วันเสาร์, มิถุนายน 20, 2026
Home > Cover Story > ชนะ ภูมี เปิดโรดแมป TCMA ปรับเป้าอุตฯ ซีเมนต์ไทยสู่ NDC 3.0

ชนะ ภูมี เปิดโรดแมป TCMA ปรับเป้าอุตฯ ซีเมนต์ไทยสู่ NDC 3.0

การลดโลกร้อน คือเป้าหมายสำคัญของทุกประเทศ ทุกอุตสาหกรรม เมื่อครั้งที่มีการประชุม COP จะเกิดข้อตกลงที่เรียกว่า “ความตกลงปารีส” (Paris Agreement) ซึ่งมีเป้าหมายร่วมกันในการควบคุมการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกไม่ให้สูงขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียส และพยายามตั้งเป้าหมายสูงสุดไว้ไม่เกิน 1.5 องศาเซลเซียส โดยครั้งแรกเกิดขึ้นในการประชุม COP21 ปี ค.ศ. 2015

ขณะที่การประชุม COP26 เป็นจุดเริ่มต้นของนานาประเทศ ได้ประกาศเป้าหมายใหม่ คือการมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการหยุดยั้งภาวะอันตรายของมวลมนุษยชาติ และประเทศไทยเองก็ได้แสดงเจตนารมณ์ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยได้ประกาศเป้าหมายการเข้าสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี ค.ศ. 2050 และเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี ค.ศ. 2065

แน่นอนว่า เป้าหมายนี้จะสำเร็จไม่ได้หากไม่ได้เกิดจากความร่วมมือของทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชน โดยเฉพาะภาคเอกชนในกลุ่มอุตสาหกรรมที่เคยถูกมองว่าเป็นผู้ก่อให้เกิดมลภาวะในอากาศ และปล่อยก๊าซเรือนกระจกทำลายชั้นบรรยากาศ

ปัจจุบันอุตสาหกรรมซีเมนต์ไทยได้ปฏิวัติวงการและปรับปรุงพัฒนาผลิตภัณฑ์ จนกระทั่งสามารถนำผลิตภัณฑ์ลดโลกร้อนออกจำหน่ายทดแทนผลิตภัณฑ์แบบเดิม นี่เป็นอีกหนึ่งความพยายามของความสำเร็จที่ได้สร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม

การรวมตัวกันของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไทย สู่การเป็นสมาคมอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไทย มีเป้าหมายสำคัญในความร่วมมือคือ การมุ่งมั่นพัฒนาอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ให้เป็นกำลังหลักในการพัฒนาประเทศด้านโครงสร้างพื้นฐาน พัฒนาอุตสาหกรรมให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ดำเนินการอุตสาหกรรมด้วยความรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

อุตสาหกรรมปูนซีเมนต์เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมพื้นฐานสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ คิดเป็น 7.7% ของจีดีพี และอยู่ระหว่างการขับเคลื่อนนำอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์สู่การปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ในปี พ.ศ. 2593 ตามแนวทาง Thailand 2050 Net Zero Cement and Concrete Roadmap และสนับสนุนเป้าหมาย Thailand NDC Roadmap ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย

สมาคมอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไทย (TCMA) ยังเป็นสมาชิกของสภาผู้ผลิตปูนซีเมนต์แห่งอาเซียน (Asean Federation of Cement Manufacturers: AFCM) และสมาชิกของ Global Cement and Concrete Association: GCCA

จากการประชุม GCCA (Global Cement and Concrete Association) คือ การประชุมปูนโลกที่จัดขึ้นในไทยเมื่อปีที่ผ่านมาประสบความสำเร็จอย่างมาก ในปีนี้ GCCA จัดขึ้นที่ประเทศเม็กซิโก โดย ดร.ชนะ ภูมี ในฐานะบอร์ดของ GCCA และนายกสมาคมอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไทย เข้าร่วมประชุม โดยมีเป้าหมายขับเคลื่อนตาม Roadmap เพื่อเชื่อมโยงความร่วมมือและยกระดับความก้าวหน้าในภูมิภาคสู่ระดับโลก

ประเทศไทยมีการปรับเป้าหมาย NDC 3.0 ที่อยู่ในปี 2031-2035 ซึ่งอุตสาหกรรมซีเมนต์ เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยขับเคลื่อนโดยนำ Roadmap ของอุตสาหกรรมซีเมนต์เชื่อมต่อทิศทางของโลก โดยนำเสนอในงาน GCCA และงาน COP 30 ในปีนี้

NDC 3.0 (Nationally determined Contributions) คือ ข้อกำหนดที่ประเทศกำหนดขึ้นเองเป็นเป้าหมายที่แต่ละประเทศกำหนดขึ้นเพื่อช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภายใต้กรอบของความตกลงปารีส (Paris Agreement) เพื่อช่วยลดก๊าซเรือนกระจกและปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ โดยทุกประเทศต้องส่งแผนนี้และอัปเดตทุกๆ 5 ปี พร้อมแสดงความก้าวหน้าอย่างโปร่งใส

NDC 3.0 สำหรับประเทศไทยได้ตั้งเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกประเทศไทยให้ได้ 109.2 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ภายในปี 2578 เพื่อรักษาอุณหภูมิโลกไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส นอกจากนี้ ภาคอุตสาหกรรมมีส่วนเกี่ยวข้องในการลดก๊าซเรือนกระจก ซึ่งแผนปฏิบัติการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศปี 2021-2030 ได้ให้ความสำคัญกับภาคอุตสาหกรรมต่างๆ  เช่น อุตสาหกรรมพลังงานและขนส่ง เลิกใช้ถ่านหินในการผลิตไฟฟ้าก่อนกำหนด การใช้ไฮโดรเจนร่วมในการเผาไหม้และโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง การพัฒนาเทคโนโลยีประหยัดพลังงานในรถยนต์ รวมถึงรถยนต์ไฟฟ้า (XEV) และไฮโดรเจน อุตสาหกรรมภาคการเกษตร เช่น การทำนาเปียกสลับนาแห้ง การปรับปรุงอาหารสัตว์ การใช้เทคโนโลยีเลเซอร์ในการปรับพื้นที่นาและการจัดการน้ำ ยังรวมไปถึงการจัดการขยะอุตสาหกรรม

“ต้องบอกว่า NDC 3.0 จะเป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับอุตสาหกรรมที่มีการเตรียมตัว จะช่วยประเทศได้มากขึ้น แม้ว่าจะเริ่มใช้ในปี ค.ศ. 2031 แต่เราต้องทำให้ดีกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้  อุตสาหกรรมปูนซีเมนต์เราอยากจะเป็นตัวอย่างของอุตสาหกรรมในประเทศไทย ที่ร่วมกับภาครัฐในการขับเคลื่อนให้เราเข้าใกล้เป้าหมาย Net Zero 2050 ที่ผ่านมาเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกที่สมาคมตั้งไว้ เราสามารถดำเนินการตามแผนและไปสู่เป้าหมายได้เร็วกว่ากำหนด” ดร.ชนะ ภูมี นายกสมาคมอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไทย กล่าว

แม้ว่า TCMA จะประสบความสำเร็จอย่างมากจากสระบุรีแซนด์บ็อกซ์ โมเดลสำคัญที่ชี้ให้เห็นว่า ความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในพื้นที่จะช่วยให้ประสบความสำเร็จได้ กระนั้นความท้าทายใหม่คือ โจทย์ใหญ่ที่ทุกฝ่ายจะต้องไปให้ถึง ทว่าจะเกิดขึ้นไม่ได้หากขาดการสนับสนุนจากนวัตกรรมใหม่ นโยบายภาครัฐ และเงินทุนที่จะเปลี่ยนผ่านไปสู่ความยั่งยืน

“ที่ผ่านมาผู้ประกอบการที่เป็นสมาชิก TCMA พัฒนาผลิตภัณฑ์ไฮดรอลิกซีเมนต์ที่ช่วยลดโลกร้อน ปัจจุบันปูนซีเมนต์อยู่ในมาตรฐานนี้กันหมดแล้ว แต่เราต้องยกระดับอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไปสู่ระดับเวิลด์คลาส คือการเปลี่ยนผ่านไปสู่การสร้างเชื้อเพลิงที่หลากหลาย โดยเฉพาะการทำขยะมาแปรรูปเป็นเชื้อเพลิงแข็งทดแทนการใช้ผ่านดิน เช่นที่ ประเทศเม็กซิโกทำ และทำออกมาได้ดี โดยเป็นความร่วมมือระหว่างรัฐบาลและเอกชน บ. CEMEX ผู้นำอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ นำขยะจากชุมชนไปเข้ากระบวนการเปลี่ยนให้เป็นพลังงานทดแทน ในขณะที่ขยะเปียกนำไปทำไบโอก๊าซ โดยรัฐเป็นผู้ลงทุนด้วยงบประมาณ 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ต้องบอกว่าโครงการนี้มองไปไกลกว่าการทำบ่อฝังกลบขยะ นอกจากจะได้รับความร่วมมือจากรัฐบาลเม็กซิโกแล้ว ยังมีประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมสำคัญ

ประเทศไทยอยู่ในกลุ่ม Carbon South จากการแบ่งของ GCCA คือในกลุ่มประเทศอาเซียน เรามีความพร้อมในด้านวัตถุดิบสำหรับการพัฒนา Product Innovation หรือ LC3 เช่น Calcined clay ดินเผา หรือ ดินขาว ที่ผ่านความร้อนสูง และถูกเปลี่ยนโครงสร้างให้มีคุณสมบัติที่เหมาะสมกับการใช้งานในอุตสาหกรรมการผลิตซีเมนต์ เซรามิก วัสดุก่อสร้าง ที่สำคัญคือ ลดการใช้พลังงาน ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม” ดร.ชนะ ขยายความ

การจะยกระดับอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไปสู่ระดับเวิลด์คลาส และการจะขอรับการสนับสนุนด้านเงินทุนจากองค์กรภายนอกอย่าง Unido นั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่ TCMA จะต้องเดินตามโรดแมป ทั้งการพัฒนาผลิตภัณฑ์ลดโลกร้อน การสร้าง Future Technology และความร่วมมือจากภาครัฐ นั่นเป็นเพราะว่า แม้โครงการของภาคเอกชนจะเห็นเป็นรูปธรรมและสำเร็จ เกิดประโยชน์ต่อชุมชนจริง แต่เงินสนับสนุนดังกล่าวจะถูกส่งมอบไปที่ภาครัฐ แล้วจึงส่งต่อมาที่ภาคเอกชน นำไปพัฒนาโครงการที่เรานำเสนอไป และสิ่งที่เราต้องการจากภาครัฐคือการปรับปรุงกฎระเบียบ รวมถึงกฎหมายบางข้อที่จะเป็นการหนุนให้ทั้งประเทศเข้าใกล้เป้าหมายที่ตั้งไว้”

ที่ผ่านมาภาครัฐให้การสนับสนุนอุตสาหกรรมที่มีเป้าหมายเปลี่ยนผ่านไปสู่เป้าหมาย Net Zero ยังมีส่วนสำคัญในการจัดหาทุนจากนอกประเทศ โดยเฉพาะองค์กรสำคัญอย่าง Unido ของประเทศแคนาดา หรือ GIZ องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมนี เพื่อการพัฒนาโครงการสระบุรีแซนด์บ็อกซ์

ก่อน ดร.ชนะจะทิ้งท้ายว่า “การเดินทางไปสู่เป้าหมายของ TCMA ที่จะทำให้กับประเทศไทยนั้น เมื่อพิจารณาจากสิ่งที่ต้องดำเนินการแล้วเรายังจำเป็นที่จะต้องมองหาเงินทุนในการดำเนินงานจำนวนไม่น้อย และปัจจัยสำคัญคือ 1. Positive Mindset เวลาทำเรื่องยากๆ ถ้าเราไม่ได้ข้อจำกัดของคนอื่น บางคนอาจจะอยากช่วย แต่มีข้อจำกัดบ้าง เราต้องมองบวกไว้ 2. เราต้องมีแนวคิดอย่างเดียวกัน เรียนรู้ เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา และ 3. สิ่งที่ทำทุกคนต้องได้ประโยชน์ ประชาชน ภาครัฐ เอกชน ทุกคนที่อยู่ในวงจรนั้นๆ”

การจะนำพาประเทศไปสู่เป้าหมายของการลดก๊าซเรือนกระจก ลดคาร์บอนสิทธิเป็นศูนย์ดูจะไม่ใช่ภารกิจที่ทำได้ง่ายๆ และจำเป็นที่จะต้องได้รับแรงหนุน แรงขับเคลื่อนจากทุกภาคส่วน.