Home > Cover Story

จีนย้อนแย้ง แผงโซลาร์ยึดโลก แต่ “กริด” พ่ายแพ้ถ่านหิน

หากจะหาคำจำกัดความให้กับสถานการณ์พลังงานของประเทศจีนในรอบปี 2026 นี้ คงไม่มีคำใดจะเหมาะสมไปกว่าคำว่า “ความย้อนแย้งเชิงยุทธศาสตร์” ในมุมหนึ่ง ปักกิ่งกำลังทำหน้าที่เป็น ‘ผู้กอบกู้พลังงานโลก’ ผ่านตัวเลขการส่งออกเทคโนโลยีสีเขียวที่เติบโตจนน่าตกใจ ล่าสุดในเดือนเดียวทั่วโลกแห่สั่งซื้อแผงโซลาร์เซลล์จากจีนทุบสถิติใหม่ถึง 68 กิกะวัตต์ (GW) แรงขับเคลื่อนหลักมาจากความตื่นตระหนกในตะวันออกกลาง เมื่อเพลิงสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล และอิหร่าน ส่งผลให้ช่องแคบฮอร์มุซกลายเป็นพื้นที่เสี่ยงภัย ดันราคาน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ (LNG) พุ่งสูงจนประเทศต่างๆ ต้องดิ้นรนหาทางรอดด้วยการหันไปพึ่งพาแสงแดด และ ‘จีน’ คือผู้เล่นเพียงรายเดียวในโลกที่มีกำลังการผลิตมากพอจะตอบสนองดีมานด์หนีตายนี้ได้ทันที ทว่า อีกด้านหนึ่งที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังความสำเร็จอันรุ่งโรจน์ในเวทีโลก ภายในบ้านของพญามังกรเองกลับกำลังเผชิญกับ “ภาวะจุกอก” เมื่อเม็ดเงินมหาศาลที่ทุ่มลงไปกับการสร้างทุ่งกังหันลมและโซลาร์ฟาร์มระดับทุบสถิติโลก กำลังวิ่งชนกำแพงที่เรียกว่า “ระบบโครงข่ายไฟฟ้าอันไร้ความยืดหยุ่น” จนท้ายที่สุด จีนต้องจำใจหันกลับไปพึ่งพาทรัพยากรเก่าแก่อย่าง “ถ่านหิน” เพื่อพยุงความเสถียรของพลังงานในประเทศ อะไรคือปมปัญหาที่ทำให้พลังงานสะอาดของจีนเดินไปไม่ถึงฝั่งฝันในบ้านตัวเอง? และทำไมระบบที่ทันสมัยที่สุดจึงต้องพ่ายแพ้ให้กับฟอสซิลยุคเก่า ภายใต้การเปิดฉาก แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 15 (2026-2030) จีนได้ประกาศศักดาการเป็นผู้นำด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างชัดเจน ข้อมูลเชิงสถิติล่าสุดระบุว่า กำลังการผลิตพลังงานลมของจีนเติบโตขึ้น 23% และพลังงานแสงอาทิตย์ขยายตัวถึง 33% แบบปีต่อปี (YoY) สมาคมอุตสาหกรรมไฟฟ้าแห่งประเทศจีน (CEC) คาดการณ์ว่า ภายในปี

Read More

บทเรียนราคาแพง เมื่ออินฟลูเอนเซอร์ล้านฟอลฯ ก้าวล่วงสมรภูมิ Subculture

Influencer Marketing หรือการตลาดออนไลน์ผ่านผู้มีอิทธิพลทางความคิด คือกลยุทธ์การตลาดที่แบรนด์เลือกใช้ กลุ่มคนที่มีผู้ติดตามบนโลกโซเชียลมีเดียไม่ว่าจะเป็น Facebook, Instagram, TikTok, Youtube หรือ X มาเป็นกระบอกเสียงในการแนะนำ รีวิว หรือโปรโมตสินค้าและบริการ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและกระตุ้นให้เกิดยอดขาย จุดเด่นของการตลาดแบบนี้คือ ตัวอินฟลูเอนเซอร์จะมีความใกล้ชิดและเข้าถึงง่ายกว่าดาราในยุคก่อน ทำให้แฟนคลับรู้สึกเหมือนเพื่อนแนะนำเพื่อน จนเกิดความคล้อยตามได้ง่ายขึ้น ปัจจุบันอินฟลูเอนเซอร์ ไม่ใช่แค่นักรีวิวสินค้าอีกต่อไป เราได้เห็นอินฟลูเอนเซอร์ใช้ฐานแฟนคลับและชื่อเสียงของตัวเองมาสร้างผลิตภัณฑ์ เช่น เครื่องสำอาง อาหารเสริม เสื้อผ้า หรือร้านอาหาร ซึ่งแม้จะมีข้อได้เปรียบเรื่อง “การตลาดฟรี” แต่มีความเสี่ยงสูงเช่นกัน เพราะถ้าแบรนด์พัง ชื่อเสียงที่สั่งสมสร้างมาทั้งชีวิตอาจจะพังไปด้วย สิ่งที่อินฟลูเอนเซอร์สายสร้างแบรนด์ต้องระวังคือ ความรับผิดชอบต่อคุณภาพสินค้า เพราะนี่คือจุดตายที่เคลมชีวิตอินฟลูมาไม่น้อย การจ้างโรงงานผลิตสินค้าโดยไม่ได้ตรวจสอบมาตรฐานอย่างละเอียด หรือละเลยการขออนุญาตที่ถูกต้อง หากผู้บริโภคใช้แล้วเกิดอาการแพ้ สินค้าไม่ได้มาตรฐานหรือมีสิ่งเจือปน ดราม่าจะไม่ได้วิ่งเข้าหาโรงงาน แต่จะวิ่งตรงมาที่ตัวอินฟลูเอนเซอร์ทันทีในฐานะเจ้าของแบรนด์ และด้วยความที่เป็นคอนเทนต์ครีเอเตอร์ มักจะชินกับการใช้คำพูดที่ดึงดูดใจแต่เมื่อเป็นเจ้าของแบรนด์ คำพูดเหล่านั้นต้องอยู่ภายใต้กฎหมายการโฆษณา โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มอาหารเสริมและสกินแคร์ การใช้คำโฆษณาที่เกินจริง เช่น ขาวไวใน 3 วัน หรือ รักษาโรค. อาจทำให้โดนสั่งระงับการขาย

Read More

“ดร.วรวัฒน์ ชิ้นปิ่นเกลียว” พลิกเกม พา “ไทย โคโค” แลนดิ้งมาตุภูมิ

ในวัย 47 ปี “ดร.วรวัฒน์ ชิ้นปิ่นเกลียว” เคยมีหนี้สินกว่า 900 ล้านบาท จากความผิดพลาดในการทำธุรกิจแปรรูปสับปะรด แต่เขากลับพลิกฟื้นธุรกิจขึ้นมาได้อีกครั้งด้วยการหันมาโฟกัสที่ธุรกิจมะพร้าว จนกลายเป็นผู้ผลิตและส่งออกผลิตภัณฑ์แปรรูปจากมะพร้าวระดับแนวหน้าของโลก ในชื่อบริษัท ไทย โคโคนัท จำกัด (มหาชน) และทำให้ ดร.วรวัฒน์ ในวัย 66 ปี ขึ้นแท่นนักธุรกิจระดับหมื่นล้าน ดร.วรวัฒน์ ชิ้นปิ่นเกลียว เกิดในครอบครัวเกษตรกรไร่อ้อยที่จังหวัดราชบุรี จบการศึกษาจากคณะวิทยาศาสตร์ และ MBA มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยเริ่มทำงานเป็นฝ่าย QC (Quality Control) ในโรงงานอาหาร ก่อนที่จะเข้าสุ่ธุรกิจโรงงานมะพร้าวที่ไปได้ดีและสร้างยอดขายหลักร้อยล้าน จุดเปลี่ยนสำคัญมาถึงเมื่อ ดร.วรวัฒน์ตัดสินใจเข้าสู่ธุรกิจแปรรูปสับปะรด เพราะช่วงนั้นอุตสาหกรรมสับปะรดกำลังมาแรง จึงไปกู้ธนาคารเพื่อมาลงทุน แต่กลับไม่ประสบความสำเร็จตามที่หวัง ทำให้ขาดทุนอย่างหนักและตามมาด้วยหนี้สินก้อนโตถึง 900 ล้านบาท จนต้องเข้าแผนพื้นฟูกิจการและวางแผนผ่อนชำระหนี้ โดยในระหว่างนั้นก็หันกลับมาโฟกัสธุรกิจมะพร้าวที่ถนัดจนประสบความสำเร็จ สามารถนำเงินมาชำระหนี้ได้ และกลายมาเป็น บริษัท ไทย โคโคนัท จำกัด (มหาชน)

Read More

AI จุดเปลี่ยนสำคัญเศรษฐกิจโลก ไทยทำได้แค่มองจริงหรือ?

AI ไม่ใช่แค่ซอฟต์แวร์ แต่คือ “โครงสร้างพื้นฐานใหม่ของโลก” ที่ขับเคลื่อนด้วยเม็ดเงินลงทุนระดับแสนล้านดอลลาร์ และยังเป็นตัวขับเคลื่อน GDP โลก โดยสถาบันการเงินระดับโลกประเมินว่า Generative AI และ Agentic AI จะช่วยเพิ่มมูลค่า GDP โลกได้ถึง 7% ประมาณ 7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในทศวรรษนี้ ผ่านการเพิ่มผลิตภาพ และการลดต้นทุนดำเนินงาน หากมองในมิติของเศรษฐกิจโลกและการลงทุน เม็ดเงินลงทุนส่วนใหญ่ในปัจจุบันไหลไปสู่ เซมิคอนดักเตอร์และระบบคลาวด์ กลุ่มผู้ให้บริการคลาวด์ยักษ์ใหญ่ เช่น Microsoft, Google, AWS และ Meta ต่างขับเคี่ยวกันด้วยงบลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI รวมกันมากกว่า 150,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี เพื่อแย่งชิงชิปประมวลผล เช่น NVIDIA และสร้างศูนย์ข้อมูล หรือ Data Center สมรภูมิ Geopolitics เกิดแนวคิด “Sovereign AI” หรือความมั่นคงด้านปัญญาประดิษฐ์

Read More

อัพเดทความคืบหน้า SeaChange® 2030 หนึ่งทศวรรษภารกิจรักษ์โลกของไทยยูเนี่ยน

อาหารทะเลถือเป็นแหล่งโปรตีนหลักของประชากรกว่า 3,100 ล้านคนทั่วโลก อุตสาหกรรมอาหารทะเลจึงมีบทบาทสำคัญยิ่งต่อโภชนาการ ชีวิตความเป็นอยู่ และความมั่นคงทางอาหารในระดับโลก แต่ท่ามกลางอุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงขึ้นอันเป็นผลมาจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ปัญหาการทำประมงเกินขนาด นั่นทำให้อุตสาหกรรมอาหารทะเลมีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น และในขณะเดียวกันความรับผิดชอบตลอดห่วงโซ่การผลิตอาหารทะเลก็ทวีความสำคัญมากขึ้นด้วยเช่นกัน บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) - Thai Union เริ่มขับเคลื่อนกลยุทธ์ด้านความยั่งยืน SeaChange® มาตั้งแต่ปี 2559 เพื่อประกาศเจตนารมณ์และพันธกิจด้านความยั่งยืน ก่อนจะต่อยอดเป็นแผนเชิงกลยุทธ์ SeaChange® 2030 ซึ่งเป็นกรอบการดำเนินงานด้านความยั่งยืนในระดับองค์กร โดยมีเป้าหมายสำคัญเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 42% ภายในปี 2030 พร้อมเป้าพันธกิจ 11 ข้อที่ครอบคลุมทั้งด้านแรงงาน โภชนาการ ระบบนิเวศ และเศรษฐกิจหมุนเวียน ที่ไม่เพียงช่วยยกระดับความความสามารถในการปรับตัวทางธุรกิจและกรอบการดำเนินงานเท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงเป้าหมายทางธุรกิจให้สอดคล้องกับจุดมุ่งหมาย Healthy Living, Healthy Oceans ที่มุ่งส่งเสริมการมีสุขภาพที่ดี ควบคู่ไปกับท้องทะเลที่อุดมสมบูรณ์ เป้าพันธกิจ 11 ข้อ ของ SeaChange® 2030 สำหรับพันธกิจทั้ง 11

Read More

โลกการเงินมุ่งสู่ 3 ขั้วอำนาจ มากกว่าการ “แทนที่ดอลลาร์”

ภาพจำของกลุ่ม BRICS ที่หลายคนเข้าใจคือการรวมกลุ่มของ จีน บราซิล รัสเซีย อินเดีย ที่เริ่มต้นตั้งแต่ปี 2006 มีหมุดหมายที่จะถ่วงดุลการค้าต่อกลุ่มชาติตะวันตก ลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์ และสร้างระเบียบโลกการค้าใหม่ สนับสนุนการเติบโตด้านเศรษฐกิจของประเทศสมาชิก หลังจากนั้น แอฟริกาใต้เข้าร่วม และกลุ่มขยายตัวใหญ่ขึ้นตั้งแต่ปี 2024 โดยมี อียิปต์ เอธิโอเปีย อิหร่าน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อินโดนีเซีย นอกจากนี้ ยังมีประเทศพันธมิตรอีกจำนวนไม่น้อย ทั้งจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยุโรป ยูเรเชีย แอฟริกา และลาตินอเมริกา ผ่านไป 20 ปี จังหวะก้าวของกลุ่ม BRICS ไม่ใช่เพื่อทำลายอำนาจของเงินดอลลาร์อีกต่อไป แต่กำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่การขับเคลื่อนระบบการเงินแบบหลายขั้วอำนาจ ความพยายามหลักของ BRICS มี 3 แนวทาง ได้แก่ การขยายการค้าทวิภาคีในสกุลเงินของตนเอง, BRICS Cross-border Payments Initiative ซึ่งออกแบบมาเพื่อสร้างระบบทางเลือกแทน SWIFT, และ

Read More

GCAP GOLD ปรับภาพลักษณ์แบรนด์อายุ 80 ปี จับมือ Butterbear เพิ่มความสนุก พลิกโฉมการลงทุน

“จีแคป” หรือ GCAP GOLD ถือเป็นผู้นำเข้าและส่งออกทองคำรายใหญ่ของประเทศไทย ที่คร่ำหวอดในธุรกิจทองคำมานานกว่า 80 ปี แต่ภายใต้การนำของทายาทรุ่นที่ 3 อย่าง “ธนพิศาล คูหาเปรมกิจ” ภาพของธุรกิจทองคำแบบดั้งเดิมของจีแคปกำลังพลิกโฉมสู่แบรนด์ทองคำในยุคดิจิทัลที่ทันสมัย เข้าถึงง่าย และตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ ซึ่งถือเป็นการปรับภาพลักษณ์แบรนด์ครั้งใหญ่ในรอบหลายสิบปี บริษัท จีแคป จำกัด เริ่มต้นธุรกิจค้าทองคำที่จังหวัดปราจีนบุรี เมื่อ พ.ศ. 2483 ก่อนที่จะเข้ามาเปิดธุรกิจค้าส่งทองรูปพรรณในกรุงเทพฯ ภายใต้ชื่อ “ห้างทองจิ้นไถ่เฮง” (แม่ไฉน) ในย่านวรจักร หลังจากนั้นมีการขยายธุรกิจร้านทองในกรุงเทพฯ เพิ่มอีกหนึ่งสาขา ในชื่อ “ห้างทองโกลด์สยาม” ในย่านศาลาเฉลิมกรุง กระทั่งในปี 2550 จึงได้จดทะเบียนในนาม บริษัท จีแคป จำกัด ดังเช่นในปัจจุบัน เพื่อผลิตและจำหน่ายทองคำยี่ห้อ GCAP GOLD โดยมีโรงงานหลอมทองที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค อย่าง บริษัท โกลด์ฟิลด์รีไฟเนอรี จำกัด ตั้งอยู่ที่นิคมอัญธานี (บางนา) ซึ่งเป็นโรงงานสกัดทองคำแห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน

Read More

Koriko เดินเกมบุกตลาดสแน็กสาหร่าย เมื่อผู้อยู่เบื้องหลัง สร้างแบรนด์รุกรีเทล

ตลอดระยะ 30 ปีที่ผ่านมา บริษัท เนเจอร์เบสท์ฟู้ด จำกัด (NBF) เติบโตในฐานะผู้นำเข้าสาหร่ายจากประเทศจีน เกาหลี และญี่ปุ่น รายใหญ่และรายแรกในประเทศไทย เพื่อส่งต่อให้กับอุตสาหกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร โรงแรม รวมถึงขนมขบเคี้ยวที่ใช้วัตถุดิบเป็นสาหร่าย และยังเป็นผู้อยู่เบื้องหลังแบรนด์ต่างๆ ในฐานะผู้รับจ้างผลิต (OEM) ทั้งในประเทศและต่างประเทศ มากกว่า 10 แบรนด์ แต่ตอนนี้ “เนเจอร์เบสท์ฟู้ด” กำลังสร้างอีกหนึ่งการเติบโตด้วยการรุกธุรกิจรีเทลเต็มตัว เดินหน้าทำการตลาดให้กับขนมขบเคี้ยวสาหร่ายในแบรนด์ “Koriko” (โกริโกะ) พร้อมชิงส่วนแบ่งการตลาดขนมขบเคี้ยวสาหร่ายที่มีมูลค่ากว่า 4,000 ล้านบาท ท่ามกลางผู้เล่นรายใหญ่ที่ครองความเป็นเจ้าตลาดมาอย่างยาวนาน โดยได้มือดีอย่าง “กาญจนา ตั้งปกรณ์” มาเป็นกำลังสำคัญในการสร้าง Brand Awareness ทำให้ Koriko เป็นที่คนรู้จัก บริษัท เนเจอร์เบสท์ฟู้ด จำกัด (Nature Best Food: NBF) ก่อตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ.2541 โดยเป็นที่รู้จักและได้รับการยอมรับในแวดวงอุตสาหกรรมอาหารในประเทศไทยมานานกว่า 30

Read More

ไทยสู่ ATMP Sandbox ปลดล็อกเศรษฐกิจ-สาธารณสุขยุคใหม่

ในยุคที่เทคโนโลยีทางการแพทย์ก้าวล้ำไปสู่ระดับการปรับแต่งพันธุกรรมและการดีไซน์การรักษาเฉพาะบุคคล ผลิตภัณฑ์การแพทย์ขั้นสูง หรือ ATMPs (Advanced Therapy Medicinal Products) เช่น เซลล์บำบัด และยีนบำบัด ได้กลายเป็นความหวังสูงสุดในการรักษาโรคที่เคยเชื่อว่ารักษาไม่หาย เช่น มะเร็งระยะลุกลาม หรือโรคทางพันธุกรรมที่ซับซ้อน อย่างไรก็ตาม นวัตกรรมที่เปลี่ยนโลกเช่นนี้ ย่อมต้องการระบบนิเวศ และกติกาการกำกับดูแลรูปแบบใหม่ที่ไม่ได้อิงอยู่บนฐานของยารักษาโรคแบบเคมีดั้งเดิม การผลักดัน ATMPs ภายใต้นโยบายนี้ ไม่ได้จำกัดประโยชน์อยู่เพียงแค่ขีดความสามารถทางการแพทย์ แต่เป็นยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนเศรษฐกิจมหภาคที่สำคัญ ยกระดับ Medical Tourism สู่มูลค่าสูง อัปเกรดประเทศไทยจากศูนย์กลางการบริการด้านสุขภาพและ Wellness ทั่วไป สู่การเป็น “ศูนย์กลางการรักษาโรคซับซ้อนระดับสูง” ซึ่งจะดึงดูดผู้ป่วยที่มีกำลังซื้อสูงจากทั่วโลก ส่งผลให้ระยะเวลาในการพำนักและการใช้จ่ายต่อหัวในประเทศเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด การทดแทนการนำเข้า ปัจจุบันยารักษาด้วยยีนบำบัดนำเข้ามีราคาสูงถึง 30-60 ล้านบาทต่อโดส การสามารถผลิต “ยาสัญชาติไทย” ได้เองผ่านโครงการ ATMP Sandbox คาดว่าจะช่วยสร้างมูลค่าทดแทนและสะพัดในระบบเศรษฐกิจในประเทศได้ราว 1,500 ล้านบาทต่อปีในระยะแรก และช่วยเซฟงบประมาณแผ่นดินรวมถึงระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าได้อย่างมหาศาลในอนาคต ดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ (FDI) การมีกฎหมายที่ยืดหยุ่นและเป็นสากลร่วมกับพื้นที่ Sandbox ที่ชัดเจน

Read More

ถอดบทเรียน “เมื่อทุนโลกขอหย่าทุนไทย” มหากาพย์ทางแยก-การยืนหยัดของธุรกิจไทย

ในอดีตราว 30-50 ปีก่อน การเดินทางเข้ามาของบรรษัทข้ามชาติ สู่ดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทย มักเริ่มขึ้นด้วยภาพภาพเดียว คือ “การจับมือร่วมทุน” ฉากหน้าคือความหวานชื่นของการฉลองความสำเร็จ แต่ฉากหลังในโลกธุรกิจ มันคือจุดเริ่มต้นของนาฬิกาทรายที่กำลังนับถอยหลัง เมื่อวันหนึ่งบรรษัทข้ามชาติแข็งแกร่งจน “บินได้ด้วยตัวเอง” นโยบายรวบอำนาจบริหารและถือหุ้น 100% จึงเกิดขึ้น นำมาซึ่งมหากาพย์การหย่าร้างทางธุรกิจที่มีทั้งคราบน้ำตา ดราม่าหักเหลี่ยม และการแยกทางอย่างทรงภูมิ “ผู้จัดการ 360” จะพาไปถอดรหัสพันธุกรรมธุรกิจ ตั้งแต่จุดเริ่มต้น ความขัดแย้ง จนถึงบทเรียนครั้งสำคัญที่สะท้อนผ่าน 3 เคสคลาสสิกของเมืองไทย เป๊ปซี่-เสริมสุข, เทสโก้ โลตัส และ ยูนิลีเวอร์-สหพัฒน์ จุดเริ่มต้นและแนวคิด: “สมรสสมรัก” เพื่อผลประโยชน์ร่วม เหตุใดบรรษัทข้ามชาติที่มีเงินทุนมหาศาล จึงไม่ยอมลุยเดี่ยวตั้งแต่แรก? คำตอบคือ “กำแพงความไม่รู้” ในอดีต ทุนต่างชาติเผชิญกับข้อจำกัด 3 ด้านหลักที่ทำให้ต้องง้อนักธุรกิจท้องถิ่น 1. กฎหมายและใบอนุญาต ประเทศไทยมีพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว คอยจำกัดสิทธิ์ในบางธุรกิจ โดยเฉพาะการค้าปลีกและการบริการ ทำให้ต่างชาติต้องดึงคนไทยถือหุ้นใหญ่ในตอนแรก 2. เครือข่ายขนส่งและสายส่ง เมืองไทยในอดีตไม่มีระบบโมเดิร์นเทรด การจะส่งสินค้าให้ถึงมือผู้บริโภคต้องผ่านร้านค้าดั้งเดิมหรือ “โชห่วย” นับแสนรายทั่วประเทศ

Read More