วันอังคาร, มิถุนายน 18, 2024
Home > PR News > JPARK พร้อมเต็มร้อย มั่นใจพื้นฐานแกร่ง เติบโตสูง เชื่อ นลท.ตอบรับดี เคาะระฆังเทรด mai 3 ต.ค.นี้

JPARK พร้อมเต็มร้อย มั่นใจพื้นฐานแกร่ง เติบโตสูง เชื่อ นลท.ตอบรับดี เคาะระฆังเทรด mai 3 ต.ค.นี้

“เจนก้องไกล” พร้อมเต็มร้อย ประเดิมเทรดวันแรก mai 3 ต.ค.นี้ มั่นใจพื้นฐานแกร่ง แผนขยายธุรกิจชัดเจนหนุนการเติบโตในอนาคต ราคาเสนอขายที่ 3.80 บาทสะท้อนพื้นฐาน และการเติบโตในอนาคต เชื่อนักลงทุนให้การตอบรับดี

นายสมศักดิ์ ศิริชัยนฤมิตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอสเซท โปร แมเนจเม้นท์ จำกัด หรือ APM ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน บริษัท เจนก้องไกล จำกัด (มหาชน) หรือ JPARK เปิดเผยว่า JPARK มีความพร้อมในทุกด้านสำหรับการเข้าทำการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอเป็นวันแรก พร้อมทั้งมีความมั่นใจว่านักลงทุนจะให้การตอบรับที่ดีจากพื้นฐานธุรกิจที่มีความแข็งแกร่ง มีความเชี่ยวชาญในธุรกิจบริหารจัดการพื้นที่จอดรถมามากกว่า 20 ปี มีสถานที่ให้บริการจอดรถอยู่ในทำเลพื้นที่ที่มีศักยภาพสูง มีรายได้จากธุรกิจที่สร้างรายได้ประจำสม่ำเสมอ หรือ Recurring Income มีความสามารถในการทำกำไร และฐานะเงินแข็งแกร่ง รวมถึงศักยภาพในการเติบโตในอนาคต โดยที่ผ่านมา JPARK สามารถนำเสนอบริการที่ตอบโจทย์ลูกค้าในแต่ละประเภทได้อย่างครบวงจร ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้ามาอย่างยาวนาน ซึ่งทำให้มีความมั่นใจว่านักลงทุนจะให้การตอบรับที่ดีในการเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ เป็นวันแรกในวันที่ 3 ตุลาคม 2566

นายสุพล ค้าพลอยดี กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอสเซท โปร แมเนจเม้นท์ จำกัด หรือ APM ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน บริษัท เจนก้องไกล จำกัด (มหาชน) หรือ JPARK เปิดเผยว่า สำหรับการเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ เป็นวันแรกของ JPARK บริษัทมีความพร้อมในทุกด้าน และมีความมั่นใจว่าจะได้รับการตอบรับที่ดีจากนักลงทุน โดย JPARK มีโครงสร้างรายได้ที่มีความมั่นคง และฐานะทางการเงินที่เข้มแข็ง โดยมีสัดส่วนรายได้จากการจัดเก็บค่าบริการที่จอดรถจากผู้มาใช้บริการอยู่ที่ 62% ซึ่งเป็นธุรกิจที่สร้างกระแสเงินสดได้สูง และมีสัดส่วนรายได้จากธุรกิจที่สร้างรายได้ประจำสม่ำเสมอ หรือ Recurring Income อยู่ที่ 18% ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นคงทางรายได้ และมีสัดส่วนรายได้จากธุรกิจให้คำปรึกษา และรับติดตั้งระบบบริหารที่จอดรถอยู่ที่ 15% ซึ่งมีโครงการที่อยู่ในระหว่างดำเนินการ และมีแนวโน้มในการได้รับงานที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เป็นปัจจัยในการเติบโตของรายได้ในอนาคต

นายสมภพ กีระสุนทรพงษ์ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) ในฐานะแกนนำการจัดจำหน่าย และรับประกันการจำหน่ายของบริษัท เจนก้องไกล จำกัด (มหาชน) หรือ JPARK เปิดเผยว่า บริษัทฯมีความมั่นใจสำหรับการเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอเป็นวันแรกของ JPARK และเชื่อมั่นว่านักลงทุนจะให้การตอบรับที่ดี จากการกำหนดราคาเสนอขายที่ 3.80 บาทต่อหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.50 บาท ซึ่งนักลงทุนได้จองซื้อหุ้นครบทั้งจำนวน 110 ล้านหุ้น ด้วยราคาเสนอขายที่มีความเหมาะสม และสะท้อนพื้นฐานธุรกิจที่มีความแข็งแกร่ง และโอกาสในการเติบโตในอนาคต ด้วยการให้บริหารที่จอดรถด้านการบริหารที่จอดรถอย่างครบวงจร โดยในปี 2565 JPARK มีรายได้เพิ่มขึ้นในทุกประเภทธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจให้บริการที่จอดรถ (PS) ที่ฟื้นตัวภายหลังจากที่รัฐบาลได้ยกเลิกนโยบายปิดเมือง (Lockdown) ส่งผลให้มีผู้มาใช้บริการที่จอดรถเพิ่มขึ้น รวมถึงในปี 2565 JPARK มีอัตรากำไรขั้นต้นดีขึ้นกว่าช่วงที่ผ่านมา เป็นผลมาจากธุรกิจรับจ้างบริหารจัดการพื้นที่จอดรถ (PMS) เป็นหลัก เนื่องจาก JPARK ได้เพิ่มขอบเขตการทำงานของสัญญารับจ้างบริหารจัดการอาคารจอดแล้วจร โครงการรถไฟฟ้ามหานครสายฉลองรัชธรรม ได้เพิ่มในส่วนของการรับจ้างจัดการจราจร และการรับจ้างทำความสะอาด ซึ่งมีอัตราผลตอบแทนสูงกว่าการรับจ้างจัดเก็บค่าบริการที่จอดเพียงอย่างเดียวเมื่อเทียบกับสัญญารับจ้างโครงการอื่น ๆ

นายสันติพล เจนวัฒนไพศาล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจนก้องไกล จำกัด (มหาชน) หรือ JPARK เปิดเผยว่า บริษัทฯมีความพร้อมในทุกด้านสำหรับการเข้าจดทะเบียน และซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอเป็นวันแรกในวันที่ 3 ตุลาคม 2566 ซึ่งจากกระบวนการต่าง ๆ ที่ผ่านมาบริษัทฯได้รับการตอบรับที่ดีจากนักลงทุนอย่างต่อเนื่องไม่ว่าจะเป็น การนำเสนอข้อมูลกับนักลงทุน หรือโรดโชว์ รวมถึงในขั้นตอนของการจองซื้อหุ้น IPO ที่นักลงทุนให้ความสนใจจองซื้อหุ้น IPO ครบทั้งจำนวน 110 ล้านหุ้น ซึ่งเป็นการสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อพื้นฐานธุรกิจที่มีความแข็งแกร่ง และโอกาสในการเติบโตในอนาคต

ทั้งนี้บริษัทฯเป็นผู้ให้บริการที่เกี่ยวข้องกับการบริหารพื้นที่จอดรถ โดยแบ่งเป็น 3 ธุรกิจหลักคือ 1.ธุรกิจให้บริการที่จอดรถ (Parking Service Business: PS) 2.ธุรกิจรับจ้างบริหารจัดการพื้นที่จอดรถ (Parking Management Service Business: PMS) และ 3.ธุรกิจให้คำปรึกษา และรับติดตั้งระบบบริหารจัดการพื้นที่จอดรถ (Consultant and Installation Parking System Business: CIPS) โดยในปัจจุบันบริษัทฯ มีช่องจอดภายใต้การดูแลกว่า 28,000 ช่องจอด โดยมีทั้งบริเวณจุดเชื่อมต่อ-จุดเปลี่ยนผ่านกับระบบรถไฟฟ้า ศูนย์การค้าแหล่ง CBD บริเวณโรงพยาบาล บริเวณโรงพยาบาล สถานศึกษา สนามบิน ซึ่งพื้นที่ให้บริการส่วนใหญ่จะอยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล

โดยภายหลังจากการระดมทุน JPARK มีแผนที่จะลงทุนขยายโครงการอาคารจอดรถโรงพยาบาลพระนั่งเกล้าจำนวน 6 ชั้น รองรับรถยนต์ได้ 532 คัน และรองรับรถจักรยานยนต์ได้ 72 คัน โดยมีพื้นที่ใช้สอย 18,242 ตารางเมตร พื้นที่พาณิชย์ 2,049 ตารางเมตร ซึ่งคาดว่าจะเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ภายในปี 2567 รวมถึงใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจ

“เรามีความเชื่อมั่นในพื้นฐานของธุรกิจ และโอกาสที่เปิดกว้างในการเติบโตในอนาคต ซึ่งที่ผ่านมาเราได้ทำงานร่วมกับทุกฝ่ายไม่ว่าจะเป็น ที่ปรึกษาทางการเงิน ผู้จัดการการจัดจำหน่าย และรับประกันการจำหน่าย และผู้ร่วมจัดจำหน่าย เพื่อที่จะนำเสนอข้อมูล และพื้นฐานธุรกิจให้กับนักลงทุน ซึ่งก็ได้รับการตอบรับที่ดีมาโดยตลอด ซึ่งภายหลังจากการระดมทุนในครั้งนี้ เราจะสามารถเสริมศักยภาพ และพัฒนาเทคโนโลยีในด้านการให้บริการ รวมถึงบริหารพื้นที่จอดรถด้วยการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ อย่างต่อเนื่องทำให้เรามีความเชื่อมั่นว่า JPARK จะเป็น IPO น้องใหม่ที่จะได้รับการต้อนรับ และการตอบรับที่ดีอย่างต่อเนื่อง” นายสันติพลกล่าว

ในขณะที่ผลประกอบการของ JPARK ในปี 2563-2565 บริษัทฯ มีรายได้รวม 286.17 ล้านบาท 243.61 ล้านบาท และ 455.09 ล้านบาทตามลำดับ และมีกำไรสุทธิ 6.51 ล้านบาท ขาดทุน 10.99 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 55.05 ล้านบาท ตามลำดับ โดยในช่วงปี 2563 จนถึงกลางปี 2565 ความสามารถในการทำกำไรของบริษัทต่ำกว่าช่วงเวลาปกติ เนื่องจากบริษัทฯ ได้รับผลกระทบจากมาตรการ Lockdown จากสถานการณ์ COVID-19 จึงส่งผลให้รายได้จากธุรกิจให้บริการที่จอดรถลดลงอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตามในช่วงปลายปี 2565 เมื่อสถานการณ์ COVID-19 เริ่มคลี่คลายลง ประกอบกับการที่บริษัทฯ มีรายได้จากธุรกิจรับจ้างบริหารจัดการพื้นที่จอดรถ และธุรกิจให้คำปรึกษา และรับติดตั้งระบบบริหารจัดการพื้นที่จอดรถเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ภาพรวมในปี 2565 บริษัทมีรายได้ และความสามารถในการทำกำไรที่ดีขึ้น