วันเสาร์, มิถุนายน 20, 2026
Home > Cover Story > ITD เสริมแกร่งผู้ประกอบการ-SMEs ฝ่าสมรภูมิการค้าโลก

ITD เสริมแกร่งผู้ประกอบการ-SMEs ฝ่าสมรภูมิการค้าโลก

แนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2569 ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจหลายสำนักประเมินไปในทิศทางเดียวกันว่า เศรษฐกิจไทยยังต้องเผชิญกับปัจจัยที่อาจสร้างผลกระทบรอบด้าน โดยปัจจัยภายในอาจมาจากสถานการณ์ทางการเมืองที่ยังต้องรอผลการเลือกตั้งและจัดตั้งรัฐบาลเรียบร้อยแล้ว จึงจะเห็นนโยบายด้านเศรษฐกิจที่ชัดเจนขึ้น

ขณะที่ปัจจัยภายนอกเป็นเรื่องที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการตัดสินใจของสหรัฐอเมริกาที่มีผลกระทบต่อหลายประเทศทั่วโลก ทั้งการบุกจับตัวผู้นำของประเทศเวเนซุเอลา และการเตรียมถอนตัวออกจาก 66 องค์กรระดับชาติที่จะส่งผลต่อการลงทุนของประเทศของนักลงทุนจากอเมริกา

วิจัยกรุงศรีคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะเติบโตเพียง 1.8% ชะลอตัวลงจากปี 2568 ที่คาดว่าจะขยายตัว 2.1% เนื่องจากเครื่องยนต์สำคัญหลายด้านมีแนวโน้มแผ่วลง ไม่ว่าจะเป็นการส่งออก การบริโภค การลงทุนภาคเอกชนและการใช้จ่ายภาครัฐ

ด้านธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย ประเมินว่า ผู้ประกอบการในกลุ่ม SMEs ไทยในปีนี้ยังมีโอกาสเติบโตได้แม้เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวต่ำ และเกมธุรกิจจะเปลี่ยนไปจากเดิม ผู้ประกอบการกำลังเผชิญด่านใหม่ ที่เก่งอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ ต้องยืดหยุ่นปรับตัวให้ทันสถานการณ์ ผู้ประกอบการไทยจึงไม่ควรตั้งรับเพียงอย่างเดียว แต่ต้องรู้เกมและก้าวให้ทันความเปลี่ยนแปลง

สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (องค์การมหาชน) หรือ ITD วางแผนที่จะใช้ AI เข้ากับการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก เพื่อเตรียมความพร้อมให้กลุ่มผู้ประกอบการและ SMEs ไทยให้สามารถรับมือกับเมกะเทรนด์เศรษฐกิจโลกและการเปลี่ยนผ่านสู่ยุค Digital & Green Transition ได้อย่างยั่งยืน

“โครงสร้างการค้าโลกในปี 2569 มีความซับซ้อนสูงและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจากระเบียบการค้าใหม่ ซึ่งปัจจัยท้าทายไม่ได้มีเพียงแค่การแข่งขันด้านราคาแต่ยังรวมถึงมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวด เช่น ภาษีคาร์บอนข้ามพรมแดน มาตรฐานความยั่งยืนและแนวโน้มเศรษฐกิจแบ่งขั้ว ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อห่วงโซ่อุปทานโลก ในขณะที่กลุ่มผู้ประกอบการและ SMEs ไทย มีสัดส่วนถึง 35% ของ GDP ยังคงเผชิญกับอุปสรรคสำคัญทั้งในด้านการเข้าถึงเทคโนโลยีต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น และการขาดแคลนข้อมูลเชิงลึกในการวางแผนกลยุทธ์”

ปีนี้ ITD จึงเน้นการลงมือทำและสร้างผลสัมฤทธิ์จริงในภาคธุรกิจ พร้อมขานรับนโยบายเศรษฐกิจของกระทรวงพาณิชย์ในการฟื้นฟูและสร้างความยืดหยุ่นให้แก่เศรษฐกิจไทยในเวทีการค้าโลกด้วยการวางโรดแมปผ่านกลยุทธ์ 3I เพื่อต่อยอดให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อเศรษฐกิจไทย ประกอบไปด้วย

Insight ด้วยการยกระดับการจัดการความรู้สู่การเป็น Intelligence Hub เดินหน้าขับเคลื่อนองค์กรและผู้มีส่วนได้เสีย ด้วยข้อมูลและการวิเคราะห์เชิงลึก โดยใช้ AI มาประมวลผลข้อมูล Big Data

Impact สร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงประจักษ์ ปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินงานจากการจัดอบรมสู่การเป็น Action-based Incubation หรือการบ่มเพาะเชิงปฏิบัติการ ผ่านหลักสูตรการเรียนรู้ การแนะนำและการให้คำปรึกษาเชิงกลยุทธ์ เพื่อให้ผู้ประกอบการได้รับความรู้และแผนธุรกิจที่สามารถนำไปใช้ได้จริง ตลอดจนเชื่อมโยงกับคู่ค้าในเวทีโลก เพื่อยกระดับความสามารถและมาตรฐานสินค้าให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล

Integration การสร้างความร่วมมืออย่างเป็นเอกภาพระหว่างภาคนโยบาย เอกชน และสถาบันวิชาการทั้งในและต่างประเทศ โดย ITD จะทำหน้าที่เป็นเวทีกลางทางความคิดในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ บูรณาการนโยบายเศรษฐกิจเชิงรุกให้สอดรับกับบริบทของโลกยุคใหม่ เพื่อเป็นแนวทางให้กับผู้ประกอบการไทยในห่วงโซ่อุปทานใหม่

“ภายใต้ยุทธศาสตร์ 3I ผลลัพธ์สำคัญที่จะเกิดขึ้นคือการยกระดับขีดความสามารถของผู้ประกอบการไทยให้สามารถแข่งขันได้จริงในโครงสร้างการค้าโลกใหม่ ผู้ประกอบการจะสามารถเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกและใช้ข้อมูลเป็นฐานในการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ ลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดหรือโมเดลธุรกิจเดิม ขณะเดียวกันการดำเนินงานของรัฐจะขยับจากการสนับสนุนเชิงกิจกรรมไปสู่การสร้างผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจที่วัดผลได้จริง ทั้งในด้านการเพิ่มศักยภาพ SMEs การยกระดับมาตรฐานสินค้าและบริการให้สอดคล้องกับกติกาการค้าโลกใหม่ และการเชื่อมโยงนโยบาย การเงิน ความรู้ และตลาดให้ทำงานเป็นระบบเดียวกัน ซึ่งจะช่วยลดความเปราะบางของเศรษฐกิจไทย และวางรากฐานให้ประเทศไทยก้าวสู่บทบาทศูนย์กลางยุทธศาสตร์ด้านการค้าในระดับภูมิภาคได้อย่างเป็นรูปธรรม” สุภกิจ เจริญกุล ผู้อำนวยการ ITD ขยายความ

สำหรับในปี พ.ศ.2569 ITD ยังคงเดินหน้าพัฒนาให้แพลตฟอร์ม ITD Expert Anywhere เพื่อรองรับการให้บริการของธุรกิจ SME อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น โดยการประสานงานและเชื่อมโยงหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนในด้านต่างๆ เข้าร่วมในแพลตฟอร์มและให้บริการกับผู้ใช้งาน เช่น ธนาคารรัฐหรือสถาบันการเงิน  เพื่อให้บริการด้านสินเชื่อหรือเป็นแหล่งการเข้าถึงเงินทุน รวมถึงการเพิ่มผู้เชี่ยวชาญเข้ามาเป็นผู้ให้คำปรึกษา พร้อมทั้งยกระดับการบริหารจัดการองค์กรให้มีความคล่องตัวและทันสมัยยิ่งขึ้น เพื่อสนับสนุนภารกิจ Action-based Incubation อย่างเต็มรูปแบบ

ที่ผ่านมาโครงการดังกล่าวมีผู้ใช้บริการมากกว่า 390,000 ครั้ง โดยในปี 2567 มีผู้ใช้งานจำนวน 60,342 ราย ในปี 2568 ผู้ใช้งานเพิ่มขึ้น 17,471 ราย รวม 77,813 ราย ตัวเลขผู้เข้าชมมากกว่า 3 แสนราย สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการของผู้ประกอบการ SMEs ไทยในการเข้าถึงข้อมูล ความรู้ และคำปรึกษาที่เชื่อมโยงกับบริบทการค้าโลกจริง

ด้าน วิมล ปั้นคง รองผู้อำนวยการ(วิชาการ) ITD ยังแนะนำเทรนด์ที่ผู้ประกอบการจำเป็นต้องปฏิบัติตามเพื่อลดปัญหาด้านต้นทุนภาษีที่สูงขึ้น ลดการสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะกฎระเบียบจากสหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกา เช่น ภาษีคาร์บอนและมาตรการตรวจสอบย้อนกลับในห่วงโซ่อุปทาน

“เทรนด์สำคัญอย่าง Sustainability และ Green Trade จะกลายเป็นกติกาสากลที่ผู้ประกอบการจำเป็นต้องปฏิบัติตามเพื่อลดปัญหาด้านต้นทุนภาษี รวมถึงเทรนด์ Ditital Transformation และ AI ที่จะเป็นตัวเปลี่ยนเกมสำคัญในห่วงโซ่คุณค่าโลก ผู้ประกอบการและ SMEs ไทยต้องก้าวข้ามการผลิตแบบเน้นปริมาณไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยเทคโนโลยีในการเข้าถึงตลาดทั่วโลกโดยตรง โดยเฉพาะการใช้ AI ในการวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปสู่ความต้องการเฉพาะบุคคลมากขึ้น ITD จึงได้เตรียมข้อมูลวิจัยเพื่อสนับสนุนให้ SMEs เข้าใจถึงวิธีการเข้าสู่ตลาดใหม่ การใช้ประโยชน์จากข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด และการกระจายความเสี่ยงโดยไม่พึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป”

แม้ว่าจะมีหน่วยงานภาครัฐเข้าให้การช่วยเหลือด้านข้อมูล คำปรึกษาแก่ผู้ประกอบการ SMEs ไทย แต่ที่ผ่านมายังเห็นข่าวการปิดตัวลงของธุรกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม เพราะทนปัญหารุมเร้าไม่ไหว ทั้งกำลังซื้อจากผู้บริโภคลดลงจากสภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว การแข่งขันจากสินค้านำเข้าที่มีราคาถูกกว่า หรือประเด็นที่สำคัญที่สุดคือ การที่ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้จากความเข้มงวดของสถาบันการเงิน เมื่อต้องแบกรับภาวะขาดทุนสะสม การปิดกิจการดูจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด เพราะไม่บาดเจ็บสาหัส

ทั้งนี้คงต้องดูกันต่อไปว่าแนวทางของ ITD จะสร้างความแข็งแกร่งให้กับผู้ประกอบการและ SMEs ได้มากน้อยแค่ไหน สุภกิจทิ้งท้ายว่า “สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา ภายใต้สังกัดกระทรวงพาณิชย์ พร้อมเดินหน้าและขับเคลื่อนความร่วมมือระดับภูมิภาคและการพัฒนาเศรษฐกิจไทยให้ก้าวไกลสู่ระดับสากล โดยดำเนินตามพันธกิจในการเป็นศูนย์กลางข้อมูลความรู้ด้านการค้าและการพัฒนา พร้อมดำเนินงานภายใต้ยุทธศาสตร์ 3I เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยพร้อมรับมือกับกฎระเบียบโลกการค้ายุคใหม่ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เพื่อให้เศรษฐกิจไทยจะสามารถเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนและสร้างผลประโยชน์ที่ทั่วถึงให้กับทุกภาคส่วน”.