Home > Cover Story (Page 20)

ตลาดก่อสร้างไทยยังไปได้ จระเข้ คอร์ปอเรชั่น กางโรดแมปสู้ศึกเศรษฐกิจ

ตลาดก่อสร้างไทยในปี 2568 แสดงสัญญาณทรงตัวถึงติดลบเล็กน้อยตามสภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัว โดยมูลค่าตลาดก่อสร้างรวมอยู่ที่ 1.4 ล้านล้านบาท ทั้งนี้ ปัจจัยขับเคลื่อนหลักของตลาดมาจากโครงการก่อสร้างด้านโครงสร้างพื้นฐาน การลงทุนทั้งจากภาครัฐและเอกชน รวมถึงการท่องเที่ยว ขณะที่ตลาดวัสดุเคมีก่อสร้าง เช่น กาวซีลแลนท์ และกันซึม เติบโตมากกว่า 5.5% ต่อปี และมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องอย่างน้อย 5% (CAGR) ไปจนถึงปี 2573 แม้จะส่งสัญญาณทรงตัวถึงติดลบ แต่สำหรับบริษัท จระเข้ คอร์ปอเรชั่น จำกัด มั่นใจว่าตลาดก่อสร้างไทยยังไปได้ ล่าสุดออกมาเผยผลประกอบการครึ่งปีแรกของปี 2568 สร้างการเติบโตแข็งแกร่งที่ 9.5% พร้อมกางโรดแมปสู้ศึกเศรษฐกิจไทยที่ท้าทายและการแข่งขันที่ดุเดือด เพื่อรักษาตำแหน่งเบอร์หนึ่งมาร์เกตแชร์ของตลาดกาวซีเมนต์และกาวยาแนว อีกทั้งยังเตรียมลุยตลาดต่างประเทศเต็มสูบ โดยตั้งเป้ายอดขายต่างประเทศเพิ่มขึ้นเป็น 16% ภายใน 3 ปี ดร. จิรัฏฐ์ สิริเฉลิมพงศ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัท จระเข้ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ฉายภาพของอุตสาหกรรมการก่อสร้างในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมาว่า ภาพรวมครึ่งปีแรกพบว่าการก่อสร้างมาจากโครงการก่อสร้างของภาครัฐมากกว่า 50%

Read More

ผศ.นพ.ชลธิศ สินรัชตานันท์ ปั้น รพ.ธีรพร จากคลินิกสู่โรงพยาบาลศัลยกรรมตกแต่งใบหน้า

ตลาดเสริมความงามเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่เติบโตอย่างรวดเร็วทั่วโลก ตามการคาดการณ์ของสถาบันวิจัย Grand View Research ตลาดเสริมความงามทั่วโลกจะขยายตัวเป็น 11.5 ล้านล้านบาทในปี 2573 โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 15% ต่อปี ในขณะที่ประเทศไทยก็มีการขยายตัวอย่างรวดเร็วตามกระแสโลกเช่นกัน เห็นได้จากจำนวนคลินิกและสถานเสริมความงามที่ผุดขึ้นเป็นจำนวนมาก สอดคล้องกับการประเมินของ ttb analytics ที่รวบรวมข้อมูลรายได้ผู้ประกอบการในช่วงปี 2562-2566 พบว่ารายได้เติบโตเฉลี่ยที่ 14% ต่อปี แต่ในปี 2567 คาดว่าจะเติบโต 4% จากปี 2566 ด้วยมูลค่าตลาด 73,000 ล้านบาท และประเมินว่าปี 2568 นี้อุตสาหกรรมเสริมความงามจะขยายตัวอยู่ที่ 2.7% โดยมีมูลค่าตลาดอยู่ที่ 75,000 ล้านบาท ท่ามกลางคลินิกและสถานเสริมความงามที่มีอยู่อย่างมากมาย ครั้งนี้ “ผู้จัดการ 360 องศา” จะพาไปทำความรู้จักกับอีกหนึ่งผู้ประกอบการที่มีประสบการณ์ในตลาดมามากกว่า 40 ปี อย่าง “โรงพยาบาลธีรพร” (TEERAPORN HOSPITAL) โรงพยาบาลเฉพาะทางศัลยกรรมตกแต่งใบหน้าและการดูแลสุขภาพอย่างยั่งยืนแห่งแรกในไทย ที่กำลังเปิดเกมรุกธุรกิจศัลยกรรมและความงามครั้งใหญ่ โรงพยาบาลธีรพรก่อตั้งโดย

Read More

เทรนด์ดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน หนุนตลาดเสริมอาหารโต

การเปลี่ยนแปลงทางสังคม รวมถึงเทรนด์การดูแลสุขภาพเชิงป้องกันที่มีการขยายตัวมากขึ้น เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งเสริมให้ธุรกิจเสริมอาหารเติบโต เห็นได้จากโลกออนไลน์และ e-commerce ทุกช่องมีผลิตภัณฑ์เสริมอาหารวางจำหน่าย และยังได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้บริโภคแทบทุกวัย จากข้อมูลบริษัทวิจัยเอกชน Market Minds Advisory คาดว่าตลาดเสริมอาหารในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมีมูลค่าราว 9.15 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2567 และคาดว่าจะพุ่งสูงถึง 1.76 แสนล้านดอลลาร์ภายในปี 2577 ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ที่ 8% ขณะที่ตลาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในประเทศไทยเองก็มีทิศทางการเติบโตที่สอดรับกัน โดยปี 2567 สร้างรายได้กว่า 133.6 แสนล้านบาท และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 179.9 แสนล้านบาท ภายในปี 2573 ซึ่งคิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสมต่อปี (CAGR) ที่ 5.1% ตั้งแต่ปี 2568 ถึง 2573 (ข้อมูลจาก Grand View Research) ปัจจัยส่งเสริมการเติบโตของอุตสาหกรรมเสริมอาหารมาจากความตระหนักรู้ด้านสุขภาพที่เพิ่มขึ้น ผู้บริโภคหันมาให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ควบคุมน้ำหนัก และดูแลสุขภาพองค์รวม ขณะเดียวกันภาครัฐและองค์กรต่าง ๆ

Read More

เอกา โกลบอล สู้ภาษีทรัมป์ หาโอกาสในตะวันออกกลาง

อินเดียถูกคาดการณ์ว่าสถานการณ์ทางเศรษฐกิจได้ผ่านระดับต่ำสุดไปแล้ว และกำลังเข้าสู่ภาวะฟื้นตัว ด้วยแรงหนุนจากนโยบายการเงินเป็นหลัก และนโยบายการคลัง นอกจากนี้ การวางตัวอย่างนี้ช่วยหนุนให้อินเดียเป็นประเทศเนื้อหอมในสายตาต่างชาติ ลดผลกระทบสงครามการค้า ซึ่งอินเดียไม่ได้เป็นประเทศที่มีรายได้หลักจากการส่งออกสินค้า (ส่งออกยารักษาโรค แต่ไม่ได้รับผลกระทบเชิงลบ) แถมยังเด่นด้านการส่งออกบริการมากกว่าด้วยซ้ำ โดยเฉพาะบุคลากรสายเทคโนโลยีเป็นปัจจัยแรกที่ช่วยให้ประเทศอินเดียได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าที่จำกัด การวางตัวทางการทูตกับประเทศมหาอำนาจ และการอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการเปลี่ยนจากประเทศเกษตรกรรมไปเป็นอุตสาหกรรม กลับกลายเป็นสิ่งที่ช่วยหนุนให้อินเดียอาจรับประโยชน์จากการย้ายฐานการผลิตในอนาคต เพื่อเลี่ยงผลจากสงครามการค้า ข้อมูลจาก State of the Economy ฉบับเดือนมิถุนายน 2568 ธนาคารกลางอินเดีย (RBI) ระบุว่า เศรษฐกิจอินเดียยังคงความยืดหยุ่นและมั่นคงแม้อยู่ภายใต้แรงกดดันจากความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าระหว่างประเทศ และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ GDP ของอินเดียในไตรมาส 4 ปี 2567 อยู่ที่ร้อยละ 6.5 และคาดกันว่าปีงบประมาณ 2568-2569 เศรษฐกิจอินเดียจะอยู่ที่อัตราร้อยละ 6.4 และจะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 6.7 ในปีงบประมาณ 2569-2570 สิ่งที่ผู้ประกอบการไทยต้องพิจารณาหากจะลงทุนในอินเดีย อาจจะมีปัจจัยภายนอก เช่น กำแพงภาษี ปัญหาหนี้ครัวเรือน และปัญหาด้านภูมิรัฐศาสตร์ แต่ภาพรวมของเศรษฐกิจอินเดียยังแข็งแกร่ง โดยมีแรงหนุนจากภาคเกษตร อุตสาหกรรมและบริการ ชัยวัฒน์ นันทิรุจ เป็นหนึ่งในผู้ประกอบการไทยที่เข้าไปลงทุนตั้งโรงงานผลิตบรรจุภัณฑ์ยืดอายุอาหารในอินเดียตั้งแต่ปี 2562

Read More

“ปณิธาน มีไชยโย” ยุคใหม่ อ.ต.ก. จาก Market Place สู่ Strategic Partner

องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) เป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดตั้งขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร พ.ศ. 2517 เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2517 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อจัดตั้งตลาดให้เป็นแหล่งกลางในการซื้อขายผลิตผลหรือผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร ส่งเสริมให้มีการปรับปรุงคุณภาพ มาตรฐานและการผลิตของผลิตผลทางการเกษตรให้ตรงกับความต้องการของตลาด รวมถึงการพยุงราคาผลิตผลหรือผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร แต่ด้วยโลกธุรกิจในปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากและรวดเร็ว ทำให้บทบาทเดิมของ อ.ต.ก. ในการเป็นตลาดที่ผู้ซื้อและผู้ขายมาเจอกันไม่อาจตอบโจทย์ของยุคปัจจุบันได้อย่างเพียงพอ ในขณะเดียวกันภาพความครึกครื้นและมีผู้มาเยือนวันละหลายพันคนในอดีต วันนี้มีหลายเสียงที่บอกว่า อ.ต.ก. กลับดูเงียบเหงาลงไป นั่นทำให้ อ.ต.ก. ต้องปรับตัวครั้งใหญ่ เพื่อสร้างการเติบโตให้กับสินค้าเกษตรไทย และทำให้ตลาดกลับมาคึกคักอีกครั้ง โดยมี “ปณิธาน มีไชยโย” ผู้อำนวยการองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) เป็นหัวเรือใหญ่ “นอกจากการเป็นตลาดแล้ว อีกหนึ่งภารกิจของ อ.ต.ก. คือการเป็นกลไกของภาครัฐในการแทรกแซงราคาสินค้าเกษตร เราทำภารกิจซื้อแพงขายถูก พอนานเข้ามันก็สะสมและส่งผลให้ อ.ต.ก. เกิดภาวะวิกฤตด้านการเงิน ประกอบกับโลกธุรกิจที่มีการเปลี่ยนแปลง ทำให้ อ.ต.ก. ต้องรีโพสิชันตัวเองใหม่ ภายใต้นโยบาย ‘ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพื่อเพิ่มรายได้’ ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์” ปณิธานกล่าว จากบทบาทเดิมในการเป็นตลาด

Read More

“เดวิด แวน ดาว” กลุ่มทุนจาก สปป.ลาว ประกาศยุทธศาสตร์ PSGC ตั้งเป้ารายได้ 3 หมื่นล้าน

เป็นประจำทุกปีสำหรับการจัดอันดับเศรษฐีหุ้นไทยโดยวารสารการเงินธนาคาร ซึ่งที่ผ่านมาผลการจัดอันดับล้วนเป็นรายชื่อที่คุ้นตากันเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็น สารัชถ์ รัตนาวะดี กรรมการ รองประธานกรรมการ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ (GULF) ที่ครองแชมป์เศรษฐีหุ้นไทยติดต่อกันมาหลายปี รวมถึง นิติ โอสถานุเคราะห์ นักลงทุนรายใหญ่ ทายาทอาณาจักรโอสถสภา และนายแพทย์ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ แห่งกลุ่มโรงพยาบาลกรุงเทพและสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส ที่สลับตำแหน่ง 2 และ 3 กันมาหลายปี กระทั่งปี 2565 กลับมีม้ามืดอย่าง “ปณิชา ดาว” ก้าวขึ้นมาเป็นอันดับสองของเศรษฐีหุ้นไทย ด้วยการครองหุ้นของ บมจ. พีเอสจี คอร์ปอเรชั่น (PSGC) จำนวน 51,994.00 ล้านหุ้น รวมมูลค่า 8.16 หมื่นล้านบาท ขณะที่แชมป์ยังเป็นของสารัชถ์ รัตนาวะดี ด้าน นพ.ปราเสริฐ ถูกเบียดไปอยู่อันดับ 3 ซึ่งนั่นทำให้ชื่อของ “ปณิชา

Read More

NIA-สวทช. พร้อมหนุน นวัตกรรมแพทย์ เมดอินไทยแลนด์

อีกหนึ่งงานแสดงสินค้าด้านสุขภาพ เครื่องมือแพทย์ นวัตกรรมการแพทย์ในไทย คือ MEDICAL FAIR THAILAND 2025 คือ เวทีสำหรับสตาร์ทอัปและผู้ประกอบการ SME ไทยจะได้เข้าร่วมแสดงศักยภาพและโชว์ของ “นวัตกรรมการแพทย์ขั้นสูงเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์สำคัญที่มีส่วนช่วยทั้งการยกระดับคุณภาพชีวิต การสร้างมูลค่าเศรษฐกิจระดับสูง และสอดคล้องกับเป้าหมายของภาครัฐในการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ” ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ NIA กล่าว พร้อมขยายความว่า “เราเป็นผู้กำหนดทิศทางนวัตกรรม ส่งเสริม และสนับสนุนให้เกิดการพัฒนานวัตกรรมของประเทศ และจากแนวโน้มที่เป็นไปในทิศทางบวก NIA จึงเห็นโอกาสของกลุ่มนวัตกรรมการแพทย์ไทยซึ่งพบว่าจะได้อานิสงส์มากขึ้นจากการเป็นทั้งผู้ผลิตเพื่อใช้ในประเทศ และการสร้างแบรนด์นวัตกรรมไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ โดยหัวใจสำคัญคือ การยกระดับขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีเชิงลึก (Deep Tech) ของไทยให้มีศักยภาพในการก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านการกำหนดมาตรฐานนวัตกรรมทางการแพทย์ระดับภูมิภาค Deep Tech ด้านการแพทย์ เช่น ปัญญาประดิษฐ์เพื่อการวินิจฉัย (AI Diagnostics) เทคโนโลยีจีโนมิกส์ (Genomics) หุ่นยนต์ทางการแพทย์ (Medical Robotics) และวัสดุทางชีวภาพขั้นสูง (Advanced Biomaterials) เป็นเทคโนโลยีที่มีอัตราการเติบโตสูงทั่วโลก และกำลังกลายเป็นข้อได้เปรียบเชิงโครงสร้างของประเทศที่สามารถพัฒนาได้เอง ทั้งนี้ หากไทยสามารถพัฒนาเทคโนโลยีเหล่านี้ได้อย่างต่อเนื่อง

Read More

จากไทยถึงมาเลเซีย Healthcare & Wellness ธุรกิจน่าลงทุน

ปิดฉากไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วกับงาน International Healthcare Week 2025 ที่จัดโดย Informa Markets งานแสดงสินค้าในอุตสาหกรรมสุขภาพ การแพทย์และนวัตกรรมการแพทย์ ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่จัดขึ้นที่ศูนย์การประชุม MITEC กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ความแตกต่างของงานนี้ที่เคยจัดขึ้นในไทยปีก่อน นอกจากมิติด้านกายภาพแล้ว เบื้องหลังการจัดงานที่มาเลเซียคือ รัฐบาลของประเทศนี้จะลงมาขับเคลื่อนการจัดงานด้วยตัวเอง โดยใช้เครือข่ายที่มีของภาครัฐเข้ามาเป็นตัวช่วยสำคัญในการเชื่อมโยงผู้ที่เกี่ยวข้องที่อยู่ในอุตสาหกรรมนี้เข้ามาร่วมงาน นับเป็นหนึ่งในความพยายามที่จะผลักดันให้อุตสาหกรรมด้านการแพทย์ สุขภาพ และนวัตกรรม เติบโตและขยายตัวมากขึ้น รัฐบาลมาเลเซียมีนโยบายสนับสนุนการลงทุนในอุตสาหกรรมด้านสุขภาพ แต่มีขอบเขตห้ามต่างชาติลงทุนในกลุ่มธุรกิจคลินิกให้บริการทางการแพทย์ทั่วไป คลินิกให้บริการด้านทันตแพทย์ทั่วไป และห้องปฏิบัติทางพยาธิวิทยา และอีกเงื่อนไขคือ นักลงทุนต่างชาติสามารถลงทุนได้เพียงร้อยละ 70 สำหรับศูนย์รถพยาบาลและศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ ส่วนหนึ่งเพราะนโยบายด้านสาธารณสุขของมาเลเซียมุ่งเน้นการปรับปรุงโครงสร้างและบทบาทของกระทรวงสาธารณสุข พัฒนากลยุทธ์การวิจัยระดับชาติ เพื่อสนับสนุนการปฏิรูประบบสุขภาพ และยังมีนโยบายส่งเสริมการเดินทางเพื่อการรักษาพยาบาล พร้อมอำนวยความสะดวกให้ผู้เดินทางมารักษาในประเทศ นอกจากนี้ รัฐบาลมาเลเซียยังมีโครงการจัดตั้งคลินิกของรัฐบาลที่ให้บริการฟรีแก่ประชาชน หมุดหมายสำคัญของมาเลเซียคือการเป็นจุดหมายปลายทางระดับโลกในด้านการให้บริการการแพทย์ที่ปลอดภัยและได้รับความไว้วางใจ และก้าวสู่เป้าหมาย Best Malaysia Healthcare Travel Experience ภายในปี 2025 มาเลเซียหวังว่าจะช่วยกระตุ้นการลงทุนโดยตรงในสาขา medical & wellness มากถึง 250

Read More

10 ปี Matara สลัดภาพจำของ “ไข่มุก” เมื่อคนรุ่นใหม่พาแบรนด์ไทยก้าวสู่สากล

“ไข่มุก” ถือเป็นหนึ่งในเครื่องประดับชิ้นโปรดของผู้หญิงหลายๆ คน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า สำหรับอีกหลายๆ คนยังมีภาพจำของไข่มุกว่าเป็นเครื่องประดับของคนมีอายุ หรือใส่แล้วทำให้ดูมีอายุ แต่ภาพจำเหล่านี้กลับเป็นแรงบันดาลใจให้กับกลุ่มคนรุ่นใหม่อย่าง “จงจินต์ จึงสุระ” และเพื่อนสนิทอีก 2 คน จับมือกันสร้างแบรนด์ “Matara” แบรนด์เครื่องประดับไข่มุกที่ต้องการสลัดภาพจำเดิมๆ และทำให้ไข่มุกเป็นเครื่องประดับที่ใครๆ ก็สวมใส่ได้ ย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้น แบรนด์มธราเกิดขึ้นจาก 3 เพื่อนสนิทสมัยเรียน จงจินต์ จึงสุระ, สาลิล อันธพันธ์ และ พัชชาพลอย เมธารุ่งสมบัติ ที่มีโอกาสร่วมกันทำเสื้อการกุศลเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมเมื่อปี 2554 โดยนำเงินที่ได้ไปบริจาคให้กับสภากาชาดไทย จากการรวมกลุ่มในครั้งนั้น เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ทั้ง 3 คน ตัดสินใจทำธุรกิจร่วมกัน ประกอบกับความชื่นชอบในเครื่องประดับ “ไข่มุก” ของจงจินต์ จึงเกิดเป็นไอเดียให้เธอชักชวนเพื่อนๆ มาทำแบรนด์เครื่องประดับไข่มุกภายใต้ชื่อ “Matara” “เรา 3 คนเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่มัธยมที่โรงเรียนเซนต์ฟรังฯ แล้วก็เข้าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเหมือนกันแต่คนละคณะ ตอนเรียนจบมาแรกๆ เป็นช่วงน้ำท่วม ข่าวที่ออกมาแต่ละวันก็ไม่ค่อยดีเท่าไร เราเลยอยากสร้างเรื่องดีๆ ขึ้นมา

Read More

ทางรอดของสินค้าไทย ในอุ้งมือพญาอินทรี

“เศรษฐกิจไทยปีนี้เผาจริง” คำกล่าวนี้ดูจะไม่เกินจริงเลยสักนิด เมื่อพิจารณาจากสิ่งที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่ เพราะดูเหมือนปัญหาและอุปสรรคที่ขัดขวางความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจดูจะประเดประดัง ถาโถมเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ทั้งปัจจัยภายใน เช่น ความขัดแย้งทางการเมืองที่ดูจะมุ่งหาผลประโยชน์มากกว่าจะหาแนวทางแก้ปัญหาปากท้องประชาชนอย่างจริงจัง แม้ว่าจะมีนโยบาย หรือมาตรการต่างๆ ออกมา แต่ผลที่ได้กลับไม่ได้สร้างแรงกระเพื่อมทางเศรษฐกิจอย่างที่หลายฝ่ายคาดหวัง ขณะที่ปัจจัยภายนอกที่หลายประเทศกำลังเผชิญคือ การประกาศเก็บภาษีนำเข้าจากพญาอินทรี สหรัฐอเมริกา ที่ต้องการลดการเสียดุลการค้ากับประเทศคู่ค้า รวมถึงนโยบายที่มีเป้าหมายให้คนอเมริกันพึ่งพาตัวเอง ซึ่งจะกลายเป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญทางเศรษฐกิจ ทว่า นโยบายภาษีของสหรัฐอเมริกา เสมือนเครื่องมือที่โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดี ใช้สร้างอำนาจในการต่อรองดุลการค้า รวมถึงสามารถเรียกร้องข้อเสนอจากประเทศต่างๆ เพื่อแลกกับการไม่เก็บภาษีนำเข้าได้ ไทยเองก็เช่นกัน หลังจากที่ถูกขึ้นลิสต์รายชื่อประเทศที่จะถูกเรียกเก็บภาษีนำเข้าสูงถึง 36% โดยสหรัฐฯ ประกาศมาตรการภาษีนี้มาตั้งแต่เข้ามารับตำแหน่งได้ไม่นาน กระทั่งล่าสุดโดนัลด์ ทรัมป์ ร่อนจดหมายถึงประเทศไทยและอีกหลายประเทศว่า ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2568 เป็นต้นไป สหรัฐฯ จะเรียกเก็บภาษีศุลกากร reciprocal tariff อัตราใหม่ ซึ่งจัดทำมาเพื่อให้เงื่อนไขความสัมพันธ์การค้าทวิภาคีมีความเท่าเทียมกันมากขึ้นในอนาคต และเพื่อจัดการกับความมั่นคงของประเทศที่เกิดจากการขาดดุลการค้าสินค้าจำนวนมหาศาลของสหรัฐฯ กลุ่มสินค้าไทยที่จะได้รับผลกระทบจากอัตราภาษีใหม่ของสหรัฐฯ ได้แก่  ยานยนต์ อาหาร พลาสติก เคมีภัณฑ์ เครื่องจักรและอุปกรณ์อุตสาหกรรม สิ่งทอ

Read More