Home > Life

กิมจิช่วยลดอาการซึมเศร้า

Column: Well – Being รสชาติของกิมจิที่ทั้งเผ็ดร้อน เค็ม เปรี้ยว และกรอบ เป็นผลจากการหมักพืชตระกูลกะหล่ำ เช่น ผักกาดขาวกับผักกวางตุ้ง ผสมผสานกับหัวไชเท้า พริกป่นเกาหลี กระเทียม และขิง กิมจิได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในอาหารประจำชาติที่เป็นที่รู้จักกันมากที่สุดของเกาหลี โดยมีประวัติศาสตร์ย้อนหลังไปจนถึงศตวรรษที่ 12 เมื่อชาวเกาหลีพัฒนาระบบการนำผักมาหมักเกลือเพื่อเป็นการถนอมอาหารไว้บริโภคในฤดูหนาว ทุกฤดูใบไม้ร่วง ทุกครอบครัวจะมารวมตัวกันเพื่อทำกิมจังซึ่งเป็นประเพณีการเตรียมทำกิมจิร่วมกัน ขณะที่กิมจิที่วางขายอยู่ตามร้านอาหารเพื่อสุขภาพและตู้แช่ในซูเปอร์มาร์เก็ตนั้น โดยทั่วไปมักทำจากกะหล่ำปลีเป็นส่วนประกอบหลัก แต่ในเกาหลีเองมีกิมจิแตกต่างกันมากกว่า 100 ชนิด ที่ทำจากส่วนประกอบอันหลากหลายตามสภาพท้องถิ่นของแต่ละภูมิภาคและแต่ละฤดูกาล เช่น ปา–กิมจิ (ทำจากต้นหอม) บริโภคในฤดูใบไม้ผลิ ส่วนออยโซบากิ (แตงกวา) บริโภคในฤดูร้อน วอมบ็อกในฤดูใบไม้ร่วง และดงชิมิในฤดูหนาว ถือกันว่ากิมจิออร์แกนิกที่มีคุณภาพดีเป็นเครื่องเคียงที่สมบูรณ์แบบสำหรับอาหารทุกมื้อที่มีต้นกำเนิดจากเอเชีย นอกจากข้อเท็จจริงที่ว่ากิมจิคือคำจำกัดความของอาหารที่กินแล้วสนุกปาก ยังมีอีกเหตุผลสำคัญของการเพิ่มอาหารหมักรสชาติถูกปากนี้เป็นเครื่องเคียงในจานอาหารของคุณ พลังของอาหารดิบ นับจากโบราณกาล วัฒนธรรมดั้งเดิมได้รวมเอาอาหารหมักดองที่มีความดิบและไม่ผ่านความร้อนลงไปในมื้ออาหารของคนโบราณด้วย เพราะอาหารเหล่านี้มีสรรพคุณทางยาที่ให้ผลอย่างชะงัด กระบวนการหมักเป็นการเพิ่มคุณสมบัติทางชีวภาพของสารอาหาร ทำให้ร่างกายดูดซึมได้ง่ายขึ้น ดังนั้น อาหารหมักจึงมีสารอาหารเข้มข้นกว่าผักดิบชนิดเดียวกัน นอกจากนี้ กิมจิซึ่งเป็นอาหารหมักตามธรรมชาติและดิบ ยังมีกรดแลคติกและจุลินทรีย์โพรไบโอติกที่ยังมีชีวิต เช่น แบคทีเรียที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ผลการวิจัยระบุว่า การกินอาหารหมักในปริมาณที่มากพอ เป็นหนทางในการช่วยเพิ่มปริมาณแบคทีเรียชนิดดีในระบบทางเดินอาหารของคุณได้ การมีแบคทีเรียดังกล่าวอยู่ในร่างกายในปริมาณมากพอจึงมีความสำคัญมาก เพราะระบบทางเดินอาหารเป็นแหล่งกำเนิดของระบบภูมิคุ้มกันที่สำคัญที่สุดของร่างกายเรา

Read More

ออกกำลังกายอย่างไม่ตั้งใจกันไหม

Column: Well – Being คุณเป็นคนหนึ่งใช่ไหมที่คิดหาข้ออ้างให้ตัวเองเสมอเวลาคิดถึงความปวดเมื่อย แล้วขี้เกียจออกไปเดินชอปปิ้งเสียเฉยๆ ขอให้คิดเสียใหม่ แล้วนับเอากิจกรรมนี้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการออกกำลังกายอย่างไม่ตั้งใจของคุณ การนับรวมเอากิจกรรมที่ต้องเคลื่อนไหวทางกายภาพเข้าไปอยู่ในกิจวัตรประจำวันของคุณด้วยนั้น ไม่ทำให้คุณต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นแม้แต่น้อย ยกเว้นการสร้างโอกาสให้ร่างกายได้ใช้พลังงาน ซึ่งแม้มันอาจไม่เหมือนการออกกำลังกายอย่างเป็นเรื่องเป็นราว แต่เมื่อนำกิจกรรมเหล่านี้มารวมเข้ากับการออกกำลังกายตามปกติของคุณ ผลที่ได้จะช่วยให้คุณรักษาน้ำหนักตัวให้คงที่ ที่ทำให้ร่างกายแข็งแรงอยู่เสมอ นิตยสาร GoodHealth จึงนำตัวเลขการเผาผลาญพลังงานที่คำนวณได้จากการออกกำลังกายอย่างไม่ตั้งใจมานำเสนอได้อย่างน่าสนใจ โดยอยู่บนพื้นฐานของกิจกรรมที่คุณทำเป็นเวลานาน 30 นาที สำหรับคนที่มีน้ำหนักตัว 70 กิโลกรัมดังนี้ จูงหมาเดิน = 395 กิโลจูลส์ การจูงหมาออกเดินเล่นในลักษณะที่บางครั้งมันอาจหยุดเดินและใช้จมูกดมกลิ่นไปตามประสา ซึ่งให้ความรู้สึกของการผ่อนคลายมากกว่าการออกกำลังกาย โดยเน้นการเดินให้ได้ 30 นาทีนั้น ทำให้ตัวเลขค่าดัชนีมวลกายของคุณดีขึ้น นอกจากนี้ ยังทำให้คุณมีชีวิตทางสังคมที่ดีขึ้น ถ้าคุณกับเจ้าหมาน้อยคู่ใจชอบเร่งฝีเท้าขึ้นถึงระดับวิ่งจ๊อกกิ้งได้จะยิ่งดีทีเดียว โดยตัวเลขเผาผลาญพลังงานจะขยับพุ่งขึ้นเป็น 933 กิโลจูลส์ เดินทางโดยรถสาธารณะ = 263 กิโลจูลส์ ถ้าคุณยอมจอดรถไว้ที่บ้าน แล้วหันมาเดินทางด้วยรถสาธารณะแทน เท่ากับเป็นการออกกำลังกายอย่างไม่ตั้งใจในชีวิตประจำวันเป็นเวลานานโดยเฉลี่ยถึง 35 นาทีเลยทีเดียว ขณะที่การขับรถเผาผลาญพลังงานได้เพียง 8–10 กิโลจูลส์ การต้องวิ่งขึ้นรถเมล์หรือรถไฟเพื่อเดินทางไปทำงานนั้น ทำให้คุณมีแนวโน้มจะมีค่าดัชนีมวลกายลดลง การยืนโหนรถเมล์เพียงอย่างเดียว ช่วยเผาผลาญพลังงานได้ 263 กิโลจูลส์

Read More

อย่ามองข้าม…สมดุลระดับน้ำตาลในเลือด

Column: Well – Being น้ำตาลในเลือดคือปริมาณกลูโคสที่ไหลเวียนอยู่ในกระแสเลือดของคุณ และถ้าคุณคิดว่าไม่จำเป็นต้องกังวลว่า ระดับน้ำตาลในเลือดของคุณจะเป็นอย่างไร ยกเว้นเมื่อคุณป่วยเป็นโรคเบาหวานแล้ว ขอบอกว่าคุณกำลังคิดผิด ระดับน้ำตาลในเลือดของคุณได้รับอิทธิพลจากสิ่งที่คุณบริโภคและดื่ม รวมทั้งการที่ร่างกายของคุณตอบสนองต่อฮอร์โมนอินซูลินได้ดีแค่ไหน การรักษาเสถียรภาพและทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดของคุณลดต่ำลงในชีวิตประจำวันและในระยะยาว สามารถช่วยให้คุณลดความเสี่ยงจากโรคเบาหวานชนิดที่ 2 และปกป้องคุณให้ปลอดภัยจากปัญหาสุขภาพอื่นๆ ได้อีกมากมายด้วย นิตยสาร GoodHealth นำเสนอกลยุทธ์ 8 ข้อเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้สมดุลดังนี้ เติมซินนามอนในซีเรียล การบริโภคซินนามอนคราวละ 6 กรัม หรือประมาณ 2 ช้อนชาครึ่ง หมายความว่าระดับน้ำตาลในเลือดของคุณจะลดลงร้อยละ 25 ภายใน 2 ชั่วโมงหลังอาหารเช้า ซินนามอนยังช่วยเสริมความไวของฮอร์โมนอินซูลิน เพื่อป้องกันภาวะดื้อต่ออินซูลิน และช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือดที่สมดุลในระยะยาวด้วย ไม่อยู่เฉยช่วงก่อนและหลังมื้ออาหาร การเคลื่อนไหวร่างกายเล็กน้อยก่อนกินอาหารและหลังมื้ออาหาร 15 นาที เป็นวิธีรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับต่ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ เหตุผลรึ คำอธิบายข้อหนึ่งระบุว่า การเคลื่อนไหวร่างกายมีผลในเชิงบวกต่อการกระตุ้นกล้ามเนื้อ เพื่อดึงกลูโคสในกระแสเลือดออกมาใช้ ซอยย่อยช่วงนั่งติดเก้าอี้ให้สั้นลง นักวิจัยออสเตรเลียกล่าวว่า การลุกขึ้นจากเก้าอี้และออกเดินไปรอบๆ นาน 2 นาที ในทุกครั้งที่คุณนั่งต่อเนื่องกันนาน 20 นาที การเคลื่อนไหวร่างกายในระยะสั้นจะช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดช่วงหลังมื้ออาหารได้มากถึงร้อยละ 30 โดยประมาณ และระดับอินซูลินอีกราวร้อยละ 23 บริโภคขิงมากขึ้น เติมขิงผงเพียง

Read More

ยืดอายุขัยฉับไวทำได้ทันที

Column: Well – Being เชื่อไหมว่า การสร้างนิสัยบางอย่างตามหลักเวชศาสตร์ชะลอวัย ช่วยให้คุณยืดอายุขัยให้ตัวเองมีอายุยืนยาวขึ้นได้ เป็นการสร้างนิสัยอย่างง่ายๆ ที่ทำได้ในทุกวันตามที่นิตยสาร GoodHealth นำเสนอดังนี้   อ่านหนังสือ 30 นาที เพิ่มอายุขัยได้ 2 ปี เพราะการอ่านหนังสือเป็นการออกกำลังกายสมอง รวมทั้งเสริมประสิทธิภาพสมองในแง่ การมีความรู้สึกร่วม เห็นอกเห็นใจผู้อื่น และสติปัญญาเชิงอารมณ์ ซึ่งเป็นกระบวนการรับรู้ของสมองที่เชื่อมโยงกับการเพิ่มอายุขัยโดยอัตโนมัติ บริโภคแอปเปิล ผลการศึกษาปี 2016 ของออสเตรเลียระบุว่า การบริโภคแอปเปิลลดความเสี่ยงของการเสียชีวิตในอีก 15 ปีข้างหน้าได้มากกว่าหนึ่งในสาม เพราะแอปเปิลอุดมไปด้วยเส้นใย โพแทสเซียม แมกนีเซียม วิตามินซี และสารฟลาโวนอยด์ ซึ่งเป็นส่วนผสมที่สำคัญของการเสริมสร้างสุขภาพ ให้บริโภคแอปเปิลทั้งเปลือก และถ้าเป็นไปได้เลือกแอปเปิลพันธุ์พิงค์เลดี้ เพราะในเปลือกของแอปเปิลพันธุ์นี้มีสารต้านอนุมูลอิสระปริมาณเข้มข้นกว่าเนื้อ และแอปเปิลพิงค์เลดี้มีสารฟลาโวนอยด์มากกว่าพันธุ์อื่นๆ บริโภคถั่วเปลือกแข็งหนึ่งกำมือ ลดความเสี่ยงของการเสียชีวิตในอีก 30 ปีข้างหน้าราวร้อยละ 20 เพราะถั่วเปลือกแข็งหรือนัท มีคุณค่าทางอาหารสูงลักษณะเดียวกับแอปเปิล คือมีทั้งเส้นใย วิตามิน และแร่ธาตุต่างๆ รวมทั้งสารพฤกษเคมี และไขมันดีที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ นักวิจัยต่างยกย่องว่า ถั่วเปลือกแข็งมีคุณสมบัติช่วยต้านอาการอักเสบ ต้านมะเร็ง ต้านอนุมูลอิสระ และทำให้หัวใจแข็งแรง แนะนำให้บริโภคถั่วเปลือกแข็งหลากหลายชนิดแทนการบริโภคเพียงชนิดเดียวซ้ำซาก และเลือกถั่วดิบที่ไม่ใส่เกลือ จดสิ่งที่ทำให้คุณรู้สึกขอบคุณ คุณจะมีอายุยืนยาวขึ้น 2 ปี

Read More

10 วิธีง่ายๆ เพื่อคลายเครียด

Column: Well – Being ความเครียดเป็นภาวะที่เกิดขึ้นกับคนทั่วไปจนกลายเป็นสิ่งปกติในชีวิตประจำวันเลยก็ว่าได้ ชาวออสเตรเลียทุกสามในสี่คนยอมรับว่า ความเครียดส่งผลกระทบต่อชีวิตของพวกเขาในระดับหนึ่ง อย่างน้อยที่สุดก็ในด้านสุขภาพกายและชีวิตความเป็นอยู่ และถ้าคุณอยู่ในข่ายผู้ได้รับผลกระทบจากความเครียดนี้ด้วย นิตยสาร GoodHealth ชี้แนะว่า อย่าได้หวาดหวั่น เพราะมีหลากหลายวิธีที่ช่วยลดความเครียด ทำให้จิตคุณสงบลงได้ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่า ภาวะเครียดเกิดขึ้นกับคุณจนส่งผลกระทบต่อสุขภาพบ่อยครั้งแค่ไหน แต่เป็นวิธีที่คุณและร่างกายของคุณมีปฏิกิริยาตอบโต้กับภาวะเครียดนั้นอย่างไร และต่อไปนี้เป็น 10 วิธีง่ายๆ ที่ช่วยคลายเครียดได้อย่างน่าทึ่ง หาอะไรอ่าน ระดับความเครียดของคุณจะลดลงได้มากถึงร้อยละ 68 ภายในเวลาเพียง 6 นาทีเท่านั้น เหตุผลที่การอ่านช่วยลดความเครียดได้ดีพอๆ กับยาคลายเครียด เพราะคุณต้องมีสมาธิจดจ่ออยู่กับการอ่าน ซึ่งเป็นการเบี่ยงเบนความสนใจของคุณจากเรื่องที่ทำให้เครียดได้เป็นอย่างดี ทำให้อัตราการเต้นของหัวใจดีขึ้น และลดอาการตึงเครียดของร่างกายลงได้ เคี้ยวหมากฝรั่ง หลังจากเคี้ยวหมากฝรั่ง 10 นาที คุณจะรู้สึกผ่อนคลายลง เพราะการเคี้ยวหมากฝรั่งทำให้ระดับฮอร์โมนความเครียดคือคอร์ติโซลในน้ำลายลดลง คอร์ติโซลจัดว่าเป็นตัวชี้วัดความเครียดจากจิตใจที่สำคัญตัวหนึ่ง ที่เป็นดังนี้เพราะการเคี้ยวส่งผลให้มีเลือดไหลเวียนขึ้นไปเลี้ยงสมองมากขึ้น และถ้าจะให้ผลดีที่สุด ขณะเคี้ยวก็ต้องออกแรงด้วยเล็กน้อย ทำงานศิลปะ งานศิลปะที่ว่าจะเป็นการระบายสีภาพหรืองานปั้นก็ได้ หลังจาก 45 นาทีระดับฮอร์โมนคอร์ติโซลจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญอันเป็นผลจากการพยายามหันมาใส่ใจกับงานสร้างสรรค์โดยไม่ต้องคำนึงว่า คุณมีฝีมือด้านนี้มาก่อนหรือไม่ หรือผลที่ออกมาจะเป็นอย่างไร คำอธิบายข้อหนึ่งคือ การที่คุณตัดสินใจหันมาทำงานศิลปะสื่อความหมายได้ว่า ความคิดเชิงลบที่มีอยู่เดิมถูกแทนที่ด้วยความคิดที่มีสุขมากขึ้นนั่นเอง มองสีเขียวของต้นไม้ การมองสีเขียวของต้นไม้ไม่ได้จำกัดว่าต้องเป็นต้นไม้จริงเท่านั้น แต่ขอให้เป็น “สีเขียว” ที่อาจเป็นรูปภาพที่มีธรรมชาติเขียวขจี หรือสกรีนเซฟเวอร์สีเขียวก็ได้ ผลการศึกษาปี 2015

Read More

เสื้อผ้าทำร้ายคุณได้อย่างไม่คาดคิด

Column: Well – Being แปลกแต่จริง! ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า เสื้อผ้าที่คุณสวมใส่อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพของคุณได้อย่างที่ไม่คาดคิดมาก่อน! เมื่อสวมเสื้อผ้าและแต่งตัวในตอนเช้า คุณอาจใส่ใจเพียงแค่ว่า ชุดที่สวมใส่ดูดีแล้วยัง และเหมาะสมกับสภาพอากาศในวันนั้นหรือเปล่า แทบไม่มีความคิดที่ว่า ชุดนั้นอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพ แต่ถึงเวลาแล้วที่คุณต้องคิดถึงประเด็นนี้ให้มาก โดยเฉพาะในบางสถานการณ์ เสื้อผ้าของคุณอาจกระตุ้นให้เกิดผลที่ตามมาอย่างไม่น่าเชื่อ ซึ่งนิตยสาร GoodHealth นำเสนอให้พึงระวังดังนี้ สายเสื้อในเล็กไปทำให้ปวดศีรษะ ประเด็นนี้เป็นความจริง โดยเฉพาะเมื่อคุณมีขนาดเต้านมคัพซีหรือใหญ่กว่านั้น “สายเสื้อในที่คล้องตรงหัวไหล่ต้องรับน้ำหนักของเต้านม แต่ถ้าสายมีขนาดเล็กเกินไปสำหรับขนาดเต้านมของคุณ สายเสื้อในสามารถกดลงบนหัวไหล่และบีบรัดเส้นประสาท ทำให้เกิดอาการปวดไหล่ แขน คอ หรือศีรษะได้” ทิม อัลลาร์ไดซ์ นักกายภาพบำบัดอธิบาย เขายังกล่าวเสริมว่า โดยทั่วไปแล้วเสื้อในที่ไม่พอดีตัวยังเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดอาการปวดศีรษะ “ถ้าเสื้อในหลวมเกินไป กล้ามเนื้อที่คอและศีรษะต้องทำงานหนักขึ้น ซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดอาการเจ็บปวด” ผ้าใยสังเคราะห์ทำให้เกิดกลิ่นตัว แบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของกลิ่นตัวไม่ได้อาศัยอยู่บนผิวหนังเท่านั้น มันยังเจริญเติบโตได้ดีบนเสื้อผ้าโดยเฉพาะผ้าใยสังเคราะห์หรือโพลีเอสเตอร์ ดร.คริส คอลล์เวิร์ท นักวิจัยกลิ่นแห่งมหาวิทยาลัยเกนท์ของเบลเยียมแนะนำว่า การซักเสื้อผ้าในน้ำที่มีอุณหภูมิสูงสามารถลดปริมาณแบคทีเรียได้ เช่นเดียวกับการนำเสื้อผ้าออกตากแดด เพราะแสงแดดมีรังสีอัลตราไวโอเลตที่ช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรีย แต่ถ้าคุณทำตามทั้งสองวิธีแล้ว กลิ่นตัวบนเสื้อผ้าก็ยังคงอยู่ แสดงว่าแบคทีเรียปักหลักอยู่ในเนื้อผ้าเป็นการถาวรแล้ว คุณจะไม่มีวันกำจัดกลิ่นน่ารังเกียจนั้นได้ ชุดกระชับสัดส่วนทำให้นอนไม่หลับ นักวิจัยเกาหลีใต้กล่าวว่า การสวมชุดชั้นในประเภทกระชับสัดส่วนซึ่งรัดติ้ว ส่งผลให้ร่างกายผลิตสารเมลาโทนินได้น้อยลง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการนอนหลับ นอกจากนี้ ชุดกระชับสัดส่วนยังกดหรือรัดบริเวณกระเพาะอาหารตอนบน จึงเพิ่มความเสี่ยงของอาการกรดไหลย้อนมากขึ้น ถ้าคุณมีปัญหานอนไม่หลับหรือกรดไหลย้อน ตรวจสอบให้แน่ใจว่าไม่ได้มีสาเหตุจากชุดชั้นในที่กระชับสัดส่วน เสื้อผ้าสีเข้มดึงดูดยุง การที่คุณมักถูกยุงกัด อาจมีสาเหตุจากสีเสื้อผ้าที่สวมใส่ก็ได้ “เสื้อผ้าสีดำ น้ำเงิน

Read More

ขมิ้นชัน … ขึ้นชั้นยาที่โลกยอมรับ

 Column: Well – Being ขมิ้นชันสีเหลืองทองที่เรารู้จักกันดีว่า เป็นเครื่องเทศที่เป็นส่วนประกอบหลักของเครื่องแกงแสนอร่อยนั้น เพิ่งเป็นที่รับรู้กันเมื่อไม่นานมานี้ว่า มีสรรพคุณทางยาที่เป็นประโยชน์อย่างเอกอุและน่ามหัศจรรย์ต่อสุขภาพของเรา นิตยสาร GoodHealth แจกแจงรายละเอียดของสรรพคุณทางยาของขมิ้นชันที่เราอาจยังไม่รู้ในหลายแง่มุม รวมทั้งวิธีบริโภคเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด ต่อสู้กับโรคซึมเศร้า ขมิ้นชันมีเคอร์คูมินซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ และเป็นสารที่ทำให้เครื่องเทศชนิดนี้มีสีเหลืองทองสดใส เมื่อให้ผู้ป่วยโรคซึมเศร้าได้รับเคอร์คูมิน 1,000 มิลลิกรัมต่อวันเป็นเวลาสองเดือน จะช่วยให้พวกเขามีอารมณ์ที่ดีขึ้นมาก เพราะเคอร์คูมินช่วยลดกระบวนการอักเสบที่เชื่อมโยงกับการพัฒนาไปสู่โรคซึมเศร้า ต่อต้านผลเสียจากอาหารไขมันสูงเมื่อเติมขมิ้นชันลงในอาหารหรือมื้ออาหารที่มีไขมันสูง ร่างกายจะตอบสนองต่อไตรกลีเซอไรด์ลดลงราวร้อยละ 30 ซึ่งถือว่าสำคัญมาก เพราะการที่ไขมันไตรกลีเซอไรด์ในร่างกายเพิ่มสูงขึ้นชั่วคราวหลังบริโภคอาหารไขมันสูง จะทำให้คุณค่อยๆ เพิ่มความเสี่ยงจากโรคหัวใจ จึงแนะนำให้ทำทุกวิถีทางเท่าที่จะทำได้ ในการลดความรุนแรงของการเพิ่มไขมันไตรกลีเซอไรด์ในแต่ละครั้งที่บริโภคอาหารไขมันสูง เสริมความจำบริโภคขมิ้นชันเพียงหนึ่งกรัม สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการทำหน้าที่ของกลไกด้านความจำที่เกี่ยวกับการทำงานได้ในทันทีหลังจากนั้น เพราะ “ความจำเกี่ยวกับการทำงาน” เป็นกลไกหนึ่งที่คุณใช้เพื่อเก็บและจัดการกับข้อมูลในสมองในช่วงเวลาสั้นๆ ซึ่งหมายถึงคุณอาจพบว่า สามารถจัดการกับรายการของที่ต้องซื้อในซูเปอร์มาร์เก็ตได้ง่ายขึ้น หรือนึกหมายเลขโทรศัพท์และวิธีใช้ต่างๆ ได้ดีขึ้น ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า ที่เป็นอย่างนี้เพราะเคอร์คูมินสามารถลดความอ่อนล้าของสมองได้ ด้วยการรักษาระดับพลังงานเอาไว้ อวัยวะในช่องท้องทำงานดีขึ้น บริโภคผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจากขมิ้นชันเป็นเวลาสองเดือน สามารถลดอาการลำไส้แปรปรวนหรือไอบีเอส ซึ่งรวมถึงอาการท้องอืด ปวดท้อง และท้องผูก ได้มากราวร้อยละ 60 ที่เป็นดังนี้เพราะปัจจัยผสมผสานกันที่รวมถึงข้อเท็จจริงที่ว่า ขมิ้นชันทำให้ระบบการย่อยอาหารเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงขึ้นและรวดเร็วขึ้น รวมทั้งเพราะขมิ้นชันส่งเสริมการเจริญเติบโตของแบคทีเรียในลำไส้ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ลดโคเลสเตอรอล ขมิ้นชันมีสรรพคุณนี้เพราะสารเคอร์คูมินนั่นเอง เมื่อให้คนไข้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่ามีอาการหัวใจวายได้รับเคอร์คูมินทุกวัน วันละ 45 มิลลิกรัมนานสองเดือน ปรากฏว่าโคเลสเตอรอลรวมและไขมันเลวหรือแอลดีแอลลดลงอย่างเห็นได้ชัด

Read More

โรคในช่องปากโยงถึงโรคหัวใจ, อัลไซเมอร์ และมะเร็ง

 Column: Well – Being การต้องให้ความสำคัญกับการแปรงฟันให้สะอาด ไม่ใช่ด้วยเหตุผลเพื่อความสวยงาม เพื่อให้คุณมีรอยยิ้มสวยงามน่าประทับใจอีกต่อไป ปัจจุบันสันนิษฐานว่า ภาวะเหงือกอักเสบที่มีสาเหตุจากการสะสมของคราบหินปูนที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย กลายเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ อัลไซเมอร์ และมะเร็งเพิ่มขึ้น การเอาใจใส่กับการแปรงฟันให้สะอาด จึงเปรียบเสมือนการที่คุณได้ยกเครื่องสุขภาพของตนเองในระดับย่อยๆ เลยทีเดียว นิตยสาร GoodHealth นำเสนอการค้นพบใหม่ที่สำคัญยิ่งยวดต่อการเกิดโรคร้ายแรง เช่น โรคหัวใจ อัลไซเมอร์ และมะเร็ง ว่า ล้วนเชื่อมโยงกับสุขภาวะในช่องปากที่มีปัญหาทั้งสิ้น การรักษาสุขภาพในช่องปากให้แข็งแรงจึงช่วย... ปกป้องสมองของคุณ ปัญหาโรคเหงือกมีส่วนสัมพันธ์กับการเกิดภาวะความจำเสื่อมเร็วขึ้น ผลการวิจัยใหม่บ่งชี้ว่า โรคอัลไซเมอร์อาจพัฒนาเร็วขึ้น 6 เท่า ถ้าผู้ป่วยมีปัญหาโรคเหงือกในขณะที่เริ่มปรากฏอาการความจำเสื่อม ป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่า จริงๆ แล้วแบคทีเรียในช่องปากชนิด Streptococcus mutans มีอิทธิพลต่อสุขภาพของหลอดเลือดมาก เพราะทำให้หลอดเลือดอ่อนแอลง ซึ่งเป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง ป้องกันปัญหาผิดปกติในช่องท้อง ผู้เชี่ยวชาญชาวอิหร่านระบุว่า การสูญเสียฟันเชื่อมโยงกับการเกิดอาการลำไส้แปรปรวน (ไอบีเอส) อย่างแน่นอน พวกเขาสันนิษฐานว่า อาจเป็นเพราะการสูญเสียฟันทำให้การบดเคี้ยวอาหารที่มีกากใยสูงทำได้ยากลำบากขึ้น เมื่อบริโภคกากใยได้น้อย จึงเกิดปัญหาท้องผูก ซึ่งเชื่อมโยงกับปัญหาในช่องท้องอื่น ๆ ตามมา เช่น ท้องอืด

Read More

ถนอมเท้าก่อนก้าวออกจากบ้าน

 Column: Well – Being หากต้องเดินจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง เราต้องพึ่งเท้าทั้งสองข้างให้พาไปอย่างแน่นอน เท้ายังเป็นส่วนหนึ่งของกายวิภาคของเรา แต่ในชีวิตประจำวันเราไม่ค่อยนึกถึงเท้าผู้อาภัพแม้สักนาทีเดียว ผู้เชี่ยวชาญหลายคนจึงพร้อมใจกันเปิดเผยข้อเท็จจริงที่น่าทึ่งเกี่ยวกับเท้า และบอกเล่าวิธีดูแล ถนอมรักษาเท้าของเราให้แข็งแรงและเป็นสุขในระยะยาวผ่านทางนิตยสาร GoodHealth หน้าแข้ง–ผู้ช่วยทาครีมบำรุงจากปัญหาส้นเท้าแห้งอย่างรวดเร็ว ทำให้ผิวหนังบริเวณนั้นหนาตัวและแข็งกระด้างจนกลายเป็นสีขาวและแตกระแหง รวมทั้งอาจเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคนานาชนิด ถ้าคุณเอื้อมมือไปที่ส้นเท้าเพื่อทาครีมบำรุงได้ยากลำบากมาก แนะนำให้ใช้ผู้ช่วยชั้นดีคือ หน้าแข้งของคุณเอง โดยบีบมอยเจอไรเซอร์ลงที่กลางหน้าแข้ง แล้วใช้ส้นเท้าอีกข้างหนึ่งทาถูบริเวณหน้าแข้งที่มีมอยเจอไรเซอร์ ในทางกลับกัน ให้ทำอย่างเดียวกันกับส้นเท้าอีกข้างหนึ่ง แหล่งสะสมเชื้อราร่วม 200 ชนิดเท้าของเราเป็นแหล่งสะสมเชื้อราหลากหลายถึงเกือบ 200 ชนิด แต่ส้นเท้าสะสมได้มากที่สุดราว 80 ชนิด ขณะที่เล็บเท้ามีเชื้อราเจริญเติบโตอยู่ราว 60 ชนิด และอีก 40 ชนิดปักหลักอยู่บริเวณง่ามเท้าของเรานั่นเอง ต่อสู้กับเชื้อราเมื่อเป็นเชื้อรา คุณต้องใช้เวลารักษานานถึง 18 เดือน ด้วยวิธีทายาในรูปของครีม กินยา หรือยิงด้วยแสงเลเซอร์ ดร.ร็อบ เฮอร์มานน์ ศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญการดูแลเท้าแห่งวิทยาลัยศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญการดูแลเท้าของออสเตรเลีย กล่าวว่า “ส่วนใหญ่แล้วการติดเชื้อเริ่มต้นที่บริเวณง่ามเท้า แล้วลามไปยังเล็บเล็บหนึ่ง จากนั้นจึงลามต่อไปยังเล็บอื่นๆ จนทำให้เล็บเปลี่ยนสีและเปราะแตกไม่แข็งแรง” ดร.เฮอร์มานน์อธิบายต่อไปว่า “การติดเชื้อเกิดขึ้นได้เมื่อคุณสวมรองเท้าคู่เดิมเป็นประจำทุกวัน ซึ่งอาจทำให้คุณมีเหงื่อออกที่เท้าแต่ละข้างมากถึงครึ่งถ้วยในแต่ละวัน ก่อให้เกิดสภาพแวดล้อมเปียกชื้นตลอดเวลา ซึ่งเป็นแหล่งที่เชื้อราเจริญเติบโตได้ดี” จึงแนะนำให้พยายามสลับรองเท้าที่สวมใส่

Read More

ถึงเวลาอัพเกรดสมอง

 Column: Well – Being สมองเราก็เหมือนกล้ามเนื้อ เรายิ่งยืดเหยียดและใช้งานมากขึ้นเท่าไร สมองจะยิ่งแข็งแรงและทำงานได้ดีขึ้นเท่านั้น ดร.เจนนี บร็อคคิส ผู้ประกอบวิชาชีพทางการแพทย์และผู้เขียนหนังสือ Future Brain กล่าวว่า “สมองของเรามีความสามารถในการเปลี่ยนแปลง เราจึงอัพเกรดสมองได้เสมอ  เมื่อคุณดูแลซ่อมบำรุงเครื่องยนต์ของรถยนต์คันโปรด คุณรู้ได้ทันทีว่ามันทำงานดีขึ้นมาก สมองของคุณก็เป็นอย่างนั้นเหมือนกัน” ดร.บร็อคคิส แนะนำวิธีง่ายๆ ในการเสริมประสิทธิภาพการทำงานของสมองผ่านทางนิตยสาร GoodHealth ดังนี้ ไขมันเป็นของดีสำหรับคุณสมองมีส่วนประกอบของไขมันถึงร้อยละ 60 และจำเป็นต้องใช้โอเมกา–3 ซึ่งเป็นกรดไขมันจำเป็นในการรักษาสภาพความยืดหยุ่นของเซลล์สมอง  ผลการศึกษาระบุว่า การขาดกรดไขมันโอเมกา–3 หมายถึงความจำและทักษะการแก้ปัญหาที่แย่ลง นอกจากนี้ การบริโภคไขมันคุณภาพเลว เช่น ไขมันในขนมเค้กและขนมปังกรอบต่างๆ ยังเป็นสาเหตุให้เซลล์สมองมีเนื้อเยื่อที่ขาดความยืดหยุ่น ทำให้ประสิทธิภาพการทำงานด้อยลง บริโภคอาหารที่เป็นแหล่งสำคัญของกรดไขมันโอเมกา–3 เช่น ปลาแซลมอน ปลาซาร์ดีน และน้ำมันมะกอก รวมทั้งเมล็ดแฟกซ์ วอลนัท และอโวคาโด ใส่ปุ๋ยสมองด้วยการออกกำลังกายการออกกำลังกายทำให้อัตราการเต้นของหัวใจสูงขึ้น และเพิ่มการไหลเวียนของเลือดขึ้นไปยังสมอง นั่นคือ การนำออกซิเจนและสารอาหารไปหล่อเลี้ยงสมองมากขึ้น การออกกำลังกายยังช่วยให้สมองหลั่งสารกระตุ้นสมองที่เรียกว่า BDNF (brain–derived neurotrophic factor) ซึ่งได้ชื่อว่าเป็น “ปุ๋ย” บำรุงสมอง เพราะกระตุ้นให้สมองผลิตเซลล์ใหม่ๆ

Read More