Home > Darunee Sae-Liew

ทำอย่างไรให้หายไอเรื้อรัง?

Column: Well – Being เมื่อคุณหายจากไข้หวัดหรือไข้หวัดใหญ่แล้ว แต่มีอีกอาการหนึ่งที่ดูเหมือนจะไม่ยอมหาย แถมยังมีทีท่าจะอยู่กับคุณตลอดไปซะอีก ... เฮ้อ ... ทำไงดี? ดร. นิโคล เอ็ม ไทเยอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านอายุรศาสตร์ประจำซีดาร์ ไซนาย เมดิคอล กรุ๊ป ในลอสแองเจลิส อธิบายว่า ส่วนใหญ่แล้วอาการไข้หวัดจะหายไปใน 7-10 วัน แต่ผลการวิจัยระบุว่า โดยเฉลี่ยแล้วผู้ป่วยไข้หวัดจะยังมีอาการไอต่อไปอีกจนถึงวันที่สิบแปด “อาการไอสามารถเป็นเรื้อรังยาวนานกว่าอาการอื่นๆ เพราะระบบภูมิคุ้มกันยังพยายามต่อสู้เพื่อให้ทางเดินหายใจกลับมาเป็นปกติ” ขณะที่อาการบวมคั่งของเลือดค่อยๆ ดีขึ้น เสมหะหรือน้ำมูกที่ไหลลงคอยังสามารถกระตุ้นไอได้เช่นกัน อาการนี้ดูเหมือนจะคงอยู่ตลอดไป แต่อาการน่าเบื่อนี้จะหายไปได้ในท้ายที่สุด ถ้ายังไอเรื้อรังนานกว่าสองเดือน ให้พบแพทย์ เพราะมันอาจส่งสัญญาณว่าคุณอาจมีโรคอื่นร่วมด้วย เช่น ภูมิแพ้ หอบหืด หรือกรดไหลย้อน (คุณควรบอกแพทย์ด้วยว่านอกเหนือจากอาการไอ คุณมีอาการใดอาการหนึ่งของโรคโควิด-19 ร่วมด้วย ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัย) อย่างไรก็ตาม นิตยสาร Prevention นำเสนอวิธีป้องกันและควบคุมอาการไอเรื้อรังให้อยู่หมัดเสียแต่เนิ่นๆ หรือวิธีทำให้บรรเทาลงในทันทีที่มันเริ่มคุกคามคุณดังนี้ ปกป้องตัวเอง วิธีง่ายที่สุดที่จะปลอดภัยจากอาการไอเรื้อรังคือ หลีกเลี่ยงความเจ็บป่วยให้ได้เป็นลำดับแรก ตั้งแต่ตื่นตัวเกี่ยวกับการล้างมือทุกครั้งหลังออกไปในที่สาธารณะ สัมผัสพื้นผิวที่ใช้ร่วมกัน หรืออยู่ท่ามกลางผู้ป่วย ถ้าคุณรู้สึกมีอาการที่ค่อยๆ

Read More

น้ำยาบ้วนปากฆ่าไวรัสโคโรนาได้จริงไหม?

Column: Well – Being   นับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้คนส่วนใหญ่พากันยกระดับอนามัยส่วนบุคคลกันยกใหญ่ ตั้งแต่หมั่นล้างมือ ทำความสะอาดฆ่าเชื้อโรคพื้นผิวต่างๆ ราวกับเป็นมืออาชีพ และมีเจลแอลกอฮอล์ใกล้มือตลอดเวลาเพื่อป้องกันไวรัสโคโรนา กับคำถามที่ว่า น้ำยาบ้วนปากสามารถฆ่าไวรัสโคโรนาได้จริงไหม? ดูจะซับซ้อนกว่าที่คุณคิด ซึ่งนิตยสาร Shape ได้ให้ข้อมูลที่คุณจำเป็นต้องรู้อย่างน่าสนใจทีเดียว ได้ความคิดน้ำยาบ้วนปากฆ่าเชื้อไวรัสโคโรนาจากไหน? บทวิจารณ์ทางวิทยาศาสตร์ที่ตีพิมพ์ในวารสารวิทยาศาสตร์ Function วิเคราะห์ว่า น้ำยาบ้วนปากมีศักยภาพสามารถลดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส SARS- CoV- 2 ในระยะแรกของการติดเชื้อได้หรือไม่ สิ่งที่นักวิจัยอธิบายคือ เชื้อไวรัส SARS- CoV- 2 เป็นไวรัสที่มีเปลือกหุ้ม หมายความว่ามันมีเยื่อหุ้มเซลล์อยู่ชั้นนอกซึ่งมีลักษณะเป็นไขมัน และจนกระทั่งบัดนี้วงการยังไม่ได้ถกกันว่า คุณจะมีศักยภาพในการเพียงแค่ “บ้วนปาก” (ด้วยน้ำยาบ้วนปาก) แล้วจะสามารถทำลายเยื่อหุ้มเซลล์ชั้นนอกนี้ และทำให้ไวรัสอ่อนแรงลงขณะที่มันอยู่ในปากและลำคอของผู้ติดเชื้อได้หรือไม่ นักวิจัยให้ความสนใจผลการศึกษาครั้งก่อนๆ ที่เสนอแนะว่า ส่วนผสมร่วมที่พบในน้ำยาบ้วนปากทั่วไป คือ เอทานอล (แอลกอฮอล์), โพวิโดน-ไอโอดีน (ยาฆ่าเชื้อที่มักใช้ฆ่าเชื้อบนผิวหนังก่อนและหลังการผ่าตัด) และเซทิลพิริดิเนียม คลอไรด์ (ส่วนประกอบของเกลือที่มีคุณสมบัติต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย) ที่สามารถทำลายเยื่อหุ้มเซลล์ของไวรัสที่มีเปลือกหุ้มชนิดอื่นอีกหลายชนิด อย่างไรก็ตาม แต่คราวนี้เราไม่รู้ว่าองค์ประกอบที่อยู่ในน้ำยาบ้วนปากเหล่านี้จะสามารถส่งผลต่อไวรัส SARS- CoV- 2 หรือไม่ ถึงจุดนี้ต้องบอกว่าทุกอย่างยังเป็นทฤษฎี

Read More

จับตามะเร็งลำไส้ใหญ่คุกคามหนุ่มสาวมากขึ้น

Column: Well – Being การเสียชีวิตของแชดวิค โบสแมน “แบล็คแพนเธอร์” ดาราจอเงินขวัญใจคอหนังทั่วโลกขณะอายุเพียง 43 ปี ด้วยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ ทำให้คนทั่วโลกโดยเฉพาะแฟนคลับผู้ชื่นชอบฝีมือการแสดงของเขาทั้งช็อกทั้งเสียใจและเสียดายไปตามๆ กัน โบสแมนพบว่าตัวเองเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะ 3 เมื่อปี 2016 และพัฒนาจนเป็นระยะสุดท้ายหรือระยะ 4 กระทั่งเสียชีวิตเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมาของปี 2020 นี้ กรณีของโบสแมนทำให้สมาคมมะเร็งแห่งสหรัฐอเมริกา (เอซีเอส) เปิดเผยว่า มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักเป็นโรคมะเร็งที่วินิจฉัยพบมากที่สุดเป็นอันดับสามของสหรัฐฯ เอซีเอสประเมินว่าปีนี้จะมีผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่รายใหม่กว่า 104,610 รายและอีกกว่า 43,000 รายในกรณีของมะเร็งลำไส้ตรง (rectal cancer) นิตยสาร Prevention กล่าวว่า การเสียชีวิตจากมะเร็งลำไส้ใหญ่ของโบสแมนขณะอายุยังน้อยไม่ถือเป็นเรื่องน่าแปลก เพราะขณะที่อัตราการถูกวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักในสหรัฐฯ มีตัวเลขลดลงในหมู่ประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไป ที่น่าจับตามองคือ อัตราการป่วยในคนหนุ่มสาวกลับเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ เอซีเอสประเมินว่า มีผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักราวร้อยละ 12 (ประมาณ 18,000 ราย) มีอายุต่ำกว่า 50 ปี ทำไมมะเร็งลำไส้ใหญ่จึงคุกคามหนุ่มสาวมากขึ้น? เอซีเอสเปิดเผยว่า ผลการวิจัยระบุว่า

Read More

ไข้หวัดใหญ่ฤดูกาล 2020 ที่คุณต้องรู้

Column: Well – Being ไข้หวัดใหญ่เป็นภาวะติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจที่มีสาเหตุจากไวรัสไข้หวัดใหญ่ ซึ่งเดินทางผ่านอากาศเข้าสู่ร่างกายผ่านทางจมูกหรือปาก โดยเฉลี่ยแล้วชาวอเมริกันป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ร้อยละ 8 ต่อปี และทุกคนมีความเสี่ยงต่อไวรัสนี้ นิตยสาร Prevention รายงานการเปิดเผยของศูนย์ป้องกันและควบคุมโรคแห่งสหรัฐฯ (ซีดีซี) ว่า นับจากเดือนตุลาคม 2019 ถึงต้นเดือนเมษายน 2020 มีผู้เสียชีวิตจากโรคแทรกซ้อนเพราะไข้หวัดใหญ่ราว 62,000 ราย และต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล 740,000 ราย เทียบกับฤดูกาล 2018-2019 มีผู้เข้าโรงพยาบาลราว 490,000 ราย และผู้เสียชีวิตเพราะโรคแทรกซ้อนจากการป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ 34,200 ราย อาการของไข้หวัดใหญ่มีตั้งแต่เล็กน้อยจนถึงรุนแรง ที่อาจรวมถึงไข้ หนาวสั่น ปวดกล้ามเนื้อ เจ็บคอ ไอ และปวดศีรษะ บ่อยครั้งที่ไข้หวัดใหญ่มักสับสนกับไข้หวัดธรรมดา แต่ไข้หวัดใหญ่จะพัฒนาอาการอย่างเฉียบพลันและรุนแรงกว่ามาก ที่สำคัญอาการยังสามารถซ้ำซ้อนกับโรคโควิด-19 ซึ่งเป็นโรคระบบทางเดินหายใจที่มีสาเหตุจากไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ สาเหตุของไข้หวัดใหญ่ เมื่อผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ไอหรือจาม ทำให้ละอองฝอยจากสารคัดหลั่งที่มีเชื้อไวรัสล่องลอยในอากาศ คุณสามารถติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ได้ถ้าสูดกายใจเอาละอองฝอยเหล่านี้เข้าทางจมูกหรือปาก หรือถ้าคุณสัมผัสกับพื้นผิววัตถุต่างๆ เช่น ลูกบิดประตู หรือแป้นคีย์บอร์ดปนเปื้อนเชื้อไวรัส จากนั้นก็ใช้มือนั้นสัมผัสจมูก ตา หรือปาก

Read More

ช่วยกันลดกินเนื้อวัวเพื่อคุณ … เพื่อโลก

Column: Well – Being ไม่ว่าจะชอบหรือไม่ชอบ เนื้อวัวเป็นวัตถุดิบสำคัญในอาหารของชาวอเมริกัน ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นชาติที่กินเนื้อวัวมากที่สุดในโลกประมาณ 58 ปอนด์ต่อคนต่อปี (ขณะที่คนทั่วโลกกินเนื้อวัวเฉลี่ยเพียง 14 ปอนด์ต่อคนต่อปี) แม้ว่าบางคนจะยังคงสายสัมพันธ์ใกล้ชิดกับเนื้อวัวชนิดขาดไม่ได้ แต่ก็มีหลักฐานแจ้งชัดที่ชี้แนะว่า การลดกินเนื้อวัวจะเป็นคุณกับตัวคุณเองและโลกของเรา นิตยสาร Prevention จึงประกาศโครงการรณรงค์ลดการกินเนื้อวัวว่า นับตั้งแต่เดือนกันยายน 2020 เป็นต้นไป ครัวของนิตยสารเล่มนี้จะไม่สร้างสรรค์สูตรอาหารใหม่ที่มีเนื้อวัวเป็นส่วนประกอบอีกต่อไป และจะหันไปเน้นโปรตีนชนิดอื่นแทนโดยให้เหตุผลว่า ... เนื้อวัวสร้างปัญหาให้โลก ผลการศึกษาปี 2018 ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature ฟันธงว่า การเลี้ยงสัตว์เป็นธุรกิจที่ไม่มีประสิทธิภาพ การผลิตปศุสัตว์ต้องใช้พื้นที่การทำฟาร์มของโลกถึงร้อยละ 83 แต่สามารถผลิตแคลอรีรวมได้เพียงร้อยละ 18 และผลิตโปรตีนรวมเพียงร้อยละ 37 ซ้ำร้ายกว่านั้น ไม่ได้หมายความว่า ฟาร์มทั้งหมดดังกล่าวจะสร้างความยั่งยืนให้โลกได้ ผลการศึกษาปี 2016 กล่าวว่า อุตสาหกรรมการผลิตเนื้อวัวทำให้เกิดการทำลายป่าในลุ่มน้ำแอมะซอนถึงร้อยละ 80 โดยทั่วไปแล้ว โลกต้องรับภาระหนักหน่วงกว่าการผลิตแหล่งโปรตีนจากสัตว์ชนิดอื่นๆ มาก ได้แก่ เนื้อหมู และสัตว์ปีก ที่สำคัญมีธุรกิจน้อยรายมากที่ใช้แนวทางยั่งยืน เช่น การเลี้ยงสัตว์ที่มีการจัดการ ผลดีต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพต้องดำเนินควบคู่กันไป เนื้อแดงซึ่งในสหรัฐอเมริกามักหมายถึงเนื้อวัว สัมพันธ์กับการเพิ่มความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพ

Read More

ระวังผมร่วงหลังหายป่วยโควิด-19

Column: Well – Being ท่ามกลางการระบาดอย่างหนักหน่วงของโรคโควิด-19 เรามักได้รับรายงานข่าวว่า มีคนจำนวนไม่น้อยทุกข์ทรมานจากภาวะแทรกซ้อนหลังจากถูกแพทย์วินิจฉัยว่า ป่วยเป็นโรคโควิด-19 เช่น บางคนไอเรื้อรัง ขณะที่อีกหลายคนมีปัญหาเกี่ยวกับหัวใจ บางคนโชคดีที่รู้สึกสบายดี แต่มีผู้หายป่วยจากโควิด-19 แล้วกำลังปวดหัวกับปัญหาผมร่วงเช่นกัน นิตยสาร Prevention รายงานว่า เมื่อเร็วๆ นี้ สมาชิกของ Survivor Corps ซึ่งเป็นเฟซบุ๊กที่สนับสนุนผู้ป่วยเป็นโควิด-19 ได้เปิดเวทีให้สมาชิกผู้มีประสบการณ์ผมร่วงเป็นเวลาหลายเดือน หลังหายป่วยจากโรคโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่นี้ “ฉันป่วยหนักเป็นโควิด-19 เมื่อเดือนเมษายน ขอบคุณพระเจ้าที่ฉันหายป่วยได้ แต่ตอนนี้ฉันกำลังวิตกเกี่ยวกับผลที่ตามมา” สมาชิกคนหนึ่งเขียนเล่า “ผมของฉันร่วงมากเหลือเกิน และฉันก็กลัวเกินกว่าที่จะแปรงผมด้วย” สมาชิกอีกคนหนึ่งเล่าว่า “ตอนนี้ผมร่วงมาก ฉันป่วยเมื่อปลายเดือนมีนาคม อาการผมร่วงค่อยๆ แย่ลงเรื่อยๆ” อีกคนหนึ่งเสริมขึ้นว่า “ปกติฉันเป็นคนผมหนา แต่ตอนนี้เวลารวบผมแล้วผูกเป็นหางม้า ความหนาเหลือเพียงครึ่งหนึ่งของที่เคยหนา” จดหมายข่าวเพื่อการวิจัยที่ตีพิมพ์ใน JAMA ช่วงต้นเดือนกรกฎาคม วิเคราะห์ข้อมูลจากคนไข้ 143 รายผู้ป่วยเป็นโควิด-19 และพบว่าร้อยละ 44 กล่าวว่า พวกเขามี “คุณภาพชีวิตที่แย่ลง” มีรายงานว่าพวกเขาทุกข์ทรมานจากอาการเรื้อรังรูปแบบต่างๆ เช่น อ่อนล้า หายใจขัด

Read More

ขนคุด …น่ารำคาญ ต้องกำจัดทิ้ง?

Column: Well – Being ขนคุดเป็นลักษณะของเส้นขนที่บิดตัวม้วนกลับลงไปใต้ผิวหนังหลังจากที่คุณโกน ถอน หรือแวกซ์ขน ทำให้เกิดเป็นตุ่มนิ่มๆ ที่คุณรู้สึกรำคาญเมื่อไปสัมผัสเข้า “ขนคุดเกิดขึ้นเมื่อปลายเส้นขนไม่โผล่พ้นผิวหนังขึ้นมา แต่กลับมุดหัวกลับลงไปใต้ผิวหนังแทน” ดร.โจชัว ซีชเนอร์ แห่งโรงพยาบาลเมาต์ไซนาย นิวยอร์กซิตี อธิบาย “ภาวะนี้สามารถนำไปสู่อาการตุ่มแดงซึ่งมักติดเชื้อได้” “ที่เป็นอย่างนี้เพราะในบางกรณี ผิวหนังระบุว่าเส้นขนนั้นเป็น สิ่งแปลกปลอม และสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นต่อต้าน” ดร.ไอฟ์ เจ. ร็อดนีย์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคผิวหนัง กล่าวเพิ่มเติม ในกรณีที่เกิดการอักเสบ ซึ่งสามารถเป็นสาเหตุของอาการไม่พึงประสงค์มากมาย เช่น ผิวหนังแดงและระคายเคือง เกิดเป็นตุ่มเล็กๆ ที่มองเห็นเส้นขนหรือหัวหนองอยู่ตรงกลาง ทำให้คุณรู้สึกเจ็บและตุ่มนั้นมีลักษณะนุ่มนิ่มแถมยังคันอีกต่างหาก นิตยสาร Prevention ให้ความกระจ่างดังนี้ ทำไมจึงเป็นขนคุด? ดร.ซีชเนอร์อธิบายต่อไปว่า ขนคุดที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องธรรมดา แต่บางคนอาจมีความโน้มเอียงที่จะเป็นมากกว่าคนอื่น เช่น คนที่มีเส้นขนหยิกหรือหนา เสี่ยงจะเป็นขนคุดมากกว่า เพราะรูปร่างตามธรรมชาติของเส้นขนของพวกเขา “บางครั้งสภาพขนหยิกนั้นไม่เคยงอกโผล่พ้นรูขุมขนขึ้นมาบนผิวหนังด้วยซ้ำ” ดร.ร็อดนีย์กล่าวเพิ่มเติม “มันกลับม้วนตัวมุดกลับลงไปเป็นตุ่มกลมอยู่ภายใต้ผิวหนัง” นอกจากนี้ นิสัยการดูแลตนเองโดยทั่วไป ซึ่งรวมทั้งการโกนหนวด การถอน หรือการแวกซ์ขน ยังเป็นการเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดขนคุดด้วย โดยเฉพาะถ้าคุณใช้ใบมีดโกนอันเก่า หรือดึงผิวหนังจนเรียบตึงเพื่อให้โกนขนให้ใกล้โคนขนมากขึ้น หรือโกนย้อนแนวที่ขนขึ้นตามธรรมชาติ ขนคุดชอบขึ้นที่ไหนบ้าง? ดร.ซีชเนอร์เปิดเผยว่า ขนคุดเกิดบนผิวหนังส่วนไหนก็ได้ที่ถูกถอน โกน

Read More

เกร็ดน่ารู้เกี่ยวกับ “ต้อกระจก”

Column: Well – Being เมื่อถามคนส่วนใหญ่ว่า พวกเขารู้อะไรเกี่ยวกับโรค “ต้อกระจก” บ้าง คุณอาจได้ยินคำตอบที่ผสมผสานกันของคำว่า “ปัญหาทางสายตา” “มองเห็นเบลอ ๆ” และ “โรคคนแก่” ซึ่งไม่น่าแปลกใจเลย เพราะสถาบันสุขภาพแห่งชาติของสหรัฐฯ กล่าวว่า ประมาณครึ่งหนึ่งของชาวอเมริกันผู้มีอายุ 80 ปีล้วนรู้จักต้อกระจกกันดี จริงๆ แล้ว “ต้อกระจก” คืออะไร? คลินิกเมโยให้คำจำกัดความว่า ภาวะ “ต้อกระจก” เป็นอาการขุ่นมัวที่เกิดขึ้นกับเลนส์แก้วตาของคุณ ซึ่งปกติแล้วจะใส เฉพาะในสหรัฐฯ มีผู้ป่วยต้อกระจกรายใหม่ราว 2 แสนรายในแต่ละปี และก่อให้เกิดปัญหาการอ่านหนังสือ การขับรถ (โดยเฉพาะเวลากลางคืน) และแม้แต่การจดจำการแสดงออกทางสีหน้า อาการของโรคต้อกระจกมีทั้งสภาวะการมองเห็นขุ่นมัว เบลอ หรือมีความไวต่อแสง และมองเห็น “รัศมี” โดยรอบดวงไฟ ความเสี่ยงการเกิดโรคต้อกระจก ได้แก่ อายุที่มากขึ้น การสูบบุหรี่ และการดื่มแอลกอฮอล์อย่างหนัก รวมทั้งผู้เป็นโรคเบาหวาน และความดันโลหิตสูง เป็นไปได้ที่คุณอาจเกิดภาวะต้อกระจกที่สัมพันธ์กับอายุที่มากขึ้น โดยจะเริ่มมีอาการในช่วงอายุ 40 ปี แต่อาจไม่เป็นปัญหาต่อการมองเห็นจนกระทั่งคุณมีอายุ 60

Read More

ไขปริศนา ทำไมยุงถึงรุมกัดคุณมากกว่าคนอื่น?

Column: Well – Being ทุกคนคงจำประสบการณ์ถูกยุงกัด ที่ต้องเกาคันคะเยอจนเป็นตุ่มหรือผื่นแดงปวดแสบปวดร้อนได้ดี แต่คุณคงรู้สึกว่า ต้องเผชิญกับความทุกข์ทรมานนี้มากกว่าผู้คนรอบข้าง ดร.เบน ฮอทเทล ผู้จัดการฝ่ายบริการเทคนิคของบริษัทออร์คิน ยืนยันว่า ความรู้สึกนี้ไม่ใช่เรื่องที่คุณคิดไปเอง “มีหลักฐานยืนยันแน่ชัดว่า คนบางคนดึงดูดยุงมากกว่าคนอื่น” เจ้ายุงดูดเลือดอยู่ได้เพราะมนุษย์ แต่มีเฉพาะยุงตัวเมียเท่านั้นที่กัดคน “เพื่อให้มันมีโปรตีนมากพอสำหรับผลิตไข่” ดร.โรเบอร์โต เอ็ม. เพอไรรา นักกีฏวิทยาและนักวิทยาศาสตร์วิจัยแมลงร่วมกับมหาวิทยาลัยฟลอริดา อธิบาย “ยุงตัวผู้ไม่เคยกัดคน แต่พวกมันต้องการน้ำตาลเป็นแหล่งพลังงาน นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมพวกมันจึงดูดกินน้ำหวานเกสรดอกไม้” ดร.เอ็ดเวิร์ด วอล์คเกอร์ ศาสตราจารย์ด้านกีฏวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยมิชิแกน กล่าวว่า ยุงมีความสามารถเฉพาะตัวในการดมกลิ่นคาร์บอนไดออกไซด์ที่คุณหายใจออกมา และ “มีความเป็นเลิศ” ในการรับรู้สิ่งต่างๆ เช่น ความชุ่มชื้นที่ออกมากับลมหายใจของคุณเช่นกัน นักกีฏวิทยาผู้ศึกษายุงกล่าวว่า การที่คนบางคนดึงดูดยุงได้มากกว่าคนอื่นนั้น ยังไม่เป็นที่เข้าใจแจ่มแจ้งทั้งหมด แม้ว่าจะมีงานวิจัยมากมายที่ส่งผลถึงทฤษฎีที่แน่ชัดได้ นิตยสาร Prevention เสนอบทความไขปริศนาว่า ทำไมบางคนจึงดึงดูดยุงได้มากกว่าคนอื่น ... เพราะ เหงื่อออกมาก ยุงเสพติดกรดแลคติก ซึ่งเป็นกรดอินทรีย์ที่ผิวหนังของคุณผลิตขึ้นมาเช่นเดียวกับร่างกายส่วนอื่นๆ ดร.วอล์คเกอร์อธิบายว่า “ยุงมีตัวรับ (receptor) ที่ทำให้มันช่ำชองการค้นหากรดแลคติกเป็นพิเศษ” บางคนร่างกายสามารถผลิตกรดแลคติกได้มากกว่าคนอื่นๆ จึงดึงดูดยุงให้มารุมกัด แต่คุณมีแนวโน้มจะผลิตกรดแลคติกมากขึ้นเมื่อคุณเหงื่อออกด้วย เพิ่งออกกำลังกายเสร็จ ปัจจัยที่มีผลไม่ได้เกี่ยวกับการออกเหงื่อเพียงอย่างเดียว ดร.แนนซี ทรอยยาโน

Read More

ฟื้นความจำได้ด้วยวิธีธรรมชาติ

Column: Well – Being วันหนึ่งขณะคุณออกไปรับประทานอาหารนอกบ้าน คุณรู้สึกมีมือมาแตะที่ต้นแขน พร้อมเสียงคุ้นเคยเอ่ยเรียกชื่อคุณ เมื่อหันกลับไปดูก็พบว่าคนคนนี้ยิ้มให้ จริงๆ แล้วคุณรู้จักเธอดีเพราะรู้จักกันมานานปี แต่ได้ลืมเลือนชื่อของเธอไปเสียแล้ว คุณทำได้เพียงพึมพำว่า “เฮ้ ... เธอ” ก่อนคุณจะค้นหาในกูเกิลหัวข้อ “สัญญาณอาการสมองเสื่อม” ขอให้เชื่อมั่นเกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลงด้านความจำ ว่าเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสูงวัยที่เกิดขึ้นตามปกติ โดยเฉพาะเมื่อคุณรู้สึกถึงปัญหาการนึกหาคำพูด หรือการสูญเสียโฟกัสไปชั่วขณะ เช่น คุณถามตัวเองว่า “นี่ฉันเดินเข้ามาในครัวทำไมนะ?” ดร. โจเอล คราเมอร์ ผู้อำนวยการโครงการประสาทจิตวิทยาสูงวัยและความจำ แห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย อธิบายว่า “ทักษะด้านความจำหลายอย่างของเรา เช่น การทำงานพร้อมกันหลายอย่างในเวลาเดียวกัน หรือความเร็วการประมวลผลของสมอง พัฒนาถึงขีดสูงสุดช่วงอายุราว 30 ปี จากนั้นจะค่อยๆ เสื่อมถอยลงตามอายุที่เพิ่มมากขึ้น” แต่นิตยสาร Prevention แย้งว่า กระบวนการดังกล่าวไม่จำเป็นต้องเป็นอย่างนั้นเสมอไป ด้วยการเลือกวิถีชีวิตอย่างชาญฉลาด ทำให้คุณสามารถฝึกสมองได้ใหม่เพื่อให้ยังคงความเฉียบคมและมีโฟกัสอยู่เสมอ โดยผู้เชี่ยวชาญให้คำแนะนำที่น่าสนใจดังนี้ พยายามนึกให้ได้ก่อนค้นหาในกูเกิล อินเทอร์เน็ตเป็นผู้ช่วยสุดวิเศษที่จะบอกชื่อดาราที่คุณนึกชื่อไม่ออกทั้งที่ติดอยู่ตรงปลายลิ้นนี่เอง แต่ยุคสมัยในเวลานี้ทำให้คุณเกิดภาวะ digital amnesia (ภาวะความจำเสื่อม เพราะพึ่งพาเทคโนโลยีมากเกินไป) ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมครึ่งหนึ่งของคนรุ่นเราไม่สามารถโทรหาลูกๆ หรือโทรเข้าสำนักงานได้ โดยปราศจากการเปิดรายชื่อในโทรศัพท์มือถือ ดร.

Read More