วันพุธ, พฤษภาคม 29, 2024
Home > Cover Story > “นิดา วงศ์พันเลิศ” ปั้นแบรนด์ 137 Pillars บูติกลักชัวรีโฮเทลจากเชียงใหม่สู่กรุงเทพฯ

“นิดา วงศ์พันเลิศ” ปั้นแบรนด์ 137 Pillars บูติกลักชัวรีโฮเทลจากเชียงใหม่สู่กรุงเทพฯ

ตลาดโรงแรมลักชัวรีเป็นอีกหนึ่งตลาดที่มีการแข่งขันกันอย่างดุเดือดทั้งก่อนสถานการณ์โควิด-19 และหลังสถานการณ์คลี่คลายที่การเดินทางท่องเที่ยวเริ่มกลับมาคึกคักอีกครั้ง และเป็นการแข่งขันที่มีทั้งผู้เล่นแบรนด์ใหญ่ระดับสากล ไปจนถึงแบรนด์จากผู้ประกอบการชาวไทยที่พัฒนาขึ้นมาได้อย่างไม่น้อยหน้า

ซึ่งหนึ่งในนั้นต้องยกให้ “137 Pillars” (137 พิลลาร์) บูติกลักชัวรีโฮเทลของคนไทยที่สร้างชื่อจากเชียงใหม่เมื่อ 14 ปีที่แล้ว ก่อนจะสยายปีกมาสร้างสีสันให้กับตลาดโรงแรมลักชัวรีในกรุงเทพฯ โดยมี “นิดา วงศ์พันเลิศ” ผู้จัดการทั่วไปและผู้บริหารเครือโรงแรม 137 พิลลาร์ โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท เป็นกำลังสำคัญในการปั้นแบรนด์ 137 พิลลาร์ จนประสบความสำเร็จ

โดยนิดาได้ย้อนที่มาของ 137 พิลลาร์ ให้ “ผู้จัดการ 360 องศา” ฟังว่า 137 พิลลาร์ เป็นธุรกิจโรงแรมของครอบครัววงศ์พันเลิศที่มีจุดเริ่มต้นมาจากผู้เป็นพ่อที่สนใจทางด้านอสังหาริมทรัพย์ และเห็นโอกาสในธุรกิจโรงแรมระดับลักชัวรี

“จริงๆ ธุรกิจหลักของครอบครัวคือธุรกิจเท็กซ์ไทล์ที่ราชบุรี ชื่อกังวาลเท็กซ์ไทล์ แต่คุณพ่อมีความสนใจเรื่องธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เมื่อ 15 ปีที่แล้วจึงเริ่มไปสำรวจดูโรงแรมหลายๆ ที่ในแถบเอเชีย ประจวบกับได้มาเจอที่ดินที่เชียงใหม่ที่ร่มรื่นและถูกจริต ซึ่งเขาขายพร้อมบ้านไม้สักเก่าแก่ที่สร้างขึ้นในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18 หรือที่รู้จักกันในชื่อบ้านบอร์เนียวที่มีเสามากถึง 137 ต้น ทางครอบครัวจึงตัดสินใจซื้อและสร้างเป็นโรงแรมบูติกลักชัวรีขึ้นในปี 2554 โดยใช้ชื่อ 137 พิลลาร์ เฮาส์ เชียงใหม่ ตามจำนวนเสาของบ้าน”

137 พิลลาร์ เฮาส์ เชียงใหม่ เปิดตัวครั้งแรกเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2554 เป็นโรงแรมบูติกลักชัวรีที่สร้างขึ้นบนพื้นที่สวนที่ร่มรื่น มีห้องพักแบบสวีตขนาดใหญ่เพียง 30 ห้อง อีกทั้งยังมีการบูรณะบ้านไม้สักเก่าแก่ที่มีภูมิหลังทางประวัติศาสตร์ของบริษัทบอร์เนียวเทรดดิ้ง ซึ่งมีเรื่องราวของหลุยส์ ลีโอโนเวนส์ และวิลเลียม เบน ให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง และยังเป็นจุดขายให้กับ 137 พิลลาร์ เฮาส์ เชียงใหม่ อีกด้วย

“ตอนนั้นที่เชียงใหม่ยังมีโรงแรมลักชัวรีไม่เยอะ มีโฟร์ซีซัน, แมนดาริน โอเรียนเต็ล ดารา เทวี และเดอะ เจดีย์ คุณพ่อมองเห็นว่าแบรนด์โรงแรมลักชัวรีของคนไทยยังมีโอกาส เลยตัดสินใจสร้างโรงแรมที่มีแค่ 30 ห้อง แต่แตกต่างจากโรงแรมอื่นเพราะเป็นห้องขนาดใหญ่ เริ่มที่ 70 ตร.ม. ตอนเปิดใหม่ๆ ขายห้องละไม่ถึงหมื่นบาท พยายามสร้างแบรนด์มาเรื่อยๆ จนประสบความสำเร็จ แต่ที่เชียงใหม่ต้องใช้เวลา เพราะตอนนั้นโรงแรมลักชัวรีเองก็ไม่ได้เยอะ คนไปเชียงใหม่ก็ยังไม่ค่อยรู้ เราจึงเน้นเรื่องการบริการ ความมีเอกลักษณ์ รวมถึงประวัติศาสตร์และเรื่องราวของพื้นที่ที่ไม่เหมือนใคร”

นิดาขยายความต่อว่า จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ 137 พิลลาร์ เฮาส์ เชียงใหม่ เป็นที่รู้จักนั้น เกิดขี้นในปี 2559 กับการได้รับรางวัลโรงแรมรีสอร์ตที่ดีที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จากนิตยสาร Travel + Leisure และเป็นโรงแรมที่ได้รับการจัดอันดับสูงสุดในประเทศไทยในปีนั้น อีกทั้งในปี 2560 ยังคว้าอันดับหนึ่งอีกครั้งในฐานะโรงแรมรีสอร์ตที่ดีที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  ซึ่งนอกจากจะทำให้ 137 พิลลาร์ เฮาส์ เชียงใหม่ เป็นที่รู้จักไม่แพ้เชนโรงแรมเบอร์ใหญ่ๆ แล้ว ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้นิดาและครอบครัวตัดสินใจขยายธุรกิจโรงแรมบูติกลักชัวรีมายังกรุงเทพฯ ปักหมุดสุขุมวิทซอย 39 พื้นที่ที่ได้ชื่อว่าการแข่งขันเป็นไปอย่างดุเดือด

“หลังประสบความสำเร็จจากเชียงใหม่ เราตัดสินใจเปิดโรงแรมบูติกลักชัวรีในชื่อ 137 พิลลาร์ โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท ในกรุงเทพฯ เมื่อ 7 ปีที่แล้ว โดยนำเรื่องราวของบ้านที่เชียงใหม่อันเป็นจุดกำเนิดของแบรนด์มาเชื่อมต่อกับโรงแรมที่กรุงเทพฯ”

สำหรับ 137 พิลลาร์ โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท กรุงเทพฯ เปิดให้บริการในเดือนกุมภาพันธ์ 2560 มีการออกแบบที่ดูทันสมัยขึ้น แต่ยังคงนำเรื่องราวของ 137 พิลลาร์ เฮาส์ เชียงใหม่ มาผสมผสาน สำหรับห้องพักประกอบด้วยห้องเรสซิเดนซ์ 179 ห้อง เป็นห้องสวีต 34 ห้อง และมี “เอ็กเซ็กคูทีฟ เล้าจน์ บ้านบอร์เนียวคลับ” อันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ (สำหรับแขกห้องสวีต), แจ๊ค เบนส์ บาร์ ที่มีกลิ่นอายคลับอังกฤษ และห้องอาหารนิมิตร อาหารไทยแบบต้นตำรับบนชั้น 27 เป็นจุดเด่น  ไม่เพียงเท่านั้นยังมีการเชื่อมเรื่องราวความเป็นอังกฤษของบ้านบอร์เนียว โดยนำรถ “London Cab” รถแท็กซี่แบบลอนดอนมาบริการรับส่งจากตัวโรงแรมไปยังพร้อมพงษ์อีกด้วย และเป็นกิมมิกเล็กๆ ที่สร้างความต่างได้เป็นอย่างดี

แต่แน่นอนว่าด้วยความเป็นเมืองท่องเที่ยวอย่างกรุงเทพฯ การแข่งขันของธุรกิจโรงแรมย่อมดุเดือดเป็นธรรมดา โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรงแรมลักชัวรีที่ต้องหาจุดแข็งมาดึงดูดลูกค้า เพราะฉะนั้น 137 พิลลาร์ โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท จึงต้องหาแง่มุมของตัวเองมานำเสนอ แม้จะเจอโจทย์ยากที่ต้องแข่งกับโรงแรมลักชัวรีเชนใหญ่ๆ ก็ตาม

“การสร้างความแตกต่างของเรา คือ ต้องเล่าเรื่องราวที่ค่อนข้างเยอะ ขายมุมที่เราเป็น Thai Luxury Boutique Brand เพราะบางทีลูกค้าต่างชาติเขาก็มองหาประสบการณ์ที่ไม่ใช่ตามแบรนด์ใหญ่ อยากลองอะไรใหม่ๆ รวมถึงการทำเรื่องความยั่งยืน เราต้องตามแบรนด์ลักชัวรีใหญ่ๆ ให้ทัน ในขณะเดียวกันก็ต้องหามุมนำเสนอความเป็นโลคอลของแบรนด์เราด้วย และใช้ความเป็น Thai Hospitality หรือการบริการแบบไทยเป็นจุดขาย รวมถึงบริการแบบ personalized service ใส่ใจทุกรายละเอียดของลูกค้า ส่วนด้านราคาก็ต้องดูเรตของแบรนด์ใหญ่เพื่อขายให้ใกล้กับเขาที่สุด”

โดยความเป็นไทยที่ 137 พิลลาร์ โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท นำมาใช้ เริ่มตั้งแต่ทีมออกแบบและ Management Team เป็นคนไทยทั้งหมด รวมถึงผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่อยู่ภายในโรงแรมล้วนเป็นของไทยทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ภายในห้องที่ใช้ของแบรนด์ PAÑPURI มีการทำงานร่วมกับหัตถกรรมพื้นบ้านเพื่อนำผลิตภัณฑ์มาใช้ภายในโรงแรม เช่น กระเป๋าผ้าที่ทำจากผ้าขาวม้าจากจังหวัดราชบุรี หัตถกรรมงานเชือกจากเชียงรายที่ทำเป็นที่รองแก้วและของที่ระลึก ในส่วนของร้านอาหารไทยเน้นใช้วัตถุดิบไทย และเป็นอาหารไทยแบบต้นตำรับ เป็นต้น

“เราพยายามหาสิ่งที่เป็นไทยแต่ไม่เก่ามาก ทำให้มันดูทันสมัยเข้ากับลูกค้าเราที่เป็นคนรุ่นใหม่ เพื่อให้คนต่างชาติเขาเห็นว่าความเป็นไทยไม่จำเป็นต้องดูโบราณเสมอไป ทำให้มันดูทันสมัยจับต้องได้”

ไม่เพียงเท่านั้น นิดายังได้ทำงานร่วมกับแบรนด์ไทยที่น่าสนใจอื่นๆ เช่น VERTIER (เวอร์เทียร์) แบรนด์เฟอร์นิเจอร์ที่มีดีไซน์สุดหรูของคนไทย ด้วยการนำเฟอร์นิเจอร์ของเวอร์เทียร์มาประดับในโรงแรม หรือแบรนด์กระเป๋า FUNDAO (ฝันดาว) ที่มีการเปิดร้านภายในโรงแรม เพื่อส่งเสริมแบรนด์ของคนไทยให้โตไปด้วยกัน

นอกจากหาจุดแข็งให้กับแบรนด์ในการสร้างความต่างแล้ว นิดายังนำ 137 พิลลาร์เข้าร่วมกับ “Small Luxury Hotels of the World™ (SLH)” ที่รวมกลุ่มโรงแรมอิสระขนาดเล็กที่ดีที่สุดทั่วโลกไว้ในที่เดียว เพื่อเป็นการสร้างความแข็งแกร่งทางการทำการตลาด และเพิ่มโอกาสให้กับโรงแรมขนาดเล็กแข่งกับแบรนด์ใหญ่ๆ

คำถามที่น่าสนใจคือในการทำธุรกิจโรงแรมระดับลักชัวรีสิ่งสำคัญคืออะไร ซึ่งนิดาได้ตอบข้อสงสัยนี้ว่า จากประสบการณ์ที่เธอเข้าสู่ธุรกิจนี้มากว่า 10 ปี สิ่งที่ควรทำคือห้ามหยุดในการพัฒนา และใส่ใจในรายละเอียดของลูกค้า และห้าม “say no” กับลูกค้า สิ่งไหนทำได้ต้องทำ

ปัจจุบัน 137 พิลลาร์ ทั้งที่เชียงใหม่และกรุงเทพฯ ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีไม่แพ้เชนโรงแรมระดับโลก โดยลูกค้าส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติ 90% และคนไทย 10% สำหรับที่เชียงใหม่ลูกค้าอันดับหนึ่งคืออเมริกา รองลงมาเป็นจีน ส่วนที่กรุงเทพฯ ส่วนใหญ่เป็นจีน เกาหลี และฮ่องกง ตามลำดับ.