Home > ขยะพลาสติก

“ขยะติดเกาะ” พาไปรู้จักอีกมุมของเกาะยาวใหญ่ กับย่างก้าวสู่ความสำเร็จในการเดินหน้าจัดการปัญหาขยะอย่างยั่งยืน

ปัญหาขยะเป็นปัญหาที่ทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยเองกำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน โดยเฉพาะปัญหาขยะในทะเลและมหาสมุทร ซึ่งเป็นปัญหาที่สร้างผลกระทบในวงกว้างและต้องอาศัยความร่วมมือทุกภาคส่วนในการแก้ปัญหาอย่างจริงจัง ทำให้เราได้เห็นความพยายามในการร่วมมือกันจัดการขยะอย่างยั่งยืนเกิดขึ้น ซึ่งการจัดการขยะในแต่ละพื้นที่ก็มีบริบทและความยากง่ายที่แตกต่างกันออกไป แต่สำหรับ “ขยะติดเกาะ” นั้นดูจะมีความท้าทายเป็นพิเศษ ด้วยสภาพทางภูมิศาสตร์ที่ ล้อมรอบด้วยน้ำ มีพื้นที่จำกัด การขนส่งสู่แผ่นดินใหญ่มีความท้าทาย จึงต้องการมาตรการที่แตกต่างออกไปในการจัดการปัญหาขยะ อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางข้อจำกัดที่ได้กล่าวมาแล้วนั้น “เกาะยาวใหญ่” จังหวัดพังงา กลับกลายเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีศักยภาพในการเป็นพื้นที่ต้นแบบของการจัดการขยะในชุมชนบนเกาะและยังคงมุ่งมั่นในการพัฒนารูปแบบการจัดการขยะต่อไป “เกาะยาวใหญ่” ตั้งอยู่กลางทะเลอันดามัน ซึ่งแม้จะเป็นที่รู้จักในฐานะเกาะที่มีภูมิทัศน์สวยงาม ระบบนิเวศที่สมบูรณ์ดึงดูดนักท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อยให้เข้ามาเยี่ยมชม กอปรกับชุมชนเกาะยาวใหญ่ยังคงวิถีชีวิตเรียบง่ายที่เชื่อมโยงธรรมชาติอย่างยั่งยืน แต่เกาะยาวใหญ่ก็ยังคงเผชิญกับปัญหาขยะและการจัดการขยะในชุมชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ย้อนดูสถานการณ์ปริมาณขยะมูลฝอยในพื้นที่เทศบาลตำบลเกาะยาวใหญ่เมื่อปี 2561 มีอัตราเฉลี่ยปริมาณขยะถึง 3,000 กิโลกรัมต่อวัน ที่ผ่านมาชุมชนกำจัด “ขยะติดเกาะ” ด้วยการเผาและฝังกลบ ทำให้เกิดผลกระทบจาก ขยะตกค้างในพื้นที่สาธารณะ มลพิษทางกลิ่นและสารพิษจากการเผาขยะ ด้วยเหตุนี้มูลนิธิโคคา-โคลา ประเทศไทย และองค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN) จึงได้ร่วมมือกันภายใต้โครงการ การจัดการขยะพลาสติกในประเทศไทย: ปฏิบัติการภาคประชาชนสู่การปรับเปลี่ยนเชิงนโยบาย ตั้งแต่ปี 2561 เป็นต้นมา โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อส่งเสริมการจัดการขยะเชิงบูรณาการบนเกาะยาวใหญ่ ที่เกิดจากความต้องการของคนในชุมชนตำบลเกาะยาวใหญ่ โดยตั้งเป้าหมายที่จะทำให้เกิดการเสริมสร้างความเข้าใจและปรับเปลี่ยนทัศนคติซึ่งนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงพฤติกรรมระดับบุคคล อันผลักดันไปสู่การจัดทำนโยบายการจัดการขยะติดเกาะ โดยจะมีการขยายผลการดำเนินงานแบบบูรณาการในชุมชนใกล้เคียง ทั้งสองชุมชนคือ

Read More

ขยะพลาสติก จากน้ำมือมนุษย์สู่ท้องทะเล

ข่าวการสูญเสีย “มาเรียม” พะยูน สัตว์ทะเลหายากที่หลับนิรันดร์ ปลุกคนไทยให้ได้ตื่นรู้ขึ้นอีกครั้ง และที่น่าเศร้ายิ่งกว่านั้น เมื่อ “ผู้หญิงที่มีความสง่างามแห่งท้องทะเล” เสียชีวิตลงเพราะสาเหตุมาจากการกินชิ้นส่วนพลาสติก ซึ่งคงไม่ต้องหาว่าใครเป็นผู้รับผิดชอบต่อการตายของสัตว์ทะเลครั้งนี้ ถ้าไม่ใช่น้ำมือมนุษย์ ปริมาณขยะเป็นตัวชี้วัดที่สำคัญคือการขาดจิตสำนึกที่ดีต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมของประชาชน ประเทศไทยติดอันดับ 1 ใน 5 ของโลก ที่มีปริมาณขยะพลาสติกปล่อยลงสู่ทะเล ปริมาณขยะพลาสติกกว่า 8 ล้านตันที่มาจากจีน อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และไทย จากรายงานขององค์กรอนุรักษ์ท้องทะเล (Ocean Conservancy) ผลที่เกิดขึ้นไม่เพียงส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตทางทะเลที่อาจต้องจบชีวิตลงก่อนเวลาอันสมควรเท่านั้น ทว่ามนุษย์ที่อยู่ในห่วงโซ่อาหารมีโอกาสที่จะได้รับผลของการขาดจิตสำนึกต่อสิ่งแวดล้อมนี้จากการบริโภคสัตว์น้ำที่ได้รับสารพิษจากขยะที่ลงสู่ทะเล เมื่อขยะพลาสติกลงสู่ท้องทะเลและถูกรังสีอัลตราไวโอเลตจากแสงแดด พลาสติกจะแตกตัวออกมาเป็นไมโครพลาสติกและปนเปื้อนอยู่ในน้ำทะเล วงจรชีวิตของสัตว์ทะเลคือ กินแพลงก์ตอนที่อาจจะกินไมโครพลาสติกเข้าไป ท้ายที่สุดมนุษย์ที่อยู่จุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหารก็ไม่อาจหลีกหนีวงจรนี้พ้น ผลกระทบของปริมาณขยะทั้งบนบกและขยะที่ลงสู่ทะเลไม่เพียงแต่มีผลต่อระบบนิเวศเท่านั้น แต่สร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกของไทย ที่ปัจจุบันกำลังเผชิญกับวิกฤตจากสงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ การกีดกันทางการค้าและการปรับอัตราภาษีสินค้านำเข้าและส่งออกทำให้สินค้าของไทยได้รับผลกระทบไม่น้อย และจำเป็นอย่างยิ่งที่ไทยจะต้องมองหาตลาดใหม่ให้เร็วที่สุด เพื่อหาทางออกจากปัญหาดังกล่าว นอกจากนี้ ขยะยังสร้างผลกระทบต่อสินค้าส่งออกของไทย เพราะหากสัตว์ทะเลที่เป็นสินค้าส่งออกได้รับสารพิษจากการย่อยสลายพลาสติกและมีการปนเปื้อนสูงอาจมีผลให้นานาชาติพิจารณาว่าสินค้าไทยไม่ปลอดภัยสำหรับผู้บริโภค โดยสินค้าประมงเป็นสินค้าส่งออกอันดับ 1 นั่นคือ อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป โดยมีสัดส่วนการส่งออกสูงถึง 21 เปอร์เซ็นต์ของสินค้าอุตสาหกรรมเกษตรทั้งหมด มีมูลค่าการส่งออกประมาณ 29,388 ล้านบาท ทั้งนี้ตัวเลขการส่งออกอาหารทะเลแช่เยือกแข็งมีปริมาณ 432,643

Read More