Home > ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

คุณาลัย ลุยเปิด 2 บิ๊กโปรเจค มูลค่ากว่าหมื่นลบ. ประกาศทำนิวไฮต่อ

คุณาลัย (“KUN”) ลุยเปิด 2 บิ๊กโปรเจค “คุณาลัย นาวาร่า -คุณาลัย เพอร์ร่า” มูลค่ากว่าหมื่นลบ. ประกาศทำนิวไฮต่อ ส่อแววรายได้ปี 66 แตะ 1.3 พันลบ. – ยอดขาย 1.8 พันลบ. บมจ.วิลล่า คุณาลัย (“KUN”) ประกาศวางกลยุทธ์รับปีกระต่ายทอง ลุยเปิดโครงการอสังหาฯ บิ๊กโปรเจค ภายใต้แบรนด์โครงการใหม่ในชื่อ “โครงการ คุณาลัย นาวาร่า”จำนวน 2 โครงการ เจาะโซนพระราม 2 และรังสิต-คลอง 2 พร้อมด้วย “โครงการ คุณาลัย เพอร์ร่า” อีก 1 โครงการโซนบางบัวทอง มูลค่ารวมกว่า 11,600 ล้านบาท ส่งผลให้ “KUN” ประสบความสำเร็จในการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยภายใต้ "วิลล่า คุณาลัย"

Read More

สิวารมณ์ จ่อระดมทุน ในตลาดหลักทรัพย์ mai มุ่งสู่ผู้เชี่ยวชาญการพัฒนาอสังหาฯ แนวราบ

สิวารมณ์ จ่อระดมทุน ในตลาดหลักทรัพย์ mai มุ่งสู่ผู้เชี่ยวชาญการพัฒนาอสังหาฯ แนวราบรอบทิศกรุงเทพฯ-ปริมณฑล ยกระดับการเติบโต แบบ High Growth บมจ.สิวารมณ์ เรียลเอสเตท (“SVR”)เดินหน้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (mai) เสนอขายหุ้น IPO ไม่เกิน130 ล้านหุ้น หวังผุดโครงการพัฒนาอสังหาฯแนวราบใหม่ๆในอนาคตเพิ่ม ตอกย้ำศักยภาพผู้เชี่ยวชาญการพัฒนาอสังหาฯแนวราบ รอบทิศกรุงเทพฯ-ปริมณฑล กรุยทางสู่การยกระดับการเติบโต แบบ High Growth นายอรรถปวิทย์ มโนธรรมรักษา กรรมการผู้จัดการ บริษัท สิวารมณ์ เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ “SVR” เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ในช่วง2-3 ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้พฤติกรรมผู้บริโภค หันมาเน้นให้ความสำคัญในการเลือกซื้อที่อยู่อาศัย แนวราบ (บ้านเดี่ยว - ทาวน์โฮม) มากขึ้น โดยสะท้อนจากกลุ่มผู้บริโภคที่มีความต้องการในการซื้ออสังหาฯเพื่ออยู่อาศัยจริง ( Real

Read More

ก.ล.ต. ไฟเขียว นับหนึ่งไฟลิ่ง สิวารมณ์ เสนอขาย IPO 130 ล้านหุ้น ตอกย้ำศักยภาพผู้เชี่ยวชาญการพัฒนาอสังหาฯ แนวราบ

ก.ล.ต. ไฟเขียว นับหนึ่งไฟลิ่ง สิวารมณ์ (“SVR”) เสนอขาย IPO 130 ล้านหุ้น ตอกย้ำศักยภาพผู้เชี่ยวชาญการพัฒนาอสังหาฯ แนวราบ ที่เติบโตสู่ระดับ High Growth สำนักงาน ก.ล.ต.นับหนึ่งไฟลิ่ง บมจ.สิวารมณ์ เรียลเอสเตท (“SVR”) จ่อเสนอขายหุ้น IPO จำนวนไม่เกิน130 ล้านหุ้น เตรียมเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) หวังระดมทุนรองรับแผนการต่อยอดการพัฒนาโครงการใหม่ๆ มุ่งสู่การเป็นบริษัทฯพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของประเทศ ภายใต้แนวคิด "Best Smart Living" ผ่านการขับเคลื่อน 4 “S” SMART พร้อมโชว์ผลงานเติบโตต่อเนื่อง ล่าสุดงวด 9 เดือนแรก ปี 2565 กวาดรายได้การขายไปแล้ว 532 ล้านบาท กำไรสุทธิ 36 ล้านบาท ตอกย้ำศักยภาพผู้เชี่ยวชาญการพัฒนาอสังหาฯแนวราบที่เติบโตสู่ระดับ

Read More

ชายนิด อรรถญาณสกุล มั่นใจรบชนะ เศรษฐกิจไทยจะกลับมา

“ผมเชื่อ จีนต้องรบชนะ เราดู สีจิ้นผิง ออกมาประกาศ เขามั่นใจ เขาสร้างโรงพยาบาลเสร็จภายใน 7-10 วัน เขามั่นใจว่า เขาต้องเอาชนะไข้หวัดได้ และมองเทรนด์ยาวๆ โลเคชั่นของพร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค ดีที่สุด” ชายนิด อรรถญาณสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จำกัด (มหาชน) ย้ำกับสื่อในงานประกาศแผนธุรกิจประจำปี 2563 ของกลุ่มบริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟคฯ และบริษัท แกรนด์ แอสเสท โฮเทลส์ แอนด์ พรอพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) ท่ามกลางเศรษฐกิจที่เจอปัจจัยเสี่ยงหนักหนาสาหัสตั้งแต่ไตรมาสแรก โดยเฉพาะปัญหาการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ “โควิด-19” ที่ล่าสุดมีผู้ป่วยเสียชีวิตมากกว่า 2,000 คน และยอดผู้ติดเชื้อสะสมมากกว่า 75,000 คน ในเกือบ 30 ประเทศทั่วโลก ขณะที่หากดูผลงานช่วงปีที่ผ่านมา กลุ่มพร็อพเพอร์ตี้

Read More

หมดยุคคอนโดฯ รุมเจาะเศรษฐี PF จัดเต็มคฤหาสน์ติดทะเลสาบร้อยไร่

ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อยู่ในจุดต้องปรับทิศทางครั้งใหญ่ โดยเฉพาะเมื่อตลาดจีนที่เคยแห่เข้ามาซื้อเก็งกำไร หายไปเกือบทั้งหมด บวกกับปัญหาหนี้ครัวเรือนในกลุ่มคนไทยเพิ่มสูงขึ้น หลายบริษัทเร่งหาเรียลดีมานด์ เบรกโครงการคอนโดมิเนียมใหม่ บางบริษัทหนีจากตลาดบนหันไปลุยบ้านราคากลางถึงล่าง แต่ดูเหมือนยักษ์ใหญ่อย่าง “พร็อพเพอร์ตี้เพอร์เฟค” กลับมอง “บ้านราคาแพง” ยังเป็นโอกาสดีมาก ประกาศเตรียมเปิดตัวคฤหาสน์หรูติดทะเลสาบร้อยไร่ย่านแจ้งวัฒนะ เจาะกลุ่มเศรษฐีแบบจัดเต็ม ขณะเดียวกัน วางแผนปี 2563 เปิดโครงการบ้านอีก 12 โครงการ มูลค่ารวม 18,560 ล้านบาท เพื่อผลักดันยอดขายและกำไร หลังจากปี 2562 โกยกำไรทำสถิติสูงสุดในรอบ 16 ปี นับจากปี 2546 ที่มีกำไร 1,156 ล้านบาท เฉพาะ 9 เดือนแรกของปี 2562 ทำกำไรแล้ว 1,488 ล้านบาท ชายนิด อรรถญาณสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จำกัด (มหาชน) หรือ PF กล่าวว่า

Read More

เยาวราชทำเลทอง บนเส้นทางแห่งการเปลี่ยนแปลง

เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า เมื่อใดก็ตามที่ภาครัฐประกาศแนวนโยบายในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเส้นทางคมนาคม พื้นที่โดยรอบของโครงการจะถูกกลุ่มทุนให้ความสนใจและเริ่มปักหมุด แหแหนกันหาหนทางเข้าไปจับจองอาณาเขต ด้วยหวังว่าจะพัฒนาโครงการด้านอสังหาริมทรัพย์ไปพร้อมๆ กัน และด้วยการคาดการณ์จากนักลงทุนด้านอสังหาฯ ทำให้พื้นที่ตลอดแนวเส้นทางรถไฟฟ้าค่อยๆ เปลี่ยนหน้าไป การนำสิ่งอำนวยความสะดวก ความทันสมัย และสิ่งที่สามารถตอบสนองไลฟ์สไตล์ของกลุ่มเป้าหมายได้ จึงเป็นเป้าประสงค์หลักของบรรดาผู้ประกอบการที่เล็งเห็นศักยภาพของพื้นที่ดังกล่าว ย่านบางใหญ่ น่าจะอธิบายให้เห็นชัดเจนถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ไม่ใช่แค่การคมนาคมที่สามารถเข้าถึงได้เท่านั้น ทว่า สิ่งที่ตามมาทำให้พื้นที่บางใหญ่เปลี่ยนไปจากเดิม นับตั้งแต่การเปิดทดลองเดินรถเสมือนจริงของเส้นทางส่วนต่อขยายรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินช่วงหัวลำโพงถึงท่าพระ เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2562 ยิ่งเป็นเครื่องตอกย้ำว่า พื้นที่เก่าแก่ที่รถไฟใต้ดินจะวิ่งผ่าน กำลังจะเปลี่ยนไป ย่านเยาวราชกลายเป็นพื้นที่เนื้อหอมไปโดยปริยาย นับตั้งแต่รัฐบาลประกาศเส้นทางการพัฒนารถไฟฟ้าส่วนต่อขยาย และด้วยอิทธิพลอันทรงเสน่ห์ของย่านเก่าแก่แห่งนี้ จึงไม่น่าแปลกใจที่ใครต่อใครอยากจะเข้ามาหาพื้นที่สำหรับการลงทุน แม้จะเป็นไปไม่ได้ ที่จะหาพื้นที่ขนาดใหญ่สำหรับการลงทุนด้านอสังหาฯ เพื่อการอยู่อาศัย ทว่า ยังมีธุรกิจอื่นๆ อีกมากมายที่อาจจะน่าลงทุนและเหมาะสมกับพื้นที่แห่งนี้ ดังเช่นที่กลุ่ม BDMS ที่สบโอกาสทองจับอาคารสำนักงานเดิมของสหธนาคารให้เป็นโรงพยาบาลไชน่าทาวน์ จากนั้นก็ทรานส์ฟอร์มสู่โรงพยาบาลสมิติเวชไชน่าทาวน์ ซึ่งเป็นโรงพยาบาลขนาด 59 เตียง สำหรับรองรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติและคนไทยที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ การมาถึงของรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายสายสีน้ำเงินทำให้ราคาที่ดินย่านเยาวราชมีราคาขายอยู่ที่ตารางวาละ 1.4-1.6 ล้านบาท เมื่อพิจารณาราคาที่ดินย่านนี้จะเห็นได้ว่า ตัวเลขราคาไม่ต่างจากย่านธุรกิจของไทยสักเท่าไร ความยาวของถนนเยาวราชเพียง 1.4 กิโลเมตร อัดแน่นไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ นับตั้งแต่การเปลี่ยนชื่อจากเดิมที่เคยใช้ว่า ถนนยุพราช และเป็นแหล่งทำกินของชาวจีนที่ข้ามน้ำข้ามทะเลมา ซึ่งเมื่อรัชกาลที่

Read More

แรงกดดันภาคอสังหาฯ ทำแบงก์ชาติผ่อนปรน LTV

มาตรการ LTV คือ ยาแรงที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศใช้โดยมุ่งหวังว่า จะเป็นการป้องปรามความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในระบบ โดยเฉพาะปัญหาทางการเงินของภาคครัวเรือน เมื่อแบงก์ชาติเล็งเห็นว่าการเกิดใหม่ของโครงการอสังหาริมทรัพย์เพิ่มสูงขึ้น อีกทั้งจำนวนยูนิตที่ยังคงค้างอยู่ในตลาดยังไม่ถูกดูดซับออกไปเท่าที่ควร ทำให้ปริมาณที่อยู่อาศัยไทยเข้าสู่ภาวะล้นตลาด แม้การประกาศใช้หลักเกณฑ์ LTV (Loan-to-Value) ของแบงก์ชาติจะมีเหตุผลอันสมควรแล้วก็ตาม ทว่า ตลอดระยะเวลาเกือบ 10 เดือน อสังหาฯ ภาคเอกชนต่างโอดครวญและเรียกร้องเป็นเสียงเดียวกัน ให้ภาครัฐผ่อนปรนหรือเลื่อนเวลาในการบังคับใช้มาตรการดังกล่าวออกไป โดยอ้างเหตุผลว่า มาตรการดังกล่าวจะเป็นต้นเหตุให้เศรษฐกิจโดยเฉพาะภาคอสังหาฯ เข้าสู่ภาวะชะลอตัว ซึ่งภาคอสังหาฯ มีบทบาทสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจของไทยไม่น้อย และจะทำให้ประชาชนที่ต้องการมีที่อยู่อาศัยหรือบ้านหลังแรกเป็นไปได้ยากขึ้น เสียงเรียกร้องและข้อเสนอถูกส่งไปยังกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อให้พิจารณาถึงผลเสียที่จะตามมาในอนาคต ซึ่งน่าแปลกที่ภาคเอกชนไม่ได้เห็นหรือย้อนกลับมาพิจารณาความเป็นจริงที่ว่า จำนวนที่อยู่อาศัยในตลาดขณะนั้นมีปริมาณมากเกินความจำเป็นเพียงใด เพราะนักวิเคราะห์ด้านอสังหาฯ จำนวนไม่น้อยแสดงความเห็นต่อสถานการณ์ธุรกิจอสังหาฯ ในปัจจุบันว่า อสังหาฯ ไทยอยู่ในช่วงโอเวอร์ซัปพลายโดยเฉพาะที่อยู่อาศัยแนวตั้ง และการที่แบงก์ชาติมีมาตรการยาแรงเช่นนั้นถือได้ว่าเป็นการแก้ปัญหาเชิงระบบที่เหมาะสมแล้ว ซึ่งศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์เคยเปิดเผยภาพรวมอสังหาริมทรัพย์ในช่วงปลายปี 2562 พบว่า มีที่อยู่อาศัยเหลือขายทั่วประเทศ 2.2 แสนหน่วย อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าภาครัฐจะทานต่อเสียงเรียกร้องของภาคเอกชนต่อไปอีกไม่ไหว เมื่อธนาคารแห่งประเทศไทยผ่อนปรนหลักเกณฑ์ LTV ด้วยหวังว่าการอ่อนลงของแบงก์ชาติจะช่วยให้สถานการณ์ภาคอสังหาฯ ไทยฟื้นตัวได้ หลังจากที่มาตรการ LTV กลายเป็นตัวการสำคัญทำให้ธุรกิจอสังฯ หาซบเซาดังเช่นที่หลายฝ่ายเคยให้ความเห็น และแม้ว่าหลังจากใช้หลักเกณฑ์ LTV ผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดจะไม่ใช่ประชาชนที่ซื้อบ้านหลังแรก

Read More

เฮือกสุดท้ายของอสังหาฯ ตัวแปรพลิกเศรษฐกิจไทย?

ต้องเรียกว่าสถานการณ์ของตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยในศักราชนี้ “หืดขึ้นคอ” กันเลยทีเดียวสำหรับผู้ประกอบการธุรกิจที่อยู่อาศัย เพราะผลกระทบแง่ลบจากเศรษฐกิจโลกที่แผ่เข้ามาปกคลุมประเทศไทยอย่างยาวนาน นับตั้งแต่สงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐอเมริกาอุบัติ และไม่ใช่เพียงแค่อิทธิพลจากสงครามการค้าเท่านั้น ความไม่แน่นอนทางการเมืองภายในประเทศ แม้จะได้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งแล้วก็ตาม หลายมูลเหตุปัจจัยที่ส่งผลให้ผู้บริโภคขาดความเชื่อมั่นและไม่ใช้จ่ายเงินเข้าสู่ระบบเท่าที่ควร ไตรมาสสุดท้ายของแต่ละปีจะเป็นช่วงเวลาที่อุดมไปด้วยบรรยากาศการจับจ่ายใช้สอย ความคึกคักที่มักปรากฏให้เห็นจนชินตา กลายเป็นภาพอดีตและถูกแทนที่ด้วยบรรยากาศความหงอยเหงาเศร้าซึม ไม่เว้นแม้แต่มหกรรมยานยนต์ที่ปกติจะสร้างสีสันในช่วงปลายปี ทว่าปีนี้ทุกอย่างกลับแสดงผลในทางตรงกันข้าม จะมีก็เพียงธุรกิจ E-Commerce ที่สามารถจุดพลุฉลองยอดขายและความสำเร็จได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ Marketplace เจ้าตลาดอย่าง Lazada Shopee หรือ JD Central ที่สองเจ้าแรกมีนายทุนใหญ่จากต่างชาติเข้ามาสร้างอาณาจักรและกอบโกยเงินเข้ากระเป๋าอย่างสนุกสนานด้วยแคมเปญลดราคาทุกๆ เดือน และ JD Central ที่เครือเซ็นทรัลจับมือกับ JD ที่มีบริษัทแม่อยู่ประเทศจีน ขณะที่ตลาดอสังหาฯ ดูเหมือนจะไร้กระแสลมบวกที่จะส่งให้กราฟตัวเลขยอดขายพุ่งทะยาน แม้ส่วนหนึ่งของผลกระทบที่ผู้ประกอบการอสังหาฯ ได้รับนั้นจะมาจากการออกมาตรการ LTV ของแบงก์ชาติ และการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ แต่ต้องไม่ลืมว่าโอเวอร์ซัปพลายที่เกิดขึ้นและล้นตลาดอยู่ทุกวันนี้ไม่ใช่เพราะสองเหตุผลที่กล่าวมาข้างต้นเท่านั้น แต่เกิดจากการเปิดตัวโครงการใหม่อย่างต่อเนื่องของผู้ประกอบการ โดยไม่ระวังสถานการณ์และความน่าจะเป็นของเศรษฐกิจในอนาคต การมองเพียงแง่มุมเดียวของผู้ประกอบการทำให้หลายค่ายเรียกร้องภาครัฐให้เร่งออกมาตรการช่วยเหลือ เพื่อให้ซัปพลายที่มีอยู่ถูกดูดออกไปบ้าง ซึ่งนี่ทำให้เห็นมาตรการความช่วยเหลือที่รัฐบาลประกาศออกมาอย่างต่อเนื่อง โดยคำกล่าวอ้างของรัฐบาลที่มีต่อมาตรการเหล่านี้คือ ต้องการให้ประชาชนมีที่อยู่อาศัย แม้จะเป็นเหตุผลที่เอื้อประโยชน์ต่อนายทุนเสียเป็นส่วนใหญ่ก็ตาม และมาตรการที่รัฐออกมาเพื่อจะกระตุ้นตลาดอสังหาฯ ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีคือ “โครงการบ้านดีมีดาวน์” ซึ่งเป็นโครงการที่ช่วยลดภาระการซื้อที่อยู่อาศัย อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมให้ประชาชนได้มีที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเอง โดยประชาชนที่ได้รับการอนุมัติสินเชื่อและโอนบ้านตั้งแต่วันที่ 27

Read More

จับชีพจรอสังหาริมทรัพย์ บน 3 มาตรการกระตุ้นของรัฐ

ความซบเซาของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ดูจะเป็นอีกหนึ่งในความกังวลใจทางเศรษฐกิจของไทย หลังจากที่พบว่านอกจากปริมาณบ้านและที่อยู่อาศัยจะมีอยู่อย่างล้นเกินความต้องการของตลาดแล้ว กำลังซื้อของผู้บริโภคยังหดหายจากผลของภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว จนเป็นเหตุให้ผู้ประกอบการจำนวนหนึ่งต้องปิดหรือเลื่อนการเปิดโครงการลงทุนใหม่ๆ ออกไป ปัจจัยหนึ่งที่ถูกระบุว่าเป็นเหตุแห่งการชะลอตัวในตลาดอสังหาริมทรัพย์ในช่วงที่ผ่านมาอยู่ที่การประกาศเกณฑ์การกำกับดูแลสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยใหม่ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่มีการปรับเกณฑ์ด้านอัตราส่วนสินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกัน หรือ LTV ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2562 และจำนวนเงินในการวางเงินดาวน์เปลี่ยนไป ขณะที่ธนาคารที่จะปล่อยสินเชื่อถูกควบคุมให้ปล่อยวงเงินกู้รวมที่เกี่ยวกับบ้านไม่เกินร้อยละ 100 ของหลักทรัพย์ที่ค้ำประกัน ผลของประกาศดังกล่าวสะท้อนออกมาเป็นตัวเลขยอดการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลซึ่งเป็นตลาดหลัก ในช่วงไตรมาสที่ 1 ปี 2562 ที่มีจำนวนหน่วยการโอนปรับตัวสูงขึ้นร้อยละ 13.5 และมีมูลค่ารวมกว่า 1.33 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 19.3 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ซึ่งเป็นการเร่งโอนกรรมสิทธิ์ก่อนที่เกณฑ์ LTV จะมีผลบังคับใช้ ขณะที่ในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี 2562 ยอดการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ-ปริมณฑล มีจำนวนหน่วยการโอนลดลงร้อยละ 18.9 และมีมูลค่าลดลงร้อยละ 16.5 จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน แม้ว่าต่อมาในวันที่ 7 พฤษภาคม 2562 คณะรัฐมนตรีจะพยายามบรรเทาผลกระทบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ด้วยการออกมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนองเหลือร้อยละ 0.01 สำหรับที่อยู่อาศัยราคาไม่เกิน 1

Read More

บทวิเคราะห์ตลาดบ้านพักอาศัยครึ่งแรกปี 2562 และทิศทางครึ่งปีหลัง

ภาพรวมเศรษฐกิจไทยช่วงครึ่งปีแรก การขยายตัวไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ โดยเฉพาะภาคการส่งออก และการท่องเที่ยวที่ชะลอตัวจากเศรษฐกิจโลกที่ยังคงเปราะบาง ซึ่งเป็นผลจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีน ประกอบกับความล่าช้าในการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ และผลกระทบจากมาตรการกำกับดูแลสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ (LTV) ของธนาคารแห่งประเทศไทยที่เริ่มบังคับใช้วันที่ 1 เม.ย. ที่ผ่านมา ทำให้ภาพรวมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ครึ่งปีแรกติดลบระดับ 15-20% ขณะที่ตลาดบ้านพักอาศัย ทั้งบ้านเดี่ยว บ้านแฝด และทาวน์เฮาส์ ซึ่งศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ระบุว่ายังมีอุปทานเหลือขายในตลาดอยู่ประมาณ 86,000 หน่วย คิดเป็นมูลค่าเกือบ 390,000 ล้านบาท แม้จะได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว และมาตรการ LTV แต่ตลาดหลักยังคงเป็นผู้อยู่อาศัยจริงที่ ยังคงมีความต้องการซื้ออย่างต่อเนื่อง ผลกระทบจากปัจจัยลบจึงน้อยกว่า ที่อยู่อาศัยประเภทคอนโดมิเนียม โดยเฉพาะการซื้อเพื่อเป็นบ้านหลังที่ 2 ขึ้นไปที่ปริมาณสินเชื่อปล่อยใหม่ลดลง 36% ในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา ขณะที่ประเมินแล้วพบว่า ที่อยู่อาศัยประเภทบ้านพักอาศัยในช่วงดังกล่าวนั้นติดลบประมาณ 10% ขณะเดียวกันสภาวะตลาดบ้านพักอาศัย สำนักวิจัย LPN (LPN Wisdom) ได้ทำการสำรวจตลาดช่วงครึ่งปีแรกของปี 2562 พบว่า มีโครงการเปิดใหม่รวมทั้งสิ้น 103 โครงการ 17,873

Read More