ตลาดเสริมความงามเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่เติบโตอย่างรวดเร็วทั่วโลก ตามการคาดการณ์ของสถาบันวิจัย Grand View Research ตลาดเสริมความงามทั่วโลกจะขยายตัวเป็น 11.5 ล้านล้านบาทในปี 2573 โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 15% ต่อปี
ในขณะที่ประเทศไทยก็มีการขยายตัวอย่างรวดเร็วตามกระแสโลกเช่นกัน เห็นได้จากจำนวนคลินิกและสถานเสริมความงามที่ผุดขึ้นเป็นจำนวนมาก สอดคล้องกับการประเมินของ ttb analytics ที่รวบรวมข้อมูลรายได้ผู้ประกอบการในช่วงปี 2562-2566 พบว่ารายได้เติบโตเฉลี่ยที่ 14% ต่อปี แต่ในปี 2567 คาดว่าจะเติบโต 4% จากปี 2566 ด้วยมูลค่าตลาด 73,000 ล้านบาท และประเมินว่าปี 2568 นี้อุตสาหกรรมเสริมความงามจะขยายตัวอยู่ที่ 2.7% โดยมีมูลค่าตลาดอยู่ที่ 75,000 ล้านบาท
ท่ามกลางคลินิกและสถานเสริมความงามที่มีอยู่อย่างมากมาย ครั้งนี้ “ผู้จัดการ 360 องศา” จะพาไปทำความรู้จักกับอีกหนึ่งผู้ประกอบการที่มีประสบการณ์ในตลาดมามากกว่า 40 ปี อย่าง “โรงพยาบาลธีรพร” (TEERAPORN HOSPITAL) โรงพยาบาลเฉพาะทางศัลยกรรมตกแต่งใบหน้าและการดูแลสุขภาพอย่างยั่งยืนแห่งแรกในไทย ที่กำลังเปิดเกมรุกธุรกิจศัลยกรรมและความงามครั้งใหญ่
โรงพยาบาลธีรพรก่อตั้งโดย ผศ.นพ.ชลธิศ สินรัชตานันท์ หรือ “หมอชลธิศ” แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมตกแต่งใบหน้าที่โด่งดัง และเป็นผู้คิดค้นเทคนิคการผ่าตัดเพื่อคนเอเชียโดยเฉพาะ ปัจจุบันนั่งในตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสเตติก คอนเนค จำกัด (มหาชน) ผู้ดำเนินกิจการโรงพยาบาลธีรพร

ภาพจาก: https://trphospital.com/
ผศ.นพ.ชลธิศ สินรัชตานันท์ สำเร็จการศึกษาจากศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ในปี 2516 และโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา (Oto-Rhino-Laryngology) คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล ในปี 2519 โดยได้รับการบรรจุเป็นแพทย์ที่โรงพยาบาลศิริราชตั้งแต่นั้นมา รวมถึงเป็นอาจารย์หมอสอนนักศึกษาแพทย์ ก่อนที่ รศ.นพ.เชิญ เศขรฤทธิ์ หัวหน้าแผนกหู คอ จมูก โรงพยาบาลศิริราชในขณะนั้น แนะนำให้ นพ. ชลธิศ ไปศึกษาต่อด้านศัลยกรรมตกแต่งกับ “พลตรีทายาท สุขบำรุง” ที่โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งเพิ่งสำเร็จการศึกษาด้านศัลยกรรมตกแต่งใบหน้ามาจากสหรัฐอเมริกา ในยุคที่การศัลยกรรมตกแต่งยังไม่เป็นที่รู้จักนัก
“ตอนเป็นหมอหู คอ จมูก และสอนนักศึกษาแพทย์ที่ศิริราช ใน พ.ศ. นั้น การผ่าตัดเพื่อเสริมสวยยังไม่มี จนกระทั่งวันหนึ่งอาจารย์ก็เข้ามาบอกให้ผมไปเรียนต่อศัลยกรรมตกแต่งใบหน้า ตอนนั้นผมไม่รู้จักจริง ๆ ว่าคืออะไร เราอยากเป็นหมอผ่าตัดหูหนวกมากกว่า แต่สุดท้ายก็ไปเรียนกับอาจารย์ทายาทเกือบ 2 ปี ได้วิชาศัลยกรรมตกแต่งใบหน้ามา” นพ.ชลธิศ เผย
หลังจากนั้น นพ.ชลธิศจึงนำความรู้ที่ได้กลับมาเป็นศัลยแพทย์และเป็นอาจารย์สอนให้กับรุ่นน้องในแผนกศัลยกรรม ที่โรงพยาบาลศิริราช ซึ่งเป็นแผนกเปิดใหม่ย่อยจากแผนก หู คอ จมูก โดยได้ทำการรักษาคนไข้ ควบกับการทำ Plastic Surgery ในสมัยนั้นการทำศัลยกรรมเป็นการรักษาโรคมากกว่าที่จะทำเพื่อความงาม โดย นพ.ชลธิศ จะใช้เวลาช่วงเย็นหลังเลิกงานไปทำงานพิเศษที่ธีรพรการแพทย์ คลินิกเล็ก ๆ ย่านท่าดินแดงเพิ่มเติม

“ผมกินเงินเดือน รพ. ศิริราชตอนนั้น 1,900 บาท ตอนเย็นก็มาอยู่เวรพิเศษที่ธีรพรการแพทย์ ทำงาน 3 ชั่วโมงได้เงิน 100 บาท เมื่อก่อนค่ารถเมล์แค่ 6 สลึง ผมก็นั่งจากศิริราชมาท่าดินแดง กลางวันผ่าตัดหูน้ำหนวก ตอนเย็นมาทำตาสองชั้น ทำไปทำมาเจ้าของคลินิกเขายกคลินิกให้เพราะจะไปอยู่อังกฤษ ผมก็ไปกู้เงินมาทำเพิ่มและยังคงใช้ชื่อธีรพรเหมือนเดิม ให้บริการศัลยกรรมตกแต่งใบหน้า ซึ่งค่อย ๆ เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ”
แต่หลังจากทำไปได้ระยะหนึ่ง นพ.ชลธิศ รู้สึกว่าเทคนิควิธีการต่าง ๆ ทั้งการทำตา ดึงหน้า ทำจมูก ล้วนเป็นการทำตามตำราฝรั่งทั้งสิ้น แผลใหญ่ ใช้เวลาเยอะ ซึ่งอาจไม่เหมาะกับผิวและโครงสร้างของคนเอเชีย จึงคิดหาแนวทางและเทคนิคใหม่ ๆ ที่เหมาะกับคนเอเชีย โดยพัฒนาเทคนิคทำตาสองชั้นแบบเจาะรูเล็ก ๆ ที่เปลือกตา แทนการกรีดยาว
ไม่เพียงเท่านั้นยังคิดค้นการเสริมจมูกด้วยวิธีปลูกย้ายไขมัน ที่ปลอดภัยกว่าการเสริมจมูกด้วยการฉีดซิลิโคนเหลว โดยถือเป็นเทคนิคที่มีขึ้นเป็นครั้งแรกของโลก นอกเหนือจากการผ่าตัดศัลยกรรมตาสองชั้น และเสริมจมูกด้วยไขมันแล้ว นพ.ชลธิศ ยังคิดค้นเทคนิคการผ่าตัดศัลยกรรมดึงหน้าที่เรียกว่า Face Lock-Face Lift ที่แผลไม่ใหญ่ ฟื้นตัวเร็ว ซึ่งล้วนแต่สร้างชื่อให้กับ นพ.ชลธิศเป็นอย่างมาก
ในระหว่างนั้น นพ.ชลธิศ ก็มีการสร้างทีมแพทย์ขึ้นมาโดยเฉพาะ และได้เขียนหนังสือวิชาการที่รวบรวมเนื้อหาเกี่ยวกับการศัลยกรรมตาสองชั้นและเสริมจมูกจำนวน 3 เล่ม ได้แก่ Less is More My Way, Asian Blepharoplasty และ Masterclass Rhinoplasty โดยได้รับเชิญให้ไปบรรยายและเป็นอาจารย์สอนทั้งในยุโรป อเมริกา และเอเชียอีกหลายประเทศ

“เมื่อก่อนทำตาสองชั้นต้องเอามีดกรีดยาว แต่ผมใช้วิธีเจาะรูแบบไม่มีรอยกรีด ทำให้คุณดวงตา ตุงคะมณี เป็นคนแรก หลังจากนั้นก็มีดารามาทำกับธีรพรเป็นร้อยคน เพราะแผลนิดเดียวมองแทบไม่เห็น ที่ธีรพรเราจะไม่เรียกว่าลูกค้า แต่จะเรียก ‘คนไข้’ เพราะเขาคือผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ สำหรับเราคนไข้เปรียบเสมือนญาติ ต้องการทำให้เขาได้รับประโยชน์สูงสุด หาวิธีให้เขาเจ็บปวดน้อยที่สุด มีหมอมาสมัครทำงานกับเราเยอะมาก แต่ผมจะคัดกรองคนที่มีใจเมตตา ตลอดชีวิตผมไม่เคยเอาเงินเป็นตัวตั้ง เอาผลงานและคนไข้เป็นตัวตั้งเสมอ”
ซึ่งเทคนิคที่ นพ.ชลธิศ คิดค้นขึ้นใหม่นั้นเป็นที่นิยมของคนไข้เป็นอย่างมาก และทำให้ธีรพรเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ในลักษณะ “ปากต่อปาก” มีคนไข้จากทั้งในและต่างประเทศเดินทางมาทำศัลยกรรมใบหน้าจำนวนมาก ทำให้ นพ.ชลธิศ ตัดสินใจย้ายจากคลินิกเล็ก ๆ ที่ท่าดินแดงมายังถนนเจริญนคร โดยตั้งอยู่ในอาคารสำนักงาน 5 ชั้น มีพื้นที่ใช้สอยประมาณ 1,157 ตารางเมตร ห้องผ่าตัด 6 ห้อง และห้องให้คำปรึกษา 3 ห้อง
จากคลินิกสู่โรงพยาบาลเฉพาะทางศัลยกรรมตกแต่งใบหน้า
ปี 2566 นพ.ชลธิศ ต่อยอดความเชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมตกแต่งใบหน้าที่มีมากว่า 40 ปี และยกระดับธีรพรคลินิกขึ้นไปอีกขั้น ด้วยการนำบริษัท เอสเตติก คอนเนค จำกัด (มหาชน) ผู้ให้บริการศัลยกรรมความงามบนใบหน้า ภายใต้ชื่อ “ธีรพรคลินิก” เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ เป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2566 ด้วยมูลค่าหลักทรัพย์ ณ ราคา IPO 4,900 ล้านบาท โดยใช้ชื่อย่อในการซื้อขายหลักทรัพย์ว่า “TRP” เพื่อระดมทุนในการขยายธุรกิจสู่การเป็นโรงพยาบาลเฉพาะทางศัลยกรรมตกแต่งใบหน้าแบบครบวงจรแห่งแรกในไทย รองรับตลาดเสริมความงามที่เติบโตและคนไข้ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
โดยล่าสุดเดือนกรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา “โรงพยาบาลธีรพร” ได้ฤกษ์เปิดตัวอย่างเป็นทางการ ในฐานะโรงพยาบาลเฉพาะทางศัลยกรรมตกแต่งใบหน้าและการดูแลสุขภาพอย่างยั่งยืนแห่งแรกในไทย ด้วยงบลงทุนกว่า 630 ล้านบาท บนพื้นที่ 9,000 ตร.ม. เดินหน้าเปิดเกมรุกธุรกิจศัลยกรรมและความงาม ด้วย 5 จุดเด่น และเตรียมขยายกลุ่มบริการด้าน Skin & Longevity (ศูนย์ผิวพรรณและสุขภาพ) บริการใหม่เพื่อรองรับตลาด Wellness Tourism ที่เติบโตเฉลี่ยในช่วงปี 2563-2568 สูงถึง 20.9% ภายใต้คอนเซ็ปต์ “เกิดสวย อยู่สวย จากสวย” โดยตั้งเป้าเติบโตที่ 10% ภายในปี 2568

นายแพทย์ ธนจักร สินรัชตานันท์ ทีมแพทย์ผู้บริหารโรงพยาบาลธีรพร กล่าวเสริมว่า รพ.ธีรพร สะท้อน 3 แนวคิดของความเป็นธีรพร นั่นคือ
1. “Less is More” ธีรพรเป็นผู้คิดค้นเทคนิคเฉพาะอย่าง Face-Lock, Face-Contour, เสริมจมูกด้วยไขมัน ทำให้การผ่าและเย็บเกิดแผลน้อย ฟื้นตัวไว ไม่ต้องนอนโรงพยาบาล และออกแบบมาเพื่อคนเอเชียโดยเฉพาะ
2. รพ.ธีรพรมีทีมแพทย์ระดับอาจารย์แพทย์ โดยแบ่งเป็น 6 ความเชี่ยวชาญหลัก คือ ทีมแพทย์ดึงหน้า ทีมแพทย์เสริมจมูก ทีมแพทย์ตา ทีมแพทย์ หู คอ จมูก ทีมแพทย์ Skin & Longevity และทีมวิสัญญีแพทย์
3. ความใส่ใจรายละเอียดเพื่อผู้รับบริการ เช่น ค่าบริการไม่มีบวกเพิ่ม รับประกัน 1 ปี มีวิสัญญีแพทย์คอยดูแลตลอดเพื่อความปลอดภัย แม้กระทั่งบริการสระผมหลังการผ่าตัด และการประคบอบแสงดูแลแผลหลังบริการ
“รพ.ธีรพร มาถึงขั้นประติมากรรมบนใบหน้า ไม่ใช่ศัลยกรรมทั่วไป เราจะให้คำแนะนำที่เฉพาะตัว เป็นแบบ customized จุดบอดอยู่ตรงไหน ทำแบบไหนแล้วจะเหมาะกับคนคนนั้น ถ้าอันตรายก็ไม่ให้ทำ มา รพ.ธีรพร เหมือนมาตัดสูท” นพ.ชลธิศ เน้นย้ำ

ปัจจุบัน รพ.ธีรพร มีบริการที่ตอบโจทย์แนวคิด “เกิดสวย-อยู่สวย-จากสวย” ทั้งในกลุ่มของการทำศัลยกรรมตกแต่งใบหน้าที่เป็นต้นแบบ ไม่ว่าจะเป็นศัลยกรรมผ่าตัดตา ผ่าตัดดึงหน้า และ Facial Contour และกลุ่ม Skin and Longevity เพื่อการดูแลชีวิตอย่างยั่งยืน โดยมีบริการที่โดดเด่นคือ Ultra Clear และ Personal Cells
ไม่เพียงเท่านั้น นพ.ธนจักร ยังชู 5 จุดเด่นของ รพ.ธีรพร ที่จะเป็นแม็กเน็ตสำคัญ ได้แก่ 1. ห้องผ่าตัดที่ออกแบบผ่านเกณฑ์มาตรฐานกระทรวงสาธารณสุข มีการขยาย Surgery OR จาก 6 ห้อง เป็น 12 ห้อง และมีขนาดใหญ่ขึ้น รองรับการผ่าตัดที่ต้องทำ General Anesthesia (GA) 2. เครื่องมือแพทย์มีเสถียรภาพด้วยเครื่องสำรองไฟฟ้า (Central UPS) 3. ระบบไฟฟ้าแสงสว่างที่เป็นมิตรต่อผู้ใช้งานอาคาร 4. ระบบเติมอากาศบริสุทธิ์ของอาคาร Central Outdoor Air Unit (OAU) สามารถกรองฝุ่น PM 2.5 จากภายนอกไม่ให้เข้าสู่อาคาร และ 5. ระบบปรับอากาศรักษ์โลก
ถ้าดูในส่วนของตัวเลขผลประกอบการของ บมจ. เอสเตติก คอนเนค พบว่ามีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ปี 2565 รายได้รวม 854.07 ล้านบาท กำไรสุทธิ 270.27 ล้านบาท อัตรากำไรสุทธิ 31.64%, ปี 2566 รายได้รวม 713.02 ล้านบาท กำไรสุทธิ 192.56 ล้านบาท อัตรากำไรสุทธิ 27.01%, ปี 2567 รายได้รวม 554.74 ล้านบาท กำไรสุทธิ 139.37 ล้านบาท อัตรากำไรสุทธิ 25.12%, ไตรมาส 1 ของปี 2568 (ม.ค. – มี.ค.) รายได้รวม 109.61 ล้านบาท กำไรสุทธิ 21.45 ล้านบาท อัตรากำไรสุทธิ 19.56% และจากการขยายธุรกิจจากคลินิกสู่โรงพยาบาลเฉพาะทางศัลยกรรมตกแต่งใบหน้าในครั้งนี้ นพ.ชลธิศ ตั้งเป้าสร้างการเติบโตของปี 2568 ไว้ที่ 10% เลยทีเดียว.
