแนวบวกได้มากนัก เมื่อภาพสะท้อนจากนโยบายภาครัฐที่ฉายให้เห็นถึงความคาดหวังให้เกิดแรงกระเพื่อมทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยนโยบายต่างๆ ที่ยังคงปรากฏและดำเนินไปนั้น โดยส่วนใหญ่แสดงออกถึงความชัดเจนในเรื่องหวังผลให้เกิดการเติบโตและการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่แสดงออกมาเป็นตัวเลขจีดีพีที่เป็นบวกเท่านั้น อย่างไรก็ตาม บรรดานักลงทุนที่ตัดสินใจตอบรับแรงหนุนนำจากภาครัฐและพร้อมที่จะหว่านเมล็ดเงินเข้าสู่ระบบเพื่อรอให้ผลงอกเงยนั้น แม้จะเป็นความจริงที่การกระทำดังกล่าวช่วยให้เกิดการจ้างงาน รวมไปถึงกระตุ้นการจับจ่ายได้ส่วนหนึ่ง กระนั้นก็ยังคงเป็นธุรกิจที่ดำเนินกิจการไปในทิศทางที่หวังผลกำไรที่สามารถแบ่งเป็นเงินปันผลต่อหุ้นส่วนทางธุรกิจ มากกว่าที่จะคำนึงถึงผลประโยชน์ของชุมชนส่วนรวม นอกเหนือไปจากปัญหาความแปรปรวนในเรื่องสภาพอากาศที่ไทยจะต้องเผชิญแล้ว ปัญหาภัยแล้งที่กำลังเข้าขั้นวิกฤตอยู่ในขณะนี้ยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยตรง เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรมและสินค้าส่งออกอันดับต้นๆ คือพืชผลทางการเกษตร  การขาดแคลนน้ำซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการเพาะปลูก ส่งผลให้ชาวนาบางส่วนต้องชะลอการทำนา รวมไปถึงสินค้าเกษตรที่ต้องปรับราคาสูงขึ้นเมื่อผลผลิตไม่ได้ผลดีเท่าที่ควรทำให้เกิดสภาวะชะงักงันทางเศรษฐกิจ ทั้งนี้ตัวเลขการส่งออกในไตรมาสแรกถึงไตรมาสสองของปีนี้แทบจะไม่สามารถต้านทานแรงโน้มถ่วงของโลกได้เลย ซึ่งการส่งออกนับเป็นอีกฟันเฟืองที่สำคัญยิ่งของเศรษฐกิจไทย สภาวะภัยแล้งที่ไทยกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้นั้น สาเหตุหนึ่งมาจากผลกระทบจากปรากฏการณ์เอลนิโญที่กำลังทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เหมือนกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชีย และอาจส่งผลให้ปี 2559 ไทยต้องเจอกับวิกฤตการณ์ภัยแล้งรุนแรงเท่ากับที่เคยเกิดขึ้นในปี 2540 ถึงแม้ว่าที่ผ่านมาการผันแปรของมวลน้ำจากมหาสมุทรอินเดียอาจจะบรรเทาภัยแล้งไปได้บ้าง แต่ก็เป็นเพียงปัจจัยเดียวเท่านั้นที่พอจะช่วยได้ เพราะสถานการณ์น้ำฝนตามฤดูกาลในปี 2558 มีจำนวนน้อยมาก  นอกเหนือไปจากปรากฏการณ์เอลนิโญที่ส่งให้ไทยต้องพบกับวิกฤตภัยแล้งแล้ว การลดจำนวนลงของป่าไม้ในประเทศไทยน่าจะเป็นอีกปัญหาที่ถูกสั่งสมมาอย่างยาวนาน  จากข้อมูลสถิติการสำรวจพื้นที่ป่าไม้ของไทยนับจากปี

Read More

SAMED – DAMAGED – MANAGEMENT

จนถึงวันนี้คราบน้ำมันที่รั่วไหลปนเปื้อนท้องทะเลที่เสม็ดคงเจือจางและทำให้ผิวหน้าของท้องทะเลชายฝั่งตะวันออกเริ่มกลับมามีสีสันสดใสอีกครั้ง หากแต่ในข้อเท็จจริงของปรากฏการณ์น้ำมันรั่วไหลดังกล่าวนี้ลึกลงไปเบื้องล่าง ความแปลกปลอมของทั้งน้ำมัน และสารเคมีที่ใช้ในการบำบัดกำลังส่งผลกระทบในระยะยาวที่อาจต้องใช้เวลาในการฟื้นฟูอีกนานหลายสิบปีประเด็นดังกล่าวสร้างความกังวลใจให้กับกลุ่มนักอนุรักษ์ไม่น้อย ถึงขนาดเรียกร้องให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อตรวจสอบน้ำมันรั่วของ ปตท. กันเลยทีเดียวอ่านรายละเอียดข่าวเพิ่มเติมได้ที่....."คราบน้ำมันที่ “เสม็ด” บทพิสูจน์ความสามารถในการจัดการสิ่งแวดล้อม"    

Read More

“สะพานแห่งศรัทธา” กับการจัดการของภาครัฐ

 ข่าวการพังถล่มของสะพานมอญ สะพานไม้สุดคลาสสิก และสัญลักษณ์ของอำเภอสังขละบุรี เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม ที่ผ่านมา สร้างความใจหายให้กับหลายๆ คน ทั้งนักท่องเที่ยว คนทั่วไป และโดยเฉพาะกับคนในพื้นที่ พร้อมกับคำถามที่ว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ เป็นเพราะภัยธรรมชาติอย่างที่เข้าใจ หรือจริงๆ แล้วเป็นผลพวงจากพฤติกรรมของมนุษย์“สะพานมอญ” มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า “สะพานอุตตมานุสรณ์” ตั้งตามชื่อของหลวงพ่ออุตตมะ เจ้าอาวาสวัดวังก์วิเวการาม พระเกจิซึ่งเป็นดังศูนย์รวมจิตใจของทั้งชาวไทย ชาวมอญและชาวกะเหรี่ยงแห่งเมืองสังขละ และเป็นผู้ริเริ่มสร้างสะพานดังกล่าวขึ้น เพื่อเป็นสะพานเชื่อมระหว่างตัวอำเภอสังขละบุรีกับหมู่บ้านชุมชนชาวมอญอีกฝั่งหนึ่งเข้าด้วยกันการสร้างสะพานเริ่มขึ้นตั้งแต่ ปี 2529 แล้วเสร็จในปี 2530 วัสดุที่ใช้สร้างเป็นไม้ทั้งหมด โดยอาศัยเพียงแรงกายและความร่วมแรงร่วมใจของชาวไทยและชาวมอญที่มีศรัทธาต่อองค์หลวงพ่ออุตตมะในการดำเนินการก่อสร้างเท่านั้น จนได้รับการขนานนามว่าเป็น “สะพานแห่งศรัทธา”สะพานมอญแห่งนี้ มีความยาว 850 เมตร ถือว่าเป็นสะพานไม้ที่ยาวที่สุดในประเทศไทย และเป็นสะพานไม้ที่ยาวเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากสะพานไม้อูเบ็งในประเทศพม่าเท่านั้น ตัวสะพานทอดข้ามลำน้ำซองกาเลียเชื่อมระหว่างตัวอำเภอสังขละบุรีกับหมู่บ้านชุมชนชาวมอญอีกฝั่งหนึ่งเข้าด้วยกัน ถือเป็นเส้นทางสัญจรหลักของชาวมอญและชาวไทยตามแนวชายแดน แม้ว่าจะมีสะพานคอนกรีตที่ กฟผ. และกรมทางหลวงสร้างข้ามแม่น้ำรันตีเพื่อข้ามไปฝั่งมอญก็ตาม แต่ชาวบ้านส่วนใหญ่ยังคงใช้สะพานไม้เป็นหลักในการสัญจร “ทุกชีวิตใน อ.สังขละบุรี มีความผูกพันกับสะพานไม้แห่งนี้มาก เพราะทำให้ชาวไทย

Read More

Nest: เครื่องควบคุมอุณหภูมิแสนอัจฉริยะแห่งศตวรรษที่ 21

 Green Path Chronicles  ก่อนอื่นต้องทำความรู้จักกับเจ้า Thermostats กันก่อนว่ามันคืออะไร Thermostats คืออุปกรณ์ที่ใช้ควบคุมอุณหภูมิ โดยทำหน้าที่เปิดปิดเครื่องปรับอากาศทั้งแอร์คอนดิชั่นและฮีทเตอร์ให้เย็นหรืออุ่นขึ้นลงตามอุณหภูมิที่ตั้งค่าไว้ มีทั้งระบบที่สามารถตั้งค่าได้อัตโนมัติหรือแบบธรรมดา  Thermostats เป็นอุปกรณ์คู่อาคารบ้านเรือนของชาวอเมริกันมานานนับร้อยปี และนับจากเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ปี 1977 ซึ่งเป็นวันที่อดีตประธานาธิบดีจิมมี่ คาร์เตอร์ กล่าวสุนทรพจน์ รายงานการขาดแคลนพลังงานก๊าซธรรมชาติในสหรัฐอเมริกา พร้อมกับรณรงค์ให้คนอเมริกันลดการใช้พลังงานอย่างสิ้นเปลือง ด้วยการปรับ Thermostats หรือเครื่องควบคุมอุณหภูมิให้อยู่ในระดับที่ลดลงทั้งช่วงเวลากลางวันและกลางคืน เพื่อไม่ให้เครื่องปรับอากาศทำงานเกินความจำเป็น  วิกฤตการณ์นั้นผ่านมานานกว่า 30 ปีแล้ว เครื่อง Thermostats ยังคงมีหน้าตาและฟังก์ชันเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง จนกระทั่งเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม ปี 2011 บริษัท Nest Labs ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ Nest Learning Thermostat หรือ เครื่องควบคุมอุณหภูมิแสนอัจฉริยะเครื่องแรกของโลก และล่าสุดเมื่อวันที่ 2 ตุลาคมที่ผ่านมา Nest Labs ได้เปิดตัว Nest

Read More