Home > สุขภาพ

อาหารแก้ท้องผูก

Column: Well – Being อาการท้องผูกหรือภาวะช่องท้องขาดการเคลื่อนไหวอย่างสม่ำเสมอ ทำให้ก้อนอุจจาระไม่สามารถเคลื่อนตัวหรือขับถ่ายออกมา เป็นภาวะที่เลวร้ายยิ่ง และอาจมีสาเหตุหลากหลายแตกต่างกัน ซึ่งรวมถึงอาหารที่คุณกินเข้าไปด้วย แน่นอนว่ามีแทคติกที่แตกต่างกัน ซึ่งทำให้คุณสามารถทำให้เกิดการเคลื่อนตัวของก้อนอุจจาระและขับถ่าย รวมทั้งการกินยารักษา แต่ถ้าคุณคิดว่าอาการท้องผูกของคุณไม่ได้มาจากปัญหาสุขภาพที่ซ่อนเร้น และต้องการแก้ปัญหาด้วยตัวคุณเอง ทั้งแพทย์และนักกำหนดอาหารต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันในนิตยสาร Prevention ว่า การกินอาหารอย่างถูกต้องจะช่วยกระตุ้นระบบทางเดินอาหารของคุณได้ “วิธีที่ดีที่สุดในการแก้ปัญหาคือ ทำจากภายในออกมา” ดร.แอชคัน ฟาร์ฮาดี แพทย์โรคทางเดินอาหาร และผู้อำนวยการโครงการโรคทางเดินอาหารของเมโมเรียล แคร์ เมดิคอล กรุ๊ป ที่เฟาน์เทน วัลเลย์ รัฐแคลิฟอร์เนีย กล่าว ปกติแล้วคุณต้องหาอาหารเส้นใยสูงเพื่อช่วยเพิ่มขนาดของก้อนอุจจาระ “จะง่ายกว่ากับการทำให้บางสิ่งบางอย่างที่มีลักษณะเป็นก้อนใหญ่ขึ้น เคลื่อนตัวผ่านลำไส้ใหญ่ออกมา” ดร. ฟาร์ฮาดีอธิบาย (อาหารบางชนิดมีสารเฉพาะตัวที่ช่วยกระตุ้นการเคลื่อนไหวในช่องท้องด้วยซ้ำ) ดังนั้น ถ้าธรรมชาติไม่ทำงานตามปกติ และคุณต้องการลองแก้ปัญหาด้วยวิธีธรรมชาติก่อน ให้หันมากินอาหารที่แนะนำต่อไปนี้เพื่อช่วยแก้ปัญหาท้องผูก พรุน พรุนอบแห้งเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายในแง่ช่วยแก้ปัญหาท้องผูกด้วยเหตุผลว่า “พรุนเป็นแหล่งเส้นใยที่ดี” เจสสิกา คอร์ดิง ผู้เขียนหนังสือ The Little Book of Game – Changers กล่าว พรุนยังมีสาร

Read More

อูย… ริดสีดวงทวารเล่นงาน?

Column: Well – Being คนส่วนใหญ่คงเคยได้ยินเกี่ยวกับริดสีดวงทวารกันมาบ้างแล้ว สถาบันแห่งชาติว่าด้วยโรคเบาหวาน โรคทางเดินอาหาร และโรคไต (NIDDK) แห่งสหรัฐฯ ให้ข้อมูลว่า ชาวอเมริกันทุก 1 ใน 20 คนได้รับผลกระทบจากริดสีดวงทวาร และประมาณครึ่งหนึ่งของจำนวนนี้เป็นผู้ใหญ่อายุ 50 ปีขึ้นไป แต่ถ้าคุณไม่เคยเป็นริดสีดวงทวาร คงเป็นเรื่องยากที่จะบรรยายให้รู้ซึ้งว่ามันทุกข์ทรมานอย่างไรบ้าง นิตยสาร Prevention แนะนำให้ลองมาทำความรู้จักริดสีดวงทวารกันดีกว่า หอสมุดแห่งชาติสหรัฐอเมริกาให้คำจำกัดความโรคริดสีดวงทวารว่า เป็นอาการหลอดเลือดรอบทวารหนักหรือลำไส้ตรงส่วนล่างบวมและอักเสบ “ริดสีดวงทวารเป็นกายวิภาคปกติ เหมือนการที่เรามีมือทั้งสองข้าง” ดร. เจฟเฟอรี เนลสัน ศัลยแพทย์ลำไส้ใหญ่และทวารหนัก และผู้อำนวยการแผนกศัลยกรรมแห่งศูนย์โรคลำไส้ใหญ่และโรคลำไส้ใหญ่อักเสบเรื้อรังประจำศูนย์การแพทย์เมอร์ซีแห่งบัลติมอร์ กล่าว “ในร่างกายของทุกคนต่างก็มีเนื้อเยื่อริดสีดวงทวาร” NIDDK เปิดเผยว่า ริดสีดวงทวารมี 2 ประเภท ได้แก่ ริดสีดวงทวารภายใน ที่เกิดขึ้นเหนือเส้นสมมุติ (dentate line) ของทวารหนักและลำไส้ตรงส่วนล่าง และริดสีดวงทวารภายนอก ที่เกิดขึ้นใต้เส้นสมมุติ (dentate line) ลงมาและอยู่ลึกเข้าไปใต้ผิวหนังรอบทวารหนัก สาเหตุ ไม่เป็นที่แน่ชัดว่า ทำไมบางคนจึงต้องทุกข์ทรมานกับภาวะริดสีดวงทวาร ขณะที่คนอื่นกลับไม่เป็น ดร. เนลสัน

Read More

วิธีง่ายๆ ป้องกันโรคกรดไหลย้อน

Column: Well – Being เราอาจเคยมีประสบการณ์แสบร้อนกลางอกกันมาบ้างแล้ว สาเหตุอาจเป็นเพราะกินพิซซ่าฉลองมากเกินไปในคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา แต่ถ้าคุณต้องทุกข์ทรมานกับอาการที่ว่านี้สัปดาห์ละ 2 ครั้งหรือเกินกว่านั้น คุณอาจกลายเป็นโรคกรดไหลย้อน ซึ่งเป็นสภาวะที่กล้ามเนื้อหูรูดส่วนล่างสุดของหลอดอาหารหย่อนยานเกินไป ทำให้กรดในกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นสู่หลอดอาหาร จนทำให้เกิดความรู้สึกขมและเปรี้ยวแสบร้อนกลางอกในช่วงหลังมื้ออาหารอย่างที่เราคุ้นกันว่าเป็นอาการของกรดไหลย้อน ในระยะยาวภาวะนี้สามารถทำลายหลอดอาหาร นำไปสู่อาการแผลอักเสบ ก่อให้เกิดเนื้อเยื่อแผลเป็น หรืออาจเกิดภาวะก่อนเป็นมะเร็งที่เรียกว่า มะเร็งหลอดอาหาร (Barrett’s Esophagus) วิธีป้องกันโรคกรดไหลย้อนดังนี้ หลีกเลี่ยงอาหารกระตุ้น ให้จำกัดปริมาณการกินอาหารที่เชื่อมโยงกับอาการกรดไหลย้อน เช่น อาหารที่เป็นกรด ไขมันสูง หรือมีรสเผ็ด ช็อกโกแลต แอลกอฮอล์ และน้ำอัดลม รวมทั้งอาหารอื่น ๆ ที่อาจมีผลต่อคุณ “แต่ละคนมีความไวต่ออาหารต่างกันไป” ดร.ออสติน เจียง แพทย์โรคทางเดินอาหารประจำโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยโธมัส เจฟเฟอร์สัน กล่าว เมื่อคุณเกิดอาการกรดไหลย้อน ให้ค่อย ๆ นึกย้อนว่าคุณกินอะไรเข้าไปบ้าง เพื่อระบุว่าอาหารชนิดไหนที่กินได้และชนิดไหนกินไม่ได้บ้าง ซอยย่อยอาหารให้เป็นมื้อเล็กลง การกินอาหารจนอิ่มเกินไป มีแนวโน้มทำให้กรดในกระเพาะอาหารถูกดันให้ไหลย้อนขึ้นสู่หลอดอาหาร ดังนั้น ให้ซอยย่อยอาหารเป็นมื้อเล็กๆ และหยุดพักบ้างในระหว่างการกิน รวมทั้งเคี้ยวอาหารให้ละเอียดเพื่อทำให้คุณกินช้าลง และให้กระเพาะอาหารมีเวลาย่อยบ้าง วิธีนี้นอกจากจะช่วยให้คุณลดน้ำหนักแล้ว ผลการศึกษายังยืนยันว่า ช่วยลดความเสี่ยงการเป็นโรคกรดไหลย้อนด้วย อย่าล้มตัวนอนหลังกินอิ่ม หลังกินอาหารอิ่ม ให้ทิ้งเวลาสัก 3

Read More

10 ความเชื่อผิดๆ เรื่องลดความอ้วน

Column: Well – Being ลำพังการลดน้ำหนักตัวภายใต้สภาพแวดล้อมที่ดีที่สุดนั้นถือว่ายากแสนสาหัสอยู่แล้ว แต่จะยิ่งเป็นที่วุ่นวายใจมากขึ้นไปอีกเมื่อคุณได้รับคำแนะนำประเภท “ทำอย่างนี้” และ “ทำอย่างนั้น” จากคนรอบตัว ไม่ว่าคุณจะใช้วิธีสืบค้นทางอินเทอร์เน็ตหรือพูดคุยกับเพื่อนๆ ก็ยังถือว่ายากมากที่จะแยกแยะข้อเท็จจริงออกจากเรื่องคิดฝันเอาเอง เพราะการลดน้ำหนักขึ้นกับความต้องการและเป้าหมายของแต่ละคนอย่างแท้จริง ดังนั้น เพื่อให้การเริ่มต้นทำได้ง่ายขึ้นอีกหน่อย นิตยสาร Prevention ได้พูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญเพื่อให้ความกระจ่างที่ถูกต้อง เป็นต้นว่า จริงๆ แล้ว อาหารเช้าเป็นอาหารมื้อสำคัญที่สุดของวันจริงหรือไม่ ต่อไปนี้เป็นความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับการลดความอ้วนที่คุณควรเลิกเชื่อให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้! ความเชื่อที่ 1 : กินไขมันทำให้อ้วน เจสสิกา คอร์ดิง ผู้เขียนหนังสือ The Little Book of Game – Changers กล่าวว่า ข้อเท็จจริงที่ว่า ไขมันให้พลังงานต่อน้ำหนักหนึ่งกรัมสูงกว่าคาร์โบไฮเดรตและโปรตีน อาจเป็นที่มาของความเชื่อผิดๆ ที่ว่า กินไขมันแล้วทำให้อ้วน แต่แท้จริงแล้ว ไขมันช่วยให้คุณอิ่มนานขึ้นมากกว่า ดร.คาโรลิน นิวเบอร์รี แพทย์โรคทางเดินอาหารยังอธิบายเพิ่มเติมว่า ถ้าคุณกินไขมันมากเกินความต้องการของร่างกาย คุณจะมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน “แต่ไขมันเป็นองค์ประกอบสำคัญของอาหารเพื่อสุขภาพ และการกินไขมันปริมาณที่สมควรเป็นสิ่งจำเป็นต่อการสร้างเซลล์ การรักษาความอบอุ่น และให้พลังงานแก่ร่างกาย” ความเชื่อที่

Read More

7 เทคนิครีเฟรชตัวเอง หลังงานเฉลิมฉลอง

หลายคนอาจจะมีความรู้สึกหดหู่ ซึมเศร้า และขี้เกียจ หลังจากได้หยุดเฉลิมฉลองปีใหม่หรือเทศกาลสำคัญๆ วันนี้ ผู้จัดการ 360 องศา มีเทคนิคดีๆ มานำเสนอ ซึ่งเป็นวิธีง่ายๆ ที่จะช่วยให้คุณผู้อ่านได้รีเฟรชตัวเองให้พร้อมรับสิ่งดีๆ ใหม่ๆ ที่จะเข้ามาในชีวิต 1. กลับมาพักก่อนเริ่มงานอย่างน้อย 1 วัน หากคุณเดินทางไปพักผ่อนหรือเยี่ยมญาติที่ต่างจังหวัด การเดินทางไม่ว่าจะเป็นทางไหนย่อมสร้างความรู้สึกเหนื่อยให้คุณได้ทั้งนั้น เราแนะนำว่าคุณควรกลับมาก่อนจะเริ่มการทำงานหรือการเรียนอย่างน้อย 1 วัน เพื่อให้ร่างกายได้พักผ่อนจริงๆ อาจให้วันนั้นเป็นวันแห่งการนอนขี้เกียจ หลังจากการเดินทางท่องเที่ยวหรือดื่มฉลองมาอย่างหนัก เพียงแค่ 1 วันที่คุณอนุญาตให้ร่างกายได้พักผ่อนจริงๆ จะทำให้ร่างกายคุณสดชื่นพร้อมที่จะลุยงานในศักราชต่อไปได้แล้ว 2. ออกกำลังกาย ถึงคุณจะได้หยุดพักผ่อน ท่องเที่ยว และสนุกกับกิจกรรมฉลองปีใหม่ แต่สิ่งที่ไม่ควรหยุดเลย คือ การออกกำลังกาย เพราะการออกกำลังกายจะช่วยให้คุณเป็นคนที่สดชื่น มีชีวิตชีวาอยู่เสมอ และยิ่งถ้าคุณยังออกกำลังในช่วงวันหยุดยาว จะทำให้คุณรู้สึกกระปรี้กระเปร่า ข้อสำคัญคือไม่ต้องวิตกกังวลเรื่องน้ำหนักตัวหลังการบริโภคอย่างหนักในช่วงวันหยุดอีกด้วย 3. จัดห้องหรือจัดโต๊ะทำงานใหม่ นอกจากการเดินทางจะช่วยให้คุณได้เพิ่มพลังชีวิต ชาร์จแบต พักกายพักใจแล้ว การจัดโต๊ะทำงานใหม่ หรือการจัดห้องใหม่ จะช่วยให้คุณรู้สึกสดชื่นขึ้นได้อีกด้วย แยกสิ่งของที่ยังต้องใช้งานเป็นประจำ และของที่ไม่จำเป็นต้องใช้ หรือของที่ใช้แล้ว จัดให้เป็นระเบียบจะช่วยให้ห้องหรือโต๊ะทำงานของคุณโล่ง ดูสบายตาขึ้น

Read More

IF มิติใหม่แห่งการไดเอต ยิ่งอด ยิ่งผอม

การไดเอตมีหลายรูปแบบ เชื่อว่าหลายคนอาจเคยลองไดเอตมาแล้วมากมาย ทั้งการงดอาหารเย็น เช่น ไม่รับประทานอาหารหลังหกโมง ไม่บริโภคแป้งหรือคาร์โบไฮเดรต และอีกหลากหลายวิธี ทว่าจะได้ผลหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับความตั้งใจ และกิจกรรมของแต่ละคน วันนี้ ผู้จัดการ 360˚ จะชวนให้มาทำความรู้จักอีกหนึ่งรูปแบบการไดเอต ที่ผู้คนจำนวนไม่น้อยให้ความสนใจ เหล่าเทรนเนอร์การันตีว่า นี่เป็นการไดเอตที่มีประสิทธิภาพ และเห็นผล หากคุณปฏิบัติอย่างจริงจัง แม้จะไม่ต้องทำทุกวันก็ตาม คุณอาจเคยได้ยินคำว่า “กินแบบ IF” มาบ้าง ซึ่ง IF ที่ว่านี้ ย่อมาจากคำว่า Intermittent fasting หลายคนให้คำนิยามการกินแบบ IF ว่า “ยิ่งอดยิ่งผอม” จะเรียกแบบนี้ก็ไม่ผิดนัก เมื่อรูปแบบการกินของ Intermittent fasting คือการที่เราต้องแบ่งช่วงเวลาที่สามารถกินอาหารได้ และช่วงเวลาที่กินอาหารไม่ได้ หลายคนอาจสงสัยว่า การกินแบบปกติก็ไม่ต่างจากการกินแบบ IF เมื่อร่างกายมีช่วงเวลาที่พักผ่อน นอนหลับ ในเวลานี้ร่างกายไม่ได้รับสารอาหารเช่นกัน ความคิดเช่นนี้ก็ไม่ผิดเสียทีเดียว ทว่า การกินแบบ IF จะเพิ่มความยากเข้ามาอีกนิด เมื่อเราต้องเพิ่มจำนวนชั่วโมงในการงดอาหารมากขึ้น ก่อนอื่น ขออธิบายหลักการทำงานของร่างกายที่เกิดจากการกินแบบ IF

Read More

อาหารที่ทำให้ผมหนา & แข็งแรง

Column: Well Being “รากผมจัดว่าเป็นเซลล์ที่ทำงานแข็งขันที่สุด และมีอัตราการผลัดเซลล์สูงสุดชนิดหนึ่งของร่างกาย” นพ. อลัน เจ. บาวแมน แพทย์ผู้เชี่ยวชาญการฟื้นฟูเส้นผมและศัลยแพทย์การปลูกผมแห่งบาวแมน เมดิคอล กรุ๊ป รัฐฟลอริดา อธิบาย “การจำกัดอาหารหรือกินโปรตีน แร่ธาตุ กรดไขมันจำเป็น และวิตามินไม่เพียงพอ สามารถนำไปสู่ปัญหาโครงสร้างเส้นผมผิดปกติ รวมถึงปัญหาการสร้างเส้นผม การมีสีผมเปลี่ยนแปลง และภาวะผมร่วงได้ ถ้าคุณขาดโปรตีนซึ่งเป็นสารอาหารจำเป็นขั้นพื้นฐาน ร่างกายของคุณจะไม่สามารถผลิตเส้นผมที่แข็งแรงได้” ร่างกายผลิตเส้นผมอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดช่วงอายุระหว่าง 15-30 ปี จากนั้นจะผลิตเส้นผมช้าลงหรือเกิดการเปลี่ยนแปลงหลังอายุ 40 ปีขึ้นไป จึงจำเป็นต้องคิดถึงเมนูอาหารซึ่งอุดมด้วยสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อการสร้างเส้นผมมากที่สุด ได้แก่ โปรตีน เหล็ก วิตามิน เอ, ซี, ดี และอี วิตามินบีรวม กรดไขมันโอเมก้า-3 และ 6 สังกะสี เซลีเนียม และแมกนีเซียม นพ. ซัลวาทอเร เจ. ดิ แกรนดิ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคผิวหนังแนะนำว่า ถ้าคุณเปลี่ยนมากินอาหารที่ช่วยสร้างเส้นผมเต็มที่แล้วแต่ยังไม่ได้ผล

Read More

การออกกำลังกาย ในผู้ป่วยโรคหัวใจ

ใครว่า “ผู้ป่วยโรคหัวใจ” ออกกำลังกายไม่ได้ เรามักจะเคยได้ยินคนทั่วไปให้คำแนะนำแก่ผู้ที่มีอาการความผิดปกติเกี่ยวกับหัวใจ หรือผู้ป่วยโรคหัวใจว่า ไม่ควร ไม่เหมาะที่จะออกกำลังกาย แต่แท้จริงแล้ว ผู้ป่วยโรคหัวใจสามารถออกกำลังกายได้ ข้อมูลจากสถาบันโรคทรวงอก กรมการแพทย์ เปิดเผยว่า การออกกำลังกายมีความจำเป็นอย่างมาก สำหรับทุกคนหรือแม้แต่ผู้ป่วยโรคหัวใจ เพราะการออกกำลังกายจะช่วยกล้ามเนื้อหัวใจสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายมากขึ้น สิ่งที่ควรทำก่อนออกกำลังกาย ผู้ป่วยโรคหัวใจ ควรเข้ารับคำปรึกษาจากแพทย์ เพื่อประเมินสภาพร่างกายและความพร้อม ทั้งเรื่องของอัตราการเต้นของหัวใจ ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นระหว่างออกกำลังกาย ความหนักของการออกกำลังกาย รวมไปถึงประเภทและชนิดของกีฬาที่ควรเล่น ไม่ไหว อย่าฝืน ผู้ป่วยต้องรู้จักประมาณตน เช็กอาการเบื้องต้นของตัวเองได้ เช่น ชีพจร อาการหอบ ความเหนื่อยที่ร่างกายแสดงออกมา หรือปริมาณเหงื่อ อาการเจ็บหน้าอก หน้ามืด คลื่นไส้ หากเกิดอาการเหล่านี้ ควรหยุดและปรึกษาแพทย์ ตั้งเป้าหมายระยะสั้นๆ ออกกำลังกายอย่างน้อย 30 นาทีต่อครั้ง สัปดาห์ละ 3-5 ครั้ง เช่น การเดิน แอโรบิก หรือเวทเบาๆ เพื่อทำให้ร่างกายเริ่มปรับและคุ้นชิน หากละเลยจากการออกกำลังกายไปเป็นเวลานาน เมื่อกลับมาเริ่มต้นใหม่ หัวใจจะทำงานหนักขึ้น ดังนั้น ควรออกกำลังกายให้สม่ำเสมอจะส่งผลดีต่อสภาพร่างกายมากขึ้น หัวใจทำงานได้ดีขึ้น หาเพื่อนออกกำลังกาย ผู้ป่วยโรคหัวใจที่ยังต้องอยู่ในการดูแลของแพทย์ จำเป็นที่จะต้องออกกำลังกายโดยมีบัดดี้

Read More

7 สาเหตุทำให้คันไร้ผื่น

Column: Well-being ถ้าคุณรู้สึกคันผิวหนัง ดร.เมแกน ฟีลี แพทย์ผิวหนังผู้ผ่านการรับรองแห่งรัฐนิวเจอร์ซีย์ และอาจารย์คลินิกประจำแผนกผิวหนัง โรงพยาบาลเมาต์ ไซนาย แห่งนิวยอร์กซิตี้ อธิบายว่า เมื่อมีผื่นขึ้นด้วยจะช่วยคุณระบุอาการได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับผิวหนัง เช่น ถ้ามีตุ่มแดง สันนิษฐานว่าอาจเพราะยุงกัด หรือผิวเห่อแดงเยิ้ม อาจเพราะถูกไม้เลื้อยมีพิษ แต่ถ้าคันไร้ผื่นล่ะ บางครั้งกลายเป็นความท้าทายด้านการวินิจฉัยโรคได้ เพราะเหตุผลที่จะอธิบายอาการคันอย่างรุนแรงนั้นกว้างขวางและซับซ้อน มูลเหตุของอาการคันผิวหนังอาจมีตั้งแต่เพราะผิวแห้งไปจนถึงปัญหาสุขภาพที่หลากหลาย นิตยสาร Prevention จึงแจกแจงเหตุผลที่อธิบายว่า ทำไมคุณจึงเกิดอาการคันผิวหนังไร้ผื่น รวมทั้งวิธีหยุดอาการคันดังนี้ 1. ผิวแห้ง ดร.อลิกซ์ เจ.ชาร์ลส์ แพทย์ผิวหนังผู้ผ่านการรับรองกล่าวว่า “เหตุผลอันดับแรกที่อธิบายว่า ทำไมจึงมีอาการคันคือ “ผิวแห้ง” ภาวะผิวแห้งยิ่งย่ำแย่ลงเพราะสาเหตุจากผิวหนังลอกเพราะถูกแดดเผา สภาพภูมิอากาศ ความชื้นลดลง การใช้สบู่มากเกินไป (ซึ่งทำให้ผิวหนังสูญเสียน้ำมันตามธรรมชาติ) สารคลอรีนในสระว่ายน้ำ การถูกน้ำเป็นเวลานาน และอายุที่มากขึ้น (เพราะผิวหนังเริ่มบางลง) โดยเหตุที่ผิวแห้งมีหลากหลายสาเหตุ จึงแนะนำให้คิดว่า คุณสัมผัสอะไรบ่อยมากเป็นพิเศษ ให้ลดการสัมผัสกับปัจจัยที่ดึงความชื้นออกจากผิวหนัง ก็จะหยุดอาการคันได้ จากนั้นเพิ่มความชุ่มชื้นแก่ผิวหนังด้วยโลชั่นมอยเจอไรเซอร์ 2. แมลงกัดต่อย การถูกยุงกัดมักทำให้เราเกิดตุ่มแดงที่ง่ายต่อการระบุ แต่มีแมลงอีกหลายชนิดที่เรามองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ซึ่ง ดร.ชาร์ลส์ระบุว่า อาจเป็นสาเหตุให้เกิดอาการคันไร้ผื่นได้ เช่น

Read More

สัญญาณติดเชื้อสเตฟที่พึงระวัง

Column: Well – Being เป็นไปได้ว่า ณ เวลานี้ มีโอกาสที่แบคทีเรียกลุ่มสเตฟฟิโลคอคคัสปักหลักอาศัยอยู่ในรูจมูกของคุณราวร้อยละ 30 เลยทีเดียว แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่คุณจะหงุดหงิดใจ สเตฟฟิโลคอคคัสเป็นกลุ่มแบคทีเรียที่มีมากกว่า 30 ชนิด นอกจากนี้ ยังเป็นที่รู้จักกันว่า เป็นสิ่งมีชีวิตขนาดจิ๋วที่ “อยู่แบบพึ่งพาอาศัยกัน” เพราะมันมีความเป็นมิตรมากพอที่จะอาศัยอยู่ในร่างกายของเราโดยไม่ก่อให้เกิดปัญหาใดๆ ทั้งนี้เป็นคำอธิบายของ ดร.พอล เฟย์ ผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ แผนกพยาธิวิทยาและจุลชีววิทยาของศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยเนบราสกา “ คุณสามารถพบเชื้อสเตฟในจมูก บนผิวหนัง และบางครั้งก็ในเยื่อเมือกของอวัยวะอื่นๆ เช่น ที่ทวารหนัก” ขณะที่เบคทีเรียสเตฟเป็นเหมือนแขกที่ปักหลักเฉพาะที่อยู่ในร่างกายของเรา มันสามารถเป็นสาเหตุของการติดเชื้อและความเจ็บป่วยได้ ถ้ามันเข้าสู่อวัยวะส่วนอื่นๆ ของร่างกายที่มันไม่สมควรเข้าไปอยู่ ดร.เฟย์กล่าวว่า การติดเชื้อสเตฟมีหลายชนิดและแสดงอาการแตกต่างกัน “การติดเชื้อสเตฟที่พบมากที่สุดคือ เมื่อมีรอยแผลที่ผิวหนัง ทำให้เชื้อสเตฟมีทางเข้าไปจนเกิดการติดเชื้อได้” นพ.โจชัว ซีคเนอร์ ผู้อำนวยการด้านการวิจัยเครื่องสำอางและทางคลินิก สาขาวิชาโรคผิวหนังแห่งโรงพยาบาลเมาต์ ไซนาย อธิบาย “ภาวะนี้อาจเกิดขึ้นหลังจากถูกมีดบาด และเกิดรอยขีดข่วน เป็นแผลหลังโกนหนวด หรือแม้แต่เมื่อผิวหนังเปิดเพราะโรคน้ำกัดเท้า” นอกเหนือจากภาวะติดเชื้อเฉพาะที่เล็กๆ น้อยๆ แล้ว เชื้อสเตฟยังเป็นสาเหตุของการเกิดปฏิกิริยาในระบบภูมิคุ้มกันขั้นรุนแรง ไปจนถึงการติดเชื้อที่รู้จักกันว่า “ภาวะติดเชื้อ”

Read More