Home > Life (Page 2)

อาบน้ำเย็นเพิ่มภูมิคุ้มกันได้ชะงัด

Column: Well – Being ในกลุ่มประเทศนอร์ดิกหลายประเทศ ดูจะไม่ใช่เรื่องผิดปกติที่เห็นเด็กทารกอายุเพียง 2 สัปดาห์ ถูกปล่อยให้อยู่ในที่โล่งแจ้งโดยนอนอุตุอยู่ในรถเข็น ส่วนที่รัสเซีย ประชาชนนับพันสนุกสนานกับการกระโดดลงน้ำเย็นจัดทุกสัปดาห์ในระหว่างฤดูหนาวที่กินเวลานานหลายเดือน ทั้งที่อยู่ท่ามกลางอุณหภูมิติดลบต่ำกว่าศูนย์องศาก็ตาม ขณะที่เราอาจส่ายศีรษะไม่เอาด้วยกับความแตกต่างทางวัฒนธรรมเหล่านี้ นิตยสาร GoodHealth รายงานว่า ดูเหมือนว่าการทำให้ตัวเองได้สัมผัสความหนาวเย็นจะเป็นประโยชน์ได้ และอาจช่วยทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของคุณดีขึ้นก็ได้ ผลวิจัยบอกอะไรบ้าง ผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์มากมายได้แสดงว่า การสัมผัสน้ำเย็นซ้ำ ๆ กันสามารถช่วยให้คุณมีระบบภูมิคุ้มกันดีขึ้นได้ การวิจัยที่สถาบันวิจัยธรอมโบซิสในอังกฤษพบว่า ผู้ที่อาบน้ำเย็นเป็นประจำทุกวัน ร่างกายจะมีเซลล์เม็ดเลือดขาวเพิ่มมากขึ้นเมื่อเทียบกับผู้ที่อาบน้ำอุ่น ซึ่งเซลล์เม็ดเลือดขาวนี้เป็นกลไกต่อสู้กับเชื้อไวรัสให้แก่ร่างกายของเรานี่เอง จากการศึกษาที่คล้ายคลึงกัน กลุ่มนักวิทยาศาสตร์จากสาธารณรัฐเช็กพบว่า ผู้เข้าร่วมการทดลองที่ลงแช่น้ำเย็นสัปดาห์ละ 3 ครั้งเป็นเวลา 6 สัปดาห์ติดต่อกัน จะเห็นว่ามีลิมโฟไซต์รวมทั้งเซลล์ที่เพิ่มระบบภูมิคุ้มกันอื่นๆ ในปริมาณเพิ่มขึ้น ว่ายน้ำฤดูหนาวดีกับคุณ ถ้าลองคุยกับนักว่ายน้ำฤดูหนาว คุณอาจได้คำตอบว่าพวกเขาแทบไม่เคยเป็นหวัดและไข้หวัดใหญ่เลย ซึ่งการวิจัยทางวิทยาศาสตร์กำลังพิสูจน์ว่า คำกล่าวอ้างของพวกเขาเป็นจริงหรือไม่ ผลการศึกษาของฟินแลนด์ระบุว่า นักว่ายน้ำฤดูหนาวมีเซลล์เม็ดเลือดขาวปริมาณมากกว่านักว่ายน้ำที่ไม่ว่ายน้ำในฤดูหนาว การศึกษาคล้ายคลึงกันก็ยืนยันถึงความเกี่ยวพันระหว่างการว่ายน้ำในฤดูหนาวกับการลดปัญหาติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจได้ถึงร้อยละ 40 ความเย็นช่วยระบบภูมิคุ้มกันอย่างไร อธิบายง่ายๆ คือ การลงแช่น้ำเย็นทำให้อัตราการเผาผลาญของร่างกายสูงขึ้นทั้งในช่วงระหว่างและหลังการแช่น้ำ การที่อัตราการเผาผลาญสูงขึ้นนี้จะกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันด้วย ส่งผลให้มีการผลิตเซลล์เม็ดเลือดขาวซึ่งเป็น “กองทหาร” ของร่างกายที่ทำหน้าที่ต่อสู้กับเชื้อไวรัสและแบคทีเรียนี่เอง อีกหนึ่งในการตอบสนองทางสรีรศาสตร์ที่น่าพอใจที่สุดที่มีต่อการสัมผัสความเย็นคือ การที่ร่างกายหลั่งสารสื่อประสาทชื่อ norepinephrine ปริมาณมากออกมา ผลการศึกษาระบุว่า การได้รับความเครียดจากความเย็น สามารถทำให้ระดับของ

Read More

ความหวังใหม่ … ความจำเสื่อมฟื้นฟูได้

Column: Well – Being ถ้าคุณได้พบเห็นคนที่ป่วยเป็นอัลไซเมอร์ คุณจะรู้ว่ามันเป็นโรคที่ไม่ทำให้สภาพภายนอกของผู้ป่วยเปลี่ยนแปลงหรือทรุดโทรม หากแต่ได้ปล้นเอาความทรงจำและตัวตนของพวกเขาไปจนหมดสิ้น เป็นโรคที่ไม่เพียงทำให้ผู้ป่วยปวดหัวใจและเจ็บปวดในช่วงเริ่มแรก หากรวมถึงครอบครัวของพวกเขาผู้ซึ่งทำได้เพียงแค่เฝ้าดูผู้ป่วยซึ่งเป็นคนที่พวกเขารักและรู้จัก ค่อยๆ กลายสภาพเป็นเพียงโครงร่างของคนคนนั้นโดยไม่สามารถช่วยอะไรได้เลย จวบจนปัจจุบัน วงการแพทย์ยังไม่สามารถค้นพบยาหรือวิธีรักษาเพื่อฟื้นความจำที่เสื่อมถอยอันเกี่ยวเนื่องกับโรคอัลไซเมอร์ได้ อย่างไรก็ตาม นิตยสาร GoodHealth รายงานว่า ขณะนี้เริ่มมีความหวังใหม่ๆ ที่ช่วยฟื้นอาการความจำเสื่อมได้ อัลไซเมอร์คืออะไร ถ้าคุณมองเข้าไปในสมองของคนที่ป่วยเป็นอัลไซเมอร์ คุณจะเห็นคราบโปรตีนที่เรียกว่า อะไมลอยด์ จับตัวจนหนาเกาะอยู่ตรงที่ว่างระหว่างเซลล์สมอง เซลล์สมองสามารถสื่อสารกันได้ผ่านที่ว่างเหล่านี้ แต่เมื่อโปรตีนอะไมลอยด์เข้าไปขัดขวาง ทำให้การสื่อสารระหว่างเซลล์สมองไม่สามารถเกิดขึ้นได้ เมื่อมีการสื่อสารกันน้อยลงหรือไม่สามารถสื่อสารกันได้ เซลล์สมองจะค่อยๆ สูญเสียการทำหน้าที่ ซึ่งเป็นผลให้เกิดการสูญเสียความทรงจำและเกิดความสับสนขึ้นแทน ภาวะที่เซลล์สมองถูกล็อกเอาไว้ และไม่สามารถสื่อสารกับเซลล์สมองอื่นๆ ได้นั้น สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลงเมื่อเซลล์สมองถูกโจมตีโดยโปรตีนอีกตัวหนึ่งที่เรียกว่า เทา (tau) ซึ่งมีลักษณะเป็นเส้นใยและมีบทบาทสำคัญในการทำลายเซลล์สมอง ความหวังใหม่จากวิธีอัลตราซาวด์ การวิจัยของศาสตราจารย์เจอร์เกน กอตซ์ และ ดร.รีเบคกา นิสเบท แห่งสถาบันสมองควีนส์แลนด์ ระบุว่า มีความเป็นไปได้ในการรักษาให้อาการอัลไซเมอร์ดีขึ้น และฟื้นฟูความทรงจำให้กลับมา หัวใจหลักของการวิจัยของพวกเขาคือ ถ้าสามารถส่งตัวยาหรือสารภูมิต้านทานเข้าไปที่คราบอะไมลอยด์ได้โดยตรง และทำให้โปรตีนเทาด้อยประสิทธิภาพลง จะสามารถทำให้ความทรงจำฟื้นคืนขึ้นมาใหม่ได้ อย่างไรก็ตาม การทำอย่างนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะสมองถูกปกป้องด้วยแนวกั้นระหว่างเลือดและสมอง (blood brain barrier

Read More

เกร็ดดีๆ รับปีใหม่

Column: Well – Being คงไม่สายเกินไปที่จะรับปีใหม่ด้วยเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยอันหลากหลายที่น่ารู้สำหรับดูแลสุขภาพของคุณ ซึ่งนำเสนอโดย นิตยสาร GoodHealth ดังนี้ นอนไม่หลับ ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ ถ้าทำตามคำแนะนำต่อไปนี้ - ก่อนเวลานอน 1 ชั่วโมง ให้งดเว้นการจ้องหรือดูอุปกรณ์ทุกชนิดที่มีหน้าจอ - บริโภคอาหารที่อุดมด้วยทริปโตแฟน ซึ่งเป็นกรดอะมิโนที่ช่วยให้ร่างกายผลิตฮอร์โมนเซโรโทนินที่ทำให้คุณหลับง่ายขึ้น อาหารดังกล่าวได้แก่ ไก่งวง ปลาแซลมอน และกล้วย - สร้างกิจวัตรเพื่อเตือนให้ร่างกายรู้ตัว เช่น อ่านหนังสือ เดินรอบบ้าน ปิดไฟ และล็อกประตู หรืออาบน้ำอุ่น กุญแจสำคัญคือ ทำกิจกรรมเหมือนกันในทุกๆ คืน เพื่อ ส่งสัญญาณไปยังสมองว่าใกล้เวลาเข้านอนแล้ว - สูดดมน้ำมันหอมระเหย เช่น ลาเวนเดอร์ หรือกระดังงา ที่ช่วยทำให้รู้สึกผ่อนคลาย - หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มที่มีกาเฟอีนในเวลากลางคืน - การดื่มแอลกอฮอล์อาจทำให้คุณน็อกและหลับไปก็จริง แต่เป็นการนอนที่ไม่มีคุณภาพ คุณจะไม่ได้พักผ่อนอย่างแท้จริง - ถ้าคุณตกใจตื่นขึ้นกลางดึก อย่านอนลืมตาโพลงอยู่บนเตียง ให้หาอะไรทำ หากิจกรรมง่ายๆ ทำสัก 10 นาที อาจทำให้คุณเริ่มง่วงและเข้าสู่ระบบการนอนได้อีก อาหารมีส่วนทำให้นอนไม่หลับ ผลการวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Journal

Read More

ผมบาง & ผมร่วง … เชิญอ่าน

Column: Well – Being หนังศีรษะของคุณมีปุ่มรากผมราว 100,000 ปุ่ม และทุก 3 ปี ปุ่มรากผมแต่ละปุ่มต้องมีวงจรของการงอกของเส้นผม ที่มีทั้งระยะพักและผมหลุดร่วงไป จากนั้นตามด้วยการงอกใหม่ของเส้นผม นิตยสาร GoodHealth กล่าวว่า บางครั้งรูปแบบดังกล่าวนี้ถูกรบกวน และผมไม่งอกใหม่หรือเริ่มบางลง ทำให้ผู้หญิงเผชิญกับปัญหาผมบาง ผมร่วง และศีรษะล้านเป็นหย่อมๆ กว่าครึ่งของผู้หญิงล้วนประสบปัญหาผมร่วงและผมบางเมื่อมีอายุมากขึ้น ส่วนใหญ่แล้วกระบวนการนี้ดำเนินไปโดยไม่ทันสังเกตเห็น แต่ราวร้อยละ 20 ของผู้หญิงที่ประสบปัญหานี้พบว่า อาการผมร่วงเกิดขึ้นอย่างเห็นได้ชัดและเป็นที่น่ากังวลใจ เดวิด ซาลินเจอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเส้นผมและหนังศีรษะ กล่าวว่า “ประมาณร้อยละ 50 ของผู้หญิงวัย 40 ปีมีปัญหาผมบาง แต่ปัจจุบันผู้หญิงประสบปัญหานี้เร็วขึ้นคืออยู่ในวัยเพียง 20 และ 30 ปีเท่านั้น” เหตุผลที่เป็นสาเหตุอยู่เบื้องหลังอาการผมร่วงและผมบางในผู้หญิงมีหลายประการ ตั้งแต่ปริมาณน้ำตาลที่บริโภคและโรคเบาหวาน ต่อไปนี้เป็นวิธีแก้ปัญหาที่น่าสนใจ ผลจากการบริโภคน้ำตาล “ผมคิดว่าปริมาณน้ำตาลที่อยู่ในอาหารของเรามีผลอย่างมาก รวมทั้งน้ำตาลที่ซ่อนอยู่ในอาหารด้วย” ซาลินเจอร์อธิบาย น้ำตาลเป็นสาเหตุของอาการอักเสบ และนำไปสู่ภาวะที่เซลล์เม็ดเลือดขาวเข้าโจมตีเซลล์ที่ผลิตเส้นผม การบริโภคน้ำตาลเกินความต้องการสามารถนำไปสู่ภาวะดื้อต่ออินซูลิน ซึ่งผลการศึกษาของฟินแลนด์พบว่า ผู้หญิงที่บริโภคน้ำตาลสูง และอยู่ในภาวะดื้อต่ออินซูลิน มีความเสี่ยงสูงจากปัญหาผมร่วงมากขึ้น “ผู้หญิงที่มีอินซูลินในระดับปกติ จะช่วยให้การเปลี่ยนจากฮอร์โมนเทสทอสเทอโรนไปสู่ฮอร์โมนเอสโตรเจนนั้น เกิดขึ้นได้ง่ายขึ้น”

Read More

ความสุขอยู่ที่ไหน

Column: well-being เราทุกคนล้วนเคยผ่านประสบการณ์มองหาความสุข ณ ช่วงหนึ่งของชีวิตกันมาแล้ว และค้นพบจนได้ แต่ก็เพียงเพื่อรู้สึกว่าความสุขนั้นได้หลุดลอยไปอีกครั้ง นักเศรษฐศาสตร์ ริชาร์ด อีสเตอร์ลิน ได้พูดถึงวงจรของยุคใหม่ และค้นพบคำอธิบายเกี่ยวกับปรากฏการณ์นี้ในการศึกษาที่เขาเป็นผู้รับผิดชอบ นิตยสาร GoodHealth รายงานว่า อีสเตอร์ลินถามชาวอเมริกันถึงทรัพย์สินที่พวกเขาเคยครอบครอง และทรัพย์สินที่พวกเขารู้สึกว่ายังขาดอยู่ และอยากได้เพื่อให้สมความปรารถนาในการมีชีวิตที่ดีตามอุดมคติ เช่น บ้าน รถยนต์ เครื่องรับโทรทัศน์ การท่องเที่ยวต่างประเทศ การมีสระว่ายน้ำ การมีบ้านพักตากอากาศ เป็นต้น อีก 16 ปีต่อมา เขาถามคำถามเดียวกันนี้อีกครั้ง และพบคำตอบที่น่าสนใจ จากการที่คนหนุ่มสาวที่เขาสัมภาษณ์มีรายการทรัพย์สินในครอบครองโดยเฉลี่ย 1.7 รายการ และรู้สึกว่า หากได้ครอบครองทรัพย์สินเพิ่มอีก 4.4 รายการก็จะทำให้พวกเขามีความสุข แต่ในการสัมภาษณ์ครั้งที่ 2 พวกเขามีทรัพย์สินในครอบครองเพิ่มเป็น 3.1 รายการ และพวกเขาต้องการครอบครองเพิ่มอีก 5.6 รายการ จึงจะมีความสุข ซึ่งผลต่างของสิ่งที่อยากได้ยังมากกว่าทรัพย์สินที่พวกเขาครอบครองในปัจจุบันอยู่อีก 2 รายการอยู่ดี แดเนียล กิลเบิร์ต นักจิตวิทยาสังคมอธิบายว่า “ปัจจุบันความพยายามในการมีความเป็นอยู่ที่ดีของเราถูกครอบงำด้วยการขยายขอบเขตออกไปตามหลักตรรกะ

Read More

กิมจิช่วยลดอาการซึมเศร้า

Column: Well – Being รสชาติของกิมจิที่ทั้งเผ็ดร้อน เค็ม เปรี้ยว และกรอบ เป็นผลจากการหมักพืชตระกูลกะหล่ำ เช่น ผักกาดขาวกับผักกวางตุ้ง ผสมผสานกับหัวไชเท้า พริกป่นเกาหลี กระเทียม และขิง กิมจิได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในอาหารประจำชาติที่เป็นที่รู้จักกันมากที่สุดของเกาหลี โดยมีประวัติศาสตร์ย้อนหลังไปจนถึงศตวรรษที่ 12 เมื่อชาวเกาหลีพัฒนาระบบการนำผักมาหมักเกลือเพื่อเป็นการถนอมอาหารไว้บริโภคในฤดูหนาว ทุกฤดูใบไม้ร่วง ทุกครอบครัวจะมารวมตัวกันเพื่อทำกิมจังซึ่งเป็นประเพณีการเตรียมทำกิมจิร่วมกัน ขณะที่กิมจิที่วางขายอยู่ตามร้านอาหารเพื่อสุขภาพและตู้แช่ในซูเปอร์มาร์เก็ตนั้น โดยทั่วไปมักทำจากกะหล่ำปลีเป็นส่วนประกอบหลัก แต่ในเกาหลีเองมีกิมจิแตกต่างกันมากกว่า 100 ชนิด ที่ทำจากส่วนประกอบอันหลากหลายตามสภาพท้องถิ่นของแต่ละภูมิภาคและแต่ละฤดูกาล เช่น ปา–กิมจิ (ทำจากต้นหอม) บริโภคในฤดูใบไม้ผลิ ส่วนออยโซบากิ (แตงกวา) บริโภคในฤดูร้อน วอมบ็อกในฤดูใบไม้ร่วง และดงชิมิในฤดูหนาว ถือกันว่ากิมจิออร์แกนิกที่มีคุณภาพดีเป็นเครื่องเคียงที่สมบูรณ์แบบสำหรับอาหารทุกมื้อที่มีต้นกำเนิดจากเอเชีย นอกจากข้อเท็จจริงที่ว่ากิมจิคือคำจำกัดความของอาหารที่กินแล้วสนุกปาก ยังมีอีกเหตุผลสำคัญของการเพิ่มอาหารหมักรสชาติถูกปากนี้เป็นเครื่องเคียงในจานอาหารของคุณ พลังของอาหารดิบ นับจากโบราณกาล วัฒนธรรมดั้งเดิมได้รวมเอาอาหารหมักดองที่มีความดิบและไม่ผ่านความร้อนลงไปในมื้ออาหารของคนโบราณด้วย เพราะอาหารเหล่านี้มีสรรพคุณทางยาที่ให้ผลอย่างชะงัด กระบวนการหมักเป็นการเพิ่มคุณสมบัติทางชีวภาพของสารอาหาร ทำให้ร่างกายดูดซึมได้ง่ายขึ้น ดังนั้น อาหารหมักจึงมีสารอาหารเข้มข้นกว่าผักดิบชนิดเดียวกัน นอกจากนี้ กิมจิซึ่งเป็นอาหารหมักตามธรรมชาติและดิบ ยังมีกรดแลคติกและจุลินทรีย์โพรไบโอติกที่ยังมีชีวิต เช่น แบคทีเรียที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ผลการวิจัยระบุว่า การกินอาหารหมักในปริมาณที่มากพอ เป็นหนทางในการช่วยเพิ่มปริมาณแบคทีเรียชนิดดีในระบบทางเดินอาหารของคุณได้ การมีแบคทีเรียดังกล่าวอยู่ในร่างกายในปริมาณมากพอจึงมีความสำคัญมาก เพราะระบบทางเดินอาหารเป็นแหล่งกำเนิดของระบบภูมิคุ้มกันที่สำคัญที่สุดของร่างกายเรา

Read More

ออกกำลังกายอย่างไม่ตั้งใจกันไหม

Column: Well – Being คุณเป็นคนหนึ่งใช่ไหมที่คิดหาข้ออ้างให้ตัวเองเสมอเวลาคิดถึงความปวดเมื่อย แล้วขี้เกียจออกไปเดินชอปปิ้งเสียเฉยๆ ขอให้คิดเสียใหม่ แล้วนับเอากิจกรรมนี้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการออกกำลังกายอย่างไม่ตั้งใจของคุณ การนับรวมเอากิจกรรมที่ต้องเคลื่อนไหวทางกายภาพเข้าไปอยู่ในกิจวัตรประจำวันของคุณด้วยนั้น ไม่ทำให้คุณต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นแม้แต่น้อย ยกเว้นการสร้างโอกาสให้ร่างกายได้ใช้พลังงาน ซึ่งแม้มันอาจไม่เหมือนการออกกำลังกายอย่างเป็นเรื่องเป็นราว แต่เมื่อนำกิจกรรมเหล่านี้มารวมเข้ากับการออกกำลังกายตามปกติของคุณ ผลที่ได้จะช่วยให้คุณรักษาน้ำหนักตัวให้คงที่ ที่ทำให้ร่างกายแข็งแรงอยู่เสมอ นิตยสาร GoodHealth จึงนำตัวเลขการเผาผลาญพลังงานที่คำนวณได้จากการออกกำลังกายอย่างไม่ตั้งใจมานำเสนอได้อย่างน่าสนใจ โดยอยู่บนพื้นฐานของกิจกรรมที่คุณทำเป็นเวลานาน 30 นาที สำหรับคนที่มีน้ำหนักตัว 70 กิโลกรัมดังนี้ จูงหมาเดิน = 395 กิโลจูลส์ การจูงหมาออกเดินเล่นในลักษณะที่บางครั้งมันอาจหยุดเดินและใช้จมูกดมกลิ่นไปตามประสา ซึ่งให้ความรู้สึกของการผ่อนคลายมากกว่าการออกกำลังกาย โดยเน้นการเดินให้ได้ 30 นาทีนั้น ทำให้ตัวเลขค่าดัชนีมวลกายของคุณดีขึ้น นอกจากนี้ ยังทำให้คุณมีชีวิตทางสังคมที่ดีขึ้น ถ้าคุณกับเจ้าหมาน้อยคู่ใจชอบเร่งฝีเท้าขึ้นถึงระดับวิ่งจ๊อกกิ้งได้จะยิ่งดีทีเดียว โดยตัวเลขเผาผลาญพลังงานจะขยับพุ่งขึ้นเป็น 933 กิโลจูลส์ เดินทางโดยรถสาธารณะ = 263 กิโลจูลส์ ถ้าคุณยอมจอดรถไว้ที่บ้าน แล้วหันมาเดินทางด้วยรถสาธารณะแทน เท่ากับเป็นการออกกำลังกายอย่างไม่ตั้งใจในชีวิตประจำวันเป็นเวลานานโดยเฉลี่ยถึง 35 นาทีเลยทีเดียว ขณะที่การขับรถเผาผลาญพลังงานได้เพียง 8–10 กิโลจูลส์ การต้องวิ่งขึ้นรถเมล์หรือรถไฟเพื่อเดินทางไปทำงานนั้น ทำให้คุณมีแนวโน้มจะมีค่าดัชนีมวลกายลดลง การยืนโหนรถเมล์เพียงอย่างเดียว ช่วยเผาผลาญพลังงานได้ 263 กิโลจูลส์

Read More

อย่ามองข้าม…สมดุลระดับน้ำตาลในเลือด

Column: Well – Being น้ำตาลในเลือดคือปริมาณกลูโคสที่ไหลเวียนอยู่ในกระแสเลือดของคุณ และถ้าคุณคิดว่าไม่จำเป็นต้องกังวลว่า ระดับน้ำตาลในเลือดของคุณจะเป็นอย่างไร ยกเว้นเมื่อคุณป่วยเป็นโรคเบาหวานแล้ว ขอบอกว่าคุณกำลังคิดผิด ระดับน้ำตาลในเลือดของคุณได้รับอิทธิพลจากสิ่งที่คุณบริโภคและดื่ม รวมทั้งการที่ร่างกายของคุณตอบสนองต่อฮอร์โมนอินซูลินได้ดีแค่ไหน การรักษาเสถียรภาพและทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดของคุณลดต่ำลงในชีวิตประจำวันและในระยะยาว สามารถช่วยให้คุณลดความเสี่ยงจากโรคเบาหวานชนิดที่ 2 และปกป้องคุณให้ปลอดภัยจากปัญหาสุขภาพอื่นๆ ได้อีกมากมายด้วย นิตยสาร GoodHealth นำเสนอกลยุทธ์ 8 ข้อเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้สมดุลดังนี้ เติมซินนามอนในซีเรียล การบริโภคซินนามอนคราวละ 6 กรัม หรือประมาณ 2 ช้อนชาครึ่ง หมายความว่าระดับน้ำตาลในเลือดของคุณจะลดลงร้อยละ 25 ภายใน 2 ชั่วโมงหลังอาหารเช้า ซินนามอนยังช่วยเสริมความไวของฮอร์โมนอินซูลิน เพื่อป้องกันภาวะดื้อต่ออินซูลิน และช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือดที่สมดุลในระยะยาวด้วย ไม่อยู่เฉยช่วงก่อนและหลังมื้ออาหาร การเคลื่อนไหวร่างกายเล็กน้อยก่อนกินอาหารและหลังมื้ออาหาร 15 นาที เป็นวิธีรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับต่ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ เหตุผลรึ คำอธิบายข้อหนึ่งระบุว่า การเคลื่อนไหวร่างกายมีผลในเชิงบวกต่อการกระตุ้นกล้ามเนื้อ เพื่อดึงกลูโคสในกระแสเลือดออกมาใช้ ซอยย่อยช่วงนั่งติดเก้าอี้ให้สั้นลง นักวิจัยออสเตรเลียกล่าวว่า การลุกขึ้นจากเก้าอี้และออกเดินไปรอบๆ นาน 2 นาที ในทุกครั้งที่คุณนั่งต่อเนื่องกันนาน 20 นาที การเคลื่อนไหวร่างกายในระยะสั้นจะช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดช่วงหลังมื้ออาหารได้มากถึงร้อยละ 30 โดยประมาณ และระดับอินซูลินอีกราวร้อยละ 23 บริโภคขิงมากขึ้น เติมขิงผงเพียง

Read More

ยืดอายุขัยฉับไวทำได้ทันที

Column: Well – Being เชื่อไหมว่า การสร้างนิสัยบางอย่างตามหลักเวชศาสตร์ชะลอวัย ช่วยให้คุณยืดอายุขัยให้ตัวเองมีอายุยืนยาวขึ้นได้ เป็นการสร้างนิสัยอย่างง่ายๆ ที่ทำได้ในทุกวันตามที่นิตยสาร GoodHealth นำเสนอดังนี้   อ่านหนังสือ 30 นาที เพิ่มอายุขัยได้ 2 ปี เพราะการอ่านหนังสือเป็นการออกกำลังกายสมอง รวมทั้งเสริมประสิทธิภาพสมองในแง่ การมีความรู้สึกร่วม เห็นอกเห็นใจผู้อื่น และสติปัญญาเชิงอารมณ์ ซึ่งเป็นกระบวนการรับรู้ของสมองที่เชื่อมโยงกับการเพิ่มอายุขัยโดยอัตโนมัติ บริโภคแอปเปิล ผลการศึกษาปี 2016 ของออสเตรเลียระบุว่า การบริโภคแอปเปิลลดความเสี่ยงของการเสียชีวิตในอีก 15 ปีข้างหน้าได้มากกว่าหนึ่งในสาม เพราะแอปเปิลอุดมไปด้วยเส้นใย โพแทสเซียม แมกนีเซียม วิตามินซี และสารฟลาโวนอยด์ ซึ่งเป็นส่วนผสมที่สำคัญของการเสริมสร้างสุขภาพ ให้บริโภคแอปเปิลทั้งเปลือก และถ้าเป็นไปได้เลือกแอปเปิลพันธุ์พิงค์เลดี้ เพราะในเปลือกของแอปเปิลพันธุ์นี้มีสารต้านอนุมูลอิสระปริมาณเข้มข้นกว่าเนื้อ และแอปเปิลพิงค์เลดี้มีสารฟลาโวนอยด์มากกว่าพันธุ์อื่นๆ บริโภคถั่วเปลือกแข็งหนึ่งกำมือ ลดความเสี่ยงของการเสียชีวิตในอีก 30 ปีข้างหน้าราวร้อยละ 20 เพราะถั่วเปลือกแข็งหรือนัท มีคุณค่าทางอาหารสูงลักษณะเดียวกับแอปเปิล คือมีทั้งเส้นใย วิตามิน และแร่ธาตุต่างๆ รวมทั้งสารพฤกษเคมี และไขมันดีที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ นักวิจัยต่างยกย่องว่า ถั่วเปลือกแข็งมีคุณสมบัติช่วยต้านอาการอักเสบ ต้านมะเร็ง ต้านอนุมูลอิสระ และทำให้หัวใจแข็งแรง แนะนำให้บริโภคถั่วเปลือกแข็งหลากหลายชนิดแทนการบริโภคเพียงชนิดเดียวซ้ำซาก และเลือกถั่วดิบที่ไม่ใส่เกลือ จดสิ่งที่ทำให้คุณรู้สึกขอบคุณ คุณจะมีอายุยืนยาวขึ้น 2 ปี

Read More

10 วิธีง่ายๆ เพื่อคลายเครียด

Column: Well – Being ความเครียดเป็นภาวะที่เกิดขึ้นกับคนทั่วไปจนกลายเป็นสิ่งปกติในชีวิตประจำวันเลยก็ว่าได้ ชาวออสเตรเลียทุกสามในสี่คนยอมรับว่า ความเครียดส่งผลกระทบต่อชีวิตของพวกเขาในระดับหนึ่ง อย่างน้อยที่สุดก็ในด้านสุขภาพกายและชีวิตความเป็นอยู่ และถ้าคุณอยู่ในข่ายผู้ได้รับผลกระทบจากความเครียดนี้ด้วย นิตยสาร GoodHealth ชี้แนะว่า อย่าได้หวาดหวั่น เพราะมีหลากหลายวิธีที่ช่วยลดความเครียด ทำให้จิตคุณสงบลงได้ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่า ภาวะเครียดเกิดขึ้นกับคุณจนส่งผลกระทบต่อสุขภาพบ่อยครั้งแค่ไหน แต่เป็นวิธีที่คุณและร่างกายของคุณมีปฏิกิริยาตอบโต้กับภาวะเครียดนั้นอย่างไร และต่อไปนี้เป็น 10 วิธีง่ายๆ ที่ช่วยคลายเครียดได้อย่างน่าทึ่ง หาอะไรอ่าน ระดับความเครียดของคุณจะลดลงได้มากถึงร้อยละ 68 ภายในเวลาเพียง 6 นาทีเท่านั้น เหตุผลที่การอ่านช่วยลดความเครียดได้ดีพอๆ กับยาคลายเครียด เพราะคุณต้องมีสมาธิจดจ่ออยู่กับการอ่าน ซึ่งเป็นการเบี่ยงเบนความสนใจของคุณจากเรื่องที่ทำให้เครียดได้เป็นอย่างดี ทำให้อัตราการเต้นของหัวใจดีขึ้น และลดอาการตึงเครียดของร่างกายลงได้ เคี้ยวหมากฝรั่ง หลังจากเคี้ยวหมากฝรั่ง 10 นาที คุณจะรู้สึกผ่อนคลายลง เพราะการเคี้ยวหมากฝรั่งทำให้ระดับฮอร์โมนความเครียดคือคอร์ติโซลในน้ำลายลดลง คอร์ติโซลจัดว่าเป็นตัวชี้วัดความเครียดจากจิตใจที่สำคัญตัวหนึ่ง ที่เป็นดังนี้เพราะการเคี้ยวส่งผลให้มีเลือดไหลเวียนขึ้นไปเลี้ยงสมองมากขึ้น และถ้าจะให้ผลดีที่สุด ขณะเคี้ยวก็ต้องออกแรงด้วยเล็กน้อย ทำงานศิลปะ งานศิลปะที่ว่าจะเป็นการระบายสีภาพหรืองานปั้นก็ได้ หลังจาก 45 นาทีระดับฮอร์โมนคอร์ติโซลจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญอันเป็นผลจากการพยายามหันมาใส่ใจกับงานสร้างสรรค์โดยไม่ต้องคำนึงว่า คุณมีฝีมือด้านนี้มาก่อนหรือไม่ หรือผลที่ออกมาจะเป็นอย่างไร คำอธิบายข้อหนึ่งคือ การที่คุณตัดสินใจหันมาทำงานศิลปะสื่อความหมายได้ว่า ความคิดเชิงลบที่มีอยู่เดิมถูกแทนที่ด้วยความคิดที่มีสุขมากขึ้นนั่นเอง มองสีเขียวของต้นไม้ การมองสีเขียวของต้นไม้ไม่ได้จำกัดว่าต้องเป็นต้นไม้จริงเท่านั้น แต่ขอให้เป็น “สีเขียว” ที่อาจเป็นรูปภาพที่มีธรรมชาติเขียวขจี หรือสกรีนเซฟเวอร์สีเขียวก็ได้ ผลการศึกษาปี 2015

Read More