Home > โดนัลด์ ทรัมป์

“GCAP GOLD” ชี้จุดเสี่ยงเขย่าตลาดทองคำ เส้นตายทรัมป์ 22 เม.ย. นี้

บริษัท จีแคป จำกัด หรือ GCAP GOLD ชี้ทองคำสัปดาห์นี้ผันผวนอย่างรุนแรง หลังโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศยกระดับการกดดันขั้นสูงสุด ขีดเส้นตายให้อิหร่าน ตอบรับข้อตกลงยุติสงคราม ภายในวันที่ 22 เมษายนนี้ ขู่เดินหน้ามาตรการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ เตือนนักลงทุนระวังแรงเทขายทำกำไร หลังราคาทองคำเริ่มส่งสัญญาณอ่อนแรงระยะสั้น นางสาวอารีรัตน์ มุราชัย หัวหน้านักวิเคราะห์ บริษัท จีแคป จำกัด หรือ GCAP GOLD เปิดเผยว่า ราคาทองคำในสัปดาห์นี้มีแนวโน้มผันผวนรุนแรง จากสถานการณ์ความขัดแย้งตะวันออกกลาง ที่ก้าวสู่จุดวิกฤตอีกครั้ง เมื่อประธานาธิบดีทรัมป์ยกระดับการกดดันอิหร่าน โดยขีดเส้นตายให้มีการตอบรับข้อตกลงยุติสงครามภายในวันที่ 22 เมษายนนี้ เวลา 08.00 น. (ตามเวลาประเทศไทย) หากไม่เป็นผล สหรัฐฯ พร้อมโจมตีโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ เช่น โรงไฟฟ้าและสะพาน โดยกล่าวหาอิหร่านละเมิดข้อตกลง หลังเกิดเหตุยิงเรือสินค้าในช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่อิหร่าน กลับมาปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง พร้อมยันไม่มีการกำหนดวันเจรจารอบใหม่กับสหรัฐฯ และเน้นย้ำว่าการเจรจาต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานกฎหมายระหว่างประเทศ และยังคงยืนกรานว่าจะไม่เปิดช่องแคบฮอร์มุซ

Read More

“GCAP GOLD” แนะจับตาปม “ทรัมป์” ป่วนไม่เลิก ลุ้นแทรกแซงเฟด ข้อพิพาทกรีนแลนด์ แรงส่งทองคำไปต่อ

บริษัท จีแคป จำกัด หรือ GCAP GOLD ระบุ "ทรัมป์" สร้างความตึงเครียดทั่วโลก ปมสงครามการค้ากรีนแลนด์ พร้อมจับตากรณีแทรกแซงเฟด ศาลสูงสหรัฐฯ ชี้ชะตา ลิซา คุก และ ลุ้นคำกล่าวสุนทรพจน์บนเวที World Economic Forum กำหนดทิศทางตลาดโลก สู่ปัจจัยหนุนสินทรัพย์ปลอดภัยพุ่งต่อ ชี้แนวรับสำคัญ $4,770/$4,650 (ราคาทองคำไทย 70,500/69,400 บาท) แนวต้าน $4,900/$4,980 (ราคาทองคำไทย 71,700/72,500 บาท) นางสาวอารีรัตน์ มุราชัย หัวหน้านักวิเคราะห์ บริษัท จีแคป จำกัด หรือ GCAP GOLD เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดทองคำในช่วงนี้ยังคงให้น้ำหนักเชิงบวก ตลาดยังมีแรงซื้อ นักลงทุนสามารถถือทองคำไว้เพื่อป้องกันความเสี่ยงท่ามกลางความไม่แน่นอน ทั้งด้านเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศ สำหรับปัจจัยสำคัญที่น่าจับตาในขณะนี้ ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นความต้องการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำ คือความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และยุโรป หลังประธานาธิบดี ทรัมป์

Read More

จรีพร จารุกรสกุล แม่ทัพ WHA Group ตอกย้ำไทยยังเป็น Destination ของการลงทุน

“ปีนี้เป็นปีที่ท้าทายมากๆ ตั้งแต่ โดนัลด์ ทรัมป์ ขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วโลก เพียงแต่ว่าเราจะทำให้ความท้าทายนั้นเป็นโอกาสขึ้นมาได้อย่างไร” คำกล่าวของ จรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WHA Group ที่กล่าวไว้ในการประกาศผลประกอบการครึ่งแรกของปี 2568 ของบริษัท ที่แม้จะต้องเผชิญกับความท้าทายที่มีอยู่รอบด้าน ชนิดที่เรียกว่าทำให้หลายธุรกิจระส่ำระสายไปตามๆ กัน แต่สำหรับ WHA Group กลับสามารถสร้างรายได้รวมและส่วนแบ่งกำไรได้ถึง 9,325 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 32% จากปีก่อน และกำไรปกติสูงสุด 3,148 ล้านบาท เติบโต 24% ซึ่งเรียกได้ว่าแข็งแกร่งที่สุดในประวัติการณ์ของบริษัทเลยก็ว่าได้ ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา เราเห็นพลวัตทางเศรษฐกิจและสถานการณ์สำคัญๆ เกิดขึ้นมากมายทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นประเด็นของภูมิรัฐศาสตร์ ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในประเทศต่างๆ เศรษฐกิจที่ค่อนข้างผันผวน การเกิดขึ้นของภาษีทรัมป์ รวมไปถึงทิศทางการดำเนินนโยบายทางการเงินและการผันผวนในสินทรัพย์ต่างๆ ซึ่งล้วนส่งผลต่อทั้งการลงทุนและทิศทางธุรกิจในภาพรวมที่ต้องได้รับผลกระทบจากแรงกระเพื่อมที่เกิดขึ้นทั้งสิ้น แต่ถึงกระนั้นแม่ทัพใหญ่ของ WHA Group ยังเชื่อว่าภายใต้ความท้าทายย่อมมีโอกาส โดยเฉพาะอย่างยิ่งโอกาสจากกระแสการย้ายฐานการผลิตออกจากประเทศจีนที่รุนแรงมากขึ้น

Read More

ทางรอดของสินค้าไทย ในอุ้งมือพญาอินทรี

“เศรษฐกิจไทยปีนี้เผาจริง” คำกล่าวนี้ดูจะไม่เกินจริงเลยสักนิด เมื่อพิจารณาจากสิ่งที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่ เพราะดูเหมือนปัญหาและอุปสรรคที่ขัดขวางความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจดูจะประเดประดัง ถาโถมเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ทั้งปัจจัยภายใน เช่น ความขัดแย้งทางการเมืองที่ดูจะมุ่งหาผลประโยชน์มากกว่าจะหาแนวทางแก้ปัญหาปากท้องประชาชนอย่างจริงจัง แม้ว่าจะมีนโยบาย หรือมาตรการต่างๆ ออกมา แต่ผลที่ได้กลับไม่ได้สร้างแรงกระเพื่อมทางเศรษฐกิจอย่างที่หลายฝ่ายคาดหวัง ขณะที่ปัจจัยภายนอกที่หลายประเทศกำลังเผชิญคือ การประกาศเก็บภาษีนำเข้าจากพญาอินทรี สหรัฐอเมริกา ที่ต้องการลดการเสียดุลการค้ากับประเทศคู่ค้า รวมถึงนโยบายที่มีเป้าหมายให้คนอเมริกันพึ่งพาตัวเอง ซึ่งจะกลายเป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญทางเศรษฐกิจ ทว่า นโยบายภาษีของสหรัฐอเมริกา เสมือนเครื่องมือที่โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดี ใช้สร้างอำนาจในการต่อรองดุลการค้า รวมถึงสามารถเรียกร้องข้อเสนอจากประเทศต่างๆ เพื่อแลกกับการไม่เก็บภาษีนำเข้าได้ ไทยเองก็เช่นกัน หลังจากที่ถูกขึ้นลิสต์รายชื่อประเทศที่จะถูกเรียกเก็บภาษีนำเข้าสูงถึง 36% โดยสหรัฐฯ ประกาศมาตรการภาษีนี้มาตั้งแต่เข้ามารับตำแหน่งได้ไม่นาน กระทั่งล่าสุดโดนัลด์ ทรัมป์ ร่อนจดหมายถึงประเทศไทยและอีกหลายประเทศว่า ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2568 เป็นต้นไป สหรัฐฯ จะเรียกเก็บภาษีศุลกากร reciprocal tariff อัตราใหม่ ซึ่งจัดทำมาเพื่อให้เงื่อนไขความสัมพันธ์การค้าทวิภาคีมีความเท่าเทียมกันมากขึ้นในอนาคต และเพื่อจัดการกับความมั่นคงของประเทศที่เกิดจากการขาดดุลการค้าสินค้าจำนวนมหาศาลของสหรัฐฯ กลุ่มสินค้าไทยที่จะได้รับผลกระทบจากอัตราภาษีใหม่ของสหรัฐฯ ได้แก่  ยานยนต์ อาหาร พลาสติก เคมีภัณฑ์ เครื่องจักรและอุปกรณ์อุตสาหกรรม สิ่งทอ

Read More

พิษ “ทรัมป์” ก่อวิกฤตไม่เลิก จับตาสงครามการค้าระลอกใหม่ หนุนทองคำทะยาน $3,400

บริษัท จีแคป จำกัด หรือ GCAP GOLD ประเมินราคาทองคำส่อแววปรับตัวขึ้นต่อ หลัง “โดนัลด์ ทรัมป์” จุดชนวนความกังวลสงครามการค้าระลอกใหม่ ชี้ สัปดาห์นี้จับตาตัวเลขเงินเฟ้อเดือนมิถุนายน (CPI) ของสหรัฐฯ และรอฟังถ้อยแถลงเฟด ก่อนเข้าสู่ช่วง “Blackout Period” พร้อมตอกย้ำทองคำเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย ให้เป้าหมายที่ $3,400 และ $3,430 นางสาว อารีรัตน์ มุราชัย หัวหน้านักวิเคราะห์ บริษัท จีแคป จำกัด หรือ GCAP GOLD เปิดเผยว่า ทิศทางราคาทองคำมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นต่อเนื่องในสัปดาห์นี้ หลังจากประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ สร้างความกังวลเกี่ยวกับสงครามการค้าระลอกใหม่ โดยทรัมป์ได้ประกาศจัดเก็บภาษีนำเข้า 30% กับสินค้าจากสหภาพยุโรปและเม็กซิโก ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 สิงหาคมนี้ หลังจากก่อนหน้านี้ ทรัมป์เพิ่งประกาศขึ้นภาษี 35% กับสินค้าจากแคนาดา และยังอยู่ระหว่างการพิจารณาขยายอัตราภาษี

Read More

ผลกระทบสงครามการค้า 2.0 สั่นคลอนเศรษฐกิจไทย

นับตั้งแต่การก้าวขึ้นมารับตำแหน่งประธานาธิบดีของสหรัฐฯ สมัยที่ 2 ของ โดนัลด์ ทรัมป์ และใช้คำสั่งของฝ่ายบริหาร เปิดฉากสงครามการค้า โดยเริ่มจากสินค้านำเข้าจากจีน หนึ่งในปัจจัยสำคัญคือ สหรัฐฯ เสียดุลการค้ากับจีนราว 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2567 ข้อมูลการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ พบว่า มีมูลค่าสูงถึง 5.85 แสนล้านดอลลาร์ หรือมากกว่า 20.3 ล้านล้านบาท โดยสหรัฐฯ มีการนำเข้าสินค้าจากจีน 4.4 แสนล้านดอลลาร์ ขณะที่จีนนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ เพียง 1.45 แสนล้านดอลลาร์ นอกจากทรัมป์ คงพอจะคาดเดาได้ว่า มีความพยายามจากอีกขั้วอำนาจทางเศรษฐกิจ ที่จะลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์ลง หรือที่เรียกว่า DE-Dollarization บทวิเคราะห์จากผู้เชี่ยวชาญมากมายเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า เงินดอลลาร์จะเสื่อมค่า การตอบโต้กันไปมาระหว่างจีนและสหรัฐฯ ทำให้ไทยได้อานิสงส์จากความขัดแย้งในบางอุตสาหกรรม เพราะไทยสามารถส่งออกสินค้าเพื่อทดแทนการนำเข้าของทั้งสองประเทศได้มากขึ้น รวมถึงการได้ประโยชน์จากการย้ายฐานการผลิตออกจากจีนและสหรัฐฯ นั่นทำให้ภาคส่งออกและการลงทุนของไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น อุตสาหกรรมไทยบางกลุ่มมีการขยายตัว เช่น คอมพิวเตอร์และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ภาคก่อสร้าง ผลิตภัณฑ์เครื่องหนัง แต่หากจะบอกว่า ไทยรอดพ้นจากสงครามการค้าในครั้งนี้คงไม่ถูกนัก เมื่อทุกประเทศจะต้องเจอกับอัตราภาษีพื้นฐานของสหรัฐฯ

Read More

ความเสี่ยงอุตสาหกรรมอาหาร กับกำแพงภาษีสงครามการค้า 2.0

ทั่วโลกกำลังจับตามองสถานการณ์สงครามการค้า 2.0 ที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกา เป็นผู้เปิดฉากอีกครั้ง ซึ่งครั้งนี้ดูเหมือนว่าแนวทางการเปิดฉากสงครามจะดุเดือดมากกว่าครั้งที่ผ่านมา ต้นเหตุน่าจะมาจากความง่อนแง่นทางเสถียรภาพทางการเงินการคลังของสหรัฐฯ ที่เข้าใกล้คำว่า “ถังแตก” เต็มที จากหนี้ที่ต้องแบกมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเจ้าหนี้รายใหญ่ของสหรัฐฯ คือ ญี่ปุ่น มูลค่าหนี้ 1,125.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และจีน มูลค่าหนี้ 784.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ จากมูลค่าการถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ เหตุผลดังกล่าว น่าจะส่งผลต่อเสถียรภาพความมั่นคงในฐานะผู้นำเศรษฐกิจโลก ทว่าสงครามการค้าในครั้งนี้ สหรัฐฯ ไม่ได้เป็นต่อเช่นที่ผ่านมา เหมือนการขว้างบูมเมอแรงออกไปยิ่งแรงเท่าไร ยิ่งสะท้อนกลับมาแรงและหนักเป็นเท่าตัว เมื่อสหรัฐฯ เริ่มเกมด้วยการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนในอัตรา 10% การตอบโต้อย่างสาสมจากผู้นำแดนมังกร ที่ดูจะไม่สะทกสะท้าน และยังคงท้าทายอำนาจมืดจากซีกโลกตะวันตกชนิดที่เรียกได้ว่า ไม่หวั่นเกรง พร้อมแลกแบบหมัดต่อหมัด ด้วยการตอบโต้กลับโดยการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าบางประเภทจากสหรัฐฯ 10-15%  ในยกแรก และหลังจากนั้นเรายังได้เห็นการตอบโต้กันด้วยการเพิ่มอัตราภาษีอย่างต่อเนื่องจากทั้งสองประเทศ ในขณะที่ไทย แม้จะยังไม่ได้เลือกข้างอย่างชัดเจน แต่กลับต้องโดนกำแพงภาษีที่สหรัฐฯ ตั้งใส่เช่นกัน รัฐบาลไทยวางแผนการเจรจาหลังสิ้นสุดเทศกาลสาดน้ำดับร้อน โดยหวังว่าผลของการเจรจาระหว่างรัฐต่อรัฐจะช่วยดับไฟสงครามไม่ให้ลุกลามมายังดินแดนด้ามขวาน อุตสาหกรรมของไทยที่น่าจะได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าครั้งนี้ คือ อุตสาหกรรมอาหารที่พบว่ายังมีความเสี่ยงสูง เนื่องจากอุตสาหกรรมอาหารเป็นหนึ่งในสาขาการผลิตที่ทำให้ไทยเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ ในระดับสูง ข้อมูลล่าสุดปี

Read More

GCAP GOLD จับตา “ทรัมป์” รีดภาษีรอบใหม่ ลุ้นราคาทองสร้าง New High ที่ระดับราคา 51,200 บาท

นางสาวอารีรัตน์ มุราชัย นักวิเคราะห์ บริษัท จีแคป จำกัด หรือ GCAP GOLD ประเมินว่าทิศทางตลาดทองคำในสัปดาห์นี้ ยังคงเผชิญกับความผันผวน พร้อมแนะนำให้จับตาทิศทางทองคำหลังประกาศภาษีใหม่จาก “ทรัมป์” ในวันที่ 2 เมษายน นี้ ซึ่งส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อราคาทองคำ ทั้งนี้หากมีการประกาศภาษีที่รุนแรง ราคาทองคำอาจพุ่งสูงขึ้น นักลงทุนอาจหันมาถือทองคำมากขึ้นเพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาด ดังนั้นประเมินว่า ราคาทองคำมีทิศทางเป็นขาขึ้นจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและแรงซื้อในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย โดย GCAP GOLD ได้ประเมินเป้าหมายของการปรับตัวขึ้นระยะสั้นเบื้องต้นไว้ที่ $3,150 / $3,200 และราคาทองคำไทยอาจทำ New High อยู่ที่ประมาณ 50,800 บาท และหากเงินบาทอ่อนค่าขึ้นเพิ่มเติมอาจจะเห็น 51,200 บาท นอกจากนี้ ทั่วโลกยังเฝ้าจับตาการเคลื่อนไหวครั้งสำคัญของสหรัฐฯ ในวันที่ 2 เมษายน ที่จะถึงนี้ ซึ่งทางประธานาธิบดีทรัมป์ จะประกาศบังคับใช้ภาษีตอบโต้รอบใหม่ ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกเพราะเป็นช่วงเวลาที่มีความตึงเครียดทางการค้าอยู่ในระดับสูงอยู่แล้ว ยิ่งทำให้ตลาดมีความกังวลเกี่ยวกับการ ขึ้นภาษีและการตอบโต้จากประเทศอื่นๆ ตามมา สิ่งที่ต้องจับตามองในมาตรการทางภาษีรอบใหม่ครั้งนี้ คือ

Read More

จับตาเลือกตั้งสหรัฐฯ นโยบายของทรัมป์อาจดันให้เงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้น ด้านนโยบายของแฮร์ริสกลับเน้นเป้าหมายชัดเจนกว่า

ฝ่ายกลยุทธ์ตลาด ธนาคารยูโอบี วิเคราะห์การเลือกตั้งสหรัฐฯ นโยบายของทรัมป์อาจดันให้เงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้น ด้านนโยบายของแฮร์ริสกลับเน้นเป้าหมายชัดเจนกว่า – แต่ไม่ว่าใครจะชนะ ก็ต้องเผชิญกับปัญหาหนี้สินเรื้อรังของสหรัฐฯ อยู่ดี ในช่วงที่เหลือของปี 2567 และต่อเนื่องไปถึงปี 2568 มีความเสี่ยงสำคัญ 3 ประการที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและตลาดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ 1. ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ขยายวงกว้างขึ้น ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์และดันราคาพลังงานให้สูงขึ้น 2. ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของจีนว่าจะเพียงพอต่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจหรือไม่ และ 3. การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในวันที่ 5 พฤศจิกายนนี้ ซึ่งอาจส่งผลกระทบมากที่สุด ผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ อาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ รวมถึงนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อัตราดอกเบี้ย และค่าเงินดอลลาร์ นอกจากนี้ ผลกระทบดังกล่าวอาจส่งแรงสั่นสะเทือนไปทั่วเศรษฐกิจโลก รวมถึงภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วย ผลสำรวจความคิดเห็นชี้ว่านางกมลา แฮร์ริส ผู้สมัครจากพรรคเดโมแครต มีคะแนนนำเหนือนายโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้สมัครจากพรรครีพับลิกันเพียงเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม ด้วยระบบคณะผู้เลือกตั้งของสหรัฐฯ ผลการลงคะแนนเสียงในรัฐที่ไม่ได้เป็นฐานเสียงของพรรคใดจะเป็นตัวกำหนดผลการเลือกครั้งนี้ ซึ่งผู้สมัครทั้งสองมีคะแนนสูสีมากในหลายรัฐดังกล่าว จึงยังไม่สามารถคาดเดาได้ว่าใครจะคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งนี้ นโยบายของทรัมป์อาจดันเงินเฟ้อสูงขึ้น นักวิเคราะห์หลายท่านระบุถึงความเสี่ยงที่นโยบายของทรัมป์อาจทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้น ระหว่างการหาเสียง ทรัมป์ประกาศสนับสนุนให้มีการเพิ่มภาษีนำเข้าสำหรับสินค้าหลายรายการ โดยเสนอให้เพิ่มภาษีนำเข้าจากจีนอย่างมีนัยสำคัญสูงสุดถึงร้อยละ 60

Read More

Rare earth หมัดเด็ดของสีจิ้นผิง? ในศึกสงครามการค้า

หากติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของสองประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ และจีน ที่ตอบโต้กันบนเวทีโลก โดยเฉพาะประเด็นการตั้งกำแพงภาษีสินค้านำเข้าตั้งแต่กลางปีที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่าแต่ละยกในศึกครั้งนี้ดูจะไม่มีใครยอมใคร แม้ว่าทั้งสองจะมีโอกาสได้จับมือกันต่อหน้ากล้อง พบปะพูดคุยกันอยู่บ้าง รวมไปถึงการหารือเพื่อเจรจาในข้อตกลงการค้าระหว่างประเทศ อีกทั้งกระแสข่าวที่ถูกตีแผ่ว่า มีความเป็นไปได้ว่าทั้งสองประเทศอาจบรรลุข้อตกลงระหว่างกันในการยุติความขัดแย้งครั้งนี้ ทว่า จนถึงขณะนี้ข้อตกลงที่ทั้งสองฝ่ายจะทำร่วมกันเพื่อยุติสงครามการค้าครั้งนี้ กลับไม่มีท่าทีที่จะประสบความสำเร็จแต่อย่างใด ความล้มเหลวที่เกิดขึ้นกับความพยายามที่จะทำข้อตกลงร่วมกันกลายเป็นภาพชินตาของผู้คนทั่วโลก และท้ายที่สุด จากสงครามการค้าทรานฟอร์มสู่สงครามเทคโนโลยี เมื่อโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ หงายไพ่ใบใหม่เพื่อกดดันจีนด้วยการเล่นงานบริษัทหัวเว่ย โดยมีกูเกิลขานรับนโยบายนี้ทันที ซึ่งจะส่งผลให้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของหัวเว่ยไม่สามารถอัพเดตหรือเข้าถึงแอปยอดนิยมอย่างกูเกิลได้ นโยบายดังกล่าวสร้างความวิตกกังวลอย่างมากให้แก่ผู้ที่เกี่ยวข้อง ทั้งบริษัทคู่ค้ากับหัวเว่ย ผู้บริโภคที่ใช้งานโทรศัพท์เคลื่อนที่ของหัวเว่ย ทว่า ความกังวลนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับซีอีโอของหัวเว่ยแต่อย่างใด เมื่อ Ren Zhengfei กล่าวเพียงว่า หัวเว่ยจะไม่ได้รับผลกระทบจากการประกาศแบนของสหรัฐฯ และนักการเมืองสหรัฐฯ ประเมินความสามารถของหัวเว่ยต่ำเกินไป แม้ว่าคำสั่งดังกล่าวจะถูกระงับไว้เป็นการชั่วคราวอย่างน้อย 90 วัน โดยสหรัฐฯ ให้เหตุผลว่า เพื่อไม่ให้เกิดสภาวะสะดุดระหว่างบริษัทเอกชนสัญชาติอเมริกาที่ทำธุรกิจกับหัวเว่ย ที่ผ่านมา นโยบายและมาตรการต่างๆ ของสหรัฐฯ จะเป็นสิ่งที่ประเทศคู่ค้าไม่ยอมรับ และมีการโต้กลับในรูปแบบที่ไม่แตกต่างกัน เช่น เมื่อสหรัฐฯ ปรับอัตราการเรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากจีน ขณะที่จีนไม่นิ่งนอนใจและขึ้นอัตราการเรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ ในอัตราที่เท่าเทียมกัน และเมื่อสหรัฐฯ ปรับหมากเดินเกม รวมไปถึงเป็นผู้เปลี่ยนหน้าเกมในศึกครั้งนี้ จากสงครามการค้า สู่สงครามเทคโนโลยี โดยมุ่งเล่นงานที่บริษัทหัวเว่ย ในมุมมองของนักการเมืองฟากฝั่งโดนัลด์

Read More