Home > Cover Story (Page 16)

เปิดแนวคิด ทิพพาภรณ์ อริยวรารมย์ ป่ากลางเมือง The Aspen Tree บ้านเพื่อคนสูงวัย

การขยายตัวของ Senior Living ในไทยเป็นไปในแบบคู่ขนานกับจำนวนผู้สูงอายุในไทยที่ค่อยๆ เพิ่มจำนวนขึ้น ซึ่งรูปแบบที่พักอาศัยสำหรับผู้สูงอายุมีหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่บ้านพักคนชราราคาถูกของภาครัฐ และภาคเอกชน ที่เริ่มปรับแนวทางการดำเนินธุรกิจให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างทางสังคม และเปิดตัวโครงการที่อยู่อาศัยในลักษณะที่มีกลุ่มเป้าหมายเป็นผู้สูงอายุ โครงการเหล่านี้มีตั้งแต่ระดับธรรมดา ไปจนถึงระดับลักชัวรี แบบเช่ารายเดือน เช่าระยะยาว และแบบซื้อขาด โดยเพิ่มเติมบริการการดูแลสุขภาพของผู้อยู่อาศัยในทุกมิติ เน้นการป้องกันมากกว่าการรักษา ในส่วนของการรักษาพยาบาลกรณีฉุกเฉิน หรือจำเป็นต้องพบแพทย์ ผู้ประกอบการส่วนใหญ่จะดึงผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในธุรกิจเพื่อเป็นจุดขายสำคัญ ทิพพาภรณ์ อริยวรารมย์ อีกหนึ่งผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ที่วางแผนขยายโครงการใหม่โดยมีหมุดหมายเพื่อรองรับการขยายตัวของจำนวนผู้สูงวัยในไทย แต่แนวคิดที่ทิพพาภรณ์มีกลับไม่ใช่แค่การสร้างโครงการที่อยู่อาศัยแบบ Senior Living เท่านั้น แต่เป็นการสร้างคอมมูนิตี้ที่เอื้อและเหมาะสมกับทุกช่วงวัย โดยแรงบันดาลใจที่ก่อให้เกิดแนวคิดนี้เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 33 ปีที่ผ่านมา “เมื่อ 33 ปีที่แล้วก่อนที่จะสร้าง MQDC คุณพ่อได้มอบหมายให้ช่วยท่านดูแลเด็กกำพร้าและเด็กๆ ที่ขาดโอกาสทางการศึกษาจึงก่อตั้งมูลนิธิพุทธรักษา ต่อมาก็สร้างธุรกิจเพื่อนำเงินมาช่วยเหลือเด็กๆ ผ่านไปสิบกว่าปีแม้ได้มีโอกาสช่วยเหลือเด็กๆ ให้มีอาหาร มีที่อยู่อาศัย มีการศึกษา แต่ก็ไม่สามารถให้ความรักความอบอุ่น ทั้งอ้อมกอด และรอยยิ้มให้กับเด็กแต่ละคนได้ “20 ปีที่แล้วจึงเกิดความคิดอยากจะสร้างโครงการที่สามารถให้เด็กและผู้สูงอายุอยู่ร่วมกัน โดยมีผู้ใหญ่ 2 คนดูแลเด็ก 5 คนและผู้สูงอายุ 2

Read More

ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร กับโครงการ “ทรัพย์มหาชน” เพราะบ้านควรเป็นสิทธิพื้นฐาน ไม่ใช่สิทธิพิเศษ

“บ้านควรจะเป็นสิทธิพื้นฐาน ไม่ใช่สิทธิพิเศษ” คำกล่าวของ ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร CEO คนใหม่ แห่งบริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM ที่กล่าวไว้ในการเปิดตัวโครงการ “ทรัพย์มหาชน” ที่แม้จะเป็นประโยคสั้นๆ แต่กลับสะท้อนสถานการณ์ที่อยู่อาศัยในประเทศไทยได้เป็นอย่างดี แม้บ้านจะเป็นหนึ่งในปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิต แต่การจะเป็นเจ้าของบ้านสักหลังกลับไม่ใช่เรื่องง่ายเลยเท่าใดนัก ซึ่ง ดร.รักษ์ ได้ฉายภาพให้เห็นชัดขึ้นไปอีกว่า จากความท้าทายของสภาพเศรษฐกิจที่เป็นอยู่ รายได้ที่ไม่แน่นอน อาชีพอิสระ และราคาที่อยู่อาศัยที่ถีบตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ล้วนเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเข้าถึง “บ้าน” ของคนไทยจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะกลุ่มคนทำงานนอกระบบกว่า 20 ล้านคน ที่ไม่มีรายได้ประจำ หรือผู้ที่เพิ่งเริ่มทำงานและมีรายได้น้อย มักเป็นกลุ่มที่ถูกมองว่าไม่มีศักยภาพทางการเงิน แม้จะมีรายได้จริงและสามารถผ่อนชำระได้ แต่กลับไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อจากสถาบันการเงินได้ โดยเพนพอยต์ของผู้ประกอบอาชีพอิสระที่ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อจากสถาบันการเงินได้ มาจาก รายได้ไม่สม่ำเสมอ ไม่มีรายได้ประจำเข้าบัญชีทุกเดือน บางครั้งมีงาน 3 เดือนแรกของปี แต่ช่วงกลางปีงานซบเซารายได้ก็หายไป ซึ่งเป็น statement ที่สถาบันการเงินไม่ต้องการ นอกจากนั้น เอกสารยืนยันรายได้ยังไม่ชัดเจน ไม่มีสลิปเงินเดือน ซึ่งบางครั้งยอดเข้าไม่สม่ำเสมอ

Read More

“เมโกะ” พลิกโฉมครั้งใหญ่ จากคลินิกสู่ศูนย์กลางศัลยกรรมแห่งเอเชีย

“เมโกะ คลินิก” (Meko Clinic) ถือเป็นคลินิกศัลยกรรมยุคแรกๆ ของเมืองไทย ที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2525 โดยนายแพทย์มนัส ฉายาวิจิตรศิลป์ ในยุคที่การทำศัลยกรรมยังไม่เป็นที่ยอมรับนักในเมืองไทย และยังไม่เปิดกว้างเหมือนในปัจจุบัน จากแพทย์ศัลยกรรม โรงพยาบาลตำรวจ และหนึ่งในทีมแพทย์ของมูลนิธิแพทย์อาสาสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (พอ.สว) ทำให้ นพ.มนัส มีโอกาสได้ออกหน่วยให้การรักษาคนไข้ในต่างจังหวัดอยู่บ่อยครั้ง ได้พบเจอเคสของคนไข้หลายๆ คน ที่ประสบอุบัติเหตุและทำให้ใบหน้ามีปัญหาเกิดแผลดึงรั้ง กระทบต่อสภาพจิตใจและการดำเนินชีวิต ซึ่งกลายเป็นแรงบันดาลใจให้ นพ.มนัส หาวิธีรักษาให้คนไข้กลับมามีใบหน้าที่ดูดีอีกครั้ง “ผมก็ไปศึกษาตำราที่เกี่ยวกับแผลเป็นและดูว่าที่ไหนเขาทำได้ดี พบว่าที่ญี่ปุ่นเขามีการทำเรื่องนี้ ทำตาสองชั้น ทำจมูก แต่มีแค่ 2 โรงพยาบาลที่ทำด้านศัลยกรรม คือโตเกียวและโอซากา ตอนนั้นญี่ปุ่นมาแรง เกาหลียังไม่มา ผมเลยไปหาวิชาความรู้ที่ญี่ปุ่น เมืองโอซากา ประมาณหนึ่งปี ก่อนที่จะนำความรู้มาเปิดคลินิกศัลยกรรมความงามในชื่อ ‘เมโกะ คลินิก’ ที่เมืองไทยเมื่อปี 2525 โดยเช่าตึกแถวคูหาเดียว มีผมเป็นหมอประจำคลินิกและพยาบาลอีก 3 คนช่วยกันทำ” แต่ต้องบอกว่าเส้นทางนี้ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะ นพ.มนัสต้องปรับเทคนิคและพัฒนาอยู่ตลอดเวลาเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดและเหมาะกับคนไทย จากศัลยกรรมจมูก

Read More

โอริโอ แบรนด์อายุ 113 ปี กับกลยุทธ์คอลแลบส์กับ Global Brand

สโลแกน “บิด ชิมครีม จุ่มนม” ของโอริโอ แบรนด์คุกกี้สีดำสอดไส้ครีม เดิมทีโอรีโอถูกคิดค้นขึ้นมาโดยบริษัท National Biscuit Company หรือนาบิสโก้ บริษัทนี้ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1898 ที่สหรัฐอเมริกา แรกเริ่มนาบิสโก้ผลิตและจำหน่ายแครกเกอร์รูปสัตว์ ออกแบบกล่องให้เหมือนกรงสัตว์ สามารถนำกล่องไปแขวนบนต้นคริสต์มาสได้ ก่อนจะพัฒนาคุกกี้แซนด์วิชที่ใช้คุกกี้สีดำสองชิ้นประกบกันโดยมีครีมสอดไส้ตรงกลาง ภายใต้ชื่อแบรนด์ Oreo Biscuit ที่วางจำหน่ายครั้งแรก วันที่ 6 มีนาคม ค.ศ. 1912 ส่วนสโลแกน และกลายเป็นคำโฆษณาหลักอย่าง “บิด ชิมครีม จุ่มนม” บริษัทได้แรงบันดาลใจมาจากผู้บริโภคที่มักจะนำคุกกี้โอริโอไปรับประทานแบบนี้ และกลายเป็นที่จดจำของผู้คนมานานกว่า 100 ปี ปัจจุบันถูกซื้อกิจการไปเป็นของ มอนเดลีซ อินเตอร์เนชันแนล จำกัด และถูกจำหน่ายไปกว่า 100 ประเทศทั่วโลก โอริโอได้ขยายตลาดไปยังต่างประเทศ และพัฒนารสชาติใหม่ๆ ให้เข้ากับรสนิยมของคนในประเทศนั้นๆ เช่น รสชาเขียวที่มีเฉพาะในจีน และญี่ปุ่น แน่นอนว่านอกจากความชำนาญในการพัฒนารสชาติ โอริโอยังเป็นแบรนด์ที่พัฒนาและปรับเปลี่ยนสินค้าให้เข้ากับยุคสมัย เกาะเทรนด์และตามการเปลี่ยนแปลงของกระแสได้เสมอ

Read More

CMMU วิเคราะห์อนาคตเศรษฐกิจไทย กับดัก-เทรนด์ที่ภาคธุรกิจต้องรู้

ข้อมูลจากองค์การสหประชาชาติระบุว่า โลกมีโอกาสบรรลุเป้าหมาย SDGs ครบทั้ง 17 ประการ ภายในปี 2030 เพียง 17% เท่านั้น อีก 48% เดินหน้าอย่างล่าช้า และอีก 37% ไม่มีความคืบหน้าหรืออาจกำลังถอยหลัง สำหรับประเทศไทยที่ครองอันดับ 1 ในอาเซียนด้านความก้าวหน้าของดัชนีด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน SDGs มา 7 ปีติดต่อกัน แต่หากมองในระดับโลก ไทยยังอยู่เพียงอันดับที่ 43 จาก 167 ประเทศที่ถูกจัดอันดับ คำถามคือ ในอนาคตประเทศไทยจะอยู่ตรงไหนบนเส้นทางนี้ แม้จะยังไม่มีคำตอบที่แน่ชัด แต่หากโฟกัสเฉพาะมิติความยั่งยืนทางเศรษฐกิจก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ภาคธุรกิจในไทยยังคงต้องเร่งเครื่องไปสู่เป้าหมายความยั่งยืน “ผู้จัดการ 360 องศา” พูดคุยกับ รศ. ดร.ณัฐวุฒิ พิมพา ผู้ช่วยคณบดี ด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU) ที่วิเคราะห์และแนะแนวทางการปรับตัวเพื่อให้ภาคเศรษฐกิจไทยสามารถเดินหน้าต่อไปสู่เป้าหมายความยั่งยืนได้ “การเดินหน้าไปสู่ความยั่งยืนของเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันเป็นไปอย่างล่าช้า จากการวิเคราะห์พบว่า ภาคธุรกิจยังติดกับดักสำคัญ

Read More

โรยัล เอ็นฟีลด์ โตสวนกระแส สร้างนิวไฮกวาดยอดขายทะลุล้านคัน

“โรยัล เอ็นฟีลด์ อยู่มา 124 ปี เราไม่ได้แค่ดำรงอยู่ แต่เติบโตในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสินค้าคุณภาพ และผู้นำระดับโลกในตลาดรถจักรยานยนต์ขนาดกลาง” ยาดวินเดอร์ ซิงห์ กูเลเรีย ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการพาณิชย์ โรยัล เอ็นฟีลด์ กล่าวไว้ในการประกาศแต่งตั้ง มาโนจ กาจาร์ลาวาร์ (Manoj Gajarlawar) เข้ามาเสริมทัพความแข็งแกร่ง ในตำแหน่งหัวหน้าธุรกิจภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โรยัล เอ็นฟีลด์ (Royal Enfield) ถือเป็นแบรนด์รถจักรยานยนต์ที่มีสายการผลิตต่อเนื่องยาวนานที่สุดในโลก จากต้นกำเนิดในประเทศอังกฤษ ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1901 สู่โรงงานผลิตในเมือง Madras ประเทศอินเดีย ในปี ค.ศ. 1955 ซึ่งนับเป็นฐานการผลิตสำคัญที่สร้างการเติบโตให้กับอุตสาหกรรมรถสองล้อขนาดกลางในประเทศอินเดีย ก่อนจะขยายไปทั่วโลก ปัจจุบัน โรยัล เอ็นฟีลด์ คือหนึ่งในกลุ่มธุรกิจของ Eicher Motors Limited ดำเนินธุรกิจผ่านเครือข่ายร้านค้ากว่า 2,000 แห่งในอินเดีย และร้านค้ากว่า 1,100 แห่งที่กระจายอยู่ใน

Read More

ซีรีส์วาย–ยูริ โตไว ซอฟต์พาวเวอร์บันเทิงไทย

วงการบันเทิงไทย-ต่างประเทศ ในปัจจุบันกำลังมีผลผลิตซีรีส์ ละคร ภาพยนตร์ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับกลุ่มความหลากหลายทางเพศ โดยมีตัวละครหลักเป็น ชาย-ชาย และหญิง-หญิง Boy love, Girl love หรือที่เรียกกันว่า ซีรีส์วาย-ยูริ และมูลค่าการตลาดรวมมากกว่า 4,900 ล้านบาท ปัจจุบันแทบจะทุกสตรีมมิ่งต่างผลิตผลงานภาพยนตร์ ซีรีส์ ออกอากาศ ไม่ว่าจะเป็น Netflix, WeTV, iQiYi, VIU, YouTube รวมถึงสถานีโทรทัศน์ของไทย หากมองในภาพรวม มีหลายประเทศที่พัฒนาซีรีส์วาย-ยูริ เช่น ญี่ปุ่น จีน แต่ที่ดูจะได้รับความนิยมมากที่สุดคือ ผลงานซีรีส์จากไทย เช่น ใจซ่อนรัก, เพียงเธอ ที่มีนักแสดงชื่อดังอย่าง หลิงหลิง ศิริลักษณ์ คอง และออม กรณ์นภัส เศรษฐรัตนพงศ์ แสดงคู่กัน ดูได้จากจำนวนฐานแฟนคลับของนักแสดงซีรีส์ที่ได้รับความนิยมทั้งในและต่างประเทศ จนต้องจัดงานแฟนมีตในต่างประเทศเพื่อเอาใจแฟนคลับโดยเฉพาะ นอกจากนี้ ยังมีซีรีส์เรื่องใหม่ที่เป็นผลงานจากช่อง 3 ที่เพิ่งออกอากาศไปได้ไม่กี่ตอนอย่าง

Read More

“Recycle is a lifestyle” เนสเพรสโซส่งต่อความยั่งยืนผ่านแคปซูลกาแฟ

ใครจะคิดว่า “แคปซูลกาแฟ” เล็กๆ ที่หลายคนดื่มในทุกๆ เช้าจะสามารถนำกลับไปรีไซเคิลและชุบชีวิตจนกลายมาเป็นจักรยานที่ขับขี่ไปที่ต่างๆ ได้อีกครั้ง ถ้าพูดถึงกาแฟแคปซูลที่กำลังเป็นที่นิยมอยู่ในปัจจุบัน เพราะทำง่าย สะดวก และยังคงรสชาติความสดใหม่ของกาแฟได้แล้ว ชื่อของ “เนสเพรสโซ” (Nespresso) ถือเป็นแบรนด์ต้นๆ ที่คนนึกถึง ด้วยความที่เป็นผู้บุกเบิกกาแฟแคปซูลและอยู่ในตลาดมานานหลายทศวรรษ เรื่องราวของเนสเพรสโซเริ่มต้นขึ้นเมื่อกว่า 30 ปีที่แล้วในสวิตเซอร์แลนด์ ด้วยแนวคิดง่ายๆ ที่ว่า “อยากให้ทุกคนสามารถสร้างสรรค์กาแฟเอสเพรสโซที่สมบูรณ์แบบได้ เฉกเช่นบาริสต้าผู้เชี่ยวชาญ” นับตั้งแต่ก่อตั้งในปี พ.ศ. 2529 เนสเพรสโซได้นิยามและปฏิวัติวิถีการดื่มกาแฟเอสเพรสโซของผู้คนหลายล้านคน ด้วยการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ที่ทำให้ผู้คนสามารถดื่มกาแฟหอมอร่อยทำได้ด้วยตัวเองที่บ้านในทุกๆ วัน อีกทั้งยังนำนวัตกรรมมาพัฒนาทั้งตัวกาแฟแคปซูลและเครื่องชงอย่างต่อเนื่อง จนกลายมาเป็นแบรนด์ระดับโลกที่มีสาขาอยู่ใน 81 ประเทศ แต่เบื้องหลังกาแฟเนสเพรสโซทุกแก้วยังมีเรื่องราวแห่งความยั่งยืนที่แฝงอยู่ เพราะนอกจากเส้นทางการเติบโตทางธุรกิจแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กัน คือเส้นทางการสร้างความยั่งยืนให้กับโลก ที่เนสเพรสโซดำเนินควบคู่มากับการทำธุรกิจมาตลอดระยะเวลา 30 ปี ซึ่งตั้งอยู่บนเสาหลักแห่งความยั่งยืนทั้ง 3 ด้าน ได้แก่ ความใส่ใจต่อการหมุนเวียน (Circularity) ความใส่ใจต่อสภาพภูมิอากาศ (Climate) และความใส่ใจต่อชุมชน (Community) โดยฝังอยู่ในทุกขั้นตอนของการเดินทาง ตั้งแต่เมล็ดกาแฟ

Read More

แม็คคอร์มิค ใช้ดาต้าด้านรสชาติ พัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องปรุงรส

ความนิยมรสชาติอาหารเผ็ดร้อนไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นวัฒนธรรมการกินที่ฝังรากลึกอยู่ในรสนิยมการบริโภคของคนไทยมาช้านาน กว่า 136 ปีที่แม็คคอร์มิค คือผู้อยู่เบื้องหลังความอร่อยจากในครัว ทั้งไทยและ 150 ประเทศทั่วโลก ในฐานะผู้ผลิตและสร้างสรรค์นวัตกรรมเครื่องปรุง ที่ช่วยเติมเต็มทุกสูตรลับความอร่อยได้ในหลายเมนู ล่าสุดแม็คคอร์มิค แบรนด์สมุนไพรและเครื่องเทศ เปิดเผยผลการศึกษาความต้องการผู้บริโภคส่วนใหญ่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เกี่ยวกับความชื่นชอบอาหารรสเผ็ด และนิยมความเผ็ดร้อนที่จับคู่กับรสชาติอื่นๆ ในผลิตภัณฑ์ทั้งสามหมวด คือ 1. บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป 2. ขนมขบเคี้ยว และ 3. เครื่องปรุงรส พบว่า คนไทยชอบการผสมผสานระหว่างรสเผ็ดร้อนและอูมามิ 59% คนอินโดนีเซียชื่นชอบรสเผ็ดร้อนผสมกับรสหวาน 47% และคนเวียดนามชอบรสเผ็ดร้อนผสมกับรสเปรี้ยว 51% “อาหารรสเผ็ดร้อนกำลังเป็นคลื่นลูกใหม่ในเอเชียที่กำลังมาแรงในกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่ ซึ่งได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมสมัยนิยม หรือป๊อปคัลเจอร์ และพบว่ามีตั้งแต่ หม่าล่าแบบจีน ไปจนถึงรสเผ็ดสไตล์เกาหลีและญี่ปุ่น โดยจะเห็นได้ว่า รสเผ็ดสไตล์ญี่ปุ่นเกาหลีครองตลาดผลิตภัณฑ์ที่เปิดตัวใหม่ๆ ในไทยมาอย่างต่อเนื่อง อาหารจีนรสเผ็ดโดยเฉพาะหม่าล่า ที่ทุกคนรู้จักดี จากกระแสความนิยมอาหารเผ็ดร้อนที่เพิ่มสูงขึ้นทั่วโลก ในประเทศไทยนอกจากรสชาติต้มยำกุ้งในบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแล้ว คนไทยยังชื่นชอบรสเผ็ดสไตล์เกาหลีเช่นกัน ขณะเดียวกัน ความนิยมของหม่าล่า โดยเฉพาะในอาหารประเภทหม้อไฟ ยังส่งผลให้บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปรสหม่าล่าเป็นที่ต้องการในตลาดเพิ่มขึ้นด้วยรสเผ็ดร้อน ที่ทำให้เกิดอาการชาในปาก และหม่าล่าเป็นรสอาหารต่างชาติรสเดียวที่ติดอันดับเป็นที่นิยมของคนไทย พอๆ

Read More

ไฮเออร์รุกหนักตลาดแอร์ 3 หมื่นล้าน พร้อมจ้างงาน 3,000 อัตรา

ตลาดเครื่องปรับอากาศในไทยมูลค่ามากกว่า 3 หมื่นล้านบาทในปี 2568 แม้ว่าปัจจุบันจะมีแบรนด์จากหลายประเทศเข้ามาแย่งชิงส่วนแบ่งตลาด และส่งผลให้สมรภูมิตลาดแอร์คึกคัก ผู้บริโภคมีตัวเลือกที่หลากหลายมากขึ้น ทั้งจากอเมริกา ญี่ปุ่น และจีน โดยเฉพาะเครื่องปรับอากาศจากจีนที่มีผู้เล่นจากหลายค่ายมากขึ้น และสามารถกลบความคิดเชิงลบเกี่ยวกับสินค้าจีนได้เป็นอย่างดี จากการยอมรับในประสิทธิภาพ การออกแบบ และราคา การที่แบรนด์จีนรุกตลาดเครื่องปรับอากาศไทยหรือเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นๆ มากขึ้น เพราะการย้ายฐานการผลิตเข้ามาในไทย โดยมองถึงผลประโยชน์โดยรวมของตลาดทั้งในไทยและต่างประเทศแถบอาเซียน ไฮเออร์ (Haier) เริ่มทำตลาดในไทยตั้งแต่ปี 2545 ก่อนจะมาลงทุนในไทยในปี 2550 โดยตั้งโรงงานผลิตเครื่องปรับอากาศและตู้เย็นในจังหวัดปราจีนบุรี เป็นที่แรก และเริ่มแผนการก่อสร้างโรงงานเครื่องปรับอากาศแห่งที่ 2 ที่นิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ อีสเทิร์นซีบอร์ด3 (WHA ESIE 3) จังหวัดชลบุรี “ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรม New S-Curve ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจแห่งอนาคต โดยมีอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าเป็นหนึ่งในเสาหลักที่มีศักยภาพสูง การลงทุนครั้งใหญ่นี้จึงไม่เพียงสะท้อนความเชื่อมั่นของไฮเออร์ที่มีต่อเศรษฐกิจไทย แต่ยังตอกย้ำวิสัยทัศน์ในการยกระดับประเทศไทยให้เป็นฐานการผลิตเชิงยุทธศาสตร์ของอาเซียน ที่เชื่อมโยงครบทั้งห่วงโซ่อุปทาน การผลิต การวิจัยและพัฒนา ไปจนถึงการส่งออกสู่ตลาดโลก อีกทั้งยังเป็นหมุดหมายสำคัญของความร่วมมือไทย–จีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโอกาสครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตในปีนี้ ซึ่งสะท้อนถึงความมั่นใจของนักลงทุนจีนต่อศักยภาพ ความมั่นคง และบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ของไทยบนเวทีเศรษฐกิจโลก และเพื่อให้สอดรับกับยุทธศาสตร์

Read More