Home > Darunee Sae-Liew

อาหารที่ทำให้ผมหนา & แข็งแรง

Column: Well Being “รากผมจัดว่าเป็นเซลล์ที่ทำงานแข็งขันที่สุด และมีอัตราการผลัดเซลล์สูงสุดชนิดหนึ่งของร่างกาย” นพ. อลัน เจ. บาวแมน แพทย์ผู้เชี่ยวชาญการฟื้นฟูเส้นผมและศัลยแพทย์การปลูกผมแห่งบาวแมน เมดิคอล กรุ๊ป รัฐฟลอริดา อธิบาย “การจำกัดอาหารหรือกินโปรตีน แร่ธาตุ กรดไขมันจำเป็น และวิตามินไม่เพียงพอ สามารถนำไปสู่ปัญหาโครงสร้างเส้นผมผิดปกติ รวมถึงปัญหาการสร้างเส้นผม การมีสีผมเปลี่ยนแปลง และภาวะผมร่วงได้ ถ้าคุณขาดโปรตีนซึ่งเป็นสารอาหารจำเป็นขั้นพื้นฐาน ร่างกายของคุณจะไม่สามารถผลิตเส้นผมที่แข็งแรงได้” ร่างกายผลิตเส้นผมอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดช่วงอายุระหว่าง 15-30 ปี จากนั้นจะผลิตเส้นผมช้าลงหรือเกิดการเปลี่ยนแปลงหลังอายุ 40 ปีขึ้นไป จึงจำเป็นต้องคิดถึงเมนูอาหารซึ่งอุดมด้วยสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อการสร้างเส้นผมมากที่สุด ได้แก่ โปรตีน เหล็ก วิตามิน เอ, ซี, ดี และอี วิตามินบีรวม กรดไขมันโอเมก้า-3 และ 6 สังกะสี เซลีเนียม และแมกนีเซียม นพ. ซัลวาทอเร เจ. ดิ แกรนดิ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคผิวหนังแนะนำว่า ถ้าคุณเปลี่ยนมากินอาหารที่ช่วยสร้างเส้นผมเต็มที่แล้วแต่ยังไม่ได้ผล

Read More

7 สาเหตุทำให้คันไร้ผื่น

Column: Well-being ถ้าคุณรู้สึกคันผิวหนัง ดร.เมแกน ฟีลี แพทย์ผิวหนังผู้ผ่านการรับรองแห่งรัฐนิวเจอร์ซีย์ และอาจารย์คลินิกประจำแผนกผิวหนัง โรงพยาบาลเมาต์ ไซนาย แห่งนิวยอร์กซิตี้ อธิบายว่า เมื่อมีผื่นขึ้นด้วยจะช่วยคุณระบุอาการได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับผิวหนัง เช่น ถ้ามีตุ่มแดง สันนิษฐานว่าอาจเพราะยุงกัด หรือผิวเห่อแดงเยิ้ม อาจเพราะถูกไม้เลื้อยมีพิษ แต่ถ้าคันไร้ผื่นล่ะ บางครั้งกลายเป็นความท้าทายด้านการวินิจฉัยโรคได้ เพราะเหตุผลที่จะอธิบายอาการคันอย่างรุนแรงนั้นกว้างขวางและซับซ้อน มูลเหตุของอาการคันผิวหนังอาจมีตั้งแต่เพราะผิวแห้งไปจนถึงปัญหาสุขภาพที่หลากหลาย นิตยสาร Prevention จึงแจกแจงเหตุผลที่อธิบายว่า ทำไมคุณจึงเกิดอาการคันผิวหนังไร้ผื่น รวมทั้งวิธีหยุดอาการคันดังนี้ 1. ผิวแห้ง ดร.อลิกซ์ เจ.ชาร์ลส์ แพทย์ผิวหนังผู้ผ่านการรับรองกล่าวว่า “เหตุผลอันดับแรกที่อธิบายว่า ทำไมจึงมีอาการคันคือ “ผิวแห้ง” ภาวะผิวแห้งยิ่งย่ำแย่ลงเพราะสาเหตุจากผิวหนังลอกเพราะถูกแดดเผา สภาพภูมิอากาศ ความชื้นลดลง การใช้สบู่มากเกินไป (ซึ่งทำให้ผิวหนังสูญเสียน้ำมันตามธรรมชาติ) สารคลอรีนในสระว่ายน้ำ การถูกน้ำเป็นเวลานาน และอายุที่มากขึ้น (เพราะผิวหนังเริ่มบางลง) โดยเหตุที่ผิวแห้งมีหลากหลายสาเหตุ จึงแนะนำให้คิดว่า คุณสัมผัสอะไรบ่อยมากเป็นพิเศษ ให้ลดการสัมผัสกับปัจจัยที่ดึงความชื้นออกจากผิวหนัง ก็จะหยุดอาการคันได้ จากนั้นเพิ่มความชุ่มชื้นแก่ผิวหนังด้วยโลชั่นมอยเจอไรเซอร์ 2. แมลงกัดต่อย การถูกยุงกัดมักทำให้เราเกิดตุ่มแดงที่ง่ายต่อการระบุ แต่มีแมลงอีกหลายชนิดที่เรามองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ซึ่ง ดร.ชาร์ลส์ระบุว่า อาจเป็นสาเหตุให้เกิดอาการคันไร้ผื่นได้ เช่น

Read More

เคล็ดแก้พุงป่องเพราะท้องอืด

Column: Well – Being ถ้าคุณเป็นผู้หญิงอายุเกิน 40 ปี และรู้สึกไม่เชื่อมั่นในรูปร่างของตัวเอง โดยเฉพาะอาการที่เรียกกันง่าย ๆ ว่า “พุงป่อง” อย่าเพิ่งร้อนใจไป คุณอาจโชคดีที่ไม่จำเป็นต้องลดไขมันหน้าท้องด้วยซ้ำ เพราะจริงๆ แล้วอาจเป็นแค่อาการ “ท้องอืด” ก็ได้ หนึ่งในสาเหตุย่ำแย่ที่สุดของปัญหานี้คือ ระบบย่อยอาหารที่เชื่องช้านั่นเอง ซึ่งกลายเป็นปัญหารุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเรามีอายุมากขึ้น ข่าวดี ! เราจะแก้ปัญหาท้องอืด ทำให้หน้าท้องแบนราบกลับมาได้ด้วยการเปลี่ยนวิธีกินอาหารบางอย่าง และเปลี่ยนวิถีชีวิตเท่านั้น ดังที่นิตยสาร Prevention ให้คำแนะนำไว้ดังนี้ กินเส้นใยสองชนิดพร้อมกัน ท้องผูกก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คุณ “พุงป่อง” วิธีกำจัดอย่างง่ายๆ ก็ด้วยการเริ่มต้นอาหารเช้าที่ให้หลักประกันว่า ร่างกายของคุณจะได้รับเส้นใยเป็นประจำทุกวัน ซึ่งจะทำให้ระบบย่อยอาหารกระฉับกระเฉงขึ้นภายในไม่กี่วัน นักวิจัยมหาวิทยาลัยโทรอนโตกล่าวว่า การกินเส้นใยสองชนิดพร้อมกันเป็นวิธีที่ได้ผลดีที่สุด ดร.โจแอนน์ สลาวิน ศาสตราจารย์ด้านวิทยาศาสตร์การอาหารและโภชนาการแห่งมินนิโซตา อธิบายว่า การกินซีเรียลที่มีทั้งเส้นใยไม่ละลายน้ำและเส้นใยละลายน้ำ โดยเส้นใยทั้งสองชนิดนี้จะทำงานร่วมกันในการดึงน้ำเข้าไปสู่ลำไส้ใหญ่ เป็นการเร่งให้เกิดการขับถ่าย ผลคือ คุณจะแลดูตัวเล็กลงและรู้สึกตัวเบาขึ้น อาหารที่มีเส้นใยสองชนิดนี้ ได้แก่ ข้าวโอ๊ต เอมี แชปพิโร ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการกล่าวว่า การกินข้าวขาว ขนมปังแป้งขัดขาว พาสต้า หรือขนมอบที่อุดมด้วยน้ำตาลทำให้ “ท้องอืด” เพราะ

Read More

สัญญาณติดเชื้อสเตฟที่พึงระวัง

Column: Well – Being เป็นไปได้ว่า ณ เวลานี้ มีโอกาสที่แบคทีเรียกลุ่มสเตฟฟิโลคอคคัสปักหลักอาศัยอยู่ในรูจมูกของคุณราวร้อยละ 30 เลยทีเดียว แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่คุณจะหงุดหงิดใจ สเตฟฟิโลคอคคัสเป็นกลุ่มแบคทีเรียที่มีมากกว่า 30 ชนิด นอกจากนี้ ยังเป็นที่รู้จักกันว่า เป็นสิ่งมีชีวิตขนาดจิ๋วที่ “อยู่แบบพึ่งพาอาศัยกัน” เพราะมันมีความเป็นมิตรมากพอที่จะอาศัยอยู่ในร่างกายของเราโดยไม่ก่อให้เกิดปัญหาใดๆ ทั้งนี้เป็นคำอธิบายของ ดร.พอล เฟย์ ผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ แผนกพยาธิวิทยาและจุลชีววิทยาของศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยเนบราสกา “ คุณสามารถพบเชื้อสเตฟในจมูก บนผิวหนัง และบางครั้งก็ในเยื่อเมือกของอวัยวะอื่นๆ เช่น ที่ทวารหนัก” ขณะที่เบคทีเรียสเตฟเป็นเหมือนแขกที่ปักหลักเฉพาะที่อยู่ในร่างกายของเรา มันสามารถเป็นสาเหตุของการติดเชื้อและความเจ็บป่วยได้ ถ้ามันเข้าสู่อวัยวะส่วนอื่นๆ ของร่างกายที่มันไม่สมควรเข้าไปอยู่ ดร.เฟย์กล่าวว่า การติดเชื้อสเตฟมีหลายชนิดและแสดงอาการแตกต่างกัน “การติดเชื้อสเตฟที่พบมากที่สุดคือ เมื่อมีรอยแผลที่ผิวหนัง ทำให้เชื้อสเตฟมีทางเข้าไปจนเกิดการติดเชื้อได้” นพ.โจชัว ซีคเนอร์ ผู้อำนวยการด้านการวิจัยเครื่องสำอางและทางคลินิก สาขาวิชาโรคผิวหนังแห่งโรงพยาบาลเมาต์ ไซนาย อธิบาย “ภาวะนี้อาจเกิดขึ้นหลังจากถูกมีดบาด และเกิดรอยขีดข่วน เป็นแผลหลังโกนหนวด หรือแม้แต่เมื่อผิวหนังเปิดเพราะโรคน้ำกัดเท้า” นอกเหนือจากภาวะติดเชื้อเฉพาะที่เล็กๆ น้อยๆ แล้ว เชื้อสเตฟยังเป็นสาเหตุของการเกิดปฏิกิริยาในระบบภูมิคุ้มกันขั้นรุนแรง ไปจนถึงการติดเชื้อที่รู้จักกันว่า “ภาวะติดเชื้อ”

Read More

ลดน้ำหนักให้ถูกวิธีเมื่ออายุเกิน 60 ปี

Column: Well – Being สำหรับหลายๆ คน เมื่ออายุมากขึ้น การดำเนินชีวิตหลายด้านดูเหมือนจะง่ายขึ้นและดีขึ้น แต่ก็โชคร้ายในหลายประเด็น เช่น เมื่อต้องการลดน้ำหนัก กลับไม่ง่ายอย่างที่ใจต้องการ เพียงแค่การกำจัดน้ำหนักส่วนเกินไม่กี่กิโลกรัม ดูเหมือนช่างยากเย็นเสียนี่กระไร ไม่ว่าเพราะสาเหตุจากตารางเวลายุ่งเหยิงจนหาเวลาไม่ได้ หรือเพราะปัญหาข้อเสื่อมที่คอยรบกวน ทำให้คุณมีแรงบันดาลใจอยากไปโรงยิมน้อยลง น้ำหนักตัว 10 ปอนด์ที่เพิ่มขึ้นช่วงอายุ 40 กว่าปีสามารถกลายเป็นน้ำหนักส่วนเกินที่เพิ่มขึ้นเป็น 20 ปอนด์ได้เมื่อคุณอยู่ในช่วงอายุ 50 หรือ 60 กว่าปี แต่ผู้เชี่ยวชาญต่างเห็นพ้องว่า เป็นสิ่งสำคัญมากที่ต้องจดจ่อกับการควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ไม่ว่าคุณจะอยู่ในช่วงอายุเท่าไร “ไขมันส่วนเกินเป็นสิ่งที่เราไม่ควรละเลยไม่ว่าเราจะมีอายุเท่าไร” ดร.โรเบิร์ต ฮุยเซนกา ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านการแพทย์คลินิก มหาวิทยาลัยยูซีแอลเอ กล่าว ไมเคิล สพิทเซอร์ เทรนเนอร์ส่วนบุคคลและผู้เขียนหนังสือ Fitness at 40, 50, 60 and Beyond ก็เห็นพ้องด้วยและเพิ่มเติมว่า “เส้นทางที่แท้จริงที่นำไปสู่การควบคุมน้ำหนักและความแข็งแรงเมื่ออายุเกิน 60 ปีไปแล้ว ไม่มีอะไรแตกต่างจากช่วงอายุอื่นๆ ในชีวิตเท่าไรนัก” อย่างไรก็ตาม นิตยสาร

Read More

รู้ได้ไงเป็นไข้หวัดธรรมดาหรือไข้หวัดใหญ่?

Column: Well – Being เมื่อคุณไม่สบาย สิ่งที่ปรารถนาคือ ให้รู้สึกทรมานจากอาการป่วยนั้นน้อยลง แต่ในฤดูฝนอย่างนี้ จะแยกแยะอย่างไรว่าคุณเป็นไข้หวัดธรรมดาหรือไข้หวัดใหญ่? ที่เป็นอย่างนี้เพราะมีอาการหลายอย่างที่เหมือนกัน แต่มีข้อแตกต่างสำคัญคือ “ไข้หวัดใหญ่เหมือนเป็นไข้หวัดธรรมดาแล้วกินสเตียรอยด์” นพ.ดร.โจเซฟ ลาดาโป ศาสตราจารย์ประจำมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย, ลอสแองเจลิส กล่าว “ผมเคยได้ยินคนไข้พูดว่า ‘นี่เป็นอาการย่ำแย่ที่สุดในชีวิต’” การจะหยุดอาการสูดจมูกบ่อย ๆ ให้ได้ คุณจำเป็นต้องรู้เสียก่อนว่าสาเหตุคืออะไร นิตยสาร Prevention นำเสนอคำอธิบายของแพทย์เกี่ยวกับวิธีแยกไข้หวัดธรรมดาออกจากไข้หวัดใหญ่ ไข้หวัดธรรมดา vs ไข้หวัดใหญ่ เหตุผลหนึ่งที่คุณจำเป็นต้องรู้ว่า คุณเป็นไข้หวัดธรรมดาหรือไข้หวัดใหญ่กันแน่ เป็นเพราะมีข้อแตกต่างเล็ก ๆ น้อย ๆ เพียงไม่กี่ข้อระหว่างสองอาการนี้ อาการไข้หวัดธรรมดา จะแสดงอาการเริ่มแรกตั้งแต่ส่วน เหนือลำคอขึ้นไป ได้แก่ - น้ำมูกไหล - ไอและจาม - เจ็บคอ - ต่อมน้ำเหลืองบวมเล็กน้อย - ปวดเมื่อยและปวดตามลำตัวเล็กน้อย อาการไข้หวัดใหญ่ จะแสดงอาการทั้งส่วน เหนือและใต้ลำคอ ลงมา โดยคุณมีอาการของไข้หวัดธรรมดาทั้งหมดรวมทั้ง - ไข้สูงกว่า 100 องศาฟาเรนไฮต์ - ไอมีเสมหะ - อ่อนเพลียและอ่อนล้า - หนาวสั่น - อาเจียน - ท้องร่วง - ปวดเมื่อยทั้งตัว ตกลงเป็นไข้หวัดธรรมดาหรือไข้หวัดใหญ่? ข้อแตกต่างสำคัญที่สุดระหว่างสองอาการไข้หวัดคือ

Read More

วิธีธรรมชาติแก้คลื่นไส้… ไม่ต้องกินยา

Column: Well – Being คำว่า “คลื่นไส้” กระตุ้นประสบการณ์สุดสยอง จากการที่คุณเกิดความรู้สึกเหมือนมีระลอกคลื่นปั่นป่วนอยู่ในกระเพาะอาหาร และมักเกิดขึ้นก่อนการอาเจียน แม้จะเป็นอาการเลวร้ายเพียงใดก็ตาม แต่อาการคลื่นไส้เป็นการแสดงออกถึงภูมิปัญญาของร่างกายด้วย เหมือนกับการที่เกิดอาการหิว ที่เตือนให้เราต้องกินอาหารให้อิ่มในยามที่ร่างกายต้องการอาหาร แต่อาการคลื่นไส้สื่อการกระทำในทางตรงข้าม คือ เราจำเป็นต้องทำให้กระเพาะอาหารว่างเปล่า ไม่อย่างนั้นแล้วสุขภาพของคุณจะย่ำแย่ ดังนั้น เมื่อมีอาการคลื่นไส้จึงไม่จำเป็นต้องหาทางกำจัด เช่น ในกรณีของอาหารเป็นพิษ ส่วนใหญ่ของการตอบสนองที่เหมาะสมที่สุด คือ ยอมโอนอ่อนไปตามความรู้สึกที่เกิดขึ้น นั่นคือ คลื่นไส้แล้วปล่อยให้อาเจียนออกมา ทันทีที่อาเจียน คุณได้ลดศักยภาพการทำลายล้างของพิษ หรือเชื้อโรค และมักทำให้คุณรู้สึกสบายตัวขึ้นเกือบจะในทันที มีหลายวาระด้วยกันที่อาการคลื่นไส้จู่โจมคุณอย่างไม่ทันตั้งตัว นั่นคือในระหว่างเดินทาง เช่น เมื่อคุณรู้สึกท้องไส้ปั่นป่วนขณะอยู่บนดาดฟ้าเรือที่โคลงเคลงเพราะแรงคลื่น ยาที่ช่วยแก้คลื่นไส้มีหลากหลาย ที่นิยมมากที่สุดตัวหนึ่งคือ dimenhydrinate (Dramamine) แต่อาจทำให้เกิดอาการข้างเคียงคือ ปวดศีรษะ เวียนหัว และง่วงซึมอย่างรุนแรง ทำให้ยาตัวนี้ไม่เหมาะสำหรับผู้ต้องขับรถ หรือผู้ที่จำเป็นต้องจดจ่อกับงานและต้องตื่นตัวอยู่เสมอ นิตยสาร Prevention เสนอให้ลองใช้วิธีธรรมชาติโดยไม่ต้องกินยาดังนี้ ขิงช่วยได้ การวิจัยพบว่า สารที่อยู่ในแง่งขิงที่เรียกว่า จินเจอรอล ช่วยระงับการหลั่งเซโรโทนิน ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทชนิดหนึ่งที่เป็นตัวกระตุ้นหลักให้เกิดอาการคลื่นไส้ หากต้องการรักษาหรือป้องกันอาการคลื่นไส้ แนะนำให้ชงขิงผงครึ่งช้อนชาในน้ำหนึ่งแก้ว หรือกินขิงผง

Read More

ว่ายน้ำเผาผลาญแคลอรีได้เท่าไร?

Column: Well – Being ถ้าคุณเคยกระโดดลงไปในสระว่ายน้ำเพื่อออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ คุณย่อมรู้ดีว่า การว่ายน้ำต้องออกแรงหนักหน่วงมากแค่ไหนเมื่อเทียบกับการวิ่งหรือปั่นจักรยาน ที่น่าทึ่ง แม้ว่ายน้ำไปแค่ไม่กี่นาทีเท่านั้น มันทำให้คุณหายใจหอบได้แค่ไหน นิตยสาร Shape จึงช่วยคุณคำนวณการเผาผลาญแคลอรีดังนี้ ข้อดีของการว่ายน้ำ “ว่ายน้ำเป็นการออกกำลังกายที่ดีที่สุดอย่างหนึ่ง” โรเชลล์ แบ็กซ์เตอร์ ผู้ฝึกสอนผู้ได้รับอนุญาตและนักไตรกีฬากล่าว นอกเหนือจากข้อดีที่ว่า ว่ายน้ำเป็นการออกกำลังกายแรงกระแทกต่ำ ซึ่งกลายเป็นทางเลือกที่ดีมากสำหรับการฟื้นฟูร่างกาย และการป้องกันการบาดเจ็บ “มันยังช่วยเผาผลาญไขมัน ลดน้ำหนัก สร้างความแข็งแกร่ง และทำให้สุขภาพโดยรวมดีขึ้น” เหตุผลที่การว่ายน้ำดีมากสำหรับคุณ คือ ทุกครั้งที่คุณดึงแขน เตะน้ำ หรือว่ายท่าต่างๆ คุณกำลังออกแรงดึงแขนในน้ำโดยสู้กับแรงต้านของน้ำ ซึ่งมีความหนาแน่นกว่าอากาศมาก “วิธีนี้เป็นการสร้างกล้ามเนื้อและเผาผลาญแคลอรีที่สำคัญ” แบ็กซ์เตอร์อธิบาย “ขณะที่คุณกำลังเผาผลาญแคลอรีนั้น คุณกำลังสร้างกล้ามเนื้อไร้ไขมันในเวลาเดียวกันด้วย ซึ่งหมายความว่า คุณจะเผาผลาญแคลอรีต่อเนื่องไปตลอดทั้งวันด้วย” ว่ายน้ำเผาผลาญแคลอรีได้เท่าไร? การจะคำนวณว่าคุณเผาผลาญแคลอรีได้เท่าไรในขณะกำลังว่ายน้ำ เริ่มแรกคุณต้องเข้าใจวิธีที่นักวิทยาศาสตร์ประเมินปริมาณพลังงานที่ร่างกายของคุณใช้ในระหว่างการทำกิจกรรมทางกายภาพ หน่วยที่ใช้เรียกว่า MET (metabolic equivalent) และมันวัดว่าร่างกายของคุณทำงานหนักแค่ไหนเมื่อเกี่ยวข้องกับการพัก เมื่อคุณนอนเล่นหรืออยู่ในภาวะพัก ร่างกายของคุณเผาผลาญ 1 MET ซึ่งเท่ากับ 1 แคลอรีต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัมต่อชั่วโมง ถ้าคุณรู้ว่ากิจกรรมที่ทำเผาผลาญได้กี่ MET และรู้น้ำหนักตัว คุณสามารถคำนวณจำนวนแคลอรีที่เผาผลาญได้ขณะกำลังทำกิจกรรมนั้น

Read More

พึงระวัง… หิวตลอดเวลาอาจไม่ใช่หิวจริง

Column: Well – Being เมื่อท้องเริ่มร้องจ๊อกๆ คุณเริ่มเดินวนรอบโต๊ะหรือตู้กับข้าวเพื่อหาอะไรขบเคี้ยว แม้เพิ่งผ่านมื้ออาหารมาได้ไม่ถึงชั่วโมงด้วยซ้ำ! อาการนี้ฟังดูคุ้นเคยใช่ไหม? ถ้าคุณรู้สึกหิว ตลอดเวลา มันต้องมีอะไรผิดปกติเกิดขึ้นในร่างกายของคุณแน่ๆ ดร.ซูซาน อัลเบอร์ส ผู้เชี่ยวชาญด้านการกินอย่างระมัดระวังและผู้เขียนหนังสือ Hanger Management อธิบายว่า ผู้มีอาการหิวตลอดเวลาอย่างนี้ จริงๆ แล้วมีแค่ไม่กี่คนที่หิวเพราะเกี่ยวข้องกับความต้องการอาหาร “ในแต่ละวันเราต้องตัดสินใจเกี่ยวกับอาหารนับร้อยครั้ง ซึ่งส่วนใหญ่แล้วแรงกระตุ้นไม่ได้มาจากความหิวจริง เราถูกแวดล้อมด้วยอาหารตลอด 24 ชั่วโมงทั้ง 7 วัน ถูกครอบงำด้วยความเครียดและอารมณ์อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน พฤติกรรมการกินส่วนใหญ่ถูกกระตุ้นด้วยอารมณ์” นิตยสาร Prevention แจกแจงเหตุผลสำคัญๆ ที่อาจทำให้คุณอยู่ในภาวะหิวตลอดเวลา กินไม่อิ่มในมื้ออาหาร สำหรับเหตุผลแรก ขอให้ยอมรับพฤติกรรมนี้: ถ้าคุณเพียงแค่หยิบเฉพาะจานแตงกวา หรือพยายามจำกัดปริมาณอาหารเพื่อลดน้ำหนักตัว ซึ่งเป็นการจำกัดอาหารแต่ละกลุ่มเกือบทั้งหมด คุณจะอยู่ในภาวะหิวโหยต่อไป จากนั้นคุณจะกลับไปหาอาหารขบเคี้ยว ซึ่งชนะจุดประสงค์หลักของความพยายามลดปริมาณแคลอรีทั้งหมดที่คุณทำมา วิธีที่จะทำให้คุณรู้สึกอิ่มนานกว่าระยะเวลาที่ใช้ในการเดินออกจากห้องครัวไปยังห้องนั่งเล่นคือ ให้เพิ่มสารอาหารอันหลากหลายเข้าไปในมื้ออาหาร เช่น โปรตีน ไขมันดี (ลูกนัต อะโวคาโด น้ำมันมะกอก) และเส้นใย ดร.อเล็กซานดรา โซวา ผู้ก่อตั้ง SoWell Health อธิบายว่า

Read More

ออกกำลังกายทำผิวอ่อนเยาว์ขึ้น 25 ปี!

Column: Well – Being ผิวหนังเป็นอวัยวะใหญ่ที่สุดในร่างกายของคุณ การออกกำลังกายได้ชื่อว่า ช่วยรักษาอวัยวะอื่นๆ เช่น หัวใจ ในรูปแบบของการต่อสู้ ทั้งยังช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้ผิวหนังมีความสามารถต่อต้านความชราและความเสียหายด้านอื่นๆ นิตยสาร Shape กล่าวว่า เมื่อหัวใจคุณเริ่มเต้นแรงขึ้น กล้ามเนื้อจะปั๊มโปรตีน (IL – 15) มากขึ้น ซึ่งให้พลังงานทำให้ไมโตคอนเดรียของเซลล์ผิวหนังอ่อนเยาว์ขึ้น การศึกษาของมหาวิทยาลัยแม็คมาสเตอร์แห่งเมืองออนแทริโอ ประเทศแคนาดา ระบุว่า สามารถทำให้ผิวหนังอ่อนเยาว์กว่าอายุจริงในระดับส่องดูด้วยกล้องจุลทรรศน์ได้ถึง 25 ปีด้วยซ้ำ ในเวลาเดียวกัน การออกกำลังกายยังช่วยให้ร่างกายของคุณควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและความเครียดที่เกิดจากออกซิเดชัน ช่วยลดสาร AGEs (advanced glycation end products) ซึ่งเป็นตัวทำลายโปรตีนในผิวหนัง และทำให้โครงสร้างคอลลาเจนถูกทำลาย ทำให้ผิวหนังไม่สามารถยืดหยุ่นได้ เป็นสาเหตุให้เกิดริ้วรอยเหี่ยวย่นที่ผิวหนัง แม้แต่เหงื่อเม็ดเป้งๆ ก็ยังเป็นคุณต่อผิวหนังของคุณ ซึ่งข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ล่าสุดยืนยันถึงข้อดีดังนี้ การออกกำลังกายแร่งกระบวนการซ่อมแซม การออกกำลังกายแบบฝึกกล้ามเนื้อ ทำให้เกิดการฉีกขาดขนาดจิ๋วในกล้ามเนื้อ ซึ่งเป็นตัวเร่งอยู่เบื้องหลังที่ทำให้คุณรู้สึกปวดเมื่อยในวันรุ่งขึ้น แต่นั่นเป็นการกระตุ้นเส้นใยให้เกิดกระบวนการสร้างใหม่อย่างแข็งแกร่งขึ้น ในกรณีของผิวหนัง การศึกษาแสดงให้เห็นว่า การออกกำลังกายโดยทั่วไปไม่ว่าจะแบบฝึกกล้ามเนื้อหรือคาร์ดิโอ ช่วยสร้างภาวะเป็นกลางให้การอักเสบทั่วร่างกาย ด้วยการผลิตโปรตีนต่อต้านการอักเสบออกมา ขณะเดียวกันก็ช่วยลดฮอร์โมนความเครียดคือ คอร์ติซอลด้วย “การอักเสบเป็นต้นตอสำคัญของการที่ผิวหนังแก่ตัวลง ดังนั้น อะไรก็ตาม

Read More