ความเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน กำลังพิสูจน์ให้เห็นว่า “ความมั่นคงทางอาหาร” (Food Security) ได้ขยับสถานะจากประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม ขึ้นมาเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเชิงยุทธศาสตร์ที่ประเทศทั่วโลกกำลังช่วงชิงความได้เปรียบ
สำหรับประเทศไทยซึ่งครองตำแหน่งแหล่งผลิตวัตถุดิบสำคัญของโลกมาอย่างยาวนาน โจทย์สำคัญในวันนี้จึงอยู่ที่ว่า เราจะทำอย่างไรเพื่อเปลี่ยนผ่านโครงสร้างอุตสาหกรรมดั้งเดิม ไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มและนวัตกรรมชั้นสูงในกลุ่มอาหารแห่งอนาคต หรือ Future Food
นี่จึงเป็นที่มาของการขยับตัวครั้งสำคัญของ ‘กลุ่มดุสิตธานี’ ที่เลือกปักหมุดขับเคลื่อนเศรษฐกิจระยะยาวผ่านต้นน้ำอย่าง “การศึกษา” ด้วยการหนุนวิทยาลัยดุสิตธานีประกาศปฏิรูปหลักสูตรด้านอาหารครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 15 ปี ภายใต้ชื่อหลักสูตร “เทคโนโลยีอาหารและการประกอบอาหารสร้างสรรค์” (Food Technology and Creative Culinary Arts) เพื่อเป้าหมายในการสร้างบุคลากรสายพันธุ์ใหม่ที่ถูกนิยามว่าเป็น “สถาปนิกอาหาร” (Food Architect) ของเมืองไทย

ชนินทธ์ โทณวณิก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) สะท้อนมุมมองเชิงกลยุทธ์ไว้อย่างน่าสนใจว่า หนึ่งในเป้าหมายสำคัญของกลุ่มดุสิตธานีในการผลักดันให้ประเทศไทยก้าวขึ้นสู่การเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและบริการ คือ การสร้างบุคลากรที่มีคุณภาพ โดยเฉพาะการผลิตบุคลากรในอุตสาหกรรมอาหาร เพื่อแก้ปัญหาความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) ซึ่งเป็นเมกะเทรนด์ระดับโลก
ขณะเดียวกัน ยังเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนและฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ สอดรับกับนโยบาย “ครัวไทยสู่ครัวโลก” เนื่องจากประเทศไทยมีข้อได้เปรียบในฐานะแหล่งผลิตวัตถุดิบและอาหาร แต่ที่ผ่านมาอาจจะยังขาดการยกระดับไปสู่ตลาดโลกและกลุ่มอาหารแห่งอนาคต (Future Food)
การที่วิทยาลัยดุสิตธานีภายในเครือดุสิตธานี เตรียมที่จะเปิดหลักสูตรใหม่ “เทคโนโลยีอาหารและการประกอบอาหารสร้างสรรค์ (Food Technology and Creative Culinary Arts)” เพื่อรองรับช่วงเวลาที่ประเทศไทยกำลังเร่งเครื่องสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูง และยกระดับมาตรฐาน “ครัวไทยสู่ครัวโลก” จะสามารถตอบโจทย์การขับเคลื่อนเศรษฐกิจ อุตสาหกรรมอาหาร และการศึกษาของประเทศได้อย่างยั่งยืน
เมื่อตลาดโหยหา ‘Food Tech’ แต่บัณฑิตไทยยังมีไม่พอ
ในมุมมองของผู้บริหารสถาบันการศึกษา ดร.
อธิการบดีวิทยาลัยดุสิตธานี ได้กางตัวเลขเชิงสถิติที่สะท้อนภาพ “สุญญากาศ” หรือช่องว่างขนาดใหญ่ในตลาดแรงงานไทย โดยอ้างอิงข้อมูลจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) และสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (NXPO) ที่คาดการณ์ว่า ระหว่างปี 2568–2572 อุตสาหกรรมอาหารแปรรูปและ Future Food ของไทย จะมีความต้องการแรงงานทักษะสูงมากกว่า 47,000 คน
สวนทางกับความเป็นจริงที่ว่า ปัจจุบันตลาดแรงงานไทยกำลังเผชิญภาวะขาดแคลนบุคลากรอย่างรุนแรง มีตำแหน่งงานในกลุ่ม Food Science และ Food Technology เปิดรับสูงถึงกว่า 5,000 ตำแหน่งต่อปี ทว่าจำนวนบัณฑิตที่จบตรงสายกลับมีสัดส่วนที่น้อยเกินกว่าจะตอบสนองความต้องการของภาคอุตสาหกรรมได้

สมการความสมดุล 40-50-10
หลักสูตรดังกล่าวได้รับการออกแบบด้วยโครงสร้างที่สมดุล ตั้งแต่เปิดกว้างให้ผู้เรียนทุกสายที่มีความสนใจเข้าเรียนได้ ไม่จำกัดเฉพาะผู้ที่มีพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์เท่านั้น ขณะที่การจัดสัดส่วนการเรียนไม่หนักเกินไป โดยบูรณาการทั้งศิลปะอาหาร วิทยาศาสตร์อาหาร และผู้ประกอบการเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างผู้ประกอบการและสถาปนิกอาหารในคนๆ เดียว ทำให้บัณฑิตมีทางเลือกประกอบอาชีพที่กว้างขวาง สามารถเป็นเจ้าของกิจการ เชฟ นักคิดค้นสูตรอาหาร (R&D) บุคลากรในโรงงานอุตสาหกรรม หรือเป็นผู้ประกอบการ SME ยุคใหม่ที่สามารถแปรรูปผลิตภัณฑ์และสร้าง Storytelling เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ
โดยสัดส่วนหลักสูตรประกอบด้วย Art of Food (40%): ศิลปะ เทคนิค และความคิดสร้างสรรค์ในการประกอบอาหาร, Food Science & Tech (40-50%): วิทยาศาสตร์อาหาร นวัตกรรมการแปรรูป และเทคโนโลยีแห่งอนาคต, Business & Entrepreneurship (10-20%): ทักษะการเป็นผู้ประกอบการ ยุคใหม่ การสร้างแบรนด์ และการทำ Storytelling เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์

พลังแห่ง ‘Synergy’ จากภาครัฐสู่องค์กรระดับโลก
อธิการบดีวิทยาลัยดุสิตธานี กล่าวด้วยว่า หลักสูตรเทคโนโลยีอาหารและการประกอบอาหารสร้างสรรค์ ถือเป็นการปฏิรูปหลักสูตรครั้งใหญ่ในรอบ 15 ปีของวิทยาลัยดุสิตธานี ที่ผนึกความร่วมมือกับภาครัฐและเอกชนชั้นนำที่มีความเชี่ยวชาญด้านการทำอาหาร และยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมส่งออกระดับโลก เช่น บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน), บริษัท อายิโนะโมะโต๊ะ (ประเทศไทย) จำกัด และอีกหลายบริษัทฯ ในการส่งผู้เชี่ยวชาญมาร่วมวิพากษ์และออกแบบหลักสูตรรายวิชา รวมถึงได้รับความร่วมมือจากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) ในการส่งผู้เชี่ยวชาญมาร่วมออกแบบหลักสูตร และให้ความรู้ เพื่อสนับสนุนเป้าหมายสำคัญในการมุ่งผลิตบัณฑิตที่สามารถนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์ มาประยุกต์ผ่านกระบวนการทำอาหาร เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์เทรนด์อาหารแห่งอนาคต (Future Food) ได้อย่างแท้จริง
การขยับตัวครั้งสำคัญของกลุ่มดุสิตธานีในรอบนี้ จึงไม่ใช่เพียงการปฏิรูปหลักสูตรด้านอาหาร หากแต่เป็นการวางรากฐาน “ระบบนิเวศทางปัญญา” (Intellectual Ecosystem) ที่จะเปลี่ยนสถานะของประเทศไทย จากผู้รับจ้างผลิตวัตถุดิบราคาถูก ให้กลายเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมอาหารที่มีทั้งความคิดสร้างสรรค์และมูลค่าทางเศรษฐกิจในอนาคตอย่างยั่งยืน
