Home > ภาษีทรัมป์

จรีพร จารุกรสกุล แม่ทัพ WHA Group ตอกย้ำไทยยังเป็น Destination ของการลงทุน

“ปีนี้เป็นปีที่ท้าทายมากๆ ตั้งแต่ โดนัลด์ ทรัมป์ ขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วโลก เพียงแต่ว่าเราจะทำให้ความท้าทายนั้นเป็นโอกาสขึ้นมาได้อย่างไร” คำกล่าวของ จรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WHA Group ที่กล่าวไว้ในการประกาศผลประกอบการครึ่งแรกของปี 2568 ของบริษัท ที่แม้จะต้องเผชิญกับความท้าทายที่มีอยู่รอบด้าน ชนิดที่เรียกว่าทำให้หลายธุรกิจระส่ำระสายไปตามๆ กัน แต่สำหรับ WHA Group กลับสามารถสร้างรายได้รวมและส่วนแบ่งกำไรได้ถึง 9,325 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 32% จากปีก่อน และกำไรปกติสูงสุด 3,148 ล้านบาท เติบโต 24% ซึ่งเรียกได้ว่าแข็งแกร่งที่สุดในประวัติการณ์ของบริษัทเลยก็ว่าได้ ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา เราเห็นพลวัตทางเศรษฐกิจและสถานการณ์สำคัญๆ เกิดขึ้นมากมายทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นประเด็นของภูมิรัฐศาสตร์ ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในประเทศต่างๆ เศรษฐกิจที่ค่อนข้างผันผวน การเกิดขึ้นของภาษีทรัมป์ รวมไปถึงทิศทางการดำเนินนโยบายทางการเงินและการผันผวนในสินทรัพย์ต่างๆ ซึ่งล้วนส่งผลต่อทั้งการลงทุนและทิศทางธุรกิจในภาพรวมที่ต้องได้รับผลกระทบจากแรงกระเพื่อมที่เกิดขึ้นทั้งสิ้น แต่ถึงกระนั้นแม่ทัพใหญ่ของ WHA Group ยังเชื่อว่าภายใต้ความท้าทายย่อมมีโอกาส โดยเฉพาะอย่างยิ่งโอกาสจากกระแสการย้ายฐานการผลิตออกจากประเทศจีนที่รุนแรงมากขึ้น

Read More

เอกา โกลบอล สู้ภาษีทรัมป์ หาโอกาสในตะวันออกกลาง

อินเดียถูกคาดการณ์ว่าสถานการณ์ทางเศรษฐกิจได้ผ่านระดับต่ำสุดไปแล้ว และกำลังเข้าสู่ภาวะฟื้นตัว ด้วยแรงหนุนจากนโยบายการเงินเป็นหลัก และนโยบายการคลัง นอกจากนี้ การวางตัวอย่างนี้ช่วยหนุนให้อินเดียเป็นประเทศเนื้อหอมในสายตาต่างชาติ ลดผลกระทบสงครามการค้า ซึ่งอินเดียไม่ได้เป็นประเทศที่มีรายได้หลักจากการส่งออกสินค้า (ส่งออกยารักษาโรค แต่ไม่ได้รับผลกระทบเชิงลบ) แถมยังเด่นด้านการส่งออกบริการมากกว่าด้วยซ้ำ โดยเฉพาะบุคลากรสายเทคโนโลยีเป็นปัจจัยแรกที่ช่วยให้ประเทศอินเดียได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าที่จำกัด การวางตัวทางการทูตกับประเทศมหาอำนาจ และการอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการเปลี่ยนจากประเทศเกษตรกรรมไปเป็นอุตสาหกรรม กลับกลายเป็นสิ่งที่ช่วยหนุนให้อินเดียอาจรับประโยชน์จากการย้ายฐานการผลิตในอนาคต เพื่อเลี่ยงผลจากสงครามการค้า ข้อมูลจาก State of the Economy ฉบับเดือนมิถุนายน 2568 ธนาคารกลางอินเดีย (RBI) ระบุว่า เศรษฐกิจอินเดียยังคงความยืดหยุ่นและมั่นคงแม้อยู่ภายใต้แรงกดดันจากความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าระหว่างประเทศ และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ GDP ของอินเดียในไตรมาส 4 ปี 2567 อยู่ที่ร้อยละ 6.5 และคาดกันว่าปีงบประมาณ 2568-2569 เศรษฐกิจอินเดียจะอยู่ที่อัตราร้อยละ 6.4 และจะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 6.7 ในปีงบประมาณ 2569-2570 สิ่งที่ผู้ประกอบการไทยต้องพิจารณาหากจะลงทุนในอินเดีย อาจจะมีปัจจัยภายนอก เช่น กำแพงภาษี ปัญหาหนี้ครัวเรือน และปัญหาด้านภูมิรัฐศาสตร์ แต่ภาพรวมของเศรษฐกิจอินเดียยังแข็งแกร่ง โดยมีแรงหนุนจากภาคเกษตร อุตสาหกรรมและบริการ ชัยวัฒน์ นันทิรุจ เป็นหนึ่งในผู้ประกอบการไทยที่เข้าไปลงทุนตั้งโรงงานผลิตบรรจุภัณฑ์ยืดอายุอาหารในอินเดียตั้งแต่ปี 2562

Read More

ทางรอดของสินค้าไทย ในอุ้งมือพญาอินทรี

“เศรษฐกิจไทยปีนี้เผาจริง” คำกล่าวนี้ดูจะไม่เกินจริงเลยสักนิด เมื่อพิจารณาจากสิ่งที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่ เพราะดูเหมือนปัญหาและอุปสรรคที่ขัดขวางความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจดูจะประเดประดัง ถาโถมเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ทั้งปัจจัยภายใน เช่น ความขัดแย้งทางการเมืองที่ดูจะมุ่งหาผลประโยชน์มากกว่าจะหาแนวทางแก้ปัญหาปากท้องประชาชนอย่างจริงจัง แม้ว่าจะมีนโยบาย หรือมาตรการต่างๆ ออกมา แต่ผลที่ได้กลับไม่ได้สร้างแรงกระเพื่อมทางเศรษฐกิจอย่างที่หลายฝ่ายคาดหวัง ขณะที่ปัจจัยภายนอกที่หลายประเทศกำลังเผชิญคือ การประกาศเก็บภาษีนำเข้าจากพญาอินทรี สหรัฐอเมริกา ที่ต้องการลดการเสียดุลการค้ากับประเทศคู่ค้า รวมถึงนโยบายที่มีเป้าหมายให้คนอเมริกันพึ่งพาตัวเอง ซึ่งจะกลายเป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญทางเศรษฐกิจ ทว่า นโยบายภาษีของสหรัฐอเมริกา เสมือนเครื่องมือที่โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดี ใช้สร้างอำนาจในการต่อรองดุลการค้า รวมถึงสามารถเรียกร้องข้อเสนอจากประเทศต่างๆ เพื่อแลกกับการไม่เก็บภาษีนำเข้าได้ ไทยเองก็เช่นกัน หลังจากที่ถูกขึ้นลิสต์รายชื่อประเทศที่จะถูกเรียกเก็บภาษีนำเข้าสูงถึง 36% โดยสหรัฐฯ ประกาศมาตรการภาษีนี้มาตั้งแต่เข้ามารับตำแหน่งได้ไม่นาน กระทั่งล่าสุดโดนัลด์ ทรัมป์ ร่อนจดหมายถึงประเทศไทยและอีกหลายประเทศว่า ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2568 เป็นต้นไป สหรัฐฯ จะเรียกเก็บภาษีศุลกากร reciprocal tariff อัตราใหม่ ซึ่งจัดทำมาเพื่อให้เงื่อนไขความสัมพันธ์การค้าทวิภาคีมีความเท่าเทียมกันมากขึ้นในอนาคต และเพื่อจัดการกับความมั่นคงของประเทศที่เกิดจากการขาดดุลการค้าสินค้าจำนวนมหาศาลของสหรัฐฯ กลุ่มสินค้าไทยที่จะได้รับผลกระทบจากอัตราภาษีใหม่ของสหรัฐฯ ได้แก่  ยานยนต์ อาหาร พลาสติก เคมีภัณฑ์ เครื่องจักรและอุปกรณ์อุตสาหกรรม สิ่งทอ

Read More

อุตสาหกรรมยางไทยได้รับผลกระทบจากภาษีทรัมป์ แต่ยังไม่เสียเปรียบเมื่อเทียบกับคู่แข่ง

ttb analytics มองอุตสาหกรรมยางไทยได้รับผลกระทบจากภาษีทรัมป์ แต่ยังไม่เสียเปรียบเมื่อเทียบกับคู่แข่ง แนะภาครัฐเร่งเจรจาเพื่อเพิ่มความมั่นใจให้กับภาคธุรกิจ สืบเนื่องจากวันที่ 2 เมษายน 2568 สหรัฐอเมริกาเริ่มบังคับใช้มาตรการภาษีนำเข้ารูปแบบใหม่ที่เรียกว่า Reciprocal Tariff (ภาษีตอบโต้) ที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อลดการขาดดุลการค้า ส่งผลให้ไทยซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีดุลการค้าเกินดุลกับสหรัฐฯ เป็นกลุ่มประเทศที่นับว่าถูกคิดภาษีในอัตราที่สูง โดยในเบื้องต้นถูกจัดเก็บภาษีนำเข้าสินค้าสหรัฐฯ ที่ 36% ซึ่งเมื่อเทียบกับภาพรวมถือว่าไทยถูกคิดอัตราภาษีเป็นลำดับที่ 13 จาก 185 ประเทศทั่วโลกที่มีการประกาศ แต่อย่างไรก็ตามสหรัฐฯ ได้เลื่อนอัตราภาษีที่ประกาศใช้ออกไปอีก 90 วัน โดยคงให้มีการจัดเก็บภาษีนำเข้าทุกประเทศในอัตราพื้นฐานที่ 10% ยกเว้นประเทศจีนที่เหลือ 30% และถึงจะมีเหตุการณ์ไม่แน่นอนจากการฟ้องร้องคำสั่งการใช้กฎหมายการขึ้นภาษีตอบโต้โดยมิชอบด้วยกฎหมาย แต่รัฐบาลสหรัฐฯ ก็ยังอยู่ในระหว่างการยื่นอุทธรณ์ ทำให้ภาษีตอบโต้นี้ยังคงถูกใช้งานตามกำหนดการเดิม ส่งออกไทยเตรียมรับแรงกระแทกหนักส่งผลต่อภาคอุตสาหกรรมที่เน้นการส่งออก จากภาระภาษีตอบโต้ที่ถูกปรับเพิ่มขึ้นดังกล่าว ส่งผลให้สินค้าส่งออกจากไทยไปสหรัฐฯ ถูกเก็บภาษีทันที 10% และมีแนวโน้มจะถูกจัดเก็บภาษีสูงขึ้นภายใต้ความพยายามในการเจรจาการค้าเพื่อบรรลุข้อตกลงก่อนวันที่ 9 กรกฎาคม 2568 หลังครบกำหนด 90 วัน ส่งผลให้ราคาสินค้าส่งออกไทยเมื่อถูกนำเข้าสู่สหรัฐฯ ราคาจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญและเกิดข้อกังวลว่าสินค้าที่จะปรับระดับราคาขึ้นใหม่นั้น จะยังสามารถขายได้ในปริมาณเท่าเดิมก่อนมีการจัดเก็บภาษีหรือไม่ รวมทั้งต้นทุนที่ปรับเพิ่มย่อมเป็นจุดเริ่มต้นในการตัดสินใจของผู้นำเข้าสหรัฐฯ ที่อาจนำเข้าสินค้าที่สามารถทดแทนกันได้

Read More