วันอังคาร, สิงหาคม 20, 2019
Home > Life > ธรรมชาติ – ยาที่ดีที่สุด

ธรรมชาติ – ยาที่ดีที่สุด

Column: Well – Being

ยุคนี้เป็นยุคที่คนในสังคมต้องแบกรับภาระหน้าที่การงาน ครอบครัว และข้อมูลข่าวสารพร้อมกันในคราวเดียวชนิดที่เรียกว่าหนักเกินกำลังก็ว่าได้ และมักขาดแรงสนับสนุนจากสังคมที่จะช่วยให้ภาระที่แบกรับเอาไว้ทั้งหมดเดินหน้าไปพร้อมๆ กันได้ด้วยดี และเพราะงานที่ทำต้องใช้คอมพิวเตอร์รวมทั้งสมาร์ทโฟนเป็นหลัก ทำให้เราเผชิญหน้ากับประสบการณ์ของการผิดที่ผิดทางครั้งมโหฬารในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ นั่นคือ การแยกห่างจากโลกธรรมชาติทั้งด้านกายภาพและอารมณ์อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

นิตยสาร Prevention : Relieve Anxiety Naturally รายงานว่า มนุษย์รู้สึกมานานแล้วว่า จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องค่อยๆ เชื่อมโยงกับธรรมชาติ และนักวิจัยก็ค้นพบข้อดีที่เป็นรูปธรรมมากมายในการกลับไปเชื่อมโยงกับธรรมชาติใหม่ เพราะธรรมชาติเป็นศูนย์กลางในการส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีของเรา Prevention จึงเสนอแนะวิธีออกไปใช้เวลากลางแจ้งที่สามารถแก้ปัญหาการเจ็บไข้ได้ป่วยของคุณดังนี้

อัตราการเต้นของหัวใจช้าลง
โลกทุกวันนี้เต็มไปด้วยเสียงดังอึกทึกมากขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่การจราจรบนท้องถนนไปจนถึงเสียงเครื่องบินเจ็ตบนท้องฟ้าเหนือหัวเรา ยาถอนมลพิษทางเสียงคืออะไรรึ เสียงจากธรรมชาตินั่นเอง ตลอดระยะเวลาแห่งวิวัฒนาการของมนุษย์เรา เสียงนกร้องย้ำเตือนเราว่า จะไม่มีพายุพัดกระหน่ำ

โจชัว สมิธ ศาสตราจารย์ประจำมหาวิทยาลัยเพนน์ สเตท ผู้ศึกษาเรื่องความสงบจากเสียงธรรมชาติส่งผลต่ออัตราการเต้นของหัวใจและระดับฮอร์โมน แนะนำให้เราหาเวลาวันละ 20 นาที ปลีกตัวไปอยู่ท่ามกลางสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติ ในกรณีที่คุณไม่สามารถออกไปข้างนอก ให้ใช้แอปหรือเทปบันทึกเสียงจากธรรมชาติ เช่น เสียงนกร้อง เสียงลม หรือเสียงคลื่นแทน

ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกัน
จมูกของเราทำหน้าที่เหมือนหู คือสร้างช่องทางเชื่อมต่อไปสู่สมองส่วนที่ควบคุมอารมณ์ของเรา นักวิจัยญี่ปุ่นพบว่า สารไพนีนที่ต้นไม้เขียวชอุ่มปล่อยออกมา มีผลในการลดอัตราการเต้นของหัวใจของทารกอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่น้ำมันหอมระเหยจากต้นสนฮิโนกิออกฤทธิ์ให้เซลล์นักฆ่าตามธรรมชาติในผู้ใหญ่ทำงานแข็งขันขึ้นหรือเซลล์ภูมิคุ้มกันของร่างกายนั่นเอง จึงแนะนำว่า ขณะเดินออกกำลังกายในสวนสน ให้นำใบสนที่แหลมเล็กเหมือนเข็มมาขยี้ แล้วสูดดมหายใจเข้าไปลึกๆ

กระตุ้นให้มีเมตตาสูงขึ้น
พอล พิฟฟ์ นักจิตวิทยาประจำมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย วิทยาเขตเออร์วิน อธิบายว่า ในการทดลองเมื่อเร็วๆ นี้ได้ข้อพิสูจน์แล้วว่า ความน่าเกรงขามเป็นตัวกระตุ้นความรู้สึกเมตตากรุณา ความใจดี และความเชื่อมโยง เมื่อเรารู้สึกว่าใจดีมีน้ำใจมาก ศัตรูของเราก็ดูเหมือนจะตัวเล็กลงถนัดใจ ธรรมชาติเป็นแรงกระตุ้นความน่าเกรงขามทั้งในแง่ความยิ่งใหญ่และความเล็ก

เขาพบว่า เมื่อให้ผู้ร่วมการทดลองจ้องมองไปที่จุดสำหรับยืนของต้นไม้สูงนานเพียงหนึ่งนาที พวกเขาจะแสดงออกถึงความใจดีมีน้ำใจหลังจากนั้น เรามีวิธีสร้างความรู้สึกว่าน่าเกรงขามได้ ด้วยการมองขึ้นไปบนยอดไม้ในป่าใหญ่ เทือกเขาสูงทะมึน หรือพระจันทร์เต็มดวง

ส่งเสริมมิตรภาพมากขึ้น
เป็นที่รู้กันว่า สายสัมพันธ์ทางสังคมช่วยเยียวยาให้อาการซึมเศร้าดีขึ้น และกระตุ้นให้เราออกกำลังกายมากขึ้น และธรรมชาติก็ช่วยสร้างเสริมให้สายสัมพันธ์เป็นไปอย่างง่ายดาย ผลการศึกษาดัตช์ในผู้ร่วมการทดลองกว่า 10,000 คน ระบุว่า ผู้ที่อาศัยอยู่ใกล้พื้นที่สีเขียวจะรู้สึกโดดเดี่ยวน้อยกว่า ส่วนผลการศึกษาอื่นๆ ชี้แนะว่า การพาตัวเองเข้าไปอยู่ท่ามกลางสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติ ทำให้ได้เชื่อมโยงกับความผูกพันทางสังคม และความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านก็แน่นแฟ้นขึ้น การได้พบปะกับเพื่อนๆ ขณะเดินออกกำลังกายในสวนสาธารณะ ทำให้มีการพูดคุยกันมากขึ้น รวมถึงกิจกรรมการเดินออกกำลังกายกับสุนัขตัวโปรดด้วย

ทำให้ลูกๆ แข็งแรง
เด็กๆ อาจต้องการธรรมชาติมากกว่าคนทุกวัย จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมโรงเรียนในฟินแลนด์จึงผลักดันให้เด็กๆ ออกวิ่งเล่นกลางแจ้งในช่วงเวลาพักวันละหลายๆ ครั้ง หากปราศจากการเล่นเชิงสำรวจ เด็กๆ อาจพลาดโอกาสในการแสวงหาหนทางที่เป็นกลางซึ่งสำคัญยิ่ง รวมทั้งโอกาสในการพัฒนาทักษะกล้ามเนื้อมัดใหญ่

ผลการศึกษาชี้ว่า แม้จะมีเวลาเพียงเล็กน้อยที่ได้อยู่กับธรรมชาติ ก็ทำให้มีช่วงของความสนใจเพิ่มขึ้นได้ รวมทั้งทำคะแนนสอบได้สูงขึ้น การเพิ่มระดับการออกกำลังกายโดยเฉพาะในหมู่เด็กหญิง จึงแนะนำให้เปิดประตูและสังเกตดูว่า ลูกๆ ของคุณหยุดทะเลาะเบาะแว้งได้เร็วแค่ไหน และเริ่มเล่นสร้างป้อมปราการรวมทั้งปีนต้นไม้ได้เร็วแค่ไหน

ทำให้สภาพจิตของคุณดีขึ้น
การมีเวลาอยู่กับธรรมชาติเพียงลำพังได้พิสูจน์แล้วว่า ไม่เพียงเป็นประโยชน์ต่อการมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ แต่ดีต่อสุขภาพจิตของคุณด้วย เมื่อ เกรก แบรทแมน นักจิตวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด มอบหมายให้อาสาสมัครใช้เวลาเดินในสวนสาธารณะหรือบนถนนในเมืองใหญ่นาน 90 นาที มีเพียงผู้ที่เดินในสวนสาธารณะเท่านั้นที่รายงานว่า พวกเขาลดความคิดที่ทำให้ซึมเศร้าและความคิดซ้ำๆ ลงได้ ทั้งยังแสดงให้เห็นว่า สมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับความคิดที่ขุ่นมัวลดประสิทธิภาพการทำงานลงด้วย ดังนั้น เมื่อคุณจำเป็นต้องหาทางแก้ปัญหา การออกไปเดินทอดน่องข้างนอกจะช่วยได้มาก

ทำให้นอนหลับลึกขึ้น
ถ้าคุณต้องการคุณภาพนอนหลับที่ดีขึ้น ให้หาโอกาสอ่านหนังสือหรือไม่ก็ออกไปทำงานข้างนอก นอกจากอารมณ์คุณจะดีขึ้นจากการได้ออกไปข้างนอก การได้อยู่กับธรรมชาติที่ได้รับแสงอย่างเต็มที่ ยังเป็นการช่วยตั้งนาฬิกาชีวภาพของเราขึ้นใหม่ ซึ่งมีการยืนยันแล้วว่า ทำให้นอนหลับได้ดีขึ้นและช่วยต่อต้านอาการซึมเศร้าด้วย

วิตามินดีที่เราได้รับจากแสงแดด ยังทำงานร่วมกันในการลดความเสี่ยงของมะเร็งบางชนิด แต่ไม่ใช่มะเร็งผิวหนังแน่ จึงต้องไม่ลืมทาครีมกันแดดให้เพียงพอ

เห็นภาพรวมได้ดีขึ้น
เดวิด สตราเยอร์ นักประสาทวิทยาศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยยูทาห์ กำลังทำบันทึกสิ่งที่เขาเรียกว่า “ปรากฏการณ์ 3 วัน” ซึ่งธรรมชาติช่วยให้คุณดึงเอาสมองบางส่วนออกมาใช้ประโยชน์ได้ เป้าหมายคือ ใช้เวลาอยู่กับสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติอย่างน้อย 3 วันติดต่อกัน อาจเป็นที่อุทยานแห่งชาติ หรือริมทะเลที่เงียบสงบ อย่างน้อยปีละครั้ง ซึ่งจะช่วยให้คุณพบกับการรู้จักตัวเองในแง่มุมใหม่ของชีวิตได้

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *