โอกาสของร้านโชห่วย ในวันที่ต้องเปลี่ยนแปลง
ธุรกิจร้านค้าโชห่วยเคยถูกประเมินจากมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยว่า จะกลายเป็นหนึ่งในธุรกิจดาวร่วงของปี 2568 ซึ่งมองว่าในปัจจุบันมีร้านสะดวกซื้อผุดขึ้นเป็นจำนวนมาก รวมถึงแบรนด์ยักษ์ใหญ่ที่เริ่มตีตลาดแฟรนไชส์ขยายสาขาเป็นสาขาขนาดเล็ก เจาะกลุ่มลูกค้าได้อย่างง่าย ส่งผลให้ร้านค้าเล็กๆ หรือร้านค้าโชห่วยในชุมชนเริ่มซบเซา และไม่เป็นที่ต้องการของผู้บริโภคอีกต่อไป ในยุคที่พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป และเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ทุกธุรกิจจึงต้องปรับตัวครั้งใหญ่เพื่อให้เท่าทันยุคสมัย พร้อมรับทุกสถานการณ์ ธุรกิจโชห่วยที่ภาพจำอาจเป็นแค่ร้านค้าเล็กๆ ในชุมชน แต่ที่จริงแล้ว คือธุรกิจที่เติบโตเคียงข้างชุมชนมายาวนาน ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น โดยปัจจุบันพบว่า เจ้าของร้านโชห่วยในประเทศไทยอยู่ในช่วงวัย 30-55 ปี ซึ่งแต่ละเจเนอเรชันมีสไตล์การบริหารร้านที่แตกต่างกันออกไป ทว่า จากสถานการณ์ด้านเศรษฐกิจที่เกินกว่าจะใช้คำว่าชะลอตัว หรือซบเซา เพราะหลายคนพูดและคิดเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า “เข้าขั้นถดถอย” แล้ว สมาคมค้าส่ง-ปลีกไทย ให้ข้อมูลค่าในช่วงครึ่งปีแรก ทิศทางของร้านค้าโชห่วยไม่ค่อยสู้ดีนัก โดยมียอดขายลดลงมากกว่า 30% ขณะที่คอนวีเนียนสโตร์ลดลง 20% และปรับตัวตามสถานการณ์ โดยมักจะนำสินค้าที่ขายไม่ดีออก นอกจากนี้ ยังมีแนวโน้มที่กำลังซื้อจะหดตัวลงไปจนถึงปลายปี เนื่องจากยังไม่มีปัจจัยบวกมาสนับสนุน กระตุ้นให้ผู้บริโภครู้สึกอยากจับจ่ายมากขึ้น ทางเลือกของร้านค้าโชห่วยจึงมีไม่มากนัก ภายใต้ภาวะกดดันเช่นนี้ การประคองตัวให้อยู่รอดในสถานการณ์นี้ อาจจะต้องปรับแนวทางการทำธุรกิจ คือไม่สต๊อกสินค้าไว้จำนวนมาก เพื่อเป็นการลดการแบกรับต้นทุน การขาดทุน เนื่องจากซัปพลายเออร์ หรือร้านค้าส่งจำนวนมากอาจปรับตัวเช่นกัน ด้วยการให้ชำระค่าสินค้าเป็นเงินสด งดให้เครดิตเช่นที่เคยเป็นมา แม็คโคร
Read More