จีนย้อนแย้ง แผงโซลาร์ยึดโลก แต่ “กริด” พ่ายแพ้ถ่านหิน
หากจะหาคำจำกัดความให้กับสถานการณ์พลังงานของประเทศจีนในรอบปี 2026 นี้ คงไม่มีคำใดจะเหมาะสมไปกว่าคำว่า “ความย้อนแย้งเชิงยุทธศาสตร์” ในมุมหนึ่ง ปักกิ่งกำลังทำหน้าที่เป็น ‘ผู้กอบกู้พลังงานโลก’ ผ่านตัวเลขการส่งออกเทคโนโลยีสีเขียวที่เติบโตจนน่าตกใจ ล่าสุดในเดือนเดียวทั่วโลกแห่สั่งซื้อแผงโซลาร์เซลล์จากจีนทุบสถิติใหม่ถึง 68 กิกะวัตต์ (GW) แรงขับเคลื่อนหลักมาจากความตื่นตระหนกในตะวันออกกลาง เมื่อเพลิงสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล และอิหร่าน ส่งผลให้ช่องแคบฮอร์มุซกลายเป็นพื้นที่เสี่ยงภัย ดันราคาน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ (LNG) พุ่งสูงจนประเทศต่างๆ ต้องดิ้นรนหาทางรอดด้วยการหันไปพึ่งพาแสงแดด และ ‘จีน’ คือผู้เล่นเพียงรายเดียวในโลกที่มีกำลังการผลิตมากพอจะตอบสนองดีมานด์หนีตายนี้ได้ทันที ทว่า อีกด้านหนึ่งที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังความสำเร็จอันรุ่งโรจน์ในเวทีโลก ภายในบ้านของพญามังกรเองกลับกำลังเผชิญกับ “ภาวะจุกอก” เมื่อเม็ดเงินมหาศาลที่ทุ่มลงไปกับการสร้างทุ่งกังหันลมและโซลาร์ฟาร์มระดับทุบสถิติโลก กำลังวิ่งชนกำแพงที่เรียกว่า “ระบบโครงข่ายไฟฟ้าอันไร้ความยืดหยุ่น” จนท้ายที่สุด จีนต้องจำใจหันกลับไปพึ่งพาทรัพยากรเก่าแก่อย่าง “ถ่านหิน” เพื่อพยุงความเสถียรของพลังงานในประเทศ อะไรคือปมปัญหาที่ทำให้พลังงานสะอาดของจีนเดินไปไม่ถึงฝั่งฝันในบ้านตัวเอง? และทำไมระบบที่ทันสมัยที่สุดจึงต้องพ่ายแพ้ให้กับฟอสซิลยุคเก่า ภายใต้การเปิดฉาก แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 15 (2026-2030) จีนได้ประกาศศักดาการเป็นผู้นำด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างชัดเจน ข้อมูลเชิงสถิติล่าสุดระบุว่า กำลังการผลิตพลังงานลมของจีนเติบโตขึ้น 23% และพลังงานแสงอาทิตย์ขยายตัวถึง 33% แบบปีต่อปี (YoY) สมาคมอุตสาหกรรมไฟฟ้าแห่งประเทศจีน (CEC) คาดการณ์ว่า ภายในปี
Read More