Home > Cover Story

55 ปี โรช ไทยแลนด์ พลิกน่านน้ำสาธารณสุข สู่ “ศูนย์กลางการแพทย์พรีเมียม” ที่ยั่งยืน

ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจและสังคมโลก ยุคสมัยปัจจุบันกำลังส่งสัญญาณเตือนให้ทุกอุตสาหกรรมต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอด ไม่เว้นแม้แต่ “ระบบสาธารณสุข” ที่กำลังเผชิญความท้าทายรอบด้าน ทั้งงบประมาณที่ตึงตัวและภาระโรคที่ซับซ้อนขึ้น ตัวเลขคาดการณ์มูลค่าเศรษฐกิจสุขภาพทั่วโลก ที่จะพุ่งทะยานจาก 6.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2024 สู่ 9.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2029 ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ย (CAGR) 7.6% ต่อปี กลายเป็นขุมทรัพย์และโอกาสครั้งสำคัญที่ประเทศไทยจะปฏิเสธไม่ได้ในการเข้าร่วมชิงเค้กก้อนมหึมานี้ คำถามสำคัญคือ ประเทศไทยจะยืนอยู่ตรงจุดไหนในสมการเศรษฐกิจโลกใหม่นี้? ระหว่างการเป็นเมืองท่องเที่ยวที่เน้นปริมาณ หรือการยกระดับสู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้านสุขภาพระดับไฮเอนด์ที่มีมูลค่าสูง ในวาระครบรอบ 55 ปีของการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย บริษัท โรช ไทยแลนด์ จำกัด ยักษ์ใหญ่ด้านนวัตกรรมการแพทย์และเวชภัณฑ์ระดับโลก ได้จับมือร่วมกับ 3 พันธมิตรหลัก ได้แก่ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กระทรวงสาธารณสุข สมาคมการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์และสุขภาพไทย (TMWTA) และผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ชั้นนำ ประกาศยุทธศาสตร์ร่วมกันเพื่อดันประเทศไทยสู่การเป็น “ศูนย์กลางสุขภาพระดับพรีเมียมอย่างยั่งยืน” นี่ไม่ใช่เพียงแค่การประกาศความร่วมมือทั่วไป แต่คือการประกาศพิมพ์เขียวชุดใหม่ที่จะพลิกโฉมภาพลักษณ์และโครงสร้างระบบการแพทย์ไทยไปตลอดกาล ย้อนรอยรากฐาน จากบาเซิลสู่สยาม และเป้าประสงค์แห่งการ “วิจัยยา” หากจะเข้าใจอนาคต จำเป็นต้องย้อนมองอดีตอันแข็งแกร่ง โรช

Read More

Harmenstone แบรนด์เครื่องประดับ ‘มูมินิมอล’ เมื่อความเชื่อกลายเป็นแฟชั่น สู่ยอดขายหลักร้อยล้าน

ความเชื่อและศรัทธาอยู่คู่สังคมไทยมาอย่างยาวนาน และท่ามกลางความผันผวนของปัจจัยรอบด้าน หลายคนต่างมองหาสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจในรูปแบบต่างๆ ส่งผลให้เทรนด์ ‘มูเตลู’ ก้าวข้ามความเชื่อเฉพาะกลุ่ม สู่การเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ‘ตลาดเครื่องประดับสายมู’ ที่กำลังมาแรง ข้อมูลจาก Transparency Market Research ระบุว่า ภายในปี 2574 ตลาดเครื่องประดับสายมูทั่วโลกมีแนวโน้มเติบโตแตะ 22.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนโอกาสการเติบโตของตลาด ‘มูเก็ตติ้ง’ ที่นำความเชื่อมาต่อยอดเป็นสินค้าที่จับต้องได้และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์นักชอปยุคใหม่ สำหรับประเทศไทย ตลาดมูเตลูมีมูลค่าราวๆ 10,800-15,000 ล้านบาท โดยมีผู้บริโภค Gen Z เป็นแรงขับเคลื่อนหลักด้วยสัดส่วนสูงถึง 73.2% ซึ่งเป็นกลุ่มที่นิยามตัวเองว่าเป็น ‘สายมู’ อย่างชัดเจน พฤติกรรมของผู้บริโภคกลุ่มนี้ได้เปลี่ยนผ่านจากการบูชาความเชื่อแบบดั้งเดิม สู่สินค้าเสริมพลังใจที่ผสานวัฒนธรรมป๊อป จนกลายเป็นไอเทมแฟชั่นที่สะท้อนตัวตน ‘Harmenstone’ คือหนึ่งในแบรนด์ไทยที่มองเห็นอินไซต์นี้และหยิบมาตีโจทย์เพื่อสร้างความแตกต่างในตลาด ด้วยการดีไซน์เครื่องประดับที่ผสานความเชื่อและความศรัทธาเข้ากับความร่วมสมัยได้อย่างลงตัว เพื่อตอบโจทย์สายมูยุคใหม่โดยเฉพาะ Harmenstone เป็นแบรนด์เครื่องประดับสายมู ที่ก่อตั้งขึ้นในปี 2560 โดย หัสวีร์ วิรัลสิริภักดิ์ และ นันท์ธร พรกุลวัฒน์ สองวิศวกรที่มองเห็นช่องว่างในตลาดเครื่องประดับสายมูที่ยังขาดความโมเดิร์นและไม่ตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวัน จึงพัฒนาเครื่องประดับภายใต้คอนเซ็ปต์

Read More

ถอดรหัสแบรนด์ความงาม Zadi & Jo กับเกมรุกบุกตลาด Teen Beauty แสนล้าน

ท่ามกลางกระแสการแข่งขันที่ดุเดือดของตลาดความงามไทยที่มีมูลค่ารวมทะลุ 400,000 ล้านบาท เติบโตต่อเนื่อง 6-8% ต่อปี และเป็นหนึ่งในตลาดความงามที่แข็งแกร่งที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แบรนด์ระดับโลกและแบรนด์ไทยต่างงัดกลยุทธ์และพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อมาชิงเม็ดเงินมูลค่ามหาศาล และแน่นอนว่าส่วนใหญ่เน้นเจาะกลุ่มผู้บริโภควัยทำงาน (Gen X และ Gen Y) มาโดยตลอด ทว่ายังมีช่องว่างหรือ “White Space” ที่เป็นโอกาสใหญ่ในตลาด แต่มักถูกมองข้ามและยังไม่มีแบรนด์ไหนสื่อสารกับกลุ่มนี้โดยตรง นั่นคือตลาด “Teen Beauty” หรือผลิตภัณฑ์ความงามสำหรับกลุ่มวัยเรียนอายุระหว่าง 10-20 ปี ซึ่งในประเทศไทยมีจำนวนประชากรกลุ่มนี้สูงถึงกว่า 9 ล้านคน และกำลังกลายเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้บริโภคที่ทรงอิทธิพลที่สุดในยุคดิจิทัล ทั้งในแง่กำลังซื้อ การสร้างเทรนด์ และอิทธิพลต่อการตัดสินใจภายในครอบครัว นั่นจึงเป็นที่มาของแบรนด์ความงามน้องใหม่ Zadi & Jo (เซดี้ แอนด์ โจ) ที่เข้ามาบุกเบิกตลาด Teen Beauty อย่างจริงจัง ด้วยการวางตำแหน่งแบรนด์ในฐานะ “The First Thai Beauty Brand Built Exclusively

Read More

จีนย้อนแย้ง แผงโซลาร์ยึดโลก แต่ “กริด” พ่ายแพ้ถ่านหิน

หากจะหาคำจำกัดความให้กับสถานการณ์พลังงานของประเทศจีนในรอบปี 2026 นี้ คงไม่มีคำใดจะเหมาะสมไปกว่าคำว่า “ความย้อนแย้งเชิงยุทธศาสตร์” ในมุมหนึ่ง ปักกิ่งกำลังทำหน้าที่เป็น ‘ผู้กอบกู้พลังงานโลก’ ผ่านตัวเลขการส่งออกเทคโนโลยีสีเขียวที่เติบโตจนน่าตกใจ ล่าสุดในเดือนเดียวทั่วโลกแห่สั่งซื้อแผงโซลาร์เซลล์จากจีนทุบสถิติใหม่ถึง 68 กิกะวัตต์ (GW) แรงขับเคลื่อนหลักมาจากความตื่นตระหนกในตะวันออกกลาง เมื่อเพลิงสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล และอิหร่าน ส่งผลให้ช่องแคบฮอร์มุซกลายเป็นพื้นที่เสี่ยงภัย ดันราคาน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ (LNG) พุ่งสูงจนประเทศต่างๆ ต้องดิ้นรนหาทางรอดด้วยการหันไปพึ่งพาแสงแดด และ ‘จีน’ คือผู้เล่นเพียงรายเดียวในโลกที่มีกำลังการผลิตมากพอจะตอบสนองดีมานด์หนีตายนี้ได้ทันที ทว่า อีกด้านหนึ่งที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังความสำเร็จอันรุ่งโรจน์ในเวทีโลก ภายในบ้านของพญามังกรเองกลับกำลังเผชิญกับ “ภาวะจุกอก” เมื่อเม็ดเงินมหาศาลที่ทุ่มลงไปกับการสร้างทุ่งกังหันลมและโซลาร์ฟาร์มระดับทุบสถิติโลก กำลังวิ่งชนกำแพงที่เรียกว่า “ระบบโครงข่ายไฟฟ้าอันไร้ความยืดหยุ่น” จนท้ายที่สุด จีนต้องจำใจหันกลับไปพึ่งพาทรัพยากรเก่าแก่อย่าง “ถ่านหิน” เพื่อพยุงความเสถียรของพลังงานในประเทศ อะไรคือปมปัญหาที่ทำให้พลังงานสะอาดของจีนเดินไปไม่ถึงฝั่งฝันในบ้านตัวเอง? และทำไมระบบที่ทันสมัยที่สุดจึงต้องพ่ายแพ้ให้กับฟอสซิลยุคเก่า ภายใต้การเปิดฉาก แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 15 (2026-2030) จีนได้ประกาศศักดาการเป็นผู้นำด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างชัดเจน ข้อมูลเชิงสถิติล่าสุดระบุว่า กำลังการผลิตพลังงานลมของจีนเติบโตขึ้น 23% และพลังงานแสงอาทิตย์ขยายตัวถึง 33% แบบปีต่อปี (YoY) สมาคมอุตสาหกรรมไฟฟ้าแห่งประเทศจีน (CEC) คาดการณ์ว่า ภายในปี

Read More

บทเรียนราคาแพง เมื่ออินฟลูเอนเซอร์ล้านฟอลฯ ก้าวล่วงสมรภูมิ Subculture

Influencer Marketing หรือการตลาดออนไลน์ผ่านผู้มีอิทธิพลทางความคิด คือกลยุทธ์การตลาดที่แบรนด์เลือกใช้ กลุ่มคนที่มีผู้ติดตามบนโลกโซเชียลมีเดียไม่ว่าจะเป็น Facebook, Instagram, TikTok, Youtube หรือ X มาเป็นกระบอกเสียงในการแนะนำ รีวิว หรือโปรโมตสินค้าและบริการ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและกระตุ้นให้เกิดยอดขาย จุดเด่นของการตลาดแบบนี้คือ ตัวอินฟลูเอนเซอร์จะมีความใกล้ชิดและเข้าถึงง่ายกว่าดาราในยุคก่อน ทำให้แฟนคลับรู้สึกเหมือนเพื่อนแนะนำเพื่อน จนเกิดความคล้อยตามได้ง่ายขึ้น ปัจจุบันอินฟลูเอนเซอร์ ไม่ใช่แค่นักรีวิวสินค้าอีกต่อไป เราได้เห็นอินฟลูเอนเซอร์ใช้ฐานแฟนคลับและชื่อเสียงของตัวเองมาสร้างผลิตภัณฑ์ เช่น เครื่องสำอาง อาหารเสริม เสื้อผ้า หรือร้านอาหาร ซึ่งแม้จะมีข้อได้เปรียบเรื่อง “การตลาดฟรี” แต่มีความเสี่ยงสูงเช่นกัน เพราะถ้าแบรนด์พัง ชื่อเสียงที่สั่งสมสร้างมาทั้งชีวิตอาจจะพังไปด้วย สิ่งที่อินฟลูเอนเซอร์สายสร้างแบรนด์ต้องระวังคือ ความรับผิดชอบต่อคุณภาพสินค้า เพราะนี่คือจุดตายที่เคลมชีวิตอินฟลูมาไม่น้อย การจ้างโรงงานผลิตสินค้าโดยไม่ได้ตรวจสอบมาตรฐานอย่างละเอียด หรือละเลยการขออนุญาตที่ถูกต้อง หากผู้บริโภคใช้แล้วเกิดอาการแพ้ สินค้าไม่ได้มาตรฐานหรือมีสิ่งเจือปน ดราม่าจะไม่ได้วิ่งเข้าหาโรงงาน แต่จะวิ่งตรงมาที่ตัวอินฟลูเอนเซอร์ทันทีในฐานะเจ้าของแบรนด์ และด้วยความที่เป็นคอนเทนต์ครีเอเตอร์ มักจะชินกับการใช้คำพูดที่ดึงดูดใจแต่เมื่อเป็นเจ้าของแบรนด์ คำพูดเหล่านั้นต้องอยู่ภายใต้กฎหมายการโฆษณา โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มอาหารเสริมและสกินแคร์ การใช้คำโฆษณาที่เกินจริง เช่น ขาวไวใน 3 วัน หรือ รักษาโรค. อาจทำให้โดนสั่งระงับการขาย

Read More

“ดร.วรวัฒน์ ชิ้นปิ่นเกลียว” พลิกเกม พา “ไทย โคโค” แลนดิ้งมาตุภูมิ

ในวัย 47 ปี “ดร.วรวัฒน์ ชิ้นปิ่นเกลียว” เคยมีหนี้สินกว่า 900 ล้านบาท จากความผิดพลาดในการทำธุรกิจแปรรูปสับปะรด แต่เขากลับพลิกฟื้นธุรกิจขึ้นมาได้อีกครั้งด้วยการหันมาโฟกัสที่ธุรกิจมะพร้าว จนกลายเป็นผู้ผลิตและส่งออกผลิตภัณฑ์แปรรูปจากมะพร้าวระดับแนวหน้าของโลก ในชื่อบริษัท ไทย โคโคนัท จำกัด (มหาชน) และทำให้ ดร.วรวัฒน์ ในวัย 66 ปี ขึ้นแท่นนักธุรกิจระดับหมื่นล้าน ดร.วรวัฒน์ ชิ้นปิ่นเกลียว เกิดในครอบครัวเกษตรกรไร่อ้อยที่จังหวัดราชบุรี จบการศึกษาจากคณะวิทยาศาสตร์ และ MBA มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยเริ่มทำงานเป็นฝ่าย QC (Quality Control) ในโรงงานอาหาร ก่อนที่จะเข้าสุ่ธุรกิจโรงงานมะพร้าวที่ไปได้ดีและสร้างยอดขายหลักร้อยล้าน จุดเปลี่ยนสำคัญมาถึงเมื่อ ดร.วรวัฒน์ตัดสินใจเข้าสู่ธุรกิจแปรรูปสับปะรด เพราะช่วงนั้นอุตสาหกรรมสับปะรดกำลังมาแรง จึงไปกู้ธนาคารเพื่อมาลงทุน แต่กลับไม่ประสบความสำเร็จตามที่หวัง ทำให้ขาดทุนอย่างหนักและตามมาด้วยหนี้สินก้อนโตถึง 900 ล้านบาท จนต้องเข้าแผนพื้นฟูกิจการและวางแผนผ่อนชำระหนี้ โดยในระหว่างนั้นก็หันกลับมาโฟกัสธุรกิจมะพร้าวที่ถนัดจนประสบความสำเร็จ สามารถนำเงินมาชำระหนี้ได้ และกลายมาเป็น บริษัท ไทย โคโคนัท จำกัด (มหาชน)

Read More

AI จุดเปลี่ยนสำคัญเศรษฐกิจโลก ไทยทำได้แค่มองจริงหรือ?

AI ไม่ใช่แค่ซอฟต์แวร์ แต่คือ “โครงสร้างพื้นฐานใหม่ของโลก” ที่ขับเคลื่อนด้วยเม็ดเงินลงทุนระดับแสนล้านดอลลาร์ และยังเป็นตัวขับเคลื่อน GDP โลก โดยสถาบันการเงินระดับโลกประเมินว่า Generative AI และ Agentic AI จะช่วยเพิ่มมูลค่า GDP โลกได้ถึง 7% ประมาณ 7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในทศวรรษนี้ ผ่านการเพิ่มผลิตภาพ และการลดต้นทุนดำเนินงาน หากมองในมิติของเศรษฐกิจโลกและการลงทุน เม็ดเงินลงทุนส่วนใหญ่ในปัจจุบันไหลไปสู่ เซมิคอนดักเตอร์และระบบคลาวด์ กลุ่มผู้ให้บริการคลาวด์ยักษ์ใหญ่ เช่น Microsoft, Google, AWS และ Meta ต่างขับเคี่ยวกันด้วยงบลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI รวมกันมากกว่า 150,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี เพื่อแย่งชิงชิปประมวลผล เช่น NVIDIA และสร้างศูนย์ข้อมูล หรือ Data Center สมรภูมิ Geopolitics เกิดแนวคิด “Sovereign AI” หรือความมั่นคงด้านปัญญาประดิษฐ์

Read More

อัพเดทความคืบหน้า SeaChange® 2030 หนึ่งทศวรรษภารกิจรักษ์โลกของไทยยูเนี่ยน

อาหารทะเลถือเป็นแหล่งโปรตีนหลักของประชากรกว่า 3,100 ล้านคนทั่วโลก อุตสาหกรรมอาหารทะเลจึงมีบทบาทสำคัญยิ่งต่อโภชนาการ ชีวิตความเป็นอยู่ และความมั่นคงทางอาหารในระดับโลก แต่ท่ามกลางอุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงขึ้นอันเป็นผลมาจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ปัญหาการทำประมงเกินขนาด นั่นทำให้อุตสาหกรรมอาหารทะเลมีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น และในขณะเดียวกันความรับผิดชอบตลอดห่วงโซ่การผลิตอาหารทะเลก็ทวีความสำคัญมากขึ้นด้วยเช่นกัน บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) - Thai Union เริ่มขับเคลื่อนกลยุทธ์ด้านความยั่งยืน SeaChange® มาตั้งแต่ปี 2559 เพื่อประกาศเจตนารมณ์และพันธกิจด้านความยั่งยืน ก่อนจะต่อยอดเป็นแผนเชิงกลยุทธ์ SeaChange® 2030 ซึ่งเป็นกรอบการดำเนินงานด้านความยั่งยืนในระดับองค์กร โดยมีเป้าหมายสำคัญเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 42% ภายในปี 2030 พร้อมเป้าพันธกิจ 11 ข้อที่ครอบคลุมทั้งด้านแรงงาน โภชนาการ ระบบนิเวศ และเศรษฐกิจหมุนเวียน ที่ไม่เพียงช่วยยกระดับความความสามารถในการปรับตัวทางธุรกิจและกรอบการดำเนินงานเท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงเป้าหมายทางธุรกิจให้สอดคล้องกับจุดมุ่งหมาย Healthy Living, Healthy Oceans ที่มุ่งส่งเสริมการมีสุขภาพที่ดี ควบคู่ไปกับท้องทะเลที่อุดมสมบูรณ์ เป้าพันธกิจ 11 ข้อ ของ SeaChange® 2030 สำหรับพันธกิจทั้ง 11

Read More

โลกการเงินมุ่งสู่ 3 ขั้วอำนาจ มากกว่าการ “แทนที่ดอลลาร์”

ภาพจำของกลุ่ม BRICS ที่หลายคนเข้าใจคือการรวมกลุ่มของ จีน บราซิล รัสเซีย อินเดีย ที่เริ่มต้นตั้งแต่ปี 2006 มีหมุดหมายที่จะถ่วงดุลการค้าต่อกลุ่มชาติตะวันตก ลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์ และสร้างระเบียบโลกการค้าใหม่ สนับสนุนการเติบโตด้านเศรษฐกิจของประเทศสมาชิก หลังจากนั้น แอฟริกาใต้เข้าร่วม และกลุ่มขยายตัวใหญ่ขึ้นตั้งแต่ปี 2024 โดยมี อียิปต์ เอธิโอเปีย อิหร่าน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อินโดนีเซีย นอกจากนี้ ยังมีประเทศพันธมิตรอีกจำนวนไม่น้อย ทั้งจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยุโรป ยูเรเชีย แอฟริกา และลาตินอเมริกา ผ่านไป 20 ปี จังหวะก้าวของกลุ่ม BRICS ไม่ใช่เพื่อทำลายอำนาจของเงินดอลลาร์อีกต่อไป แต่กำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่การขับเคลื่อนระบบการเงินแบบหลายขั้วอำนาจ ความพยายามหลักของ BRICS มี 3 แนวทาง ได้แก่ การขยายการค้าทวิภาคีในสกุลเงินของตนเอง, BRICS Cross-border Payments Initiative ซึ่งออกแบบมาเพื่อสร้างระบบทางเลือกแทน SWIFT, และ

Read More

GCAP GOLD ปรับภาพลักษณ์แบรนด์อายุ 80 ปี จับมือ Butterbear เพิ่มความสนุก พลิกโฉมการลงทุน

“จีแคป” หรือ GCAP GOLD ถือเป็นผู้นำเข้าและส่งออกทองคำรายใหญ่ของประเทศไทย ที่คร่ำหวอดในธุรกิจทองคำมานานกว่า 80 ปี แต่ภายใต้การนำของทายาทรุ่นที่ 3 อย่าง “ธนพิศาล คูหาเปรมกิจ” ภาพของธุรกิจทองคำแบบดั้งเดิมของจีแคปกำลังพลิกโฉมสู่แบรนด์ทองคำในยุคดิจิทัลที่ทันสมัย เข้าถึงง่าย และตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ ซึ่งถือเป็นการปรับภาพลักษณ์แบรนด์ครั้งใหญ่ในรอบหลายสิบปี บริษัท จีแคป จำกัด เริ่มต้นธุรกิจค้าทองคำที่จังหวัดปราจีนบุรี เมื่อ พ.ศ. 2483 ก่อนที่จะเข้ามาเปิดธุรกิจค้าส่งทองรูปพรรณในกรุงเทพฯ ภายใต้ชื่อ “ห้างทองจิ้นไถ่เฮง” (แม่ไฉน) ในย่านวรจักร หลังจากนั้นมีการขยายธุรกิจร้านทองในกรุงเทพฯ เพิ่มอีกหนึ่งสาขา ในชื่อ “ห้างทองโกลด์สยาม” ในย่านศาลาเฉลิมกรุง กระทั่งในปี 2550 จึงได้จดทะเบียนในนาม บริษัท จีแคป จำกัด ดังเช่นในปัจจุบัน เพื่อผลิตและจำหน่ายทองคำยี่ห้อ GCAP GOLD โดยมีโรงงานหลอมทองที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค อย่าง บริษัท โกลด์ฟิลด์รีไฟเนอรี จำกัด ตั้งอยู่ที่นิคมอัญธานี (บางนา) ซึ่งเป็นโรงงานสกัดทองคำแห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน

Read More