Home > Cover Story (Page 100)

การเดินทางของ “อาหารส่วนเกิน” จากผู้ให้ส่งถึงมือผู้รับ

“อาหารที่มูลนิธิเอามาให้มันช่วยเราได้เยอะ อย่างผักนี่เอาไปต้มจืดก็กินได้หลายมื้อแล้ว ยิ่งช่วงโควิดอย่างนี้มันช่วยได้มากจริงๆ” เสียงจากชาวชุมชนมักกะสัน ขณะกำลังช่วยกันลำเลียงอาหาร ทั้งผักสด ผลไม้ ออกจากรถเก็บความเย็นของมูลนิธิเอสโอเอสที่นำอาหารที่ได้รับบริจาคมาส่งต่อให้กับชุมชน แต่ละวันเรามีอาหารส่วนเกินที่เกิดจากการผลิตที่เกินความจำเป็นอยู่เป็นจำนวนมาก ทั้งอาหารจากไลน์บุฟเฟต์ ร้านอาหาร ผักผลไม้ที่ไม่สวย อาหารกระป๋อง และอาหารแช่แข็งที่ถูกถอดออกจากชั้นวางในซูเปอร์มาร์เก็ตตามมาตรฐานของห้างร้านแม้จะยังไม่หมดอายุก็ตาม อาหารเหล่านี้กลับถูกทิ้งไปอย่างไร้ประโยชน์ ซึ่งจากรายงานขององค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ระบุว่า แต่ละปีทั่วโลกมีอาหารที่ถูกทิ้งถึง 1 ใน 3 ของอาหารที่ถูกผลิตขึ้นทั้งปี ขณะเดียวกันกลับมีกลุ่มคนที่ขาดแคลนและไม่สามารถเข้าถึงอาหารเพิ่มขึ้นทุกปีเช่นกัน มูลนิธิ สโกลารส์ ออฟ ซัสทีแนนซ์ (Scholars of Sustenance: SOS) หรือ เอสโอเอส ประเทศไทย จึงเข้ามาทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการนำส่วนหนึ่งของอาหารส่วนเกินเหล่านั้นไปส่งมอบให้กับผู้ที่ขาดแคลน ทั้งตามชุมชน สถานสงเคราะห์ เพื่อไม่ให้อาหารถูกทิ้งอย่างไร้ประโยชน์ ในทุกๆ เช้า ณ ที่ทำการของมูลนิธิเอสโอเอส เหล่า Food Rescue Ambassador หรือผู้พิทักษ์รักษ์อาหาร ที่ทำหน้าที่เก็บกู้และส่งต่ออาหารส่วนเกินที่ได้รับบริจาคมาให้แก่ชุมชนต่างๆ จะคอยตระเตรียมความพร้อมในการออกไปรับอาหาร โดยทยอยนำตะกร้าพร้อมกล่องสำหรับบรรจุอาหารลำเลียงขึ้นรถเก็บความเย็นจำนวน 4 คัน

Read More

มูลนิธิ SOS กับภารกิจ กอบกู้ “อาหารส่วนเกิน” เติมเต็มความหิว

ทุกวันนี้โลกของเราผลิตอาหารที่มากพอจะเลี้ยงคนได้ถึงหมื่นล้านคน ในขณะที่ประชากรบนโลกมีเพียง 7.8 พันล้านคน แต่กระนั้นยังมีกลุ่มคนอีกกว่า 1 พันล้านคนที่ยังขาดแคลนและไม่สามารถเข้าถึงอาหารที่มีประโยชน์ได้ ในขณะที่เราผลิตอาหารได้จำนวนมาก แต่ทำไมยังมีผู้คนที่ขาดแคลนและหิวโหยอยู่จำนวนไม่น้อย? “อาหารส่วนเกิน” ที่ถูกผลิตขึ้นมาเหล่านั้นถูกส่งไปที่ใด? รายงานจากองค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) เปิดเผยว่า ในแต่ละปีทั่วโลกมีอาหารที่ถูกทิ้งราวๆ 1.3 ล้านตัน หรือ 1 ใน 3 ของอาหารที่ถูกผลิตขึ้นทั้งปี ที่กลายเป็น “ขยะอาหาร” ทั้งที่ยังใช้ประโยชน์ได้ ถูกนำไปทิ้งในบ่อฝังกลบ หมักหมมจนก่อให้เกิดก๊าซมีเทน ซึ่งเป็นหนึ่งในก๊าซเรือนกระจก สาเหตุของภาวะโลกร้อน และถ้าขยะพลาสติกเป็นหนึ่งในปัญหาสิ่งแวดล้อมที่สังคมให้ความสำคัญ ขยะอาหารที่ส่งผลต่อความมั่นคงทางอาหารและสิ่งแวดล้อมก็มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน จะดีกว่าไหม ถ้าเราสามารถนำอาหารส่วนเกินเหล่านี้ไปส่งต่อให้กับผู้ที่ขาดแคลน เพื่อทำให้อาหารที่ผลิตออกมามีประโยชน์อย่างสูงสุด แทนที่จะกลายเป็นขยะอาหารที่สูญเปล่าและก่อให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมตามมา “สาเหตุหลักของอาหารเหลือทิ้งหรือขยะอาหารคือการจัดการอาหารที่ไม่เป็นระบบ การซื้อกักตุนไว้เกินความจำเป็น มาตรฐานการบริโภค การคัดมาตรฐานสินค้าเกษตรที่ต้องดูดีสวยงาม ทำให้บ่อยครั้งอาหารที่ยังบริโภคได้ ผัก ผลไม้ ที่รูปร่างไม่สวยต้องถูกทิ้งเป็นขยะอย่างน่าเสียดาย ซึ่งการจะแก้ปัญหาอาหารเหลือทิ้งอย่างยั่งยืนนั้น คือการสร้างทัศนคติที่ดี ตระหนักรู้ และรับผิดชอบในการบริโภค รวมถึงสร้างระบบการจัดการอาหารเหลือที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งมูลนิธิ SOS มองเห็นถึงความสำคัญตรงนี้ จึงเข้ามาเป็นตัวกลางในการส่งต่ออาหารส่วนเกินเหล่านี้ไปยังผู้ที่ขาดแคลน โดยใช้ระบบโลจิสติกส์ที่เรามีความชำนาญ

Read More

“วัคซีน” ด้อยประสิทธิภาพ จุดแตกหักสังคมไทย

ความเป็นไปและสับสนว่าด้วยประสิทธิภาพของวัคซีนต้านทานและยับยั้งการแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่สังคมไทยกำลังเผชิญอยู่จากผลของการจัดการจัดหาและจัดสรรวัคซีน CoronaVac ที่พัฒนาขึ้นโดยบริษัท Sinovac Biotech หรือที่ได้รับการเรียกขานในนาม SINOVAC มาอย่างต่อเนื่องในสังคมไทย ด้วยเหตุที่รัฐไทยนำมาเป็นวัคซีนหลักในการระงับยับยั้งการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ดูจะเป็นประเด็นแหลมคมที่กำลังส่งผลต่อความเชื่อมั่นศรัทธาต่อระบบการสาธารณสุขไทยอย่างหนักหน่วงและอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ท่ามกลางความพยายามที่จะระบุว่าการสาธารณสุขไทยก้าวไกลและได้รับการยอมรับจากนานาประเทศในช่วงก่อนหน้านี้ กระแสข่าวว่าด้วยจำนวนผู้คนที่ล้มเจ็บด้วยเหตุแห่งการติดเชื้อ COVID-19 ที่เพิ่มมากขึ้นเป็นสถิติใหม่ในแต่ละวัน ควบคู่กับจำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุที่โรงพยาบาลไม่มีเตียงรองรับผู้ป่วย โดยเฉพาะผู้ป่วยหนักที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ สะท้อนภาพความล้มเหลวของการสาธารณสุขไทยที่พยายามเน้นย้ำความสำคัญของบุคลากรทางการแพทย์แต่ขาดความรู้ความเข้าใจและประสิทธิภาพในการบริหารจัดการนโยบายด้านการสาธารณสุขในฐานะที่ public health ต้องเป็นส่วนหนึ่งในนโยบายสาธารณะหรือ public policy อย่างจริงจัง ความล้มเหลวในการระงับยับยั้งการแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่กลายพันธุ์ไปอย่างหลากหลายทำให้วัคซีนเชื้อตายที่พัฒนาขึ้นจากสายพันธุ์ดั้งเดิมเมื่อครั้งที่มีการระบาดใหญ่ระลอกแรกที่มณทลอู่ฮั่นประเทศจีน เมื่อกว่า 2 ขวบปีที่ผ่านมา ถูกตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพในการรับมือกับการระบาดระลอกใหม่ๆ ที่กำลังกลายพันธุ์และพัฒนาความรุนแรงไปสู่สายพันธุ์ Alpha-Delta และสายพันธุ์อื่นๆ ที่กำลังติดตามมาอย่างไม่อาจเลี่ยง วัคซีนป้องกันโรค COVID-19 สองยี่ห้อหลักของจีนที่พัฒนามาจากเชื้อตายทั้ง Sinovac และ SinoPharm กำลังถูกทำให้ตกเป็นข่าวในทางลบตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการพบผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น รวมกระทั่งแม้แต่พบผู้เสียชีวิตในหมู่ประชากรที่ได้รับวัคซีนของ Sinovac และ SinoPharm ครบตามจำนวนแล้วก็ตาม ประเด็นดังกล่าวทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับประสิทธิภาพของวัคซีนทั้งสองยี่ห้อนี้ แม้ว่า ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า

Read More

หนี้ครัวเรือนไทยพุ่งสูง เศรษฐกิจฟื้นตัวช้า ประชาชนขาดสภาพคล่อง

บ่อยครั้งที่ “ผู้จัดการ 360 องศา” นำเสนอข่าวสารเกี่ยวกับหนี้ครัวเรือนไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะที่ไทยกำลังเผชิญกับวิกฤตโควิด ที่ส่งผลให้เศรษฐกิจภาพรวมเกินคำว่าถดถอยไปมาก ปี พ.ศ. 2564 ล่วงเลยมาเป็นเวลากว่า 6 เดือนแล้ว ทว่าสถานการณ์ของผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ยังไม่ทุเลา ขณะที่รัฐบาลไทยต้องประกาศล็อกดาวน์อีกครั้ง และกลับไปใช้มาตรการที่เคยนำมาใช้เมื่อช่วงเดือนเมษายนของปีก่อน หลายฝ่ายคาดหวังว่า “เจ็บแต่จบ” ครั้งนี้จะเป็นของจริงเสียที ภาคเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงพิจารณาได้จากตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวม หรือจีดีพี ที่ติดลบมาอย่างต่อเนื่องนับแต่ปีก่อนหน้า รวมไปถึงความสามารถในการจับจ่ายของภาคประชาชน ที่เกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กับ “หนี้ครัวเรือนไทย” ดูจะทำสถิติสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปีที่แล้ว ธนาคารแห่งประเทศไทยเปิดเผยรายงานตัวเลขหนี้ครัวเรือนของปี 2563 โดยไตรมาส 1 หนี้ครัวเรือนไทยสูงถึง 80.1% ต่อจีดีพี ในเวลานั้น สำนักข่าวส่วนใหญ่พาดหัวไปในลักษณะเดียวกันว่า หนี้ครัวเรือนไทยสูงเป็นประวัติการณ์ แต่ใครจะรู้ว่าสถิติในครั้งนั้นจะถูกทำลายลงในไตรมาสต่อมา ด้วยตัวเลขหนี้ครัวเรือนไทยที่ยังคงพุ่งสูงขึ้นเรื่อย ๆ โดยไตรมาส 2/2563 พุ่งสูงขึ้นอยู่ที่ 83.8% ต่อจีดีพี ไตรมาส 3/2563 อยู่ที่ 86.8% ต่อจีดีพี และไตรมาส 4/2563 แตะ 89.3%

Read More

แฟรนไชส์ไก่ห้าดาว ยิ้มร่า เราชนะ-คนละครึ่ง ยอดพุ่ง 70%

หลายธุรกิจเจอพิษโควิดกระหน่ำอย่างหนัก แต่ดูเหมือนว่า ธุรกิจห้าดาว หรือ Five Star ของบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ “ซีพีเอฟ” ยังสามารถเติบโตสวนกระแส โดยเฉพาะบรรดาแฟรนไชส์ไก่ย่างไก่ทอดที่ลงทะเบียนเข้าโครงการกระตุ้นกำลังซื้อของรัฐบาล ตั้งแต่มาตรการเราชนะ ม33 เรารักกัน คนละครึ่งเฟส 1 ยาวถึงเฟส 3 บางสาขาสับไก่แทบไม่ทัน ยอดขายพุ่งพรวดมากกว่า 50-70% ขณะเดียวกันต้องถือว่า แฟรนไชส์ห้าดาวสามารถรองรับผู้ที่ต้องการทำธุรกิจขนาดย่อมได้อย่างดีในสถานการณ์ที่ทุกคนมีงบจำกัด เนื่องจากใช้เงินทุนก้อนแรกไม่สูงมาก ผู้ลงทุนได้ร้าน อุปกรณ์พร้อมขาย และวัตถุดิบที่สามารถเปิดขาย 1-2 วันทันที ไม่มีการเก็บรายเดือน ไม่ต้องแบ่งเปอร์เซ็นต์รายได้ ที่สำคัญ จุดแข็งในแง่แบรนด์ยักษ์ใหญ่ “ซีพี” สินค้าหลากหลาย และทุ่มงบการตลาดอัดโปรโมชั่นดึงดูดกลุ่มลูกค้าผ่านสื่อต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง เจ้าของซุ้มห้าดาวย่านรามอินทรารายหนึ่งกล่าวกับ “ผู้จัดการ 360” ว่า เธอตกลงซื้อแฟรนไชส์ไก่ย่างห้าดาวเมื่อ 15 ปีก่อน สามารถสร้างรายได้และขยายฐานลูกค้าขาประจำอย่างเหนียวแน่น ยอดขายไม่ได้ลดลง เนื่องจากมีหมู่บ้านตลอดแนวถนน ขณะที่ซุ้มห้าดาวยังมีจำนวนไม่มาก

Read More

ลุ้นเฮือกสุดท้าย ชิงเม็ดเงิน “คนละครึ่ง-ยิ่งใช้ยิ่งได้”

ธุรกิจในครึ่งหลังปี 2564 มีแนวโน้มเจอผลกระทบสาหัสยิ่งกว่าครึ่งปีแรก โดยเฉพาะพิษสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิดสายพันธุ์ใหม่ ทั้งสายพันธุ์อัลฟา (อังกฤษ) เดลตา (อินเดีย) และเบต้า (แอฟริกาใต้) แถมล่าสุด องค์การอนามัยโลกค้นพบสายพันธุ์ใหม่ “แลมบ์ดา” (Lambda) ประเทศเปรู ทำให้รัฐบาลต้องงัดมาตรการควบคุมเข้มข้นมากขึ้น ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการสร้างรายได้และการจับจ่าย แม้รัฐบาลทุ่มงบประมาณหลายแสนล้านอัดฉีดมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อหลายรอบ หากดูเฉพาะช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ตัดสินใจลุยโครงการช่วยเหลือในระยะเร่งด่วน 5 มาตรการ ไม่ว่าจะเป็นโครงการ “เราชนะ” เพิ่มวงเงินอีกคนละ 2,000 บาท โครงการ ม.33 เรารักกัน เพิ่มวงเงินให้ผู้ประกันตนตามมาตรา 33 อีกคนละ 2,000 บาท โครงการคนละครึ่ง เฟส 3 เพิ่มวงเงินให้ผู้มีสิทธิ์คนละไม่เกิน 3,000 บาท ใช้จ่ายวันละไม่เกิน 150 บาทเหมือนข้อกำหนดในเฟส 1-2 โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ระยะที่ 3 เพิ่มกำลังซื้อให้ประชาชนผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ กลุ่มเป้าหมายทั้งสิ้น

Read More

สหฟาร์มผุดร้านไก่ย่างถ่าน เจาะตลาดสด ลุยดีลิเวอรี่

ในสถานการณ์โควิดแพร่ระบาด “สหฟาร์ม” ยิ่งต้องเร่งหารายได้ตามแผนฟื้นฟูกิจการทุกช่องทาง ทั้งส่งออกต่างประเทศและเจาะขยายกลุ่มลูกค้าในประเทศ ซึ่งถือเป็นโจทย์ยากกว่าทุกวิกฤตที่ผ่านมา โดยล่าสุดตัดสินใจแตกไลน์ธุรกิจร้านไก่ย่างเตาถ่าน เจาะทำเลตลาดสดและชุมชนขนาดใหญ่ พร้อมบริการดีลิเวอรี่ เพื่อรุกเข้าถึงตัวลูกค้ามากขึ้น ที่สำคัญ ปัญญา โชติเทวัญ ประธานกรรมการบริษัท สหฟาร์ม และบริษัทในเครือ ยังคงยืนยันจุดขายและจุดแข็ง เรื่องการผลิตสินค้าราคาประหยัดรองรับมวลชนรากหญ้า คุ้มค่าคุ้มเงิน และการเป็นอาหารฮาลาลให้กลุ่มผู้บริโภคชาวมุสลิม เน้นการต่อยอดผลิตภัณฑ์ทุกชนิดจากไก่ ตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ กลุ่มอาหารแปรรูปทุกรูปแบบ พร้อมกับการสื่อสารข้อมูลต่างๆ กับลูกค้าผ่านเพจเฟซบุ๊ก เช่น แนะนำสินค้าในเครือ ประโยชน์ของการบริโภคเนื้อไก่ สารอาหาร แคลอรีที่น้อยกว่าเนื้อสัตว์ขนาดใหญ่อย่างเนื้อหมู แหล่งข่าวจากบริษัท สหฟาร์ม กล่าวว่า บริษัทตัดสินใจปลุกปั้นแบรนด์ร้านไก่ย่างถ่าน “สหฟาร์ม” ชูจุดขายการย่างด้วยถ่านหอมกลิ่นรมควัน พร้อมๆ กับบูธจำหน่ายสินค้าในเครือเหมือนซูเปอร์มาร์เก็ตสาขาย่อยๆ ในทำเลตลาดสดรอบนอกกรุงเทพฯ เนื่องจากมีฐานลูกค้าที่ไม่สะดวกในการเดินทางไปจับจ่ายที่ซูเปอร์มาร์เก็ตสาขาสำนักงานใหญ่ย่านถนนนวมินทร์ และเน้นจัดโปรโมชั่นตัดราคาสินค้ายอดนิยม เพื่อสร้างการรับรู้กับผู้บริโภคกลุ่มใหม่ๆ ปัจจุบันร้านไก่ย่างถ่านมีทั้งหมด 5 แห่ง ได้แก่ สาขาตลาดมารวย หทัยราษฎร์ สาขาตลาดบ้านฟ้าเลอมาเช่ คลอง 6 สาขาตลาดชัชวาล คลอง 7

Read More

CLMV ได้รับอานิสงส์ที่แตกต่าง หลังเศรษฐกิจโลกฟื้นตัว

การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 สร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศ CLMV (กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา และเวียดนาม) อย่างหนักในปี 2020 ไม่แตกต่างจากที่ไทยได้รับ แต่ในปี 2021 ขณะที่ไทยยังคงเผชิญหน้ากับการขยายวงการแพร่ระบาดและจำนวนผู้ติดเชื้อที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ทว่า กลุ่มประเทศ CLMV กลับมีผู้ติดเชื้อลดจำนวนลง โดยล่าสุดข้อมูลวันที่ 29 มิถุนายน 2564 จำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ในเมียนมา 1,225 ราย กัมพูชา 883 ราย เวียดนาม 398 ราย และ สปป. ลาว 0 ราย นอกจากนี้ ยังมีความเป็นไปได้ว่าประเทศในกลุ่มนี้จะมีแนวโน้มการเติบโตหรือการขยายตัวทางเศรษฐกิจในอัตราที่สูงขึ้น ศูนย์วิจัยกรุงศรีระบุว่า การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้เศรษฐกิจของประเทศกัมพูชา สปป. ลาว เมียนมา เวียดนาม อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ (CLMVIP) ได้รับผลกระทบอย่างหนักในปี 2020 อย่างไรก็ดี ในปี 2021 หลายประเทศในกลุ่มนี้มีแนวโน้มเติบโตในอัตราสูงราวร้อยละ

Read More

“ปิดแคมป์-ล็อกดาวน์” ผลกระทบที่เกินจินตนาการ

การประกาศมาตรการควบคุมและป้องกันการแพร่ระบาดของ COVID-19 ในกลุ่มแรงงานก่อสร้าง โดยให้ปิดสถานที่ก่อสร้างและปิดสถานที่พักอาศัยชั่วคราวสำหรับคนงานทั้งที่อยู่ภายนอกและภายในสถานที่ก่อสร้าง รวมทั้งให้หยุดงานก่อสร้าง ห้ามการเดินทางและเคลื่อนย้ายแรงงานเป็นเวลาอย่างน้อย 30 วัน เมื่อช่วงปลายเดือนมิถุนายน ดูจะกลายเป็นมาตรการที่ส่งผลเป็นแรงสั่นสะเทือนสู่สังคมวงกว้าง มากกว่ามาตรการของรัฐที่เคยมีออกมาก่อนหน้าไม่น้อยเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อผนวกกับการสั่งล็อกดาวน์ พื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณทลที่ออกมาควบคู่กัน การสั่งล็อกดาวน์แบบไม่ล็อกดาวน์ตามมาตรฐานของกลไกรัฐไทยในการบริการจัดการกับการแพร่ระบาดของ COVID-19 ล่าสุดอยู่ที่การกำหนดมาตรการควบคุมโรคเฉพาะสำหรับพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ด้วยการสั่งห้ามนั่งรับประทานอาหารในร้านให้ซื้อกลับบ้านได้เท่านั้น รวมถึงการให้ศูนย์การค้าและห้างสรรพสินค้าให้ปิดบริการในเวลา 21.00 น. ขณะที่โรงแรม ศูนย์แสดงสินค้า ศูนย์ประชุม เปิดดำเนินการได้ตามปกติ แต่ห้ามจัดประชุม สัมมนาหรือจัดเลี้ยง และห้ามจัดกิจกรรมที่มีการรวมกลุ่มกันเกินกว่า 20 คน เว้นแต่ได้รับอนุญาตหรือเป็นกิจกรรมที่ดำเนินการโดยเจ้าหน้าที่ กำลังส่งผลกระทบด้านลบต่ออารมณ์ความรู้สึกของผู้คนในสังคมไทยให้ทรุดต่ำหนักลงไปอีก เนื่องเพราะการสั่ง “ปิดแคมป์และล็อกดาวน์” รอบใหม่ นอกจากจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อกลุ่มแรงงานก่อสร้างที่ต้องหยุดงานและห้ามเดินทางเคลื่อนย้ายแล้ว มาตรการดังกล่าวยังส่งผลกระทบต่อแรงงานไทยกลุ่มอื่นๆ ไม่น้อยเลย และกำลังส่งผลต่อชีวิตและประชาชนในวงกว้าง โดยมีการประเมินว่า การสั่ง “ปิดแคมป์และล็อกดาวน์” ครั้งนี้ คาดว่าจะมีผลกระทบต่อแรงงานไทยรวมไม่ต่ำกว่า 4.7 ล้านคน โดยในจำนวนนี้มีแรงงานรวมมากถึง 1.2 ล้านคนที่มีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบในฐานะที่เป็นผู้เสมือนว่างงานหรือมีชั่วโมงการทำงานรวมน้อยกว่า 24 ชั่วโมงต่อสัปดาห์อีกด้วย ข้อมูลตลาดแรงงานไทย

Read More

การส่งออกไทยกระเตื้อง สัญญาณดีหรือภาพลวงตา

สัญญาณว่าด้วยการส่งออกของไทยที่มีแนวโน้มจะกระเตื้องขึ้น หลังจากที่ตัวเลขการส่งออกของไทยในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาเติบโตเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 41.59 ซึ่งนับเป็นการขยายตัวมากที่สุดในรอบ 11 ปี โดยมีมูลค่ารวม 23,057 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ภาพรวมการส่งออกไทย 5 เดือนระหว่างมกราคมถึงพฤษภาคม 2564 การส่งออกมีมูลค่า 108,635 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 10.78 ซึ่งกลไกรัฐพยายามระบุว่าเป็นผลจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าสำคัญที่เริ่มกระเตื้องขึ้น และทำให้การคาดการณ์การขยายตัวด้านการส่งออกทั้งปีถูกขยับตั้งเป้าไว้ที่ร้อยละ 4 ข้อมูลที่น่าสนใจจากการขยายตัวเป็นประวัติการณ์ดังกล่าวในอีกด้านหนึ่ง พบว่าการนำเข้าของไทย มีมูลค่ารวม 107,141 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 21.52 ซึ่งทำให้ดุลการค้า 5 เดือนแรกของไทย เกินดุล 1,494 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งการส่งออกไทยที่ขยายตัวดังกล่าวนี้ได้รับการตอกย้ำว่าเป็นไปตามแผนการส่งเสริมการส่งออกของกระทรวงพาณิชย์ที่เป็นไปอย่างต่อเนื่อง บวกกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก โดยธนาคารโลกมองว่าเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าสำคัญมีแนวโน้มฟื้นตัวเร็วกว่าที่คาดการณ์ จากการดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ และความคืบหน้าในการฉีดวัคซีน ประเด็นที่น่าสนใจประการหนึ่งอยู่ที่สินค้าที่มีการขยายตัวดี เป็นสินค้าในกลุ่มเกษตรและอาหาร สินค้าที่เกี่ยวข้องกับการ Work from Home และเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน ซึ่งขยายตัวเกือบทุกหมวดสินค้า สินค้าเกี่ยวกับการป้องกันการติดเชื้อและลดการแพร่ระบาด โดยเฉพาะเครื่องมือแพทย์และอุปกรณ์ รวมถึงถุงมือยาง สินค้าที่เกี่ยวข้องกับการฟื้นตัวของภาคการผลิต และสินค้าคงทนหรือสินค้าฟุ่มเฟือยที่มีราคาสูง

Read More