ภาพรวมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทยปี 2569 ถือเป็นปีแห่งการตั้งรับและปรับสมดุล เนื่องจากต้องเผชิญกับปัจจัยทดสอบรอบด้าน ทั้งภาวะหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง และความเข้มงวดของสถาบันการเงินในการปล่อยสินเชื่อที่ยังกดดันกำลังซื้อกลุ่มระดับกลาง-ล่างอย่างต่อเนื่อง
ขณะที่เทรนด์ของตลาดอสังหาฯ ในปี 2569 จาก “ที่อยู่อาศัย” สู่ “ระบบการใช้ชีวิต” เริ่มจากการเข้าสู่สังคมสูงวัยของไทย ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องปรับธุรกิจให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการของสังคม ตลาดผู้สูงอายุ ไม่ใช่เรื่องไกลตัว โครงการที่อยู่อาศัยใหม่ๆ จะเน้น Universal Design และเพิ่มบริการด้านสุขภาพเข้ามาเป็นจุดขายหลัก
หรือผู้ประกอบการบางรายที่เน้นเจาะกลุ่ม Gen Z และ Gen Y ที่ต้องการความยืดหยุ่น อิสระ สะดวกต่อการย้ายที่อยู่ ทำให้เกิดธุรกิจแนว Build-to-Rent หรือคอนโดมิเนียมที่เน้นการปล่อยเช่าระยะยาวมากขึ้น ขณะที่ผู้บริโภคกลุ่ม Super Luxury ที่มองหาที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ และเมืองท่องเที่ยวหลักอย่างภูเก็ต ที่ยังคงเติบโตได้ดี ผู้ประกอบการร่วมมือกับแบรนด์โรงแรมระดับโลกเพื่อดึงดูดกำลังซื้อจากต่างชาติและกลุ่ม High Net Worth ที่ไม่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ และอีกเทรนด์บ้าน Green & Smart Tech ที่กำลังได้รับความนิยม เพื่อให้บ้านประหยัดพลังงานและลดค่าใช้จ่ายในระยะยาว
ขณะที่การปรับตัวของผู้ประกอบการท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่เติบโตช้า ผู้ประกอบการบางรายชะลอการเปิดโครงการใหม่ ในเซกเมนต์ที่โอเวอร์ซัปพลาย ลดการพึ่งพารายได้จากการขายอสังหาฯ เพียงอย่างเดียว และหันไปทำธุรกิจอื่น เช่น โรงแรม คลังสินค้า บ้านมือสอง อพาร์ตเมนต์ให้เช่า รวมถึงการดำเนินธุรกิจด้วยวิธี Joint Venture กับพันธมิตรต่างชาติ ทั้งเพื่อแชร์ความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสทางการค้า เช่นการจับมือกับนักลงทุนในกลุ่มการศึกษา และเปิดโรงเรียนในโซนด้านหน้าโครงการ

ล่าสุด ศุภาลัย ผู้ประกอบการรายใหญ่ยังต้องปรับกลยุทธ์จากการสร้างบ้าน ไปสู่การสร้าง “ระบบนิเวศการใช้ชีวิต” ไม่ใช่แค่การเปิดตัวโครงการใหม่ย่านรังสิต-นครนายก แต่ศุภาลัยเลือกที่จะนำแนวคิด “Community Living Hub” มาเป็นอาวุธหลัก โดยการผสานที่อยู่อาศัยระดับพรีเมียมเข้ากับสถาบันการศึกษาชั้นนำอย่าง โรงเรียนนานาชาติสิงคโปร์ (SISB)
การศึกษาคือจุดขายใหม่ จากคำกล่าวของ MR. KELVIN KOH ประธาน SISB ความร่วมมือนี้คือการยกระดับคุณภาพชีวิตผ่านการผสาน “ที่อยู่อาศัยและการศึกษา” เข้าด้วยกัน ซึ่งสอดคล้องกับเทรนด์ปี 2569 ที่ผู้ซื้อบ้านระดับบนให้ความสำคัญกับสังคมและสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเติบโตของบุตรหลาน
“SISB มุ่งพัฒนาโรงเรียนนานาชาติที่มีความแข็งแกร่งด้านวิชาการ ควบคู่กับการสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่ส่งเสริมศักยภาพของนักเรียน โดยมีจุดเด่นในการนำ Singapore Curriculum ซึ่งได้รับการยอมรับในระดับสากลมาผสานกับการเรียนการสอนแบบสามภาษา ทั้ง ภาษาอังกฤษ ภาษาไทย และภาษาจีน”
นอกจากการจับมือกับพันธมิตรธุรกิจการศึกษา เพื่อสร้างทางเลือกใหม่ให้ลูกค้าที่มองหาคุณภาพชีวิตที่ดีสำหรับครอบครัว ศุภาลัยยังลดความเสี่ยงกระจายรายได้ด้วยการพัฒนาโครงการใน 2 เซกเมนต์หลักพร้อมกันเพื่อรองรับดีมานด์ที่หลากหลายในทำเลเดียว
โครงการแรกคือ ศุภาลัย พรีมา วิลล่า รังสิต คลอง 3 เจาะกลุ่มลักชัวรีด้วยราคาเริ่มต้น 18 ล้านบาท เน้นความเป็นส่วนตัวและพื้นที่ใช้สอยขนาดใหญ่ 238-502 ตร.ม. ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความไวต่ออัตราดอกเบี้ยน้อยกว่า อีกโครงการในพื้นที่เดียวกันคือ ศุภาลัย ปาล์มสปริงส์ รังสิต คลอง 3 เจาะกลุ่มครอบครัวรุ่นใหม่ที่มองหาความคุ้มค่าในราคาเริ่มต้น 4.19 ล้านบาท เพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาดในกลุ่มที่เน้นฟังก์ชันการใช้งานและการเข้าถึงสิ่งอำนวยความสะดวกในคอมมูนิตี้เดียวกัน
ด้าน ดร. ประทีป ตั้งมติธรรม ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) ให้ข้อมูลว่า ศุภาลัยพัฒนาโครงการในย่านรังสิตมาแล้วหลายโครงการ โดยครอบคลุมหลายเซกเมนต์
“ศุภาลัยมองเห็นศักยภาพของทำเลรังสิต และเป็นหนึ่งในทำเลที่ศุภาลัยพัฒนาโครงการมาแล้วถึง 30 โครงการ ครอบคลุมหลายเซกเมนต์ ทำให้เข้าใจทั้งดีมานด์และพฤติกรรมของลูกค้าในพื้นที่นี้เป็นอย่างดี จากการเติบโตของประชากรในโซนรังสิต ส่งผลให้ความต้องการที่อยู่อาศัยคุณภาพเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มครอบครัวรุ่นใหม่ที่มองหาทั้งพื้นที่ใช้สอยที่ตอบโจทย์ และสภาพแวดล้อมการอยู่อาศัยที่ดีในระยะยาว และการพัฒนา Community Living Hub บนเนื้อที่ 287 ไร่ สามารถตอบโจทย์ของตลาดได้”.
