Home > Cover Story (Page 122)

ธปท. สั่งหั่นค่าธรรมเนียม ทำธนาคารรายได้-กำไรลด

ข่าวการเตรียมปรับโครงสร้างค่าธรรมเนียมครั้งใหญ่ด้วยการออกประกาศแนวปฏิบัติ การคำนวณอัตราค่าธรรมเนียมของสถาบันการเงินทั้งระบบของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ภายใต้แนวความคิดที่ว่าเพื่อเป็นแนวทางให้สถาบันการเงินใช้ในการกำหนดค่าธรรมเนียมอย่างสมเหตุสมผลและเป็นธรรมต่อผู้บริโภค กำลังส่งผลสั่นคลอนรายได้และกำไรของธนาคารพาณิชย์อย่างยากปฏิเสธ ภายใต้แนวปฏิบัติของ ธปท. ดังกล่าว ซึ่งคาดว่าจะประกาศใช้ภายในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ จะครอบคลุมค่าธรรมเนียมในผลิตภัณฑ์ทางการเงินทุกประเภทรวมกว่า 200-300 ประเภท ในทุกกลุ่มธุรกิจทั้งธุรกิจลูกค้ารายใหญ่ ลูกค้าขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ตลอดจนลูกค้ารายย่อย หลังจากที่ก่อนหน้านี้ ธปท. ได้สั่งให้สถาบันการเงินปรับลดค่าธรรมเนียมไปแล้ว 3-4 รายการ ซึ่งถือเป็นการนำร่องก่อนการประกาศใช้แนวทางการคิดค่าธรรมเนียมทั้งระบบของ ธปท. การประกาศใช้แนวทางการคิดค่าธรรมเนียมของ ธปท. ครั้งใหม่นี้ แม้จะสร้างความเป็นธรรมให้กับลูกค้าและสร้างมาตรฐานให้กับสถาบันการเงินทั้งระบบ หากในอีกทางหนึ่งย่อมส่งผลกระทบต่อรายได้ของธนาคาร ซึ่งการให้ธนาคารปรับลดค่าธรรมเนียมไปในช่วงต้นปีที่ผ่านมา เป็นประหนึ่งการนำร่องก่อนที่จะนำไปสู่การครอบคลุมทุกประเภท ซึ่งน่าจะมีส่วนกระทบต่อการดำเนินธุรกิจหรือรายได้ของธนาคาร แต่จะเป็นไปในระดับใด ยังเป็นกรณีที่ต้องประเมินข้อมูลอีกครั้ง ก่อนหน้านี้ ธปท. ได้เรียกขอข้อมูลต้นทุนค่าธรรมเนียมแต่ละบริการของธนาคาร เพื่อพิจารณาว่าค่าธรรมเนียมแต่ละรายการดำเนินไปอย่างสมเหตุสมผล สอดรับกับทั้งระบบหรือไม่ เพื่อใช้กำหนดค่าธรรมเนียมให้สอดคล้องกับต้นทุนมากขึ้น ซึ่งในมุมมองของนายธนาคารหลายแห่งเชื่อว่าการเก็บค่าธรรมเนียมของแต่ละธนาคารในปัจจุบัน ถือว่าสมเหตุสมผลอยู่แล้ว เพราะหากธนาคารแห่งใดเก็บค่าธรรมเนียมเกินควร ไม่สอดคล้องกับต้นทุนก็จะต้องเผชิญกับกลไกตลาด ที่มีการแข่งขันเรื่องค่าธรรมเนียมซึ่งส่งผลให้ค่าธรรมเนียมธุรกรรมทางการเงินของแต่ละธนาคารมีแนวโน้มปรับลดลงอยู่แล้ว ข้อเท็จจริงที่น่าสนใจประการหนึ่งก็คือ ตัวเลขค่าธรรมเนียมของทั้งระบบธนาคารพาณิชย์ในปี 2562 ที่ผ่านมา พบว่ามีสัดส่วนถึงร้อยละ 29 หรือประมาณ 1.91

Read More

เยาวราชทำเลทอง บนเส้นทางแห่งการเปลี่ยนแปลง

เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า เมื่อใดก็ตามที่ภาครัฐประกาศแนวนโยบายในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเส้นทางคมนาคม พื้นที่โดยรอบของโครงการจะถูกกลุ่มทุนให้ความสนใจและเริ่มปักหมุด แหแหนกันหาหนทางเข้าไปจับจองอาณาเขต ด้วยหวังว่าจะพัฒนาโครงการด้านอสังหาริมทรัพย์ไปพร้อมๆ กัน และด้วยการคาดการณ์จากนักลงทุนด้านอสังหาฯ ทำให้พื้นที่ตลอดแนวเส้นทางรถไฟฟ้าค่อยๆ เปลี่ยนหน้าไป การนำสิ่งอำนวยความสะดวก ความทันสมัย และสิ่งที่สามารถตอบสนองไลฟ์สไตล์ของกลุ่มเป้าหมายได้ จึงเป็นเป้าประสงค์หลักของบรรดาผู้ประกอบการที่เล็งเห็นศักยภาพของพื้นที่ดังกล่าว ย่านบางใหญ่ น่าจะอธิบายให้เห็นชัดเจนถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ไม่ใช่แค่การคมนาคมที่สามารถเข้าถึงได้เท่านั้น ทว่า สิ่งที่ตามมาทำให้พื้นที่บางใหญ่เปลี่ยนไปจากเดิม นับตั้งแต่การเปิดทดลองเดินรถเสมือนจริงของเส้นทางส่วนต่อขยายรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินช่วงหัวลำโพงถึงท่าพระ เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2562 ยิ่งเป็นเครื่องตอกย้ำว่า พื้นที่เก่าแก่ที่รถไฟใต้ดินจะวิ่งผ่าน กำลังจะเปลี่ยนไป ย่านเยาวราชกลายเป็นพื้นที่เนื้อหอมไปโดยปริยาย นับตั้งแต่รัฐบาลประกาศเส้นทางการพัฒนารถไฟฟ้าส่วนต่อขยาย และด้วยอิทธิพลอันทรงเสน่ห์ของย่านเก่าแก่แห่งนี้ จึงไม่น่าแปลกใจที่ใครต่อใครอยากจะเข้ามาหาพื้นที่สำหรับการลงทุน แม้จะเป็นไปไม่ได้ ที่จะหาพื้นที่ขนาดใหญ่สำหรับการลงทุนด้านอสังหาฯ เพื่อการอยู่อาศัย ทว่า ยังมีธุรกิจอื่นๆ อีกมากมายที่อาจจะน่าลงทุนและเหมาะสมกับพื้นที่แห่งนี้ ดังเช่นที่กลุ่ม BDMS ที่สบโอกาสทองจับอาคารสำนักงานเดิมของสหธนาคารให้เป็นโรงพยาบาลไชน่าทาวน์ จากนั้นก็ทรานส์ฟอร์มสู่โรงพยาบาลสมิติเวชไชน่าทาวน์ ซึ่งเป็นโรงพยาบาลขนาด 59 เตียง สำหรับรองรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติและคนไทยที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ การมาถึงของรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายสายสีน้ำเงินทำให้ราคาที่ดินย่านเยาวราชมีราคาขายอยู่ที่ตารางวาละ 1.4-1.6 ล้านบาท เมื่อพิจารณาราคาที่ดินย่านนี้จะเห็นได้ว่า ตัวเลขราคาไม่ต่างจากย่านธุรกิจของไทยสักเท่าไร ความยาวของถนนเยาวราชเพียง 1.4 กิโลเมตร อัดแน่นไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ นับตั้งแต่การเปลี่ยนชื่อจากเดิมที่เคยใช้ว่า ถนนยุพราช และเป็นแหล่งทำกินของชาวจีนที่ข้ามน้ำข้ามทะเลมา ซึ่งเมื่อรัชกาลที่

Read More

เผาจริงเศรษฐกิจไทยปี 63 กับปัจจัยเสี่ยงฉุดจีดีพีลด

คนไทยเริ่มต้นศักราชใหม่ด้วยความประหวั่นพรั่นพรึงจากหลายเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นทั้งในไทยและต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความหวาดวิตกต่อสถานการณ์ที่จะส่งผลต่อปากท้องของตัวเอง นักวิเคราะห์ด้านเศรษฐกิจและสังคมส่วนใหญ่แสดงความคิดเห็นไปในแนวทางเดียวกันว่า สถานการณ์เศรษฐกิจของไทยที่ยืนอยู่ขอบเหวหรือขาหนึ่งก้าวลงเหวไปแล้วในปี 2562 นั้นเป็นแค่การเผาหลอก แต่ปี 2563 นี่เรียกได้ว่า “เผาจริง” ภาครัฐพยายามดิ้นรนหลายต่อหลายครั้งเพื่อรักษาลมหายใจเฮือกสุดท้ายเอาไว้ให้ได้นานที่สุด หากภาครัฐไม่เข้าข้างตัวเองจนเกินไป และเปิดตามองให้ลึกถึงแก่นแท้ของปัญหา จะเห็นความจริงที่ว่า เศรษฐกิจไทยกำลังเข้าขั้นวิกฤตโดยที่ประชาชนทุกหย่อมหญ้าได้รับผลกระทบ แน่นอนว่าประเทศไทยไม่อาจดำรงและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้ดำเนินไปข้างหน้าได้ด้วยลำพังตัวเอง เมื่อไทยยังต้องคอยรับอานิสงส์จากปัจจัยแวดล้อมจากเศรษฐกิจโลก ทว่า อีกสิ่งหนึ่งที่ไม่อาจปฏิเสธได้คือการแก้ปัญหาของภาครัฐ ที่แม้จะบอกว่าเป็นการหยิบยื่นโอกาสให้แก่ประชาชนที่อยู่ในเศรษฐกิจระดับรากหญ้า ประหนึ่งหยอดน้ำมันลงไปในฟันเฟืองตัวสุดท้าย ด้วยหวังว่าจะให้มีแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระดับมหภาค ทว่าการหว่านเม็ดเงินเข้าระบบผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐนั้น ไม่อาจสร้างความยั่งยืนและมั่นคงให้แก่รากฐานของเศรษฐกิจไทยได้ เพราะสุดท้ายแล้วรัฐนาวาจะไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงในระบบเศรษฐกิจ นอกเสียจากมือเปล่าที่ยื่นขึ้นมารอคอยความช่วยเหลือจากภาครัฐอีกครั้ง นอกเหนือไปจากเสียงโอดครวญและถ้อยคำบริภาษของประชาชนที่บอกเล่าถึงความยากลำบากในการหาเลี้ยงชีพแล้ว ตัวเลขจีดีพีเป็นอีกสิ่งที่บ่งบอกถึงสถานการณ์ทางเศรษฐกิจได้เป็นอย่างดี แนวโน้มทางเศรษฐกิจในปีนี้ที่มีปัจจัยลบหลายด้านทำให้ ลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า สศค. ได้ปรับลดประมาณการขยายตัวทางเศรษฐกิจหรือจีดีพีปี 2563 ลงจากเดิมที่คาดไว้ว่า เศรษฐกิจไทยจะเติบโต 3.3 เปอร์เซ็นต์ เหลือเติบโตเพียง 2.8 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่การส่งออกคาดว่าจะขยายตัวเพียง 1 เปอร์เซ็นต์ จากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัวที่ 2.6 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่การบริโภคเอกชนลดจาก 3.5 เปอร์เซ็นต์ เหลือ 3.2 เปอร์เซ็นต์ ด้านการนำเข้าในปีนี้จะขยายตัว

Read More

ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ กับผลกระทบที่ไทยต้องรับมือ

การระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ที่เริ่มขึ้นครั้งแรกในช่วงกลางเดือนธันวาคม 2019 ในเมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย ประเทศจีน กระทั่งล่วงเลยมาถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2020 สถานการณ์ของการแพร่ระบาดเชื้อร้ายยังไม่มีวี่แววว่าจะสิ้นสุด แม้หลายประเทศจะมีมาตรการป้องกันประชาชนของตัวเองอย่างเต็มที่ ทว่าปัจจุบันจำนวนผู้ติดเชื้อในจีนเพิ่มขึ้นเป็น 37,198 ราย และมีผู้เสียชีวิตจากเชื้อดังกล่าวในจีนเพิ่มขึ้นเป็น 811 ราย (ณ วันที่ 9 ก.พ.) การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ สร้างผลกระทบในหลายด้าน ทั้งด้านสาธารณสุข ที่มีคุณภาพชีวิตของประชาชนในประเทศที่มีการติดเชื้อเป็นเดิมพัน ที่ทุกฝ่ายต้องเร่งหามาตรการป้องกันและรักษาให้เกิดผลเสียในทางกายภาพน้อยที่สุด ผลกระทบของไวรัสโคโรนาไม่เพียงทำให้ประเทศจีนตกอยู่สถานการณ์แห่งความยากลำบาก ทั้งการต้องดูแลและควบคุมเชื้อไวรัสไม่ให้ขยายวงมากไปกว่าปัจจุบันเท่านั้น แต่ในทางเศรษฐกิจ จีนได้รับผลกระทบไม่น้อย ความรุนแรงของสถานการณ์ทำให้จีนต้องใช้มาตรการระงับการสัญจรเข้าออกจากเมือง ระบบขนส่งคมนาคมถูกชัตดาวน์ การท่องเที่ยวของจีนได้รับผลกระทบอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า ผลกระทบของการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ต่อเศรษฐกิจจีนเบื้องต้นในกรอบเวลา 1 เดือน อาจสูงถึง 3 แสนล้านหยวน ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 0.3 ของ GDP จีนทั้งปี ส่งผลให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนในปี 2563 อาจต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ที่ร้อยละ 5.5-5.9 โดยมีผลกระทบหลักๆ ผ่านทางภาคค้าปลีก ภาคขนส่ง และภาคบริการอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับการบริโภคและการท่องเที่ยว และแน่นอนว่า ไม่เพียงแต่จีนเท่านั้นที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจ ประเทศไทยได้รับผลกระทบไม่แตกต่างกัน

Read More

พินิจภาคส่งออก ฟันเฟืองแห่งความหวังของเศรษฐกิจไทย

อย่างที่ทราบกันดีว่า การส่งออกเป็นฟันเฟืองตัวสำคัญของเศรษฐกิจไทย ปัจจุบันไทยพึ่งพิงรายได้จากการส่งออกประมาณ 70-75 เปอร์เซ็นต์ ของจีดีพี หรือผลิตภัณฑ์มวลรวม หมายความว่า เมื่อไหร่ก็ตามที่สถานการณ์การค้าโลกอยู่ในภาวะระส่ำและกระทบต่อการส่งออก นั่นจะเป็นต้นเหตุแห่งปัจจัยลบของเศรษฐกิจไทย นับตั้งแต่สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีนอุบัติขึ้น ไทยในฐานะประเทศคู่ค้าได้รับผลกระทบในทุกระนาบอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยอีกหลายด้านที่สร้างให้เกิดภาวะเฉื่อยในภาคการส่งออกของไทย ทั้งกรณีที่ไทยถูกตัดสิทธิ GSP จากสหรัฐฯ หรือกรณีเขตการค้าเสรี FTA ที่ไทยยังอยู่ในขั้นตอนของการเร่งเจรจา มูลเหตุดังกล่าวข้างต้น ทำให้ประเทศไทยประสบกับภาวะชะงักงันทางเศรษฐกิจอย่างไม่อาจต้านทานได้ แม้จะมีปัจจัยบวกจากด้านอื่นอยู่บ้าง ทว่า ไม่อาจช่วยให้ตัวเลขของการส่งออกบวกขึ้นได้ เมื่อตัวเลขการส่งออกของปี พ.ศ. 2562 ติดลบ 2.7% สถานการณ์วิกฤตที่กำลังรายล้อมอยู่รอบด้าน รวมไปถึงการสรุปผลตัวเลขการส่งออกปีที่ผ่านมา ทำให้กระทรวงพาณิชย์จำเป็นต้องปรับเป้าประมาณการการส่งออกในปี 2563 ว่าน่าจะมีโอกาสเติบโต 1-3% เท่านั้น ล่าสุดกระทรวงพาณิชย์ได้ประเมินภาคการส่งออกของไทยว่า น่าจะยังมีโอกาสเติบโตท่ามกลางมรสุมที่หลายชาติกำลังเผชิญ เพราะมองเห็นปัจจัยที่เอื้อให้เกิดกระแสธารเชิงบวก ได้แก่ การคาดการณ์จาก IMF (International Monetary Fund) ที่ประเมินว่าเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มจะขยายตัวได้ดีในปีนี้ถึง 3.3 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ปี 2562 ขยายตัวได้เพียง 2.9

Read More

พีทีจี ปูพรมชนยักษ์ ลุย “พันธุ์ไทย-คอฟฟี่เวิลด์”

พิทักษ์ รัชกิจประการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) หรือ PTG ยังคงเดินหน้าลุยแผนโค่นแชมป์ หลังปรับภาพลักษณ์องค์กร เร่งผุดสถานีบริการน้ำมัน “พีที” รูปโฉมใหม่ ยกเครื่องร้านสะดวกซื้อ “แมกซ์มาร์ท” ขยายธุรกิจร้านกาแฟ “พันธุ์ไทย” ซื้อหุ้นกิจการ “คอฟฟี่เวิลด์” และซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุนใน บริษัท จิตรมาส แคเทอริ่ง (JTC) รุกธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มเต็มสูบ แน่นอนว่า ทั้งธุรกิจน้ำมัน ธุรกิจร้านสะดวกซื้อ ธุรกิจร้านกาแฟ และธุรกิจร้านอาหาร รวมถึงการสร้างเครือข่ายร้านค้าเติมเต็มสถานีบริการ ตั้งเป้าหมายชนยักษ์ใหญ่ ปตท. โดยเฉพาะธุรกิจร้านกาแฟ ซึ่ง “คาเฟ่ อเมซอน” ยึดครองเจ้าตลาดมาอย่างยาวนาน ขณะเดียวกัน หากดูตัวเลขตลาดกาแฟที่มีมูลค่ามากกว่า 65,000 ล้านบาท แบ่งเป็นกาแฟในบ้าน ประมาณ 38,000 ล้านบาท และกาแฟนอกบ้านอีกกว่า 27,000 ล้านบาท โดยในตลาดกาแฟนอกบ้านเป็นกลุ่มร้านคาเฟ่

Read More

พิษ “อู่ฮั่น” ระบาด เศรษฐกิจไทยระส่ำอีกรอบ

ยอดผู้เสียชีวิตและผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ หรือ “อู่ฮั่น” ในจีน ยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทำลายสถิติผู้ติดเชื้อในประเทศจีนตลอดช่วงเวลาการแพร่ระบาดของกลุ่มอาการทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรงหรือ “ซาร์ส” ระหว่างปลายปี 2545 ถึงกลางปี 2546 ซึ่งอยู่ที่ 5,327 คน และยังพบผู้ป่วยอย่างน้อยใน 14 ประเทศ ได้แก่ ไทย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สหรัฐฯ แคนาดา ออสเตรเลีย สิงคโปร์ มาเลเซีย เวียดนาม กัมพูชา ศรีลังกา เนปาล ฝรั่งเศส และเยอรมนี อย่างไรก็ตาม รัฐบาลไทยและกระทรวงสาธารณสุขยืนยันควบคุมสถานการณ์ได้ เพราะเคยรับมือโรคซาร์ส อีโบลา และไข้หวัดนกมาแล้ว ซึ่งสถิติการควบคุมโรคของไทยจัดว่าดีเป็นอันดับ 6 ของโลก แต่ต้องยอมรับว่าการแพร่ระบาดรอบนี้ก่อผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยจากเดิมที่คาดการณ์จะเริ่มฟื้นตัว ต้องกลับมาย่ำแย่และถือเป็นโจทย์ข้อใหญ่ที่รัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้องวางกระบวนยุทธ์แก้ไขรอบคอบมากขึ้น หากย้อนบทเรียนที่ประเทศไทยเจอผลพวงพิษโรคระบาดครั้งใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นช่วงปี 2540 เกิดการระบาดเชื้อไข้หวัดนก (Avian influenza) จากไวรัสไข้หวัดใหญ่ “H5N1”

Read More

Coffee War เดือด เร่งทุบสถิติ 300 แก้วต่อคน

ตลาดกาแฟเมืองไทยเม็ดเงินมากถึง 65,000 ล้านบาท และยังมีช่องว่างการเติบโต โดยเฉพาะเมื่อยักษ์ใหญ่อย่าง “เนสท์เล่” ลุยขยายแนวรบเจาะลูกค้าทุกเซกเมนต์ ตั้งแต่แบบผง แบบกระป๋อง จนล่าสุดเปิดตัวกาแฟสกัดเย็นพร้อมดื่มระดับพรีเมียม “โคลด์ บริว” พร้อมประเดิม “โคลด์ บริว คาเฟ่” หวังขยายฐานคอกาแฟรุ่นใหม่ที่กำลังต้องการลิ้มรสชาติขมๆ แต่กลมกล่อมแก้วแรกในชีวิต เหตุผลสำคัญ คือ อัตราการบริโภคกาแฟของคนไทยยังต่ำกว่าหลายๆ ประเทศ ไม่ว่าจะเป็นอัตราการบริโภคที่มีค่าเฉลี่ยเพียง 300 แก้วต่อคนต่อปี ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น ญี่ปุ่น บริโภค 400 แก้วต่อคนต่อปี หรือฝั่งยุโรป บริโภคมากกว่า 600 แก้วต่อคนต่อปี เมื่อเจาะลึกลงไปยังพบว่า อัตราการบริโภคกาแฟสดของคนไทยเฉลี่ยประมาณ 1.2 กิโลกรัมต่อคนต่อปี ต่ำกว่าคนในยุโรปที่สูงกว่า 4-5 กิโลกรัมต่อคนต่อปี และต่ำกว่าคนในประเทศญี่ปุ่นที่บริโภคกันประมาณ 3 กิโลกรัมต่อคนต่อปี ขณะที่ตัวเลขตลาดกาแฟรวมทุกเซกเมนต์มีมูลค่ามากกว่า 65,000 ล้านบาท แบ่งเป็นกาแฟในบ้าน ประมาณ 38,000 ล้านบาท และกาแฟนอกบ้านอีกกว่า

Read More

เศรษฐกิจไทยทรุดหนัก หนี้ครัวเรือนโตแซงจีดีพี

นอกจากสถานการณ์ฝุ่นพิษขนาดจิ๋ว หรือ PM2.5 ที่กำลังคุกคามความเป็นอยู่ของผู้คนในสังคมไทยอย่างหนักหน่วงแล้ว ดูเหมือนว่าภัยคุกคามทางเศรษฐกิจลูกใหม่กำลังก่อตัวขึ้นอย่างช้าๆ และพร้อมที่จะสร้างผลกระทบสั่นสะเทือนสังคม เศรษฐกิจไทยในระยะต่อไปไม่น้อยเลย หนี้ครัวเรือนไทยในช่วงปี 2563 หรือระยะนับจากนี้ ได้รับการคาดหมายว่าจะมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้นในอัตราที่ใกล้เคียงหรือแม้กระทั่งมีโอกาสที่จะเติบโตเร็วกว่าการขยายตัวทางเศรษฐกิจ โดยข้อมูลล่าสุดของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) พบว่าแม้หนี้ครัวเรือนของไทยในไตรมาส 3/2562 มียอดคงค้างที่ 13.239 ล้านล้านบาท ชะลอการเติบโตลงมาที่ร้อยละ 5.5 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) ซึ่งนับว่าต่ำที่สุดในรอบ 6 ไตรมาส หากแต่หนี้ครัวเรือนที่ชะลอตัวลงดังกล่าว เป็นผลมาจากฐานเปรียบเทียบที่สูงในช่วงเดียวกันปีก่อน ขณะที่เมื่อเปรียบเทียบไตรมาสต่อไตรมาส ยังคงเห็นยอดคงค้างหนี้ครัวเรือนขยับขึ้นเร็วกว่าการเติบโตของมูลค่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจอีกด้วยซ้ำ และมีความเป็นไปได้ที่จะเห็นสัดส่วนหนี้ครัวเรือนในปี 2563 ขยับขึ้นไปอยู่ในกรอบประมาณร้อยละ 80.0-81.5 ต่อจีดีพีเลยทีเดียว สถานการณ์หนี้ครัวเรือนในช่วงที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน เป็นผลทำให้สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีของไทยขยับไล่ระดับขึ้นมาอยู่ที่ร้อยละ 79.1 ในไตรมาสที่ 3/2562 สูงสุดในรอบเกือบ 3 ปี จากระดับร้อยละ 78.7 ในช่วงครึ่งแรกของปี 2562 ซึ่งสภาพการณ์ดังกล่าวสอดคล้องกับผลสำรวจสถานการณ์หนี้สินและเงินออมของครัวเรือนปี 2562 ซึ่งพบว่าร้อยละ 44 ของผู้กู้-ครัวเรือนที่มีหนี้ มีภาระหนี้หรือเป็นหนี้เพิ่มขึ้น แม้ว่าผลสำรวจดังกล่าวจะสะท้อนภาพและมีจุดเน้นอยู่ที่ครัวเรือนในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลเป็นด้านหลัก

Read More

จากเถ้าธุลีสู่ฝุ่นพิษ PM2.5 ภัยคุกคามต่อชีวิตประจำวัน

สถานการณ์ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอนหรือที่เรียกขานกันในนามฝุ่นพิษ PM2.5 ที่มีค่าเกินมาตรฐานได้แปลงสภาพจากเรื่องเล็กน้อยกลายเป็นปัญหาเรื้อรังที่ขยายตัวออกไปอย่างที่ยังไม่อาจหาบทสรุปสุดท้ายได้ว่าจะสิ้นสุดลงด้วยมาตรการและแนวทางการแก้ไขปัญหาที่มีรูปธรรมในทางปฏิบัติจากกลไกภาครัฐได้อย่างไร ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมาปัญหาฝุ่นพิษขนาดเล็กน้อยได้เข้าสู่การรับรู้ของสังคมไทยมาเป็นระยะและถูกทำให้มีฐานะเป็นมลภาวะที่เกิดขึ้นตามฤดูกาลในช่วงหน้าแล้งโดยระบุว่าสาเหตุหลักเกิดจากปัญหาการเผาในที่โล่งแจ้งในกระบวนการผลิตของเกษตรกร ขณะที่กลไกภาครัฐนับตั้งแต่ยุคของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในรัฐบาลประยุทธ์ 1 ได้เคยออกมาตรการแก้ปัญหาฝุ่นพิษ PM2.5 .ในฐานะที่เป็นวาระแห่งชาติ ที่ประกอบส่วนด้วยมาตรการระยะเร่งด่วน มาตรการระยะกลางและมาตรการระยะยาว หากแต่ดูเหมือนว่าคำสั่งของหัวหน้าคณะ คสช. การสั่งการของนายกรัฐมนตรีและมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในช่วงที่ผ่านมากลับไม่สามารถนำมาซึ่งการขับเคลื่อนเพื่อการแก้ไขปัญหาได้อย่างจริงจังและอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด มิหนำซ้ำสถานการณ์ฝุ่นพิษกลับทวีความรุนแรงจนคุกคามการดำเนินชีวิตปกติประจำวันของผู้คนในสังคมไทยในลักษณะที่แพร่กว้างและหนักหน่วงขึ้นอีกด้วย การตระหนักรู้ถึงปัญหาฝุ่นพิษ PM2.5 และความพยายามของกลไกภาครัฐในการแก้ไขปัญหาในช่วงที่ผ่านมาอาจเห็นได้จากการสั่งการของหัวหน้าคณะ คสช. นับตั้งแต่เมื่อช่วงปลายปี 2561 ที่ระบุให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมถึงกรุงเทพมหานคร เร่งดำเนินการควบคุมดูแลเพื่อบรรเทาปัญหาเฉพาะหน้า และให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นหน่วยงานหลักร่วมกับกระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข กรุงเทพมหานคร และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งหน่วยงานในฝ่ายตำรวจ ทหาร เร่งรัดกำหนดมาตรการเพื่อดำเนินการป้องกันและแก้ไขปัญหามลภาวะในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมและมีความยั่งยืนต่อไป ความยั่งยืนของการป้องกันและแก้ไขปัญหาภายหลังการสั่งการดังกล่าวนอกจากจะไม่ได้ช่วยบรรเทาสถานการณ์ให้เบาบางลงแล้ว ข้อเท็จจริงที่ปรากฏกลับกลายเป็นว่ารัฐต้องเร่งสั่งการเพิ่มเติมให้การดำเนินการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการแก้ไขปัญหามลภาวะดังกล่าวให้เกิดผลเป็นรูปธรรมโดยเร็วและให้เป็นไปตามหลักปฏิบัติสากล โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อประชาชน รวมทั้งผลกระทบด้านเศรษฐกิจและสังคมด้วย ขณะเดียวกันในช่วงต้นปี 2562 ยังสั่งการให้กระทรวงพลังงานเป็นหน่วยงานหลักร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงคมนาคม กระทรวงศึกษาธิการ กรมประชาสัมพันธ์ เร่งดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อรณรงค์ให้ประชาชนใช้น้ำมันไบโอดีเซลเกรดพิเศษ B20 แทนน้ำมันดีเซลให้มากยิ่งขึ้นเพื่อลดภาวะการเกิดมลพิษและฝุ่นละอองขนาดเล็กในอากาศ รวมทั้งให้เร่งรัดจัดให้มีจุดบริการประชาชนในการปรับแต่งเครื่องยนต์ที่ใช้น้ำมันดีเซลให้สามารถรองรับน้ำมันไบโอดีเซลเกรดพิเศษ B20 ได้ พัฒนาการในการแก้ไขปัญหาฝุ่นพิษ PM2.5

Read More