Home > Grab

ส่องชีวิตงานฮอตยุคโควิด-19 กับบทเรียน “ท้อได้ แต่แพ้ไม่ได้”

ปี พ.ศ. 2563 เรียกได้ว่าเป็นปีแห่งความไม่คาดฝันสำหรับใครหลาย ๆ คน เพราะการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ไวรัสสายพันธุ์ใหม่ที่ทำให้ทั่วทั้งโลกต้องสั่นสะเทือน ไม่เพียงแต่จำนวนผู้คนที่ล้มป่วยหรือเสียชีวิต แต่ภาคเศรษฐกิจก็ได้รับผลกระทบอย่างใหญ่หลวง หลายธุรกิจต้องหยุดชะงัก บ้างก็ต้องปิดตัวลงเพราะขาดรายได้ยาวนาน โดยรายงานจากกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) กระทรวงแรงงาน พบว่าปัจจุบันมีธุรกิจที่จำเป็นต้องหยุดกิจการทั้งหมดหรือบางส่วนชั่วคราว โดยมีการใช้มาตรา 75 (ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541) ไปแล้วกว่า 2,237 แห่ง ซึ่งเพิ่มขึ้น 15 เท่า จากปี 2562 และมีลูกจ้างได้รับผลกระทบแล้วกว่า 448,611 คน ชวลิต แซ่จัง มัคคุเทศก์หนุ่มที่พ่วงตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายการตลาดของบริษัททัวร์แห่งหนึ่ง และคมสัน โชยดิรส ผู้ช่วยเชฟในโรงแรมหรูย่านศรีนครินทร์ สองหนุ่มคนขับแกร็บที่เพิ่งจะหันมารับงานอย่างจริงจังได้เกือบสองเดือน คือตัวอย่างของผู้ที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากวิกฤติโควิด-19 จากที่เคยต้องตื่นเช้าไปทำงานประจำในทุก ๆ วัน กลับต้องพบกับบททดสอบชีวิตครั้งสำคัญ ชีวิตพลิก เมื่อคลื่นซัด “นอกจากทำงานในบริษัท ผมยังรับหน้าที่เป็นไกด์ออกหน้างาน ทั้งงานต่างจังหวัดและต่างประเทศ ขายงานเอง และงานอื่น ๆ

Read More

แกร็บสร้างความมั่นใจผู้บริโภค เปิดตัวการส่งอาหารแบบ “ไร้การสัมผัส” เพื่อป้องกันการแพร่กระจายไวรัสโควิด-19

แกร็บฟู้ด ผู้นำแพลตฟอร์มการสั่งอาหารผ่านแอปพลิเคชั่นในประเทศไทย ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการให้ความสำคัญด้านสุขอนามัยของลูกค้า พาร์ทเนอร์ผู้ขับขี่และร้านอาหาร ในช่วงการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 เปิดตัวบริการการส่งอาหารรูปแบบใหม่ ไร้การสัมผัส หรือ Contactless Delivery เพื่อลดความเสี่ยงจากการสัมผัสติดต่อกันทางกายภาพระหว่างลูกค้าและพาร์ทเนอร์ผู้ขับขี่ พร้อมจับมือกับพาร์ทเนอร์ร้านอาหารยกระดับการดูแลความสะอาดในทุกขั้นตอนตั้งแต่การเตรียมอาหารและภาชนะในการบรรจุอาหาร แนะชำระเงินผ่านแกร็บเพย์ลดความเสี่ยงการสัมผัสเชื้อโรค ธรินทร์ ธนียวัน กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย กล่าวว่า “แกร็บ ได้ติดตามและเฝ้าระวังสถานการณ์ไวรัส โควิด-19 อย่างใกล้ชิด พร้อมดำเนินมาตรการเพื่อป้องกันและส่งเสริมสุขอนามัยของผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างครบวงจร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งส่งผลให้มีลูกค้าใช้บริการแกร็บฟู้ดเป็นจำนวนมาก เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าของเราท่ามกลางสถานการณ์ดังกล่าว แกร็บขอส่งมอบความห่วงใยผ่านการเปิดตัวบริการแบบไร้การสัมผัส หรือ Contactless Delivery ด้วยการเว้นระยะห่างที่เหมาะสมจากผู้อื่น (social distancing) ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการควบคุมโรคระบาดตามมาตรฐานสากล โดยได้เริ่มประกาศใช้มาตรการดังกล่าวตั้งแต่วันนี้ (20 มีนาคม 2563) นอกจากนี้ แกร็บยังได้ยกระดับการดูแลสุขอนามัยของพาร์ทเนอร์ผู้ขับขี่้ด้วยการจัดหาหน้ากากอนามัย รวมถึงร่วมกับพาร์ทเนอร์ร้านอาหารในการดูแลความสะอาดของการเตรียมอาหารและภาชนะที่ใช้ในการส่งอาหารด้วย” ผู้ขับขี่และผู้บริโภคสามารถปฏิบัติตามขั้นตอนแนะนำในการส่งอาหารแบบไร้การสัมผัสได้ ดังนี้ - ลูกค้าระบุจุดรับ-ส่งอาหาร ผ่านการส่งข้อความทางแชท - ผู้ขับขี่แกร็บฟู้ดแจ้งลูกค้าเมื่อเดินทางถึง เมื่อผู้ขับทำการส่งอาหารในจุดที่แจ้งไว้ให้วางอาหารไว้บนกระเป๋าส่งอาหารและรอให้ลูกค้าออกมารับโดยทิ้งระยะห่างระหว่างผู้ขับและลูกค้า 2 เมตร ซึ่งผู้ขับจะต้องหมั่น ทำความสะอาดหรือล้างมือก่อนสัมผัสบรรจุภัณฑ์เสมอ -

Read More

สมิติเวช สานพลัง แกร็บ ร่วมมือยกระดับสุขภาพในประเทศไทย

กลุ่มโรงพยาบาลสมิติเวช ในเครือกรุงเทพดุสิตเวชการ ผู้ให้บริการด้านสุขภาพชั้นนำของภูมิภาคตะวันออกเฉียงใต้ ประกาศความร่วมมือกับ แกร็บ ผู้นำซูเปอร์แอปแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เปิดตัวความร่วมมือครั้งสำคัญ เพื่อยกระดับด้านสุขภาพและคุณภาพชีวิตของผู้ใช้บริการโรงพยาบาลและแกร็บในประเทศไทย พญ.สุรางคณา เตชะไพฑูรย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม โรงพยาบาลสมิติเวช และโรงพยาบาลบีเอ็นเอช และผู้อำนวยการโรงพยาบาลเด็กสมิติเวช ระบุว่าความร่วมมือในครั้งนี้เกิดจากการสร้างคุณค่าร่วมกันระหว่างสมิติเวช และ แกร็บ ภายใต้แนวคิด เราไม่อยากให้ใครป่วยและอยากให้มีสุขภาพที่ดีด้วยความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง ซึ่งเป็นเจตนารมณ์หลักของโรงพยาบาลมาตลอด 40 ปี นับตั้งแต่ก่อตั้ง “สมิติเวช มีความต้องการที่จะยกระดับมาตรฐานและคุณภาพชีวิตของผู้ใช้บริการและสังคมไทย ด้วยการนำเสนอนวัตกรรมและความร่วมมือใหม่ๆ เพื่อให้สังคมโดยรวมได้ประโยชน์สูงสุด ความร่วมมือกับแกร็บในครั้งนี้ เกิดขึ้นจากวิถีชีวิตของผู้คนที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งทั้งสองฝ่ายเห็นตรงกันว่า ด้วยวิถีชีวิตที่เร่งรีบมากขึ้น เรื่องสุขภาพเป็นสิ่งที่มีความสำคัญยิ่งขึ้นกว่าเดิม ทำให้เกิดความร่วมมือในครั้งนี้” ธรินทร์ ธนียวัน กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย กล่าวว่า “ความร่วมมือในครั้งนี้ เกิดขึ้นด้วยวิสัยทัศน์ของแกร็บในการมุ่งมั่นนำเทคโนโลยีมาช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้คน โดยแกร็บเล็งเห็นถึงความสำคัญของสุขภาพของทั้งผู้ใช้แกร็บและผู้ใช้บริการของกลุ่มโรงพยาบาล จึงร่วมมือกับสมิติเวชในการมอบสิทธิพิเศษต่างๆเพื่อตอบโจทย์วิถีชีวิตของคนรุ่นใหม่ รวมถึงสร้างคุณค่าให้กับสังคมไทยโดยรวม แกร็บ รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับทางโรงพยาบาลสมิติเวชในการส่งเสริมและยกระดับด้านสุขภาพให้กับผู้ใช้บริการของโรงพยาบาลและผู้ใช้แกร็บในประเทศไทย และเชื่อว่าความร่วมมือในครั้งนี้จะสร้างประโยชน์ที่ดีแก่ผู้ใช้บริการ” ความร่วมมือระหว่างโรงพยาบาลสมิติเวชกับแกร็บในครั้งนี้ แบ่งออกเป็น 3 ส่วนด้วยกัน 1. โรงพยาบาลสมิติเวชมอบสิทธิพิเศษสำหรับลูกค้าแกร็บที่ใช้บริการที่โรงพยาบาล กับส่วนลด10% สำหรับค่ายา

Read More

แกร็บ ผนึก ททท. สานต่อโครงการ “น้ำใจ” มัดใจนักท่องเที่ยว ร่วมเป็นเจ้าบ้านที่ดี

แกร็บ ผนึก ททท. สานต่อโครงการ “น้ำใจ” มัดใจนักท่องเที่ยว ส่งเสริมพาร์ทเนอร์คนขับแกร็บแท็กซี่ ร่วมเป็นเจ้าบ้านที่ดี แกร็บ ผู้นำซูเปอร์แอปในภูมิภาคตะวันออกเฉียงใต้ ร่วมมือกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สานต่อโครงการ “น้ำใจ” เพื่อรณรงค์การเป็นเจ้าบ้านที่ดีของคนไทยและวางรากฐานท่องเที่ยวไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน โดยขยายกลุ่มเป้าหมายไปยังพาร์ทเนอร์ผู้ขับขี่แกร็บแท็กซี่ ซึ่งเป็นด่านหน้าที่ต้อนรับนักท่องเที่ยว พร้อมมอบรางวัลแท็กซี่ต้นแบบด้านการส่งเสริมภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทยให้แก่พาร์ทเนอร์ผู้ขับขี่แกร็บแท็กซี่ใน 5 สาขาซึ่งประเมินจากคะแนนการให้บริการของผู้โดยสาร เพื่อเชิดชูเกียรติและสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้ขับรถแท็กซี่ให้ตระหนึกถึงบทบาทในการเป็นเจ้าบ้านที่ดี พร้อมร่วมส่งเสริมการท่องเที่ยวไทยและช่วยยกระดับมาตรฐานการให้บริการแก่นักท่องเที่ยว นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ รองผู้ว่าการด้านสินค้าและธุรกิจท่องเที่ยว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กล่าวว่า “การท่องเที่ยวนับเป็นอุตสาหกรรมหลักที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศและเป็นฟันเฟืองหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย โดยรายได้จากการท่องเที่ยวคิดเป็นมูลค่าถึง 20% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ในแต่ละปีมีนักท่องเที่ยวต่างชาติมาเยือนเมืองไทยหลายสิบล้านคน ททท. มองเห็นความสำคัญของการเป็นเจ้าบ้านที่ดีของคนไทยเพื่อต้อนรับและส่งมอบประสบการณ์การเดินทางที่น่าจดจำแก่นักท่องเที่ยว สิ่งที่ถือเป็นเสน่ห์และเอกลักษณ์ของคนไทยซึ่งหาจากที่ไหนไม่ได้ นั่นคือ น้ำใจ เราจึงได้ริเริ่ม โครงการ ‘น้ำใจ’ ขึ้น เพื่อรณรงค์การเป็นเจ้าบ้านที่ดี พร้อมกระตุ้นจิตสำนึกให้คนไทยทุกคนร่วมกันรักษาแหล่งท่องเที่ยวควบคู่ไปกับการดูแลนักท่องเที่ยว” “ที่ผ่านมา เราได้จัดทำโครงการเสริมสร้างเครือข่ายทางการท่องเที่ยวเจ้าบ้านที่ดีผ่านการจัดอบรมที่มุ่งเน้นการเพิ่มศักยภาพให้กับบุคลากรระดับปฏิบัติการในชุมชนทั่วประเทศ โดยล่าสุด ททท. ได้จับมือกับ แกร็บ ประเทศไทย ขยายผลโครงการไปยังกลุ่มผู้ขับขี่รถโดยสารสาธารณะอย่างพาร์ทเนอร์คนขับแกร็บแท็กซี่

Read More

แกร็บชี้พฤติกรรมคนกรุงแห่ฉลองเคานต์ดาวน์ ดันยอดเรียกรถ-สั่งอาหารผ่านแอปพุ่งคืนข้ามปี

สวัสดีปีใหม่ 2563! ขณะที่เราบอกลาปีเก่า เพื่อก้าวข้ามสู่ทศวรรษใหม่ เห็นได้ชัดว่าทุกวันนี้เทคโนโลยีได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงชีวิตและการทำงานของเราไม่น้อยในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่การส่งความสุขผ่านโลกโซเชียลไปจนถึงจุดพลุโดรนบนท้องฟ้า และดูเหมือนว่าสิ่งเหล่านี้ได้มาพลิกโฉมการเฉลิมฉลองและความรื่นเริงของเราเช่นกัน เรียกได้ว่าการร่วมฉลองต้อนรับปีใหม่ถือเป็นอีกช่วงเวลาที่ไม่ควรพลาดในประเทศไทย ก่อนที่เราจะสนุกกับปี 2563 อย่างเต็มที่ ไปย้อนดูกันว่าเทคโนโลยีได้มีบทบาทในการเฉลิมฉลองอย่างไรในวันสุดท้ายของปี รวมถึงสถานที่สุดฮิตของการเฉลิมฉลองด้วย การเดินทาง 1) ผู้คนยังฮิตเคานต์ดาวน์ต้อนรับปีใหม่ 10, 9, 8…3, 2,1 สวัสดีปีใหม่! การเคานต์ดาวน์ถือเป็นเอกลักษณ์สำคัญสำหรับการต้อนรับปีใหม่ ซึ่งปีนี้คนไทยยังออกมาร่วมปาร์ตี้เคานต์ดาวน์กันอย่างคึกคัก จากสถิติของแกร็บ สถานที่ยอดฮิต 5 แห่งที่มีคนเดินทางไปฉลองต้อนรับปีใหม่มากที่สุดในกรุงเทพฯ ได้แก่ ไอคอนสยาม ถนนข้าวสาร เซ็นทรัลเวิลด์ เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟรอนท์ และโชว์ดีซี โดยเวลาที่คนส่วนใหญ่ออกจากบ้านไปปาร์ตี้อยู่ที่ 22.00 น. และเริ่มกลับบ้านในช่วงตี 2 ของอีกวัน 2) ปลอดภัยทุกการเดินทางด้วยแกร็บ เมื่อปาร์ตี้เลิกรา ปัญหาสำคัญที่หลายคนเจอคือการเรียกรถกลับบ้านในคืนข้ามปี จากการที่คนไทยตระหนักถึงความปลอดภัยทางการจราจรมากขึ้น ทำให้มีการเรียกรถผ่านแอปพลิเคชันเพิ่มขึ้นเช่นกัน เพราะมีทั้งความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือ ในค่ำคืนฉลองปีใหม่ ยอดเรียกใช้บริการรถจากแกร็บเพิ่มขึ้น 8 เท่า โดยพาร์ทเนอร์ผู้ขับขี่แกร็บจำนวนมากได้ทุ่มเททำงานหนักเพื่อส่งผู้โดยสารถึงที่หมายอย่างปลอดภัย นับเป็นระยะทางรวม 790,160 กิโลเมตร

Read More

แกร็บเปิดตัว “แกร็บคิทเช่น” แห่งแรกใจกลางกรุงเทพฯ มุ่งเสริมศักยภาพอีโคซิสเต็มของแกร็บฟู้ดแบบครบวงจร

แกร็บ ผู้นำซูเปอร์แอปแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประกาศเปิดตัว GrabKitchen (แกร็บคิทเช่น) แห่งแรกในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ณ ตลาดสามย่าน หลังจากประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามในประเทศอินโดนีเซีย แกร็บคิทเช่น คือ คลาวด์ คิทเช่น (Cloud Kitchen) หรือครัวกลางที่ได้รวบรวมร้านอาหารและเครื่องดื่มอันหลากหลายมาไว้ในที่เดียวเพื่อช่วยขจัดช่องว่างและข้อจำกัดด้านสถานที่ตั้งของร้านอาหารในพื้นที่ต่างๆ พร้อมทั้งเพิ่มตัวเลือกด้านอาหารที่หลากหลายยิ่งขึ้นผ่านการใช้ฐานข้อมูลของแกร็บฟู้ด แกร็บคิทเช่นเปิดตัวครั้งแรกในอินโดนีเซียเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา และประสบความสำเร็จอย่างมาก การเปิดตัวแกร็บคิทเช่นในประเทศไทยในวันนี้ทำให้แกร็บฟู้ดเป็นผู้ดำเนินธุรกิจคลาวด์ คิทเช่นที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วย ครัว“อาหารปรุงสด” จำนวน 20 แห่งรวมถึงในเวียดนาม นอกจากนี้ยังเป็นครั้งแรกที่แกร็บฟู้ดขยายการดำเนินการแกร็บคิทเช่นนอกประเทศอินโดนีเซีย ภายในปลายปีพ.ศ.2562 แกร็บฟู้ดจะเป็นผู้ดำเนินเครือข่ายธุรกิจคลาวด์ คิทเช่นที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค โดยตั้งเป้าเปิด แกร็บคิทเช่นกว่า 50 สาขาใน 5 ประเทศทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมขึ้นเป็นแพลตฟอร์มให้บริการส่งอาหารระดับภูมิภาคหนึ่งเดียวที่ให้การบริการครอบคลุมมากที่สุด ในปัจจุบัน แกร็บฟู้ดให้บริการอยู่ใน 221 เมือง ใน 6 ประเทศ แกร็บคิทเช่นนำเสนอเมนูอาหารที่หลากหลายแก่ผู้ใช้บริการในพื้นที่ที่แกร็บคิทเช่นตั้งอยู่โดยการใช้ประโยชน์จากฐานข้อมูลที่ลูกค้าเคยใช้บริการเพื่อขจัดช่องว่างด้านสถานที่ตั้ง ในขณะเดียวกันก็ช่วยลดเวลาในการส่งอาหาร นอกจากนี้ ยังช่วยสนับสนุนโอกาสเติบโตทางธุรกิจของพาร์ทเนอร์ร้านอาหารซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางในการขยายการเข้าถึงผู้บริโภคโดยการใช้เทคโนโลยีและไม่ต้องอาศัยเงินลงทุนจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของค่าเช่า ซึ่งมักจะเป็นค่าใช้จ่ายที่สูงมากอย่างหนึ่งสำหรับผู้ประกอบการร้านอาหารและเครื่องดื่ม นายธรินทร์ ธนียวัน กรรมการผู้จัดการใหญ่

Read More

แกร็บเปิดตัวโครงการ “Break The Silence – เพราะมันอยู่ที่ใจไม่ใช่เสียง” สร้างโอกาสให้กับผู้มีอุปสรรคทางการได้ยิน

แกร็บเปิดตัวโครงการ “Break The Silence – เพราะมันอยู่ที่ใจไม่ใช่เสียง” เพื่อส่งเสริมการสร้างโอกาสให้กับผู้มีอุปสรรคทางการได้ยิน เนื่องในโอกาสสัปดาห์หูหนวกโลกประจำปี 2562 แกร็บ ผู้นำซูเปอร์แอปแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประกาศเปิดตัวโครงการ “Break The Silence – เพราะมันอยู่ที่ใจไม่ใช่เสียง” อย่างเป็นทางการในประเทศไทย เนื่องในโอกาสสัปดาห์หูหนวกโลกประจำปี พ.ศ. 2562 ระหว่างวันที่ 23 – 29 กันยายนนี้ เพื่อมุ่งให้การส่งเสริมและสนับสนุนคนหูหนวกและผู้ที่มีอุปสรรคทางการได้ยินให้สามารถเข้าถึงโอกาสในการสร้างรายได้ผ่านแพลตฟอร์มของแกร็บ ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวตอกย้ำความเชื่อมั่นของแกร็บที่ว่า คนทุกกลุ่มสมควรได้รับโอกาสที่เท่าเทียมกันในการสร้างรายได้และอิสรภาพทางการเงินผ่านการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี แกร็บได้เปิดตัวโครงการ “Break The Silence” ครั้งแรกในประเทศมาเลเซียในปี 2561 และได้ขยายโครงการดังกล่าวไปยังประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งรวมถึงประเทศไทย อินโดนีเซียและสิงคโปร์ ปัจจุบัน มีพาร์ทเนอร์ผู้ขับขี่ซึ่งเป็นคนหูหนวกจำนวนมากกว่า 600 คนที่สามารถสร้างรายได้ผ่านแพลตฟอร์มของแกร็บใน 4 ประเทศ โดยแกร็บมีแผนที่จะเพิ่มจำนวนพาร์ทเนอร์ผู้ขับขี่ในกลุ่มดังกล่าวเป็น 2 เท่าภายในปีหน้า นายธรินทร์ ธนียวัน กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ

Read More

แกร็บจับมือท็อปส์ ออนไลน์ เพิ่มบริการส่งสินค้าจากซูเปอร์มาร์เก็ตบนแอปพลิเคชัน ยกระดับความเป็นซูเปอร์แอปครบวงจร

แกร็บ ผู้นำซูเปอร์แอปแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เดินหน้ายกระดับบริการส่งของบนฟีเจอร์ ‘Groceries (ของใช้ทั่วไป)’ ด้วยการจับมือกับ ท็อปส์ ออนไลน์ซูุเปอร์มาร์เก็ตออนไลน์ชั้นนำของประเทศไทย โดยการร่วมมือกันครั้งนี้จะช่วยให้ผู้ใช้บริการแกร็บสามารถซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีคุณภาพได้อย่างหลากหลายกว่า 15,000 รายการ ซึ่งจะส่งตรงถึงบ้านได้ทุกเมื่อ และเพื่อฉลองที่ท็อปส์ ออนไลน์ ได้เข้ามาอยู่ในแอปฯ แกร็บจึงขอมอบส่วนลดสุดพิเศษตั้งแต่วันนี้จนถึง 30 กันยายน 2562 ผู้บริโภคสามารถใช้บริการท็อปส์ ออนไลน์ ได้ง่ายๆ ผ่านฟีเจอร์ ‘Groceries (ของใช้ทั่วไป)’ ซึ่งอยู่ที่หน้าแรกของแอปพลิเคชันแกร็บ เพื่อเลือกซื้อและสั่งสินค้าที่ต้องการให้ไปส่งที่บ้านหรือออฟฟิศได้ทุกเมื่อที่ต้องการ โดยลูกค้ายังสามารถเลือกได้ว่าจะให้ส่งของภายใน 2 ชั่วโมงผ่านแกร็บเอ็กซ์เพรส หรือต้องการให้ส่งสินค้าแบบธรรมดาภายใน 7 วัน ผ่านบริการขนส่งของท็อปส์ นายธรินทร์ ธนียวัน กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย กล่าวว่า “ในช่วง 5 ปีตั้งแต่ 2560 – 2565 มีรายงานว่าอุตสาหกรรมการขายสินค้าอุปโภคบริโภคออนไลน์จะเติบโตถึง 17 เปอร์เซ็นต์ ในส่วนของกรุงเทพฯ เองคาดว่าจากอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดจาก 1.1

Read More

แมคโดนัลด์ส่งแคมเปญ McDelivery Surprise จัดเซตเมนูพิเศษลดกว่า 50% มอบฟรีค่าจัดส่งทุกวันอาทิตย์ตลอด ก.ย. นี้

แมคโดนัลด์ส่งแคมเปญ McDelivery Surprise จัดเซตเมนูพิเศษลดกว่า 50% ลุ้นรับรางวัลมากมายและเซอร์ไพรส์จากพี่โรนัลด์ตัวจริง พร้อมจับมือ แกร็บฟู้ด มอบฟรีค่าจัดส่งทุกวันอาทิตย์ตลอด ก.ย. นี้ แมคโดนัลด์ ตอกย้ำความเป็นผู้นำให้บริการจัดส่งอาหารให้ลูกค้าได้อิ่มอร่อยถึงบ้านตลอด 24 ชั่วโมง ผ่านบริการแมคดิลิเวอรี่ ล่าสุดจัดแคมเปญ ‘McDelivery Surprise’ ส่งดีลเด็ดมอบส่วนลดกว่า 50% ให้อิ่มอร่อยกับเซตเมนูพิเศษแบบสุดคุ้ม พร้อมลุ้นรับรางวัลพิเศษโทรศัพท์มือถือ Samsung Galaxy Note 10 และบัตรชมภาพยนต์จากเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ และร่วมสนุกกับกิจกรรมสุดเซอร์ไพรซ์จากพี่โรนัลด์ตัวจริงและผองเพื่อนจัดส่ง ‘แฮปปี้มีล’ ชุดอาหารแห่งความสุขให้กับลูกค้าของแมคโดนัลด์ถึงบ้าน พร้อมผนึกกำลังกับ แกร็บ รับฟรีค่าจัดส่งผ่านแกร็บฟู้ดทุกวันอาทิตย์ตลอดเดือนกันยายนนี้ เล็งสร้างความผูกพัน ให้ผู้บริโภคกับแบรนด์ได้มีช่วงเวลาดีๆ ที่น่าจดจำ นายธันยเชษฐ์ เอกเวชวิท กรรมการผู้จัดการ บริษัท แมคไทย จำกัด เปิดเผยว่า “ในฐานะผู้นำธุรกิจอาหารบริการด่วนภายใต้แบรนด์แมคโดนัลด์ เราต้องการตอกย้ำภาพลักษณ์ของการเป็นผู้นำที่ให้บริการแมคดิลิเวอรี่ มอบความสะดวกรวดเร็วในการจัดส่งอาหารให้กับลูกค้าถึงบ้านตลอด 24 ชั่วโมง โดยมุ่งตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคในปัจจุบันที่ชื่นชอบความสะดวกสบายจากบริการจัดส่งอาหารถึงบ้านที่รวดเร็ว” “แมคโดนัลด์ได้เตรียมความพร้อมของแมคดิลิเวอรี่ สำหรับ

Read More

ระบบขนส่งอัจฉริยะ กุญแจสำคัญในการปลดล็อคศักยภาพประเทศไทย ให้ก้าวไปสู่ “ดิจิทัลไทยแลนด์”

ด้วยจำนวนประชากรชนชั้นกลางที่ขยายตัวเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง กรุงเทพมหานครจึงเป็นเมืองที่กำลังมุ่งหน้าสู่การเป็น “เมกาซิตี้” (Megacity) หรือมหานครที่มีประชากรรวมมากกว่า 10 ล้านคน ซึ่งกว่าที่แต่ละเมืองจะก้าวสู่การเป็นเมกาซิตี้อย่างเต็มรูปแบบได้นั้น จำเป็นต้องรับมือและจัดการกับความท้าทายมากมายที่เกิดจากการขยายตัวของความเป็นเมือง การพัฒนาแผนแม่บทเชิงยุทธศาสตร์ที่สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่เมืองหลวงอย่างกรุงเทพฯ ต้องเร่งดำเนินการ เมื่อต้นปีที่ผ่านมา กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้ประกาศนโยบายในการส่งเสริมเมืองอัจฉริยะ (Smart City) ด้วยการนำเอาเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ในการบริหารจัดการการขยายตัวของความเป็นเมือง โดยยังคงรักษาอัตลักษณ์ท้องถิ่นของแต่ละเมืองไว้ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชากรให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืนในทุกมิติ หนึ่งในแกนหลักสำคัญของวิสัยทัศน์การพัฒนาเมืองอัจฉริยะ คือ การขับเคลื่อนระบบขนส่งอัจฉริยะ (Smart Mobility) ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อสร้างระบบขนส่งที่มีความยืดหยุ่น เข้าถึงง่าย และสะดวกสบายให้แก่ ประชาชนในเมือง รวมถึงนักท่องเที่ยว โดยภาครัฐได้เล็งเห็นความจำเป็นที่จะต้องมีการปฏิรูประบบขนส่งปัจจุบันให้มีประสิทธิภาพและมีการเชื่อมต่อที่คล่องตัวยิ่งขึ้น ผ่านการใช้ประโยชน์จากข้อมูลขนาดใหญ่ หรือ Big Data ระบบคมนาคมขนส่งมักเป็นปัญหาหลักของหลายเมืองใหญ่ที่กำลังมุ่งพัฒนาไปสู่เมืองอัจฉริยะที่เติบโตอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาการจราจรติดขัดและมลพิษ ซึ่งเป็นผลมาจากจำนวนประชากรที่เพิ่มมากขึ้น รวมถึงระบบการคมนาคมขนส่งที่ด้อยประสิทธิภาพ ปัจจัยเหล่านี้จึงเป็นอุปสรรคต่อการเดินทางและการพัฒนาเมือง สำหรับในประเทศไทยเองมีผลสำรวจพบว่า คนไทยเสียเวลาไปกับปัญหารถติดเฉลี่ยรวมกว่า 24 วันต่อปี (หรือเฉลี่ยมากกว่า 1.5 ชั่วโมงต่อวัน) ทั้งนี้ สาเหตุหลักของปัญหาการจราจรติดขัด คือ จำนวนรถยนต์ที่เพิ่มขึ้นบนท้องถนน ในกรุงเทพฯ มีรถยนต์และมอเตอร์ไซค์ส่วนบุคคลที่จดทะเบียนกว่า 9.8 ล้านคัน

Read More