Home > Sasiphattra Siriwato

วันสตรีสากล 2018

Column: Women in wonderland  วันที่ 8 มีนาคมของทุกปี เป็นวันสตรีสากล (International Women’s Day) ซึ่งในแต่ละปีแต่ละประเทศก็จะมีการเดินขบวนขององค์กรและกลุ่มต่างๆ เพื่อเรียกร้องสิทธิต่างๆ ให้กับผู้หญิงและลดความไม่เท่าเทียมกันในสังคมลง ปี 2018 องค์การสหประชาชาติได้ประกาศที่จะใช้กรอบแนวคิดที่ “Time is now: Rural and urban activists transforming women’s lives” โดยมุ่งเน้นไปที่สิทธิของผู้หญิง ความเท่าเทียมกันในสังคม และความยุติธรรม โดยเฉพาะเรื่องการลวนลามทางเพศ การใช้ความรุนแรงต่อผู้หญิง และความไม่เท่าเทียมกันในที่ทำงาน ตั้งแต่เดือนตุลาคม ปี 2017 เป็นต้นมา จะเห็นปรากฏการณ์การเคลื่อนไหวทางสังคมจากเกือบทุกประเทศทั่วโลกจากเหตุการณ์ของ Harvey Weinstein ซึ่งเป็นผู้ผลิตภาพยนตร์ในวงการฮอลลีวูด และเป็นเจ้าของบริษัท Weinstein ถูกเปิดเผยจากนักแสดงหญิงในวงการฮอลลีวูดจำนวนมากเรื่องการลวนลามทางเพศในที่ทำงาน นักแสดงเหล่านี้ต้องยอมมีเพศสัมพันธ์กับเขาเพื่อให้ได้งานและมีอนาคตที่ดีในวงการ หลังจากเรื่องนี้ถูกเปิดเผยออกไป ผู้หญิงจากทั่วทุกมุมโลกได้ออกมาเปิดเผยและเล่าประสบการณ์ของตนเองในโลกโซเชียล ที่พวกเธอถูกลวนลามทางเพศในที่ต่างๆ และถูกข่มขืนทั้งจากคนใกล้ชิดและคนที่ไม่รู้จัก ซึ่งหลังจากที่เล่าประสบการณ์ของตัวเองแล้วก็จะใส่แฮชแท็ก (Hashtag) คำว่า MeToo เอาไว้ด้วย นอกจากนี้คำว่า

Read More

ความสูญเสียของผู้หญิงที่ต้องแลกมากับความสำเร็จในหน้าที่การงาน

Column: Women in Wonderland ในปัจจุบันผู้หญิงส่วนใหญ่จะออกไปทำงานนอกบ้าน และแน่นอนว่าพวกเธอส่วนใหญ่ก็ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน สามารถทำงานที่ได้รับมอบหมายได้เป็นอย่างดี ได้รับเงินเดือนที่สามารถเลี้ยงดูตัวเองและครอบครัวได้ แต่ใครจะรู้ว่าเบื้องหน้าที่เราเห็นว่าผู้หญิงเหล่านี้มีความสุข ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานนั้น จริงๆ แล้วพวกเธอจะต้องสูญเสียอะไรไปบ้างเพื่อแลกกับความสำเร็จในหน้าที่การทำงานที่ได้มา ผู้หญิงส่วนใหญ่ต้องเผชิญกับปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ในที่ทำงาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความไม่เท่าเทียมกันในเรื่องเงินเดือน ทั้งๆ ที่ได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบงานเหมือนกัน หรือการทำงานอย่างหนักเพื่อพิสูจน์ให้หัวหน้างานยอมรับในความสามารถ และการได้ความไว้วางใจและเชื่อใจจากผู้ที่เป็นลูกน้อง ปัญหาต่างๆ เหล่านี้ทำให้ผู้หญิงมีความกดดันในที่ทำงานสูง รวมถึงต้องทำงานอย่างหนักเพื่อให้ตัวเองเป็นที่ยอมรับ ดังนั้นการประสบความสำเร็จในที่ทำงานจึงไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับผู้หญิง ผู้หญิงที่ทำงานอย่างหนักเพื่อให้ตัวเองประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานนั้น มักจะต้องเผชิญกับความเศร้า ความเจ็บปวด และการถูกทอดทิ้งจากคนใกล้ชิด ซึ่งถือเป็นความสูญเสียหรือความเศร้าที่เกิดขึ้นในชีวิตของผู้หญิงส่วนใหญ่ที่จะต้องแลกมา เมื่อไม่นานมานี้ที่ประเทศสวีเดนได้ทำการวิจัยเรื่องความแตกต่างทางเพศ โดยเป็นความร่วมมือกันระหว่างอาจารย์ Olle Folke จากภาควิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัย Uppsala กับอาจารย์ Johanna Rickne จากภาควิชาเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัย Stockholm โดยงานวิจัยชิ้นนี้ได้พบว่า นักการเมืองส่วนใหญ่ที่เป็นผู้หญิง เมื่อได้รับเลือกเข้าไปทำงานในรัฐสภา หลังจากนั้นพวกเธอจะต้องเผชิญกับการหย่าร้าง และนักการเมืองหญิงส่วนใหญ่ก็จะพบเจอสถานการณ์นี้แทบจะทุกคน ซึ่งงานวิจัยได้ทำการศึกษาเฉพาะคู่แต่งงานระหว่างหญิงกับชายเท่านั้น เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับผู้ชายก็พบว่า นักการเมืองชายที่ได้รับเลือกเข้าไปทำงานในรัฐสภากลับไม่ต้องเผชิญกับสถานการณ์การหย่าร้าง ในงานวิจัยชิ้นนี้ยังได้อธิบายเพิ่มว่า นักการเมืองหญิงแทบทุกคนจะต้องเจอกับสถานการณ์หย่าร้าง โดยเฉพาะนักการเมืองหญิงที่ได้รับเลือกให้เข้าไปดำรงตำแหน่งทางการเมืองในระดับสูง อย่างเช่นตำแหน่งรัฐมนตรีนั้น ยิ่งมีอัตราการหย่าร้างที่สูงขึ้นกว่าปกติอีก นักการเมืองหญิงที่ชนะการเลือกตั้งกับการหย่าร้างนั้นแทบจะยืนยันได้ว่าเกิดขึ้นกับนักการเมืองหญิงแทบจะทุกคน

Read More

การป้องกันการลวนลามทางเพศในที่ทำงาน

Column: Women in Wonderland ทุกวันนี้ปัญหาการลวนลามทางเพศในที่ทำงาน เป็นปัญหาหนึ่งที่ทุกองค์กรให้ความสำคัญและใส่ใจมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อเร็วๆ นี้กรณีของ Harvey Weinstein ซึ่งเป็นผู้ผลิตภาพยนตร์ในวงการฮอลลีวูด และเป็นเจ้าของบริษัท Weinstein ถูกหนังสือพิมพ์ New York Times เปิดโปงเรื่องที่ดาราและลูกจ้างหลายคนถูกลวนลามทางเพศเพื่อที่จะได้มีงานและมีอนาคตที่ดีในวงการฮอลลีวูด เรื่องนี้ทำให้เกิดปรากฏการณ์แฮชแท็ก (Hashtag) คำว่า MeToo ที่ผู้คนในประเทศต่างๆ จากทั่วทุกมุมโลกเล่าประสบการณ์ของตัวเองที่ตกเป็นเหยื่อการลวนลามทางเพศ กลางเดือนธันวาคม ปี 2017 BBC News เปิดเผยผลการสำรวจของคนในสหราชอาณาจักร ว่าเคยมีประสบการณ์ถูกลวนลามทางเพศในที่ทำงานหรือไม่ โดย BBC News ทำการสำรวจประชาชนมากกว่า 6,000 คนจากทั่วประเทศ ซึ่งผลการสำรวจพบว่า 40% ของผู้หญิงในสหราชอาณาจักรเคยถูกลวนลามทางเพศในที่ทำงาน และมีผู้ชายถึง 18% ที่ตกเป็นเหยื่อ ผู้หญิงที่ตกเป็นเหยื่อส่วนใหญ่จะอยู่ในช่วงอายุระหว่าง 18 – 34 ปี และ 43% ถูกลวนลามในที่ทำงาน นอกจากนี้ผู้หญิงและผู้ชายที่รับจ้างทำงานอิสระเป็นฟรีแลนซ์ หรือเป็นเจ้าของกิจการ

Read More

สถานการณ์ที่เลวร้ายลงของการลวนลามทางเพศและการข่มขืนในที่ทำงาน

การถูกลวนลามทางเพศ (Sexual Harassment) เป็นเรื่องที่ผู้หญิงทุกคนมีโอกาสที่จะได้พบเจอในการใช้ชีวิตประจำวันตามปกติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในที่สาธารณะ ยกตัวอย่างเช่น การที่ผู้หญิงจะต้องเดินผ่านกลุ่มผู้ชายที่นั่งคุยกันอยู่ตรงมุมใดมุมหนึ่งของถนน แน่นอนว่าเมื่อเธอเดินผ่านก็อาจจะโดนแซ็ว หรือพวกเขาอาจจะยืนขวางไม่ให้เธอเดินต่อ หรือร้ายแรงที่สุดเธออาจจะโดนข่มขืนก็ได้ อย่างเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่เมืองนิวเดลี ประเทศอินเดีย เมื่อปี 2012 ที่นักเรียนหญิงถูกข่มขืนบนรถเมล์จากกลุ่มเด็กหนุ่มที่นั่งอยู่บนรถเมล์คันเดียวกัน ดังนั้นการลวนลามทางเพศสามารถเกิดขึ้นได้ทุกวัน ทุกเวลา และไม่สามารถคาดคะเนได้เลยว่าในแต่ละสถานการณ์ ความรุนแรงระดับไหนที่อาจจะเกิดขึ้นได้ สถานการณ์ความรุนแรงเรื่องการลวนลามทางเพศนั้นดูจะเลวร้ายมากขึ้น จะเห็นได้ว่าเราได้รับรู้ข่าวสารต่างๆ เกี่ยวกับผู้หญิงที่ถูกลวนลามในที่สาธารณะมากขึ้น และผู้หญิงที่ต้องตกเป็นเหยื่อเหล่านี้ก็มีอยู่ในทุกประเทศ ไม่เว้นแม้แต่ประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างอังกฤษ ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา และนิวซีแลนด์ เป็นต้น จากการเปิดเผยเรื่องราวการถูกลวนลามทางเพศในโลกออนไลน์พบว่า ไม่ว่าจะเป็นถนนในเมืองลอนดอน ประเทศอังกฤษ ถนนในเมืองมุมไบ ประเทศอินเดีย หรือถนนในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ประเทศสหรัฐอเมริกา ก็ล้วนแต่มีผู้หญิงที่ตกเป็นเหยื่อถูกลวนลามทางเพศมาแล้วทั้งนั้น เมื่อเดือนพฤศจิกายน ปี 2017 องค์การอนามัยโลกได้สรุปไว้ว่า มีผู้หญิงประมาณ 35% จากทั่วโลกในแต่ละปีที่ถูกลวนลามทางเพศหรือถูกข่มขืนอย่างน้อย 1 ครั้งในช่วงชีวิตของพวกเธอ จากการสำรวจขององค์การสหประชาชาติในปี 2016 ที่เมืองวอชิงตัน ดี.ซี. พบว่ามีผู้หญิงถึง 1

Read More

ความรุนแรงในประเทศซิมบับเว

Column: Women in Wonderland ปัญหาการใช้ความรุนแรงต่อผู้หญิงและเด็กนั้นเป็นปัญหาใหญ่ที่หลายประเทศกำลังเผชิญ หลายครั้งมักจะได้ยินว่ารัฐบาลหลายประเทศออกกฎหมายเพื่อลดปัญหาการใช้ความรุนแรงต่อผู้หญิงและเด็ก แน่นอนว่ากฎหมายเหล่านี้บางประเทศก็ประสบความสำเร็จในการยุติปัญหาการใช้ความรุนแรง และปรับเปลี่ยนทัศนคติของผู้ที่ใช้ความรุนแรงได้สำเร็จ แต่ในบางประเทศกฎหมายเหล่านี้ก็ไม่ช่วยให้จำนวนผู้หญิงและเด็กที่ตกเป็นเหยื่อความรุนแรงลดลงเลย ซิมบับเวเป็นประเทศหนึ่ง ที่ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของทวีปแอฟริกา ด้านเศรษฐกิจนั้นซิมบับเวเป็นประเทศที่มีอัตราเงินเฟ้อสูงที่สุดในโลกกว่า 2,000,000% ส่งผลให้ซิมบับเวมีอัตราคนว่างงานสูงกว่า 80% และยังมีวิกฤตด้านอาหารอีกด้วย การที่ซิมบับเวมีปัญหาเรื่องเศรษฐกิจทำให้ประชาชนต้องเผชิญกับปัญหาอื่นๆ ตามมาอีกด้วย โดยเฉพาะปัญหาเรื่องสุขภาพ อัตราการติดเชื้อเอดส์สูงเป็นอันดับ 4 ของโลก หรือผู้ใหญ่ 1 ใน 10 คนที่อาศัยอยู่ในประเทศซิมบับเวจะติดเชื้อเอดส์ และมีชาวซิมบับเวถึงประมาณ 30,000 คนที่เสียชีวิตในแต่ละปีจากการติดเชื้อเอดส์ การติดเชื้อเอดส์มีอัตราสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลกนั้นเป็นปัญหาหนึ่งที่ซิมบับเวกำลังเผชิญ ในขณะเดียวกันอีกปัญหาที่เกิดขึ้นและไม่ควรมองข้ามเช่นกัน ก็คือการใช้ความรุนแรงต่อผู้หญิง ประเทศซิมบับเวมีผู้หญิงที่อายุระหว่าง 15–49 ปี มากกว่า 1 ใน 3 ตกเป็นเหยื่อความรุนแรงทางร่างกายครั้งหนึ่งในชีวิตจากสามี และมีผู้หญิงประมาณ 1 ใน 4 ตกเป็นเหยื่อความรุนแรงทางเพศตั้งแต่อายุ 15 ปี ไม่ได้มีเพียงผู้หญิงเท่านั้นที่ตกเป็นเหยื่อของความรุนแรง แม้แต่เด็กเองก็ตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงมากเช่นกัน มีเด็กถึงประมาณ 34% ที่ถูกบังคับให้แต่งงาน การที่เศรษฐกิจของซิมบับเวนั้นแย่มากๆ ประชาชนอดมื้อกินมื้อ

Read More

ความรุนแรงในครอบครัวของคนผิวดำในประเทศอเมริกา

Column: Women in Wonderland ปัญหาการใช้ความรุนแรงต่อผู้หญิงและเด็กนั้นอาจจะไม่ได้เป็นปัญหาโดยตรงที่กระทบกับความมั่นคงทางการเมือง หรือการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจ จึงทำให้หลายประเทศไม่เห็นว่าปัญหาการใช้ความรุนแรงต่อผู้หญิงและเด็กนั้นเป็นปัญหาที่จำเป็นต้องได้รับการแก้ไข แต่หากเราได้พิจารณาเรื่องนี้อย่างถี่ถ้วนจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า การใช้ความรุนแรงต่อผู้หญิงและเด็กเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในทุกประเทศ ไม่เว้นแม้แต่ประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ เป็นต้น ที่แย่ไปกว่านั้นคือ ปัญหาการใช้ความรุนแรงต่อผู้หญิงและเด็กเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับคนทุกชนชั้น ทุกเชื้อชาติ และทุกวัฒนธรรม การใช้ความรุนแรงต่อผู้หญิงและเด็กถือเป็นการแสดงออกทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของบางสังคมที่ยังคงมีบรรทัดฐานและความเชื่อในสังคมว่า ผู้หญิงมีฐานะที่ต่ำต้อยกว่าผู้ชาย ทำให้ผู้หญิงถูกเลือกปฏิบัติจากผู้คนในสังคม ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม เป็นต้น บรรทัดฐานและความเชื่อต่างๆ เหล่านี้ก็ยังคงมีอยู่ และยังคงถูกแสดงออกให้เห็นว่าผู้หญิงได้รับการเลือกปฏิบัติผ่านองค์กรทางสังคมและการเมืองต่างๆ อย่างเห็นได้ชัด ซึ่งความเชื่อและบรรทัดฐานเหล่านี้ทำให้มีผู้หญิงและเด็กจำนวนไม่น้อยที่ต้องเผชิญกับความรุนแรงในครอบครัว ในปี 2016–2017 องค์การสหประชาชาติและองค์การอนามัยโลกได้เปิดเผยข้อมูลสถิติเรื่องการใช้ความรุนแรงต่อผู้หญิงและเด็กดังนี้ 7 ใน 10 ของผู้หญิงจากทั่วโลกเคยถูกทำร้ายร่างกายหรือ/และถูกใช้ความรุนแรงทางเพศอย่างน้อยหนึ่งครั้งในชีวิต 1 ใน 3 ของผู้หญิงจากทั่วโลกถูกทำร้ายร่างกายหรือ/และถูกใช้ความรุนแรงทางเพศจากคนที่เป็นสามีหรือคนรู้จักอย่างน้อยหนึ่งครั้งในชีวิต มีผู้หญิงถึง 603 ล้านคนที่อาศัยอยู่ในประเทศที่การใช้ความรุนแรงในครอบครัวไม่ถือว่าเป็นอาชญากรรม 1 ใน 3 ของผู้หญิงที่แต่งงานแล้วหรือมีแฟนถูกทำร้ายร่างกายหรือ/และถูกใช้ความรุนแรงทางเพศจากคนที่เป็นสามีหรือเป็นแฟนอย่างน้อยหนึ่งครั้งในชีวิต 38% ของผู้หญิงจากทั่วโลกที่ถูกฆาตกรรมโดยสามีของตัวเอง 1 ใน 4 ของผู้หญิงเคยถูกทำร้ายร่างกายหรือถูกใช้ความรุนแรงทางเพศระหว่างที่กำลังตั้งครรภ์ ผู้หญิงอายุระหว่าง 15–44 ปี มีความเสี่ยงสูงมากในการถูกข่มขืนและถูกทำร้ายจากคนในครอบครัวมากกว่าที่จะเป็นมะเร็ง ประสบอุบัติเหตุบนท้องถนน สงคราม

Read More

อุปสรรคในการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อผู้หญิงในประเทศออสเตรเลีย

Column: Women in Wonderland ประเทศออสเตรเลียเป็นประเทศหนึ่งที่ถูกจัดว่าเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว รัฐบาลมีการออกนโยบายและกฎเกณฑ์ต่างๆ เพื่อขจัดการเลือกปฏิบัติต่อผู้หญิงเหมือนกับประเทศอื่นๆ ที่พัฒนาแล้ว ในรายงานของ The Global Gender Gap Report ซึ่งจัดทำโดย World Economic Forum พบว่าในปี 2014 ประเทศออสเตรเลียถูกจัดให้อยู่ในอันดับที่ 24 ในเรื่องความเท่าเทียมกันทางเพศจากทั้งหมด 142 ประเทศ ใน The Global Gender Gap Report นี้จัดอันดับแต่ละประเทศในเรื่องการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อผู้หญิง โดยวัดจากตัวชี้วัดหลักๆ ด้วยกัน 4 ด้านคือ 1) ผู้หญิงมีโอกาสในการทำงานและเลื่อนตำแหน่งเหมือนกับผู้ชายหรือไม่ 2) ผู้หญิงมีโอกาสเข้ารับการศึกษาในทุกระดับเหมือนกับผู้ชายหรือไม่ 3) อัตราการเกิดของเด็กผู้หญิงและผู้ชายมีจำนวนพอๆ กันหรือไม่ เพราะในบางประเทศจะนิยมมีลูกชายมากกว่าลูกสาว และ 4) ผู้หญิงและผู้ชายมีโอกาสในทางการเมืองเท่ากันหรือไม่ โดยเฉพาะจำนวนของผู้หญิงที่ได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีในแต่ละรัฐบาล จากการจัดอันดับนี้จะเห็นได้ว่าประเทศออสเตรเลียเป็นประเทศหนึ่งที่พยายามขจัดการเลือกปฏิบัติต่อผู้หญิง ประเทศออสเตรเลียเองก็เคยมีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้หญิงเหมือนกัน คือ Julia Gillard

Read More