“โรยัล เอ็นฟีลด์ อยู่มา 124 ปี เราไม่ได้แค่ดำรงอยู่ แต่เติบโตในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสินค้าคุณภาพ และผู้นำระดับโลกในตลาดรถจักรยานยนต์ขนาดกลาง” ยาดวินเดอร์ ซิงห์ กูเลเรีย ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการพาณิชย์ โรยัล เอ็นฟีลด์ กล่าวไว้ในการประกาศแต่งตั้ง มาโนจ กาจาร์ลาวาร์ (Manoj Gajarlawar) เข้ามาเสริมทัพความแข็งแกร่ง ในตำแหน่งหัวหน้าธุรกิจภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
โรยัล เอ็นฟีลด์ (Royal Enfield) ถือเป็นแบรนด์รถจักรยานยนต์ที่มีสายการผลิตต่อเนื่องยาวนานที่สุดในโลก จากต้นกำเนิดในประเทศอังกฤษ ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1901 สู่โรงงานผลิตในเมือง Madras ประเทศอินเดีย ในปี ค.ศ. 1955 ซึ่งนับเป็นฐานการผลิตสำคัญที่สร้างการเติบโตให้กับอุตสาหกรรมรถสองล้อขนาดกลางในประเทศอินเดีย ก่อนจะขยายไปทั่วโลก
ปัจจุบัน โรยัล เอ็นฟีลด์ คือหนึ่งในกลุ่มธุรกิจของ Eicher Motors Limited ดำเนินธุรกิจผ่านเครือข่ายร้านค้ากว่า 2,000 แห่งในอินเดีย และร้านค้ากว่า 1,100 แห่งที่กระจายอยู่ใน 60 ประเทศทั่วโลก, มีโรงงานผลิต 4 แห่งที่ตั้งอยู่ในอินเดีย, มีศูนย์เทคโนโลยีอีก 2 แห่ง ในเมืองบรันติงธอร์ป (Bruntingthorpe) สหราชอาณาจักร และเมืองเจนไน (Chennai) ประเทศอินเดีย และยังมีโรงงานประกอบรถจักรยานยนต์ระบบ CKD (Completely Knocked Down) 6 แห่ง ในบราซิล อาร์เจนตินา โคลอมเบีย เนปาล บังกลาเทศ และไทย ที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อปลายปี 2024 ซึ่งนับเป็นสาขาแรกในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
สำหรับรุ่นรถที่ถือเป็นไฮไลต์ ประกอบด้วย Bear 650, Classic 350, Guerrilla 450, Hunter 350, Meteor 350, Super Meteor 650, Interceptor 650, Continental GT 650, Shotgun 650, Himalayan Adventure Tourer, Scram 411, Bullet 350 และยังมีกิจกรรมระดับโลกที่กลายเป็นเอกลักษณ์ของ โรยัล เอ็นฟีลด์ อย่าง Motoverse (ชื่อเดิม Rider Mania) ซึ่งเป็นการรวมตัวประจำปีของผู้ที่ชื่นชอบโรยัล เอ็นฟีลด์ หลายพันคน จัดขึ้นที่รัฐโกอา ประเทศอินเดีย และ Himalayan Odyssey ที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี
แม้ตลอดระยะเวลาปีครึ่งที่ผ่านมาเศรษฐกิจจะอยู่ในสภาวะเสื่อมถอย แต่ด้วยความพร้อมทั้งโรงงานผลิต โรงงานประกอบ ศูนย์เทคโนโลยีและออกแบบ ตลอดจนร้านค้าที่กระจายอยู่ทั่วโลก ทำให้โรยัล เอ็นฟีลด์ สามารถสร้างการเติบโตได้ชนิดที่เรียกว่าสวนทางกับสภาพเศรษฐกิจเลยทีเดียว โดยในปี 2024 โรยัล เอ็นฟีลด์ สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ด้วยยอดขายทะลุ 1 ล้านคันต่อปีเป็นครั้งแรก และยังเดินหน้าขยายธุรกิจในระดับนานาชาติอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในเอเชียแปซิฟิกที่ตอกย้ำการเติบโตถึง 13% เมื่อเทียบปีต่อปี (YoY) พร้อมทั้งขึ้นแท่นเป็นหนึ่งใน Top 3 แบรนด์ชั้นนำในตลาดรถจักรยานยนต์ขนาดกลางในหลายประเทศ อาทิ ไทย ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น มาเลเซีย และนิวซีแลนด์

ปัจจุบันโรยัล เอ็นฟีลด์ ครองส่วนแบ่งการตลาดรถจักรยานยนต์ขนาดกลาง เป็นอันดับ 1 ในอิตาลี อังกฤษ และอินเดีย, ครองส่วนแบ่งการตลาด 8% ในตลาดอเมริกา, 9% ในตลาดยุโรป และ 9% ในตลาดเอเชียแปซิฟิก
สำหรับในประเทศไทย โรยัล เอ็นฟีลด์ เข้ามาทำการตลาดตั้งแต่ปี 2015 โดยปัจจุบันสามารถครองอันดับ 2 ในเซกเมนต์รถจักรยานยนต์ขนาดกลาง (250cc–750cc) มีลูกค้าแล้วกว่า 20,000 ราย และยังขยายตัวต่อเนื่อง สามารถสร้างชุมชนผู้ขับขี่ที่แข็งแกร่ง ร่วมกับเครือข่ายดีลเลอร์ทั่วประเทศ ทั้งนี้ประเทศไทยถูกวางตำแหน่งให้เป็นศูนย์กลางเชิงกลยุทธ์สำหรับการขยายธุรกิจในเอเชียแปซิฟิก เห็นได้จากการเปิดโรงงาน CKD ในไทยเมื่อปลายปี 2024 ที่ผ่านมา ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยเสริมศักยภาพด้านการผลิตและซัปพลายเชิงกลยุทธ์ เพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภค รองรับการผลิตและซัปพลายระดับภูมิภาคได้เป็นอย่างดี
“รถจักรยานยนต์โรยัล เอ็นฟีลด์ ไม่ใช่สินค้าที่ถูกซื้อเพราะเหตุผล แต่ถูกซื้อเพราะอารมณ์และความรู้สึก สิ่งที่ทำให้ โรยัล เอ็นฟีลด์ เติบโตอย่างต่อเนื่องคือกลุ่มลูกค้าของแบรนด์และตัวแทนจำหน่าย ที่เราย้ำอยู่เสมอว่า เขาคือกลุ่มที่ขับเคลื่อนการเจริญเติบโตของโรยัล เอ็นฟีลด์ เพราะฉะนั้นเราต้องพัฒนาสินค้าให้เชื่อมโยงกับไลฟ์สไตล์ ความรู้สึก และความชอบของผู้บริโภค ฟังโจทย์และความคิดเห็นของลูกค้า และนำมาปรับปรุงสินค้า เสื้อผ้า อุปกรณ์ต่างๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้ได้มากที่สุด เราผลิตสินค้าออกมาเพื่อนักขี่ โดยนักขี่” ยาดวินเดอร์ ซิงห์ กูเลเรีย ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการพาณิชย์ โรยัล เอ็นฟีลด์ เน้นย้ำ
ความรักของลูกค้าที่มีต่อแบรนด์แสดงออกทางกิจกรรรมที่โรยัล เอ็นฟีลด์ จัดขึ้น อย่าง ‘One Ride’ กิจกรรมที่เรียกได้ว่าเป็นวันชาติของ โรยัล เอ็นฟีลด์ ซึ่งจะมีการรวมกลุ่มผู้ขับขี่โรยัล เอ็นฟีลด์ ในวันเดียวกันทั่วโลก ซึ่งมีผู้เข้าร่วมเป็นจำนวนมาก สำหรับปีนี้ตรงกับวันที่ 21 กันยายนที่ผ่านมา และประเทศไทยก็ทำลายสถิติอีกครั้ง ด้วยจำนวนผู้เข้าร่วมกว่า 1,600 คน
นอกจากเปิดโรงงาน CKD ในไทยแล้ว ล่าสุดโรยัล เอ็นฟีลด์ ยังเดินหน้าตอกย้ำบทบาทเชิงกลยุทธ์ในระดับสากล ประกาศแต่งตั้ง มาโนจ กาจาร์ลาวาร์ (Manoj Gajarlawar) เข้าดำรงตำแหน่ง หัวหน้าธุรกิจประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (Business Head, Asia Pacific) โดยเข้าประจำการที่บริษัทสาขาในกรุงเทพฯ ประเทศไทย อีกด้วย
โดยมาโนจจะเป็นผู้นำในการกำหนดและดำเนินกลยุทธ์สำคัญที่ครอบคลุมทั้งการขาย การบริการหลังการขาย กลยุทธ์โปรโมตผลิตภัณฑ์ การสร้างแบรนด์ การประชาสัมพันธ์และการตลาด รวมถึงการสร้างโอกาสใหม่ ๆ เช่น ธุรกิจเสื้อผ้า (Apparel) อุปกรณ์ตกแต่งแท้ (Genuine Motorcycle Accessories) และธุรกิจต่อยอดอื่นๆ
สำหรับ มาโนจ กาจาร์ลาวาร์ ได้ร่วมงานกับโรยัล เอ็นฟีลด์ มาตั้งแต่ปี 2008 ด้วยประสบการณ์กว่า 17 ปี มีบทบาทสำคัญในการดูแลและขับเคลื่อนธุรกิจในต่างประเทศ ครอบคลุมทั้งเอเชียแปซิฟิก ตะวันออกกลาง แอฟริกา และภูมิภาค SAARC รวมถึงมีบทบาทสำคัญในธุรกิจอะไหล่และ REown อีกทั้งยังเคยมีประสบการณ์ทำงานที่เมืองไทยราวๆ 2 ปี (ประมาณปี 2019-2020) ซึ่งถือว่ามีความคุ้นเคยกับประเทศไทยและตลาดไทยในระดับหนึ่งทีเดียว
ทั้งนี้ กลยุทธ์การตลาดหลังมาโนจเข้ามารับตำแหน่งจะเน้นหนักใน 2 กลยุทธ์หลัก คือ 1. เน้นความเร็วในการเปิดตัวสินค้ารุ่นใหม่ ตัวแปรสำคัญคือการเปิดโรงงาน CKD ในไทย ซึ่งจะทำให้สามารถเปิดตัวสินค้าได้เร็วขึ้นกว่าเดิม 2. ขยายการเติบโตของตัวแทนจำหน่าย ทำการตลาดในช่องทางออนไลน์ และพัฒนาบริการหลังการขายให้มากขึ้นและดีขึ้นกว่าเดิม
ล่าสุดในวันที่ 1 ต.ค. ที่ผ่านมา โรยัล เอ็นฟีลด์ ไม่ทิ้งช่วงไว้นาน ประเดิมเปิดตัวรถรุ่นใหม่ Royal Enfield Classic 650 Twin ครั้งแรกในประเทศไทยเป็นที่เรียบร้อย ตอกย้ำตามกลยุทธ์ที่วางไว้ นอกจากนั้น ในปีหน้ายังเตรียมเปิดตัวรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่ฝรั่งเศส เพิ่มอีกหนึ่งรุ่น ซึ่งถือเป็นเซกเมนต์ใหม่โดยจะถูกแยกออกไปเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่เรียกได้ว่าน่าติดตามไม่น้อยเลยจริงๆ
“ศักยภาพของตลาดเอเชียแปซิฟิกโดยเฉพาะในไทยค่อนข้างสูง การเปิดโรงงานประกอบในประเทศไทยและการเติบโตอย่างแข็งแกร่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก คือก้าวย่างสำคัญในการสร้างเส้นทางทางธุรกิจที่มั่นคง การแต่งตั้งมาโนจในบทบาทใหม่นี้จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับองค์กร และสะท้อนถึงความตั้งใจของเราที่จะเดินหน้าสร้างการเติบโตในภูมิภาคนี้อย่างยั่งยืน”
ทั้งนี้ โรยัล เอ็นฟีลด์ ตั้งเป้าเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดในตลาดเอเชียแปซิฟิกเพิ่มเป็นสองหลัก จากเดิมที่มีส่วนแบ่งการตลาดอยู่ที่ 9%.
