วันพุธ, ธันวาคม 19, 2018
Home > Cover Story > เซ็นทรัลเร่งแผน Center of Life ดึงบิ๊กมาเลย์ผุด “คอมมอนกราวด์”

เซ็นทรัลเร่งแผน Center of Life ดึงบิ๊กมาเลย์ผุด “คอมมอนกราวด์”

“เซ็นทรัลพัฒนา” กำลังเร่งเดินหน้าธุรกิจตามแผนวิสัยทัศน์ 5 ปี “Co-Create Center of Life” ปลุกจุดขายให้ศูนย์การค้าของซีพีเอ็นทุกสาขาเป็นศูนย์กลางการใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่และไม่ใช่แค่การสร้างทราฟฟิกการใช้บริการอย่างหนาแน่นเฉพาะวันหยุดสุดสัปดาห์ แต่ต้องหนาแน่นทุกวันตลอดสัปดาห์ โดยล่าสุดทุ่มทุนเกือบพันล้านแตกไลน์ธุรกิจโคเวิร์กกิ้งสเปซเต็มรูปแบบ แบรนด์ “Common Ground” ชูคอมมูนิตี้ผู้ประกอบการและสตาร์ทอัพรุ่นใหม่ ตั้งเป้าปูพรมอย่างรวดเร็ว 20 สาขา ภายใน 5 ปี

การจับมือกันครั้งนี้สร้างความตื่นเต้นในสงครามโคเวิร์กกิ้งสเปซ เพราะคอมมอนกราวด์ ถือเป็นโคเวิร์กกิ้งสเปซสัญชาติมาเลเซียที่เติบโตเร็วที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งที่เปิดตัวเพียงปีกว่าๆ เน้นสร้างชุมชนโคเวิร์กกิ้งสเปซแบบบูรณาการภายใต้สโลแกนที่ว่า “ความใฝ่ฝันมีอยู่ที่นี่ (Ambition Lives Here)” และมีจุดขายสำคัญ คือ เครือข่ายพันธมิตรระดับบิ๊กเนมทั้งสิ้น เช่น แอร์เอเชีย ฟิตเนสเฟิร์ท เปโตรนาส ซึ่งลูกค้าสามารถได้สิทธิประโยชน์ที่แตกต่างจากคู่แข่งรายอื่น

ล่าสุด มีสมาชิกมากกว่า 1,400 คนใน 6 สาขา ในกรุงกัวลาลัมเปอร์ และเมืองใกล้เคียง โดยมีแผนเปิดครบ 15 สาขาทั่วมาเลเซียภายในปีนี้ และเริ่มรุกขยายธุรกิจสู่ระดับภูมิภาค ได้แก่ ฟิลิปปินส์และประเทศไทย

นายจุน เตียว ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท คอมมอน กราวด์ และหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง กล่าวถึงแผนการลงทุนในระดับภูมิภาคว่า ในอีก 5 ปีข้างหน้า บริษัทตั้งเป้าจะเติบโตกว่า 3 เท่าทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยในประเทศไทย จะมีสาขาไม่ต่ำกว่า 20 สาขา พื้นที่เฉลี่ยมากกว่า 2,000 ตารางเมตรต่อสาขา และกว่า 10 สาขาจะกระจายอยู่ตามย่านธุรกิจหลักๆ ในกรุงเทพฯ เน้นอาคารสำนักงานที่เชื่อมต่อกับศูนย์การค้าของซีพีเอ็น หรืออาคารสำนักงานให้เช่าอื่นๆ รวมถึงสาขาในหัวเมืองสำคัญ เช่น เชียงใหม่ ภูเก็ต และพัทยา

นายจุน เตียว ย้ำว่า คอมมอนกราวด์เป็นรูปแบบใหม่ของโคเวิร์คกิ้งสเปซในประเทศไทย จับกลุ่มเป้าหมายคนทำงานรุ่นใหม่ ได้แก่ ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี กลุ่มสตาร์ทอัพและฟรีแลนซ์ 80% และกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ที่มีความต้องการทำงานในโคเวิร์กกิ้งสเปซ 20%

ที่สำคัญ การขยายธุรกิจเข้ามาในประเทศไทยถือเป็นการตอบรับ 6 เทรนด์โคเวิร์กกิ้งสเปซที่จะเกิดขึ้นทั่วโลกในปีหน้า ได้แก่ เทรนด์ของการเข้ามาลงทุนทำโคเวิร์กกิ้งสเปซ เพื่อเติมเต็มโครงการรูปแบบมิกซ์ยูส

เทรนด์ Local Act Global หรือ การผสมผสานอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของผู้ประกอบการในท้องถิ่นกับความเชี่ยวชาญการจัดการในระดับนานาชาติจากโกลบอลแบรนด์ของผู้ประกอบการยุคใหม่

เทรนด์ Work-Life Balance ความต้องการสร้างสมดุลระหว่างการทำงานกับการใช้ชีวิต ซึ่งมีโคเวิร์กกิ้งสเปซหลายแห่งเริ่มเติมเต็มโซนการพักผ่อนรูปแบบต่างๆ เช่น ฟิตเนส ดนตรี ร้านอาหาร

เทรนด์การชอบใช้พื้นที่การทำงานที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ และช่วยจุดประกายต่อยอดโอกาสธุรกิจ (Flexible & Hyper Competitive Space) เช่น การปรับพื้นที่ทำงานเป็นโต๊ะเล่นปิงปอง

เทรนด์ความต้องการเชื่อมต่อเน็ตเวิร์กด้วยเทคโนโลยีและเทรนด์ที่กลุ่มบริษัทใหญ่ๆ เริ่มมองหาพื้นที่การทำงานในรูปแบบใหม่เพื่อกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ให้องค์กร และลดภาระค่าใช้จ่ายด้านต่างๆ

แน่นอนว่า การจับมือกับยักษ์ใหญ่ศูนย์การค้าทำให้คอมมอนกราวด์สามารถใช้เครือข่ายกลุ่มธุรกิจที่หลากหลายของกลุ่มเซ็นทรัลเช่นเดียวกัน ทั้งห้างสรรพสินค้า โรงแรม แบรนด์แฟชั่น ไลฟ์สไตล์ และร้านอาหาร ซึ่งเป็นเน็ตเวิร์กที่มากกว่าโคเวิร์กกิ้งสเปซค่ายอื่นและเป็นเน็ตเวิร์กทั่วประเทศ รวมถึงในอนาคตสามารถขยายไปยังศูนย์การค้าของซีพีเอ็นในต่างประเทศด้วย

สำหรับคอมมอนกราวด์สาขาแรกในประเทศไทย ซึ่งคาดว่าจะประเดิมพื้นที่ในศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์นี้ ถือเป็นรีจินัลแฟลกชิปแห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีขนาดพื้นที่ 4,500 ตารางเมตร และจะเป็นต้นแบบสื่อสารกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ทั้งในแง่ตัวแบรนด์และความครบเครื่อง ทั้งบริการในตัวคอมมอนกราวด์เองและบริการในศูนย์การค้า ทั้งแฟชั่นไลฟ์สไตล์ ร้านอาหาร ธนาคาร ฟิตเนส ที่จอดรถ มีกิจกรรมอีเวนต์และไลฟ์สไตล์เวิร์กช็อป สามารถทดลองทำตลาด ทำจริง ขายจริง ในศูนย์การค้าของซีพีเอ็น และธุรกิจอื่นๆ ของกลุ่มเซ็นทรัล นอกจากนี้ เปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมงด้วย

ด้านบริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอ็น วางเป้าหมายการแตกไลน์ธุรกิจใหม่ เพื่อดึงกลุ่มลูกค้าคนรุ่นใหม่ที่มีกำลังซื้อเข้ามาใช้บริการเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะในวันธรรมดา จันทร์-ศุกร์ ซึ่งยังมียอดผู้ใช้บริการน้อยกว่าหยุด เสาร์-อาทิตย์

อย่างเซ็นทรัลเวิลด์ ล่าสุดมียอดผู้ใช้บริการเฉลี่ยในวันหยุดสุดสัปดาห์ 1.5-1.6 แสนคนต่อวัน ขณะที่วันธรรมดาเฉลี่ย 1.2 แสนคนต่อวัน และหากรวมทั้ง 32 ศูนย์การค้าของซีพีเอ็น เฉลี่ยมีผู้ใช้บริการรวม 1.5 ล้านคนต่อวัน ทั้งที่สามารถเข้าถึงฐานลูกค้ามากกว่า 12 ล้านคน

โจทย์คือ จะทำให้ฐานลูกค้าที่มีอยู่เข้ามาใช้บริการในศูนย์การค้าเพิ่มขึ้นและหนาแน่นทุกวัน ซึ่งกลุ่มนักธุรกิจคนรุ่นใหม่ถือเป็นกลุ่มเป้าหมายที่มีศักยภาพ ทั้งในแง่ไลฟ์สไตล์ กำลังซื้อ และจำนวน เนื่องจากธุรกิจเอสเอ็มอีในประเทศไทย มีแนวโน้มเติบโตสูง 8-10% ต่อปี มากกว่าประเทศเพื่อนบ้าน และกว่า 1 ใน 6 มีธุรกิจอยู่ในกรุงเทพฯ คิดเป็นกว่า 500,000 ราย”

เอสเอ็มอีเหล่านี้มีความต้องการสถานที่ทำงานในทำเลที่ดี หรือ Prime Location แต่การเข้าถึงออฟฟิศให้เช่าเกรด A ในกรุงเทพฯ เป็นไปได้ยากและมีราคาสูง เช่นเดียวกับบริษัทใหญ่ๆ ที่ต้องการลดต้นทุนค่าใช้จ่าย ทำให้ Co-Working Space ในรูปแบบของ “คอมมอนกราวด์” สามารถเป็นทางเลือกใหม่ที่มีศักยภาพด้านทำเลและบริการ

อิศเรศ จิราธิวัฒน์ ผู้อำนวยอาวุโส ฝ่ายขายซีพีเอ็น กล่าวว่า บริษัทเตรียมเปิดตัวแบรนด์ “คอมมอน กราวด์” เต็มรูปแบบใหม่ประมาณต้นปีหน้า โดยวางงบลงทุนรวม 800 ล้านบาท เพื่อขยายสาขาทั้งหมด 20 สาขาในช่วง 5 ปี พื้นที่ต่อสาขาจะมีตั้งแต่ขนาดเล็ก 2,000-3,000 ตร.ม. จนถึงขนาดใหญ่ 4,000-5,000 ตร.ม. รองรับผู้ใช้บริการประมาณ 700-800 คนต่อวัน และคาดว่าจะถึงจุดคุ้มทุนได้ภายใน 3-4 ปี

ก่อนหน้านี้ กลุ่มเซ็นทรัลเองพยายามรุกธุรกิจโคเวิร์กกิ้งสเปซ ทั้งการทุ่มทุนเปิดตัว โอเพ่นเฮ้าส์ (Open House) ในห้างเซ็นทรัล เอ็มบาสซี พื้นที่กว่า 7,000 ตร.ม. โดยดึงบริษัทออกแบบชั้นแนวหน้าจากญี่ปุ่น Klein Dytham architecture (KDa) ผู้ออกแบบโครงการ Dai-kanyama T-Site และ Ginza Place เข้ามาออกแบบ สร้างบรรยากาศ “บ้าน” หลังที่ 2 และจัดสรรพื้นที่รวม 8 โซน

ได้แก่ Eating Deck โซนร้านอาหารและเครื่องดื่ม สไตล์ซุ้มกึ่ง Self-Service, Eat by the Park ร้านอาหาร Full Service, ร้านหนังสือ Open House Bookshop by Hardcover, Co-Thinking Space ห้องประชุมที่สามารถนั่งทำงานร่วมกันได้, Art Tower กล่องเครื่องมืองานศิลปะขนาดใหญ่หรือแกลเลอรีแสดงงานศิลปะ, Design Shop ร้านจำหน่ายสินค้าที่คัดสรรสินค้า Design & Craft, สนามเด็กเล่น Open Playground และโรงภาพยนตร์ Embassy Diplomat Screens by AIS

ที่ผ่านมา โอเพ่นเฮ้าส์พยายามสร้างอีเวนต์แปลกใหม่ เพื่อดึงดูดนิวเจนเนอเรชั่น และสร้างความแตกต่างจากโคเวิร์กกิ้งสเปซแห่งอื่นๆ เช่น การเปิดตัวโฟโต้บุ๊กโพลารอยด์ การจัดแสดงผลงานประติมากรรมร่วมสมัยของศิลปินต่างชาติ การแสดงดนตรีสดหลากหลายแนว การจัดเวิร์กช็อป สตูดิโอสร้างสรรค์สมุดและงานกระดาษ การสาธิตพับตุ๊กตากระดาษ (origami) นอกจากนี้ ยังเพิ่มโปรโมชั่นต่างๆ ให้กลุ่มนักเรียน นิสิต นักศึกษา เพื่อดึงดูดการใช้บริการในครั้งต่อไป

ขณะเดียวกัน บริษัท บีทูเอส ธุรกิจร้านหนังสือในกลุ่มเซ็นทรัล หลังประเดิมร้านคอนเซ็ปต์ใหม่ บีทูเอส ธิงค์สเปซ ซึ่งพื้นที่สไตล์โคเวิร์กกิ้งสเปซ สาขาแรกที่เซ็นทรัลเฟสติวัล อีสต์วิลล์ ซึ่งลูกค้าให้การตอบรับอย่างดีและสามารถผลักดันยอดขายเพิ่มขึ้น 10% เมื่อเทียบกับร้านบีทูเอสสาขาทั่วไป ล่าสุดประกาศนโยบายลุยขยายร้าน บีทูเอส ธิงค์สเปซ อย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันเปิดแฟลกชิปสโตร์ บีทูเอส ธิงค์สเปซ รวมแล้ว 5 สาขา

ประกอบด้วย สาขาเซ็นทรัลเฟสติวัล อีสต์วิลล์ คอนเซ็ปต์ “Curatorial Lifestyle Book store” สาขาเซ็นทรัล นครราชสีมา คอนเซ็ปต์ “Afterschool Community” สาขาเซ็นทรัล พลาซา พระราม 3 คอนเซ็ปต์ “The NExploration space” พื้นที่ความรู้แห่งยุคดิจิทัล 4.0 ของทุกคนในครอบครัว สาขาเซ็นทรัล พลาซา ปิ่นเกล้า คอนเซ็ปต์ ใหม่ “Co-lifestyle Space” พื้นที่แห่งแรงบันดาลใจ สร้างสีสันให้ชีวิต และสาขาเซ็นทรัล พลาซา บางนา คอนเซ็ปต์ “Amazing” และจะปรับโฉมบีทูเอส สาขาเซ็นทรัล พลาซา พระรามเก้า เป็นรูปแบบธิงค์สเปซผสมผสานพื้นที่ ร่วมกับคาเฟ่ ร้านอาหารชั้นนำของไทย และมีบริการอื่นๆ

ทั้งคอมมอนกราวด์ โอเพ่นเฮ้าส์ และทิงค์สเปซ ล้วนเป็นจิ๊กซอว์สำคัญ แต่ยังไม่หมดเท่านี้แน่ เพราะแผนการใหญ่ของกลุ่มเซ็นทรัล คือ การเป็น Center of Life อย่างสมบูรณ์แบบที่สุด

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *