Home > BRICS

โลกการเงินมุ่งสู่ 3 ขั้วอำนาจ มากกว่าการ “แทนที่ดอลลาร์”

ภาพจำของกลุ่ม BRICS ที่หลายคนเข้าใจคือการรวมกลุ่มของ จีน บราซิล รัสเซีย อินเดีย ที่เริ่มต้นตั้งแต่ปี 2006 มีหมุดหมายที่จะถ่วงดุลการค้าต่อกลุ่มชาติตะวันตก ลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์ และสร้างระเบียบโลกการค้าใหม่ สนับสนุนการเติบโตด้านเศรษฐกิจของประเทศสมาชิก หลังจากนั้น แอฟริกาใต้เข้าร่วม และกลุ่มขยายตัวใหญ่ขึ้นตั้งแต่ปี 2024 โดยมี อียิปต์ เอธิโอเปีย อิหร่าน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อินโดนีเซีย นอกจากนี้ ยังมีประเทศพันธมิตรอีกจำนวนไม่น้อย ทั้งจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยุโรป ยูเรเชีย แอฟริกา และลาตินอเมริกา ผ่านไป 20 ปี จังหวะก้าวของกลุ่ม BRICS ไม่ใช่เพื่อทำลายอำนาจของเงินดอลลาร์อีกต่อไป แต่กำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่การขับเคลื่อนระบบการเงินแบบหลายขั้วอำนาจ ความพยายามหลักของ BRICS มี 3 แนวทาง ได้แก่ การขยายการค้าทวิภาคีในสกุลเงินของตนเอง, BRICS Cross-border Payments Initiative ซึ่งออกแบบมาเพื่อสร้างระบบทางเลือกแทน SWIFT, และ

Read More

BRICS ขั้วอำนาจใหม่ของเศรษฐกิจโลก และบทบาทที่ส่งผลต่อไทย

BRICS เป็นอักษรย่อของประเทศกำลังพัฒนาที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว ประกอบด้วย บราซิล (Brazil) รัสเซีย (Russia) อินเดีย (India) จีน (China) และ แอฟริกาใต้ (South Africa) การรวมตัวของทั้ง 5 ประเทศนี้หากจะมองว่าเป็นการรวมตัวกันเพื่อสร้างขั้วอำนาจใหม่ของเศรษฐกิจโลกก็คงไม่ผิดนัก หากพิจารณาจากหัวข้อการประชุมตั้งแต่ครั้งแรกที่มีการจัดตั้งกลุ่มนี้ ต้องนับว่าเป็นการท้าทายและมีความพยายามที่จะสร้างอิทธิพลเพื่อถ่วงดุลอำนาจของสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป โดยหัวข้อการประชุมครั้งแรกๆ นั้นเกี่ยวกับแนวทางการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจโลก การปฏิรูปสถาบันการเงิน การเรียกร้องให้มีการใช้สกุลเงินสำรองระหว่างประเทศสกุลใหม่แทนสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ นอกจากนี้ ยังมีการกำหนดท่าทีร่วมกันที่จะปฏิรูป IMF และ World Bank ศักยภาพของทั้ง 5 ประเทศนั้นไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่าชาติมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาเลย จีนมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองรองจากสหรัฐฯ เท่านั้น และยังเป็นประเทศที่มีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศมากที่สุดในโลก รวมไปถึงการเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ ในขณะที่อิทธิพลบนเวทีโลกของจีนมีให้ประจักษ์มานักต่อนัก โดยเฉพาะปัจจุบันที่แม้สถานการณ์โรคระบาดยังไม่สิ้นสุด หลายประเทศประสบปัญหาทางเศรษฐกิจ แต่จีนกลับคงนโยบาย Zero Covid-19 กระนั้นเศรษฐกิจจีนก็ยังคงมีเสถียรภาพมากกว่าอีกหลายประเทศ ขณะที่อินเดียนั้นมีข้อได้เปรียบในเรื่องพื้นที่ขนาดใหญ่ และอุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ ปัจจุบันอินเดียเป็นประเทศที่มีพัฒนาด้านการแพทย์ในระดับสูง ยังไม่นับเรื่องการมีบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์ วิศวกรรม เทคโนโลยีอีกเป็นจำนวนมาก รัสเซีย ประเทศที่กำลังตกเป็นเป้าสายตาจากประชาคมโลก จากการทำสงครามกับยูเครนในขณะนี้ เป็นประเทศผู้ส่งออกน้ำมันและก๊าซธรรมชาติรายใหญ่ของโลก ปัจจุบันมาตรการต่อต้านการคว่ำบาตรจาก

Read More

มองสัมพันธ์ จีน-อินเดีย ผ่าน BRICS Summit

การประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่มประเทศ BRICS เมื่อต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา ในด้านหนึ่งอาจได้รับการประเมินจากผู้นำและสื่อบางประเทศว่ามีความสำคัญในฐานะที่ได้เข้าร่วมในการประชุมประเทศคู่สนทนาระหว่างผู้นำกลุ่มประเทศ BRICS กับประเทศตลาดเกิดใหม่และประเทศกำลังพัฒนา (Dialogue between Emerging Market Economies and Developing Countries : EMDCD) หากแต่ภายใต้กรอบโครงที่ใหญ่กว่านั้น BRICS Summit กำลังเป็นเวทีที่สองมหาอำนาจในเอเชีย ทั้งจีนและอินเดีย ต่างสำแดงพลัง และสร้างสมดุลใหม่ให้เกิดขึ้น แม้ว่า BRICS จะประกอบส่วนด้วย บราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน และแอฟริกาใต้ แต่ความสนใจหลักจากการประชุมในครั้งนี้ ดูจะพุ่งประเด็นหลักไปที่บทบาทของจีนในการประกาศยุทธศาสตร์เชิงรุกผ่านกลไกของ EMDCD และท่าทีของจีนต่อความสัมพันธ์ทวิภาคีที่มีต่ออินเดีย มหาอำนาจอีกรายหนึ่งที่กำลังแสดงพลังคัดง้างบทบาทของจีนอย่างเห็นได้ชัด แม้ว่าจะอยู่ร่วมในกรอบความร่วมมือ BRICS ด้วยกันก็ตาม ความพยายามที่จะเพิ่มพูนและแข่งขันการมีบทบาทของจีนและอินเดียในเวทีเศรษฐกิจการเมืองโลกไม่ใช่เรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้น หากมีประวัติศาสตร์และพัฒนาการที่ต่อเนื่องยาวนาน ท่ามกลางความสัมพันธ์ที่อาจเรียกได้ว่าทั้งรักทั้งชัง ที่ดำเนินไปด้วยความร่วมมือและขัดแย้งอยู่เป็นระยะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อจีนริเริ่มยุทธศาสตร์ Belt and Road Initiative (BRI) ตั้งแต่เมื่อช่วงปลายปี 2013 ซึ่งต่อมาได้รับการขนานนามในฐานะ The One

Read More

NDB และ AIIB สองพลังขับเคลื่อน “พญามังกร”?

 ข่าวสารว่าด้วยความเป็นไปของสังคมไทยในช่วงเดือนกรกฎาคมดูเหมือนจะให้น้ำหนักกับปัจจัยทางเศรษฐกิจมากขึ้นทุกขณะ และมีแนวโน้มที่จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในคณะรัฐมนตรีอยู่เป็นระยะ ขึ้นอยู่กับจังหวะและโอกาสที่จะเกิดขึ้นเท่านั้น ขณะที่ในระบบเศรษฐกิจภาพใหญ่ในระดับนานาชาติ ความเป็นไปในช่วงเดือนกรกฎาคมที่กำลังจะผ่านไปนี้ กลับปรากฏแรงกระเพื่อมที่ส่งผลต่อดุลยอำนาจของโลกมากพอสมควร และอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ในระบบเศรษฐกิจการเมืองของโลกอย่างที่ไม่เคยมีใครคาดคิดว่าจะเกิดขึ้นได้มาก่อน ต้องยอมรับว่า การประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่มประเทศ BRICS ครั้งที่ 7 (7th BRICS Summit) ซึ่งประกอบด้วย บราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน และแอฟริกาใต้ ในช่วงระหว่างวันที่ 8-9 กรกฎาคม อาจจะถูกบดบังด้วยข่าวการทรุดตัวลงของราคาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์จีน จนทำให้นักวิเคราะห์และผู้ลงทุนจำนวนไม่น้อยต่างหวั่นวิตกว่าเศรษฐกิจจีนอาจกำลังเผชิญกับภาวะฟองสบู่แตก หากแต่ผลของการประชุมและการผสานเสียงของกลุ่มผู้นำประเทศทั้ง 5 ในกรอบความร่วมมือของ BRICS กลับดังกังวานและเริ่มปรากฏรูปธรรมชัดเจนด้วยการเปิดสำนักงานของ NDB (New Development Bank) ในนครเซี่ยงไฮ้ ของจีนเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคมที่ผ่านมา และกำลังจะก้าวขึ้นมาเป็นจักรกลในการท้าทายขั้วอำนาจในระบบเศรษฐกิจการเงินของโลกรายเดิม ไม่ว่าจะเป็น ธนาคารโลก (World Bank) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF)  แม้สถาบันการเงินแห่งใหม่นี้ จะมีโครงสร้างการถือหุ้นและสิทธิในการออกเสียงระหว่าง 5 ประเทศผู้ก่อตั้ง ที่ร้อยละ 20 อย่างเท่าเทียมกัน หากแต่ภายใต้การจัดตั้งกองทุนเงินสำรองเผื่อกรณีฉุกเฉิน

Read More