วันพุธ, กุมภาพันธ์ 21, 2024
Home > New&Trend > อายิโนะโมะโต๊ะ กับการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ สู่การเป็น “ผู้นำในการสร้างความอยู่ดีมีสุข”

อายิโนะโมะโต๊ะ กับการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ สู่การเป็น “ผู้นำในการสร้างความอยู่ดีมีสุข”

ถ้าพูดถึง “อายิโนะโมะโต๊ะ” เชื่อว่าสิ่งแรกที่คนจะนึกถึงคือ “ผงชูรส” ซึ่งมักถูกมองเป็นตัวร้ายอยู่เสมอ แต่ความจริงแล้วผลิตภัณฑ์ภายใต้บริษัท อายิโนะโมะโต๊ะ (ประเทศไทย) จำกัด ไม่ได้มีแค่ผงชูรส และในขณะเดียวกันข้อเท็จจริงเกี่ยวกับผงชูรสอาจไม่ได้เป็นตัวร้ายอย่างที่เราคิด

จุดเริ่มต้นธุรกิจ “อายิโนะโมะโต๊ะ” เกิดจากการค้นพบรสชาติ “อูมามิ” โดย ศ.ดร.คิคุนาเอะ อิเคดะ แห่งมหาวิทยาลัยโตเกียว จากข้อสงสัยที่ว่าทำไมน้ำซุปที่ได้จากการต้มสาหร่ายทะเลคมบุจึงมีรสชาติอร่อยกลมกล่อม สู่การไขความลับว่า “กลูตาเมต” ซึ่งเป็นกรดอะมิโนชนิดหนึ่ง คือที่มาของรสชาตินี้ เกิดเป็นอุตสาหกรรมการผลิตเครื่องปรุงรสอูมามิแห่งแรก ณ ประเทศญี่ปุ่นในปี พ.ศ. 2452 ภายใต้ชื่อ “อายิโนะโมะโต๊ะ” โดย บริษัท อายิโนะโมะโต๊ะ โค., อินค์. ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งก่อตั้งโดย มร.ซาบุโรสุเกะ ซูซูกิ ที่ 2

51 ปีต่อมา ฐานการผลิตผงชูรสแห่งแรกนอกประเทศญี่ปุ่น ได้ถือกำเนิดขึ้นในประเทศไทย ณ อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ ภายใต้ชื่อ บริษัท อายิโนะโมะโต๊ะ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งได้จดทะเบียนอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2503

จากผงชูรสกลุ่มบริษัทอายิโนะโมะโต๊ะพัฒนาธุรกิจอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ด้านอาหารและบริการต่างๆ มากมาย ครอบคลุมทั้งเครื่องปรุงรส เครื่องดื่ม บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารแช่แข็ง ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ ภายใต้แบรนด์ผงชูรส อายิโนะโมะโต๊ะ, รสดี, ทาคูมิ อายิ, เบอร์ดี้, ไลท์ ชูการ์, ยำยำ, พลัส+, เกี๊ยวซ่า, ไก่ทอดคาราอาเกะ สไตล์ญี่ปุ่น, ไก่ทอดชิคเก้นสตาร์ และ อะมิโนไวทัล เป็นต้น

“จากการที่ได้วิจัยค้นคว้าเรื่องกรดอะมิโน เราเริ่มต้นธุรกิจจากผลิตภัณฑ์เครื่องปรุงรสต่างๆ หลังจากนั้นขยายธุรกิจเข้าสู่อาหารเสริม และการดูแลโภชนาการที่สมดุลย์ ล่าสุดอายิโนะโมะโต๊ะนำศาสตร์ด้านกรดอะมิโนที่เราเชี่ยวชาญมาต่อยอดผลิตภัณฑ์สู่การผลิตฉนวนฟิล์มสำหรับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ เช่น โทรศัพท์มือถือ และเครื่องคอมพิวเตอร์ จนกลายเป็นเบอร์หนึ่งในตลาดฉนวนฟิล์ม เพราะฉะนั้นแม้คุณอาจไม่ได้เป็นลูกค้าของเบอร์ดี้ ยำยำ หรือรสดี แต่เราเชื่อว่าในแล็บท็อปหรือโทรศัพท์มือถือ คุณเป็นลูกค้าของอายิโนะโมะโต๊ะเรียบร้อยแล้ว” มร. อิชิโระ ซะกะกุระ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท อายิโนะโมะโต๊ะ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าว

ล่าสุดบริษัท อายิโนะโมะโต๊ะ (ประเทศไทย) จำกัด ออกมาประกาศภารกิจและวิสัยทัศน์ใหม่ รองรับการเปลี่ยนผ่านทางธุรกิจครั้งสำคัญ เดินหน้าสู่ผู้นำในการสร้างความอยู่ดีมีสุขให้สังคมไทย ซึ่งแผนการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้เป็นการดำเนินตามค่านิยมหลักเพื่อสร้างคุณค่าร่วมกับสังคมอย่างยั่งยืน (ASV) ตามเป้าหมายด้านความยั่งยืนปี 2573 ของกลุ่มบริษัทฯ ระดับโลก ที่มุ่งดำเนินธุรกิจเพื่อเสริมสร้างสุขภาพดีของผู้คน 1,000 ล้านคนทั่วโลก และส่งเสริมความยั่งยืนของโลกด้วยการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการดำเนินธุรกิจ 50%

มร. อิชิโระ ซะกะกุระ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท อายิโนะโมะโต๊ะ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ด้วยสภาวะแวดล้อมในการทำธุรกิจและการใช้ชีวิตของผู้คนที่เปลี่ยนแปลงไป รวมทั้งความมุ่งมั่นที่จะตอบโจทย์ความต้องการของทุกภาคส่วนทั้งลูกค้า สังคมและสิ่งแวดล้อม และพนักงาน บริษัทฯ จึงได้ปรับ“วิสัยทัศน์” ใหม่ จากเดิม “มุ่งสู่การเป็นบริษัทอาหารที่มีความน่าเชื่อถือที่สุดในประเทศไทย” สู่การเป็น “ผู้นำในการสร้างความอยู่ดีมีสุขให้กับสังคมไทยอย่างยั่งยืน” โดยมี “ภารกิจ” ใหม่ ในการอาสา “แก้ไขปัญหาด้านอาหารและสุขภาพของสังคมผ่านค่านิยมหลักของบริษัท”

พร้อมกันนี้ ยังมุ่งเน้นการดำเนินงานที่ตอบโจทย์เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนภายในปี 2573 ของกลุ่มบริษัทฯ ในระดับโลก ด้วยการมุ่งมั่นสร้างสรรค์นวัตกรรมที่เกี่ยวกับอาหารและสุขภาพ ผ่านการใช้ศาสตร์แห่งกรดอะมิโน เพื่อช่วยส่งเสริมสุขภาพดีของผู้คนจำนวน 1,000 ล้านคน และการทำงานเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมลง 50% จากการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน โดยอายิโนะโมะโต๊ะ ประเทศไทย มีแผนเปิดตัวผลิตภัณฑ์กว่า 10 รายการ ภายในปี 2573 เพื่อสนับสนุนคนไทยกว่า 3 ล้านคนในทุกช่วงวัยให้มีสุขภาพดีรับสังคมผู้สูงวัยของไทยในอนาคตอันใกล้ และขยายผลความสำเร็จในการปลูกฝังแนวคิดการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมสู่ผู้บริโภคทั่วประเทศ ผ่านแคมเปญ Too Good To Waste เพื่อส่งต่อแนวคิดในการจัดการกับการสูญเสียอาหารและขยะอาหารให้กับคนไทยในภาคครัวเรือน

จากโจทย์ระดับโลกของกลุ่มบริษัทฯ สู่เป้าหมายการสร้างความอยู่ดีมีสุขให้สังคมไทย

อายิโนะโมะโต๊ะ ประเทศไทย มุ่งมั่นดำเนินธุรกิจเพื่อให้บรรลุพันธกิจในการสร้างความอยู่ดีมีสุขให้สังคมไทย โดยให้ความสำคัญกับการสร้าง Well-being หรือ “การอยู่ดีมีสุข” ทั้งกับเพื่อนพนักงานและคนไทยทุกคน ซึ่งในส่วนของเพื่อนพนักงาน ทางบริษัทฯ ได้มีการให้ความรู้ด้านโภชนาการที่ถูกต้อง พร้อมทั้งได้ดำเนินการปรับปรุงสถานที่ต่าง ๆ ในสถานประกอบการ เช่น โรงอาหารที่มีเมนูสุขภาพให้เลือกรับประทาน หรือสถานที่ออกกำลังกายที่ได้มาตรฐาน อันจะช่วยส่งเสริมให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทั้งทางด้านอาหารและการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพที่ดีขึ้นได้ นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังตั้งเป้าที่จะสนับสนุนคนไทยกว่า 3 ล้านคนในทุกช่วงวัยให้มีสุขภาพดีรับสังคมผู้สูงวัยของไทย ด้วยนวัตกรรมที่เกี่ยวกับอาหารและสุขภาพของบริษัทฯ ผ่านกลยุทธ์การดำเนินงานทั้งหมด 3 แนวทาง ประกอบด้วย

1. โภชนาการที่สมดุล เพื่อให้คนไทยมีสุขภาพดีขึ้นด้วยโภชนาการที่ปราศจากการประนีประนอม (Nutrition without Compromising) ผ่านการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่เป็นทางเลือกเพื่อสุขภาพซึ่งได้รับการรับรองเครื่องหมาย Healthier Choice Logo เช่น กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ลดโซเดียม (รสดี สูตรลดโซเดียม, บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปยำยำ ฯลฯ) และกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ลดน้ำตาล (กาแฟกระป๋องเบอร์ดี้, น้ำตาลไลท์ชูการ์, เบลนดี้ สติ๊ก คาเฟ โอเล ฮาฟแคลอรี่ ฯลฯ) เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาสูตรอาหารเพื่อสุขภาพแต่ยังคงความอร่อย พร้อมทั้งพัฒนาระบบประเมินปริมาณสารอาหารสำหรับเมนูอาหารไทย (Nutrient Profiling System for Thai Menus: NPS-M) ให้คนไทยได้ใช้เป็นเกณฑ์ในการตัดสินใจเลือกเมนูอาหารที่ชอบ อร่อย และเหมาะกับสุขภาพของแต่ละคน

2. โภชนาการสำหรับการกีฬา ในโครงการ Thailand Victory Project ด้วยการสร้างสรรค์โปรแกรมโภชนาการอาหารที่เหมาะสมกับนักกีฬา (Winning Meal) เพื่อเสริมสมรรถภาพร่างกายให้แข็งแรงและมีพลังงานเพียงพอ ควบคู่ไปกับการสนับสนุนผลิตภัณฑ์อะมิโนไวทัล ให้กับทีมนักกีฬาทีมชาติไทยในศึกซีเกมส์ ครั้งที่ 31 ที่ผ่านมา รวมไปถึงแผนการสนับสนุนในอนาคตต่อไป

3. ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมสำหรับสุขภาพ ด้วยการนำศาสตร์แห่งกรดอะมิโนมาตอบโจทย์ปัญหาสุขภาพของคนวัยทำงานจนถึงผู้สูงวัย เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุแบบสุดยอด (Hyper-Aged Society) ในปี พ.ศ. 2578 ของไทย โดยได้เตรียมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่กว่า 10 ผลิตภัณฑ์ทั้งในส่วนอาหารและอาหารเสริม ภายในปี พ.ศ. 2573 เพื่อเป็นทางเลือกในการดูแลสุขภาพให้แก่คนไทยกว่า 3 ล้านคนในทุกช่วงวัย

มุ่งมั่นดำเนินการในทุกขั้นตอนกิจกรรมทางธุรกิจ เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

อายิโนะโมะโต๊ะ ได้ตั้งเป้าหมายในการดำเนินงาน 5 ด้าน เพื่อบรรลุเป้าหมายเพื่อความยั่งยืนในปี 2573 ได้แก่ 1. การลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลง 50% 2. การอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ 80% 3. ลดขยะพลาสติกเป็นศูนย์ (รีไซเคิลพลาสติก) 4. ลดปริมาณของเสียจากอาหารและอื่น ๆ ลง 50% และ 5. การจัดซื้อจัดจ้างอย่างยั่งยืน 100% ด้วยการจัดการทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด ทั้งการผลิตในโรงงานและภาคการเกษตร

โดยโรงงานทุกแห่งของบริษัทฯ ได้ดำเนินงานตามแนวทางวัฏจักรชีวภาพในกระบวนการผลิต ที่ได้นำหลัก 3Rs มาใช้ในการจัดการทรัพยากรในโรงงานอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรน้ำตลอดการผลิตให้คุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด ด้วยการบำบัดและใช้หมุนเวียนภายในโรงงาน  การนำแกลบที่เหลือจากภาคการเกษตรมาเป็นเชื้อเพลิงให้กับหม้อต้มไอน้ำพลังชีวมวลเพื่อผลิตไอน้ำสำหรับกระบวนการผลิต (Biomass Cogeneration) รวมไปถึงการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ ทดแทนเชื้อเพลิงจากน้ำมันเตา

สำหรับภาคการเกษตร บริษัทฯ ได้ดำเนินงานผ่านโครงการ “การพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของเกษตรกรไทย” (Thai Farmer Better Life Project) ด้วยการส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ ควบคู่กับการให้ความรู้ในการปรับปรุงดิน พัฒนาสายพันธุ์มันสำปะหลังซึ่งเป็นวัตถุดิบในการผลิตผงชูรสอายิโนะโมะโต๊ะ ควบคู่ไปกับการวิเคราะห์โรคใบด่างฯ ซึ่งเป็นโรคระบาดที่สร้างความเสียหายอย่างหนักให้กับมันสำปะหลัง โดยสนับสนุนท่อนพันธุ์มันสำปะหลังสะอาด ทนทาน และปราศจากโรค ให้กับเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดกำแพงเพชรและจังหวัดข้างเคียง ที่ได้รับผลกระทบจากโรคใบด่างฯ มาตั้งแต่ปี 2564 รวมถึงปัจจุบันแล้วกว่า 73,025 ต้น

นอกจากนี้ อายิโนะโมะโต๊ะยังได้เตรียมเปิดตัวแคมเปญ Too Good To Waste เพื่อส่งต่อแนวคิดในการจัดการกับการสูญเสียอาหารและขยะอาหารให้กับคนไทยในภาคครัวเรือน ซึ่งเป็นการต่อยอดแนวทางการจัดการ Food Loss and Food Waste ที่ใช้ในโรงงาน เพื่อลดการสูญเสียอาหารและขยะอาหารจากกระบวนการผลิต ด้วยการนำของเหลือจากกระบวนการผลิตมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ร่วม (Co-Product) ส่งคืนสู่ภาคการเกษตร เช่น การนำน้ำหมักที่เหลือจากกระบวนการผลิตผงชูรสอายิโนะโมะโต๊ะมาผลิตเป็นปุ๋ยน้ำให้กับพืช และใช้ผสมในอาหารสัตว์ (Fertilizer Animal feed) การนำขี้เถ้าแกลบที่เป็นของเหลือจากโรงไฟฟ้าพลังงานร่วมจากชีวมวล (Biomass Cogeneration) ไปผลิตเป็นผลิตภัณฑ์บำรุงดิน

สำหรับผลสำเร็จในการดำเนินงานช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (ปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 – พ.ศ. 2565) อายิโนะโมะโต๊ะ ประเทศไทย สามารถลดการใช้น้ำต่อหน่วยการผลิตลงถึง 91% รวมทั้งการบำบัดน้ำทิ้งที่ได้มาตรฐานสูงกว่าที่กฎหมายกำหนดก่อนปล่อยคืนสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ  พร้อมทั้งลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 267,000 ตัน หรือเทียบเท่าการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของต้นไม้ใหญ่กว่า 30 ล้านต้น และสามารถลดการใช้พลาสติกจากการดำเนินการปรับเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ต่าง ๆ เช่น ลดขนาดหรือความหนาของบรรจุภัณฑ์พลาสติกลง โดยที่ยังคงคุณภาพของผลิตภัณฑ์ไว้ได้ดีเหมือนเดิม หรือการยกเลิกบรรจุภัณฑ์ชั้นที่ 2 ซึ่งทำให้ช่วยลดการใช้พลาสติกลงได้กว่า 307 ตัน นอกจากนี้ เรายังมุ่งมั่นดำเนินการเพื่อลดปริมาณการสูญเสียอาหารและขยะอาหารได้ถึง 49% หรือประมาณ 1,000 ตัน อีกด้วย