วันพุธ, สิงหาคม 22, 2018
Home > On Globalization > กีฬาฟุตบอลกับคนฝรั่งเศส

กีฬาฟุตบอลกับคนฝรั่งเศส

Column: From Paris

ยุคหนึ่งสถานทูตฝรั่งเศสที่กรุงเทพฯ มีอุปทูตที่หนุ่มมาก อายุเพียงสามสิบกว่าๆ เป็นคนหนุ่มที่สนใจกีฬามาก ติดตามข่าวคราวและการถ่ายทอดสดทั้งฟุตบอล รักบี้ และอื่นๆ และนักการทูตผู้นี้แหละที่ทำให้รู้จักฟุตบอลฝรั่งเศสในยุคที่ทีมชาติฝรั่งเศสมีกองกลางที่เข้มแข็ง เรียกสี่ทหารเสือ อันมี มิเชล ปลาตินี (Michel Platini) หลุยส์ แฟร์นองเดซ (Louis Fernandez) ฌอง ติกานา (Jean Tigana) อแลง จีแรส (Alain Giresse) นักการทูตคนอื่นแอบถากถางลับหลังอุปทูตผู้นี้ว่า รสนิยมต่ำ เพราะชาวฝรั่งเศสในยุคนั้นถือฟุตบอลเป็นกีฬาสำหรับคนระดับล่าง

ชาวฝรั่งเศสมองกีฬาฟุตบอลต่างออกไปเมื่อฝรั่งเศสเป็นเจ้าภาพจัดบอลโลกในปี 1998 France 98 ต่างหันมาเชียร์ฟุตบอล โดยเฉพาะอย่างยิ่งทีมชาติฝรั่งเศสที่ประกอบด้วยคนหลายสีผิว จนประธานาธิบดีฌาคส์ ชีรัก (Jacques Chirac) ให้คำจำกัดความว่า Black blanc beur และเมื่อฝรั่งเศสได้เป็นแชมป์โลก ชาวฝรั่งเศสทั้งประเทศปลื้มปีติ นับแต่นั้นภาพลักษณ์ของนักฟุตบอลดูดีขึ้น หลายคนกลายเป็นขวัญใจมหาชน

อย่างไรก็ตาม ฟุตบอลสามารถดึงความสนใจของชนชั้นปกครองฝรั่งเศสเสมอมา เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 1958 ประธานาธิบดีเรอเน โกตี (René Coty) เฝ้าชมการถ่ายทอดสดการแข่งขันรอบเซมิไฟนอลระหว่างฝรั่งเศสและบราซิล (ในยุคที่เปเลเป็นพระเอก) ไม่มีประธานาธิบดีฝรั่งเศสคนไหนติดตามชมการแข่งขันของทีมสโมสรฝรั่งเศสเลย

ในปี 1982 ระหว่างการแข่งขันรอบเซมิไฟนอลระหว่างฝรั่งเศส-เยอรมัน ปาทริค บัตติสต็ง (Patrick Battiston) ลากบอลไปหน้าประตูเยอรมัน ฮารัลด์ ชูมาร์เกอร์ (Harald Schumarcher) ผู้รักษาประตูทะยานออกมากระแทกโดยแรง จนปาทริค บัตติสต็งหมดสติไป เป็นการจงใจที่จะรุนแรง แต่ผู้ตัดสินไม่ได้เป่านกหวีดหรือให้ใบเหลืองผู้รักษาประตูที่ทำเกินกว่าเหตุ แม้จะต่อเวลาแล้ว ทั้งสองทีมยังเสมอ 3-3 จนต้องเตะลูกโทษ และฝรั่งเศสแพ้ไป 5-4 ทั้งๆ ที่ฝรั่งเศสน่าจะได้อีกหนึ่งประตู อย่างไรก็ตาม เยอรมันแพ้อิตาลีในรอบชิงแชมป์

เหตุการณ์ครั้งนั้นเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์มาก จนผู้นำเยอรมัน เฮลมุท ชมิดท์ (Helmut Schmidt) ต้องส่งสารถึงประธานาธิบดีฟรองซัวส์ มิตแตรองด์ (François Mitterrand) ว่าฝรั่งเศสสมควรได้รับชัยชนะพอๆ กับเยอรมัน เพื่อคลี่คลายความตึงเครียด ผู้นำทั้งสองจึงได้ออกแถลงการณ์ร่วม

เมื่อถึงปี 1998 ประธานาธิบดีฌาคส์ ชีรักได้ไปเยี่ยมนักฟุตบอลฝรั่งเศสที่ศูนย์ฝึกและที่พักที่แคลร์ฟงแตน (Clairefontaine) นักฟุตบอลได้มอบเสื้อหมายเลข 23 ให้ ซึ่งเขาได้สวมทันที ทั้งยังไปชมแมตช์ชิงชนะเลิศ และเป็นผู้มอบถ้วยรางวัลแก่ดิดีเอร์ เดส์ชองป์ (Didier Deschamps) กัปตันทีมฝรั่งเศส ภายใน 1 เดือนความนิยมของประธานาธิบดีฌาคส์ ชีรัก เพิ่มขึ้น 15 จุด อีกสองวันให้หลังนักฟุตบอลและโค้ช รวมทั้งทีมงานได้รับเชิญไปงาน garden party ที่ทำเนียบเอลีเซ (Elysée) เนื่องในวันชาติฝรั่งเศส 14 กรกฎาคม

นิโกลาส์ ซาร์โกซี (Nicolas Sarkozy) เป็นประธานาธิบดีเมื่อมีการแข่งบอลโลกที่แอฟริกาใต้ในปี 2010 เขาชื่นชอบทีม PSG–Paris Saint-Germain ครั้งนั้นนักฟุตบอลทีมชาติสไตรก์ไม่ลงซ้อม จนเป็นที่ฉาวโฉ่ เมื่อทีมเดินทางกลับมาปารีส นิโกลาส์ ซาร์โกซีได้เชิญเทียรี อองรี (Thierry Henri) มาพบ ต่อมาในปี 2014 ฝรั่งเศสตกรอบเซมิไฟนอล ทั้งสองกรณีนี้ไม่ได้มีผลต่อความนิยมในตัวประธานาธิบดี

เอ็มมานูเอล มาครง (Emmanuel Macron) ติดตามกีฬาฟุตบอลอย่างใกล้ชิด ชื่นชอบทีม Olympique de Marseille เมื่อเป็นประธานาธิบดีแล้ว ยังไปเยือนทีมสโมสรนี้ และลงซ้อมฟุตบอลด้วย เอ็มมานูเอล มาครงไปเยี่ยมนักฟุตบอลฝรั่งเศสที่ Clairefontaine ก่อนที่ฟุตบอลโลกจะเริ่มขึ้น และไปชมการแข่งขันระหว่างฝรั่งเศสและเบลเยียม พลันที่เสียงนกหวีดดังขึ้น เอ็มมานูเอล มาครงก็ยกแขนกระโดดตัวลอยด้วยความดีใจ แล้วไปเยี่ยมนักฟุตบอลในห้องพัก

แล้วดีเดย์ก็มาถึง ชาวฝรั่งเศสแต่งกายด้วยสีน้ำเงิน ขาว แดง เดินเต็มท้องถนน หนุ่มสาวสวมเสื้อทีมชาติ หรือเสื้อที่มีตราไก่ อันเป็นสัญลักษณ์ของทีมชาติฝรั่งเศส เด็กๆ นำธงชาติมาห่มเดินตามถนน เด็กเล็กถือธงชาติเล็กๆ โบกไปมา รถยนต์ติดธงชาติ ร้านค้าประดับด้วยธงชาติ เป็นภาพที่ประทับใจมาก เพราะแสดงความเป็นหนึ่งเดียวของชาวฝรั่งเศส โดยมีฟุตบอลเป็นสื่อกลาง

พลันที่เกมสิ้นสุดลง เสียงรถยนต์บีบแตรดังสนั่น เพื่อนบ้านโห่ร้องไม่หยุด ชาวฝรั่งเศสนับแสนคนไปชุมนุมที่ Champs de Mars ลานใกล้หอเอฟเฟล (Tour Eiffel) เพื่อชมการถ่ายทอดสด ที่ถนนชองป์เซลีเซส์ (avenue des Champs-Elysées) เต็มไปด้วยผู้คน อาจจะหลายแสนคน เพราะชาวฝรั่งเศสจากทุกทิศเดินทางไปร่วมฉลองชัยชนะ

โนเอล เลอ เกรต (Noël Le Graët) ประธานสหพันธ์ฟุตบอลฝรั่งเศสบอกแก่ดีเอร์ เดส์ชองป์ว่า ขอเพียงให้ฝรั่งเศสเข้ารอบแรกก็พอใจแล้ว (จะได้ไม่อายใคร) แต่ฝรั่งเศสเข้ารอบลึกไปเรื่อยๆ จนได้แชมป์โลกในที่สุด เกินความคาดหมายของชาวฝรั่งเศสทั้งปวง

ดิดีเอร์ เดส์ชองป์ “ปั้น” ทีมชาติอย่างไม่ค่อยแน่ใจนัก ยอมรับคำวิพากษ์เมื่อไม่เรียกการิม เบนเซมา (Karim Benzema) เข้าทีมชาติ เขาไม่ต้องการดาวเด่น ดังในกรณีของเอริก กองโตนา (Eric Cantona) และดาวิด จีโนลา (David Ginola) ในอดีต แถมเรียกเด็กใหม่เข้าทีม เด็กจริงๆ เพราะเด็กสุดอายุ 19 ปี หลายคนอายุ 20 เศษๆ ซึ่งไม่เคยมีประสบการณ์ในการแข่งระดับนานาชาติเลย

แล้วเขาก็ไม่ผิดหวัง เพราะเด็กเหล่านี้ทำได้

ถ้าการชิงแชมป์มีขึ้นในฝรั่งเศส เสียงเพลง I will survive ของกลอเรีย เกย์เนอร์ (Gloria Gaynor) คงกระหึ่ม เฉกเช่นเดียวกับในปี 1998

ทีมชาติฝรั่งเศสเดินทางกลับปารีสบ่ายวันรุ่งขึ้น และขึ้นรถโค้ชเปิดประทุนแห่แหนไปตามท้องถนน จนถึงทำเนียบเอลีเซ (Elysée) เพื่อร่วมงานเลี้ยงรับรองที่ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครงจัดให้

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *