ตลาดเครื่องปรับอากาศในไทยมูลค่ามากกว่า 3 หมื่นล้านบาทในปี 2568 แม้ว่าปัจจุบันจะมีแบรนด์จากหลายประเทศเข้ามาแย่งชิงส่วนแบ่งตลาด และส่งผลให้สมรภูมิตลาดแอร์คึกคัก ผู้บริโภคมีตัวเลือกที่หลากหลายมากขึ้น ทั้งจากอเมริกา ญี่ปุ่น และจีน
โดยเฉพาะเครื่องปรับอากาศจากจีนที่มีผู้เล่นจากหลายค่ายมากขึ้น และสามารถกลบความคิดเชิงลบเกี่ยวกับสินค้าจีนได้เป็นอย่างดี จากการยอมรับในประสิทธิภาพ การออกแบบ และราคา
การที่แบรนด์จีนรุกตลาดเครื่องปรับอากาศไทยหรือเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นๆ มากขึ้น เพราะการย้ายฐานการผลิตเข้ามาในไทย โดยมองถึงผลประโยชน์โดยรวมของตลาดทั้งในไทยและต่างประเทศแถบอาเซียน
ไฮเออร์ (Haier) เริ่มทำตลาดในไทยตั้งแต่ปี 2545 ก่อนจะมาลงทุนในไทยในปี 2550 โดยตั้งโรงงานผลิตเครื่องปรับอากาศและตู้เย็นในจังหวัดปราจีนบุรี เป็นที่แรก และเริ่มแผนการก่อสร้างโรงงานเครื่องปรับอากาศแห่งที่ 2 ที่นิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ อีสเทิร์นซีบอร์ด3 (WHA ESIE 3) จังหวัดชลบุรี

“ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรม New S-Curve ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจแห่งอนาคต โดยมีอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าเป็นหนึ่งในเสาหลักที่มีศักยภาพสูง การลงทุนครั้งใหญ่นี้จึงไม่เพียงสะท้อนความเชื่อมั่นของไฮเออร์ที่มีต่อเศรษฐกิจไทย แต่ยังตอกย้ำวิสัยทัศน์ในการยกระดับประเทศไทยให้เป็นฐานการผลิตเชิงยุทธศาสตร์ของอาเซียน ที่เชื่อมโยงครบทั้งห่วงโซ่อุปทาน การผลิต การวิจัยและพัฒนา ไปจนถึงการส่งออกสู่ตลาดโลก อีกทั้งยังเป็นหมุดหมายสำคัญของความร่วมมือไทย–จีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโอกาสครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตในปีนี้ ซึ่งสะท้อนถึงความมั่นใจของนักลงทุนจีนต่อศักยภาพ ความมั่นคง และบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ของไทยบนเวทีเศรษฐกิจโลก
และเพื่อให้สอดรับกับยุทธศาสตร์ S-Curve เราตั้งใจจะยกระดับมาตรฐานการผลิตใหม่ผ่านเทคโนโลยี Smart Manufacturing และระบบจัดการที่ทันสมัย ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสีเขียว” โจว หยุนเจี๋ย ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไฮเออร์ กรุ๊ป ให้ถ้อยแถลง

ไฮเออร์วางแผนการผลิตไว้อย่างเป็นระบบโดยแบ่งเป็น 3 เฟส โดยเฟสแรกจะเริ่มเดินสายการผลิตเครื่องปรับอากาศในเดือนกันยายน 2568 จำนวน 3 ล้านเครื่อง มูลค่าประมาณ 14,700 ล้านบาท ก่อนจะขยายกำลังผลิตเป็น 3.5 ล้านเครื่อง มูลค่า 17,800 ล้านบาทในปี 2569 และแตะระดับสูงสุดที่ 6 ล้านเครื่อง มูลค่าราว 31,150 ล้านบาทภายในปี 2570 ซึ่งจะทำให้โรงงานแห่งนี้กลายเป็นหนึ่งในฐานการผลิตเครื่องปรับอากาศที่ใหญ่ที่สุดของภูมิภาค และมีบทบาทสำคัญในการรองรับความต้องการทั้งในประเทศและการส่งออกไปยังตลาดโลก
“เรามีแผนที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์สมาร์ทยุคใหม่ และกลยุทธ์เชิงรุกในการขยายช่องทางการจัดจำหน่ายให้ครอบคลุมทุกเซกเมนต์ และสร้างสรรค์กิจกรรมการตลาดให้สอดคล้องกับผู้บริโภคทุกช่วงเวลา โดยบริษัท ได้ตั้งเป้าหมายยอดขายเครื่องปรับอากาศภายในบ้านปี 2568 อยู่ที่ 5,500 ล้านบาท และเครื่องปรับอากาศเชิงพาณิชย์อีก 1,108 ล้านบาท” โจว ย้ำ
พร้อมบอกว่าจะชิงส่วนแบ่งตลาดอีกกว่า 13% เพื่อให้แบรนด์มียอดขายเป็นอันดับ 1 ของโลก ตอกย้ำบทบาทการเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมเครื่องปรับอากาศทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก

โรงงานเครื่องปรับอากาศไฮเออร์แห่งนี้ ตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 324,000 ตารางเมตร ซึ่งออกแบบภายใต้แนวคิด Green & Sustainable Manufacturing โดยใช้เทคโนโลยีที่ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและคาร์บอนฟุตพรินต์ ควบคู่กับการสร้างงานในพื้นที่กว่า 3,000 อัตรา
“เราหวังว่าโรงงานแห่งนี้จะเกิดการจ้างงานจำนวนมาก โดยมีเป้าหมายว่าจะสามารถจ้างงานได้สูงถึง 3,000 อัตรา เพื่อเป็นการกระจายรายได้สู่ชุมชน ท้องถิ่น ซึ่งมีส่วนสำคัญในการหมุนเวียนเศรษฐกิจในชุมชนให้เติบโตอย่างยั่งยืน”
การตั้งโรงงานเครื่องปรับอากาศแห่งที่สองของไฮเออร์ คงไม่ใช่แค่หวังการเป็นเบอร์หนึ่งในตลาดไทยเท่านั้น เมื่อโรงงานแห่งนี้ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของไฮเออร์ ซึ่งน่าจะเพียงพอสำหรับการส่งออกไปสู่ตลาดโลกได้
“โรงงานแห่งนี้เป็นอีกหนึ่งยุทธศาสตร์สำคัญของไฮเออร์ ในการเติมเต็มศักยภาพการผลิต การส่งออก เพื่อรองรับดีมานด์ที่เพิ่มขึ้นทั้งในอาเซียน ตะวันออกกลาง ยุโรปตะวันออก อเมริกาเหนือ แน่นอนว่าเรายังวางแผนที่จะสร้างความแข็งแกร่งจากภายในประเทศ สร้างห่วงโซ่อุปทานที่แข็งแกร่ง ตั้งแต่การผลิตชิ้นส่วนจนถึงการประกอบขั้นสุดท้าย ช่วยลดต้นทุนการนำเข้าและเพิ่มความยืดหยุ่นในการแข่งขัน เพื่อพัฒนาให้เป็นฐานนวัตกรรมด้านเครื่องปรับอากาศอัจฉริยะในการตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่”
เป็นอีกหนึ่งปีที่การลงทุนของชาวต่างชาติมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า ในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2568 การลงทุนมีมูลค่ารวม 159,460 ล้านบาท จาก 583 รายการ โดยญี่ปุ่นยังคงเป็นอันดับหนึ่ง คิดเป็นมูลค่าการลงทุนประมาณ 43,025 ล้านบาท อันดับ 2 อเมริกา และอันดับ 3 จีน
โดยกลุ่มธุรกิจที่นักลงทุนให้ความสนใจ โดยเฉพาะในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก EEC ได้แก่ การค้า, บริการออกแบบ, การก่อสร้าง, บริการวิศวกรรม, Data Center, และการรับจ้างผลิตสินค้า ขณะที่ธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ ได้แก่ การจัดซื้อวัตถุดิบและชิ้นส่วน ธุรกิจบริการทางวิศวกรรม ได้แก่ การออกแบบชิ้นส่วนยานยนต์ และธุรกิจรับจ้างผลิต ได้แก่ ผลิตภัณฑ์โลหะ, ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์สำหรับยานยนต์
จากข้อมูลดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า นักลงทุนต่างชาติยังคงเชื่อมั่นในศักยภาพของเศรษฐกิจไทยและมาตรการส่งเสริมการลงทุนของภาครัฐ

“การเข้ามาลงทุนของไฮเออร์ ยังตอกย้ำให้เห็นภาพลักษณ์ด้านความเชื่อมั่นในประเทศไทยที่มีจุดแข็งทั้งการมีแรงงานฝีมือที่ปรับตัวได้เร็ว โครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ที่เชื่อมต่อได้ครบทั้งภูมิภาค และระบบนิเวศทางอุตสาหกรรมที่สามารถรองรับการเติบโตของผู้ประกอบการทุกระดับ ตั้งแต่ซัปพลายเออร์ท้องถิ่นไปจนถึงการวิจัยและพัฒนา ถือเป็น Innovation Ecosystem ที่มีความแตกต่างจากในภูมิภาค การลงทุนครั้งนี้ยังช่วยเสริมแบรนด์ Made in Thailand ให้มีความแข็งแกร่งขึ้น โดยสะท้อนคุณภาพมาตรฐานและความน่าเชื่อถือที่สอดคล้องกับตลาดและผู้บริโภค” โจว อธิบายถึงเหตุผลที่เลือกไทยเป็นฐานการผลิตต่อเนื่อง ก่อนจะขยายความถึงแผนในอนาคตว่า

“ไฮเออร์มีแผนการลงทุนระยะยาวที่ไม่ได้มองแค่การสร้างโรงงาน แต่จะต่อยอดสู่การพัฒนาระบบการผลิตครบวงจรในรูปแบบ Smart Factory ใช้ระบบอัตโนมัติและเทคโนโลยีขั้นสูง ควบคู่กับการจัดตั้งศูนย์นวัตกรรมและ R&D เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและคุณภาพสินค้า ขณะเดียวกันยังมุ่งสนับสนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ของไทย และเสริมศักยภาพการแข่งขันในตลาดโลก ซึ่งมั่นใจว่าก้าวต่อไปของไฮเออร์จะช่วยผลักดันให้ไทยก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะที่สำคัญของอาเซียน”
จังหวะก้าวของแบรนด์ไฮเออร์นับจากนี้ คงทำให้ตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าในไทยแข่งขันกันสนุกขึ้น เมื่อจีนมีความพร้อมทั้งด้านเทคโนโลยี จากการเป็นคู่แข่งในตลาดรถยนต์ EV และการพัฒนา AI ให้เข้ามามีบทบาท เป็นหนึ่งในฟังก์ชันสำคัญบนเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน.
