วันศุกร์, พฤศจิกายน 27, 2020
Home > Life > จับตามะเร็งลำไส้ใหญ่คุกคามหนุ่มสาวมากขึ้น

จับตามะเร็งลำไส้ใหญ่คุกคามหนุ่มสาวมากขึ้น

Column: Well – Being

การเสียชีวิตของแชดวิค โบสแมน “แบล็คแพนเธอร์” ดาราจอเงินขวัญใจคอหนังทั่วโลกขณะอายุเพียง 43 ปี ด้วยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ ทำให้คนทั่วโลกโดยเฉพาะแฟนคลับผู้ชื่นชอบฝีมือการแสดงของเขาทั้งช็อกทั้งเสียใจและเสียดายไปตามๆ กัน

โบสแมนพบว่าตัวเองเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะ 3 เมื่อปี 2016 และพัฒนาจนเป็นระยะสุดท้ายหรือระยะ 4 กระทั่งเสียชีวิตเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมาของปี 2020 นี้

กรณีของโบสแมนทำให้สมาคมมะเร็งแห่งสหรัฐอเมริกา (เอซีเอส) เปิดเผยว่า มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักเป็นโรคมะเร็งที่วินิจฉัยพบมากที่สุดเป็นอันดับสามของสหรัฐฯ เอซีเอสประเมินว่าปีนี้จะมีผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่รายใหม่กว่า 104,610 รายและอีกกว่า 43,000 รายในกรณีของมะเร็งลำไส้ตรง (rectal cancer)

นิตยสาร Prevention กล่าวว่า การเสียชีวิตจากมะเร็งลำไส้ใหญ่ของโบสแมนขณะอายุยังน้อยไม่ถือเป็นเรื่องน่าแปลก เพราะขณะที่อัตราการถูกวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักในสหรัฐฯ มีตัวเลขลดลงในหมู่ประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไป ที่น่าจับตามองคือ อัตราการป่วยในคนหนุ่มสาวกลับเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ เอซีเอสประเมินว่า มีผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักราวร้อยละ 12 (ประมาณ 18,000 ราย) มีอายุต่ำกว่า 50 ปี

ทำไมมะเร็งลำไส้ใหญ่จึงคุกคามหนุ่มสาวมากขึ้น?
เอซีเอสเปิดเผยว่า ผลการวิจัยระบุว่า นับจากทศวรรษ 1980 เป็นต้นมา อัตราการป่วยเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ในผู้ใหญ่อายุต่ำว่า 50 ปีมีตัวเลขสูงขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะในหมู่ประชากรหนุ่มสาวนมีแนวโน้มป่วยด้วยโรคนี้เพิ่มมากที่สุดขณะมีอายุน้อยลงเรื่อยๆ

ผลการศึกษาปี 2017 ที่ตีพิมพ์ในวารสารของสถาบันมะเร็งแห่งชาติพบว่า ร้อยละ 58 ของผู้มีอายุต่ำกว่า 55 ปี มีแนวโน้มได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักในระยะท้ายๆ มากกว่าผู้มีอายุสูงกว่า

“ส่วนใหญ่เป็นเพราะการติดตามอาการที่ล่าช้า บางครั้งใช้เวลานานหลายปีเพราะมะเร็งไม่ใช่โรคที่พึงระวังในคนหนุ่มสาวเป็นการเฉพาะ”

ผู้เชี่ยวชาญยังพยายามชี้ให้เห็นถึงปัจจัยซ่อนเร้นด้านสิ่งแวดล้อม พันธุกรรม และวิถีชีวิตว่า มีบทบาทต่อการเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่เพิ่มขึ้นในคนหนุ่มสาว นอกจากนี้ โรคอ้วน โรคเบาหวานชนิดที่ 2 โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง การกินเนื้อแดงหรือเนื้อแปรรูปปริมาณมาก การสูบบุหรี่ มีคนในครอบครัวมีประวัติเคยเป็นมะเร็งหรือติ่งเนื้อในลำไส้ใหญ่และทวารหนัก เหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคนี้ทั้งสิ้น

ที่สำคัญไม่แพ้กันคือ การตั้งข้อสังเกตว่ามีความไม่เสมอภาคทางเชื้อชาติเป็นปัจจัยเสี่ยงด้วย ชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกาเป็นชนชาติหนึ่งที่มีอัตราการรอดชีวิตจากมะเร็งลำไส้ใหญ่น้อยที่สุดในสหรัฐฯ ทั้งนี้เป็นรายงานของเอซีเอสเมื่อเดือนมีนาคม 2020 รายงานฉบับดังกล่าวย้ำว่า

“อัตราการป่วยเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักในกลุ่มคนผิวดำสูงกว่ากลุ่มคนผิวขาวที่ไม่ใช่ฮิสแปนิคราวร้อยละ 20 แต่อัตราการเสียชีวิตกลับสูงกว่าถึงเกือบร้อยละ 40

มะเร็งลำไส้ใหญ่มีอาการอะไรบ้าง?
การสังเกตพบอาการของมะเร็งลำไส้ใหญ่ตั้งแต่เนิ่น ๆ ถือว่าสำคัญ ตามข้อเท็จจริงแล้ว อัตราการรอดชีวิตจากมะเร็งลำไส้ใหญ่สูงถึงราวร้อยละ 90 ทีเดียวถ้าตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มแรก ซึ่งมะเร็งยังไม่แพร่กระจายไปยังส่วนอื่นๆ ของร่างกาย ต่อไปนี้คือสัญญาณบ่งชี้ที่พึงระวัง

– การเปลี่ยนแปลงในสุขภาวะของช่องท้อง ซึ่งรวมทั้งอาการท้องเสีย ท้องผูก หรืออุจจาระมีเส้นผ่าศูนย์กลางเล็กลง ซึ่งเป็นอยู่นานหลายวันคือมากกว่าสองสามวัน

– ความรู้สึกที่ว่า คุณจำเป็นต้องทำให้ช่องท้องได้เคลื่อนไหว แต่อาการหาได้บรรเทาลงแม้จะทำไปแล้ว

– มีเลือดออกจากลำไส้ตรง

– อุจจาระมีสีเข้ม หรือมีเลือดปน

– เป็นตะคริว หรือปวดท้อง

– อ่อนเพลียและอ่อนแอ

– น้ำหนักตัวลดโดยไม่มีสาเหตุ

เอซีเอสแนะนำเมื่อเร็วๆ นี้ว่า อายุเฉลี่ยของผู้ที่ควรตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่อยู่ที่ 45 ปี ขณะที่ผู้อยู่ในครอบครัวที่มีสมาชิกป่วยด้วยโรคนี้หรือมีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการตรวจคัดกรองเร็วขึ้น

“เราป้องกันโรคมะเร็งได้ในระหว่างการตรวจคัดกรองด้วยการส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ แล้วสามารถตัดติ่งเนื้อระยะก่อนมะเร็งออกได้ ก่อนที่ติ่งเนื้อเหล่านี้จะมีโอกาสพัฒนาเป็นมะเร็ง” นพ. เดวิด ลิสกา ศัลยแพทย์มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักประจำคลีฟแลนด์ คลินิก ให้ความเห็น

ถ้าคุณสังเกตพบสัญญาณใดสัญญาณหนึ่งที่กล่าวในข้างต้น อย่าลังเลที่จะปรึกษาแพทย์ และยืนกรานรับการตรวจคัดกรอง ถ้าคุณสงสัยในความผิดปกติที่เกิดขึ้น … วิธีนี้ช่วยปกป้องชีวิตคุณได้

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *