Friday, December 2, 2022
Home > Cover Story > Ecolean ธุรกิจรักษ์โลกจากสวีเดน กับการรุกตลาดบรรจุภัณฑ์ในไทย

Ecolean ธุรกิจรักษ์โลกจากสวีเดน กับการรุกตลาดบรรจุภัณฑ์ในไทย

ปัจจุบันเรื่องของบรรจุภัณฑ์รักษ์โลกหรือบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมกำลังเป็นที่สนใจในวงกว้าง อันเนื่องมาจากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่หันมาให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม และมองหาผลิตภัณฑ์เพื่อความยั่งยืนมากขึ้น

ผลสำรวจพฤติกรรมผู้บริโภคล่าสุดจาก Euromonitor พบว่า ผู้บริโภคในประเทศไทยให้ความสำคัญต่อการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งบรรจุภัณฑ์ของผลิตภัณฑ์ต่างๆ ในท้องตลาดคือหนึ่งในปัจจัยที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญ โดยพบว่าร้อยละ 45 ของกลุ่มตัวอย่างผู้บริโภคในไทย ตัดสินใจเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่ใช้บรรจุภัณฑ์เพื่อความยั่งยืน และร้อยละ 69 เลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่ลดการใช้พลาสติกลง

นั่นทำให้ผู้ประกอบการต้องปรับตัวและพยายามคิดค้นนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ที่มีความปลอดภัย สามารถย่อยสลายหรือนำไปรีไซเคิลได้ เพื่อให้ทันกับค่านิยมของผู้บริโภค และสร้างความยั่งยืนให้กับธุรกิจ และอีกนัยหนึ่งนั่นหมายถึงโอกาสการเติบโตของบรรจุภัณฑ์รักษ์โลกในตลาดที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นด้วยเช่นกัน

ล่าสุด “Ecolean” ผู้นำนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์รายใหญ่จากสวีเดน มองเห็นโอกาสการเติบโตในไทย ประกาศจับมือกับพันธมิตรอย่าง “Dairy Home” ผู้ผลิตนมออร์แกนิกของไทย เพื่อรุกตลาดบรรจุภัณฑ์และขับเคลื่อนธุรกิจรักษ์โลกด้วยนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์น้ำหนักเบาสำหรับอาหารเหลว ที่ช่วยลดปริมาณการสร้างขยะ ลดการใช้ทรัพยากร และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่มองหาผลิตภัณฑ์เพื่อความยั่งยืน

สำหรับ “Ecolean” หรือ Ecolean SE Asia SDN BHD (อีโคลีน เอสอี เอเชีย เอสดีเอ็น บีเอชดี) นั้นมีจุดเริ่มต้นจากธุรกิจครอบครัวเล็กๆ ที่ก่อตั้งขึ้นในปี 1996 ณ เมืองเฮลซิงบอร์ก ประเทศสวีเดน ดำเนินธุรกิจด้านนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์สำหรับผลิตภัณฑ์อาหารเหลว ที่ครอบคลุมตั้งแต่ตัวบรรจุภัณฑ์และเครื่องบรรจุผลิตภัณฑ์ ที่มีแนวคิดหลักคือการใช้ทรัพยากรในการผลิตให้น้อยที่สุด เพื่อสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุดด้วยเช่นกัน

จากธุรกิจครอบครัวเมื่อ 26 ปีที่แล้ว ปัจจุบันอีโคลีนถือเป็นบริษัทที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด และสามารถขยายธุรกิจไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลกถึง 30 ประเทศ มีตลาดใหญ่คือ จีน เวียดนาม และปากีสถาน นอกจากนั้นยังเปิดสาขาในออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และอินโดนีเซีย ก่อนที่จะเข้ามาบุกตลาดในไทยเมื่อปี 2019 โดยการนำของ “ทันต์ธนัท คงชาญศิริ” ผู้คร่ำหวอดในแวดวงนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ของใช้ภายในบ้านและเคยร่วมงานกับบริษัทยักษ์ใหญ่อย่างยูนิลีเวอร์มาก่อน

“เมื่อ 3 ปีที่แล้วผมมีโอกาสได้พบกับผู้บริหารของอีโคลีน และเขาอยากมาเปิดตลาดที่เมืองไทย ด้วยความที่ประสบการณ์เดิมของผมอยู่ในแวดวงนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์อยู่แล้ว พอได้คุยกันเราก็มองเห็นศักยภาพของบรรจุภัณฑ์ของเขาที่มันโดดเด่นมากๆ เพราะน้ำหนักเบา รักษ์โลก และแตกต่างไปจากบรรจุภัณฑ์แบบดั้งเดิม เลยตัดสินใจลุยธุรกิจนี้ในเมืองไทย” ทันต์ธนัทในฐานะผู้จัดการสำนักงานประจำประเทศไทยของอีโคลีน กล่าวถึงจุดเริ่มต้นธุรกิจในไทย

โดยทันต์ธนัทเน้นย้ำจุดแข็งของบรรจุภัณฑ์จากอีโคลีนที่ทำให้เขาตัดสินใจร่วมธุรกิจไว้ว่า บรรจุภัณฑ์ของอีโคลีนผลิตขึ้นด้วยแนวคิดเชิงนวัตกรรม ซึ่งใช้วัตถุดิบในการผลิตน้อยแต่ยืดหยุ่น ตอบโจทย์ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอาหารเหลว มีจุดเด่นสำคัญคือ น้ำหนักที่เบาลง 50% เมื่อเทียบกับบรรจุภัณฑ์แบบดั้งเดิม ประหยัดทรัพยากรตั้งแต่การผลิตไปจนถึงการขนส่ง ใช้พลาสติกในการผลิตน้อย รูปลักษณ์โดดเด่นเมื่อวางอยู่บนชั้นวางผลิตภัณฑ์ พื้นผิวของวัสดุมีคุณภาพต่องานพิมพ์ ทำให้สามารถสื่อสารความเป็นแบรนด์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อีกทั้งยังสะดวกต่อการใช้งานของผู้บริโภคด้วยนวัตกรรมการเปิด-ปิด บรรจุภัณฑ์แบบ Snap Quick ที่มีเฉพาะบรรจุภัณฑ์ของอีโคลีน อีกทั้งยังเป็นบรรจุภัณฑ์สำหรับของเหลวที่ทนต่อความร้อน สามารถนำเข้าไมโครเวฟได้เพราะผลิตจากวัสดุที่ปราศจากอะลูมิเนียม และออกแบบมาพร้อมด้ามจับที่บรรจุอากาศทำให้จับได้ถนัดมือ ช่วยยืดอายุของอาหารให้เก็บได้นานขึ้น ที่สำคัญยังสามารถรีดได้หมดจนหยุดสุดท้าย ทำให้ไม่เหลือเศษอาหารที่เป็นสาเหตุของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอีกด้วย

นอกจากจุดแข็งของผลิตภัณฑ์แล้วจำนวนสาขาในประเทศต่างๆ กว่า 30 ประเทศทั่วโลก ที่เป็นการการันตีถึงคุณภาพของผลิตภัณฑ์ และความสำเร็จในการทำธุรกิจ ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้เขาตัดสินใจนำอีโคลีนเข้ามาเปิดตลาดในเมืองไทยด้วยเช่นกัน

โดยปัจจุบันอีโคลีนมีคู่ค้าในกลุ่มผู้ผลิตผลิตภัณฑ์นมและอาหารเหลวในหลายประเทศ เช่น Nuitfood และ Vitamilk ในเวียดนาม, Chiba Lotte Marines ในญี่ปุ่น, Vilac ในเกาหลี, So Good Foods ในอินโดนีเซีย และ Tatua ในนิวซีแลนด์

จับมือกับ Dairy Home เพื่อสร้างต้นแบบสู่การเติบโตในเมืองไทย
“ผมร่วมธุรกิจกับอีโคลีนในปี 2019 ไม่นานหลังจากนั้นโควิด-19 ระบาด มันจึงกลายเป็นความท้าทายมากๆ แต่ผมตั้งใจว่าถึงอย่างไรต้องเปิดตลาดในเมืองไทยให้ได้ภายใน 2 ปี ซึ่งโชคดีที่ได้พบกับแดรี่โฮม ที่มีแนวคิดตรงกันและกลายมาเป็นพันธมิตรรายแรกของอีโคลีนในไทย” ทันต์ธนัทกล่าวถึงจุดเริ่มต้นธุรกิจระหว่างอีโคลีนและแดรี่โฮม

สำหรับบริษัท แดรี่โฮม วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด คือผู้ผลิตนมออแกนิกรายใหญ่ของไทย ที่รู้จักกันดีภายใต้แบรนด์ “Dairy Home” และเป็นอีกหนึ่งผู้ประกอบการที่มีแนวคิดในการผลิตสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเช่นกัน

ที่ผ่านมาแดรี่โฮมเองก็ได้ศึกษาวิจัยเรื่องบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมาโดยตลอด โดยราวๆ 15 ปีก่อน “พฤฒิ เกิดชูชื่น” กรรมการผู้จัดการและผู้ก่อตั้งแดรี่โฮมได้เดินทางไปยุโรปและมีโอกาสได้รู้จักกับอีโคลีน ซึ่งเป็นบรรจุภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ธุรกิจนมออแกนิกของแดรี่โฮมเป็นอย่างมาก แต่ ณ ขณะนั้นอีโคลีนยังไม่มีตัวแทนจำหน่ายในประเทศไทยจึงยังไม่มีความคืบหน้านัก

จนกระทั่ง 3 ปีก่อน เมื่อทันต์ธนัทเห็นศักยภาพของนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ของอีโคลีน และนำมาเปิดตลาดที่เมืองไทย ตามมาด้วยการเข้าพบกับคุณพฤฒิเพื่อเสนอทางเลือกใหม่ของบรรจุภัณฑ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่แดรี่โฮมมองหามาตลอด จึงนำมาสู่การเป็นพันธมิตรทางธุรกิจร่วมกันในที่สุด

โดยโซลูชันที่อีโคลีนเสนอให้กับแดรี่โฮมนั้นจะครอบคลุมทั้งตัวบรรจุภัณฑ์ เครื่องบรรจุภัณฑ์ และทีมงานบริการหลังการขาย ซึ่งอีโคลีนได้ออกแบบบรรจุภัณฑ์สำหรับใส่นมของแดรี่โฮมด้วย “ถุง” แทนการใช้แกลลอนและขวดพลาสติกแบบเดิม

ซึ่งถุงที่ออกแบบมาสำหรับแดรี่โฮมนั้นมีส่วนประกอบของพลาสติกน้อยกว่าและใช้พื้นที่ในการจัดเก็บน้อยกว่าบรรจุภัณฑ์ทั่วไป รีไซเคิลได้ง่ายกว่ากล่องนมที่มีส่วนผสมของโลหะ สะดวกต่อการใช้งานของผู้บริโภคด้วยนวัตกรรมการเปิด-ปิดถุงแบบ Snap Quick มีด้ามจับ เป็นถุงขนาด 1,000 มิลลิลิตร ที่ใช้พลาสติกในการผลิตเพียง 10 กรัม ลดปริมาณการใช้พลาสติกได้ถึง 90% เมื่อเทียบกับขวดแกลลอนที่ใช้พลาสติกประมาณ 74 กรัม

อีกทั้งการออกแบบลวดลายบนถุงนมโดยอีโคลีนยังตอบโจทย์ด้านการตลาด เพราะเมื่ออยู่บนชั้นวางในห้างสรรพสินค้าหรือซูเปอร์มาร์เกตก็ทำให้ภาพของแบรนด์โดดเด่นและสวยงาม

สำหรับตัวเครื่องบรรจุภัณฑ์นั้นสามารถผลิตได้ถึง 6,000 – 9,000 ถุงต่อชั่วโมง และมีนวัตกรรมในการฆ่าเชื้อที่ไม่ใช้สารเคมีอันเป็นเอกสิทธิ์เฉพาะของทางอีโคลีน ทำให้ผลิตภัณฑ์ปลอดเชื้อโรค แต่ยังสามารถคงไว้ซึ่งรสชาติ กลิ่น สี และคุณค่าทางโภชนาการของน้ำนมไว้ได้โดยไม่ใส่สารกันบูด

แดรี่โฮมเปิดเผยว่า ก่อนหน้าที่อีโคลีนจะมีผู้แทนจำหน่ายในไทย แดรี่โฮมยังคงใช้บรรจุภัณฑ์แบบดั้งเดิมที่ส่งผลต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งค่อนข้างสวนทางกับภาพลักษณ์ของธุรกิจที่เป็นผลิตภัณฑ์นมออแกนิก การเข้ามาของอีโคลีนจึงนับเป็นนิมิตหมายอันดีที่แดรี่โฮมสามารถพูดได้เต็มปากว่า “ผลิตภัณฑ์นมของแดรี่โฮมดีทั้งต่อสุขภาพของผู้บริโภคและห่วงใยสิ่งแวดล้อมด้วยเช่นกัน” อีกทั้งยังเป็นการลดต้นทุนการผลิตในระยะยาว และยังช่วยเสริมภาพลักษณ์ทำให้แบรนด์เติบโตอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ แดรี่โฮมยังได้ทำการวิจัยร่วมกับสถาบันพลาสติกแล้วพบว่า ถุงนมของอีโคลีนสามารถเก็บกลับมาและแปรรูปเป็นวัสดุรีไซเคิลเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับขึ้นรูปเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ได้หลากหลาย สอดคล้องกับ Circular Economy ที่โลกกำลังให้ความสนใจ

ซึ่งแดรี่โฮมจะพัฒนาโมเดลนี้อย่างต่อเนื่อง โดยระยะแรกเมื่อผู้บริโภคซื้อนมของแดรี่โฮมแล้ว สามารถเก็บถุงไว้และส่งกลับมาให้โรงงานเพื่อส่งต่อให้กับชาวบ้านนำไปสร้างสรรค์เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เช่น กระเป๋า โดยจะนำมาวางขายที่ร้านแดรี่โฮมด้วย

โดยอีโคลีนจะร่วมขับเคลื่อนไปพร้อมกับแดรี่โฮมเพื่อผลักดันโมเดลธุรกิจรักษ์โลกส่งเสริมความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมด้วยนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์น้ำหนักเบาสำหรับอาหารเหลว และหวังให้แดรี่โฮมเป็นต้นแบบเพื่อรุกตลาดต่อไปในอนาคต โดยตั้งเป้าเจาะตลาดเครื่องดื่มนมถั่วเหลือง น้ำผลไม้ กะทิ ครีม และอาหารกลุ่ม plant based เพิ่มเติมในอนาคต.