Home > Cover Story (Page 2)

Koriko เดินเกมบุกตลาดสแน็กสาหร่าย เมื่อผู้อยู่เบื้องหลัง สร้างแบรนด์รุกรีเทล

ตลอดระยะ 30 ปีที่ผ่านมา บริษัท เนเจอร์เบสท์ฟู้ด จำกัด (NBF) เติบโตในฐานะผู้นำเข้าสาหร่ายจากประเทศจีน เกาหลี และญี่ปุ่น รายใหญ่และรายแรกในประเทศไทย เพื่อส่งต่อให้กับอุตสาหกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร โรงแรม รวมถึงขนมขบเคี้ยวที่ใช้วัตถุดิบเป็นสาหร่าย และยังเป็นผู้อยู่เบื้องหลังแบรนด์ต่างๆ ในฐานะผู้รับจ้างผลิต (OEM) ทั้งในประเทศและต่างประเทศ มากกว่า 10 แบรนด์ แต่ตอนนี้ “เนเจอร์เบสท์ฟู้ด” กำลังสร้างอีกหนึ่งการเติบโตด้วยการรุกธุรกิจรีเทลเต็มตัว เดินหน้าทำการตลาดให้กับขนมขบเคี้ยวสาหร่ายในแบรนด์ “Koriko” (โกริโกะ) พร้อมชิงส่วนแบ่งการตลาดขนมขบเคี้ยวสาหร่ายที่มีมูลค่ากว่า 4,000 ล้านบาท ท่ามกลางผู้เล่นรายใหญ่ที่ครองความเป็นเจ้าตลาดมาอย่างยาวนาน โดยได้มือดีอย่าง “กาญจนา ตั้งปกรณ์” มาเป็นกำลังสำคัญในการสร้าง Brand Awareness ทำให้ Koriko เป็นที่คนรู้จัก บริษัท เนเจอร์เบสท์ฟู้ด จำกัด (Nature Best Food: NBF) ก่อตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ.2541 โดยเป็นที่รู้จักและได้รับการยอมรับในแวดวงอุตสาหกรรมอาหารในประเทศไทยมานานกว่า 30

Read More

ไทยสู่ ATMP Sandbox ปลดล็อกเศรษฐกิจ-สาธารณสุขยุคใหม่

ในยุคที่เทคโนโลยีทางการแพทย์ก้าวล้ำไปสู่ระดับการปรับแต่งพันธุกรรมและการดีไซน์การรักษาเฉพาะบุคคล ผลิตภัณฑ์การแพทย์ขั้นสูง หรือ ATMPs (Advanced Therapy Medicinal Products) เช่น เซลล์บำบัด และยีนบำบัด ได้กลายเป็นความหวังสูงสุดในการรักษาโรคที่เคยเชื่อว่ารักษาไม่หาย เช่น มะเร็งระยะลุกลาม หรือโรคทางพันธุกรรมที่ซับซ้อน อย่างไรก็ตาม นวัตกรรมที่เปลี่ยนโลกเช่นนี้ ย่อมต้องการระบบนิเวศ และกติกาการกำกับดูแลรูปแบบใหม่ที่ไม่ได้อิงอยู่บนฐานของยารักษาโรคแบบเคมีดั้งเดิม การผลักดัน ATMPs ภายใต้นโยบายนี้ ไม่ได้จำกัดประโยชน์อยู่เพียงแค่ขีดความสามารถทางการแพทย์ แต่เป็นยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนเศรษฐกิจมหภาคที่สำคัญ ยกระดับ Medical Tourism สู่มูลค่าสูง อัปเกรดประเทศไทยจากศูนย์กลางการบริการด้านสุขภาพและ Wellness ทั่วไป สู่การเป็น “ศูนย์กลางการรักษาโรคซับซ้อนระดับสูง” ซึ่งจะดึงดูดผู้ป่วยที่มีกำลังซื้อสูงจากทั่วโลก ส่งผลให้ระยะเวลาในการพำนักและการใช้จ่ายต่อหัวในประเทศเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด การทดแทนการนำเข้า ปัจจุบันยารักษาด้วยยีนบำบัดนำเข้ามีราคาสูงถึง 30-60 ล้านบาทต่อโดส การสามารถผลิต “ยาสัญชาติไทย” ได้เองผ่านโครงการ ATMP Sandbox คาดว่าจะช่วยสร้างมูลค่าทดแทนและสะพัดในระบบเศรษฐกิจในประเทศได้ราว 1,500 ล้านบาทต่อปีในระยะแรก และช่วยเซฟงบประมาณแผ่นดินรวมถึงระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าได้อย่างมหาศาลในอนาคต ดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ (FDI) การมีกฎหมายที่ยืดหยุ่นและเป็นสากลร่วมกับพื้นที่ Sandbox ที่ชัดเจน

Read More

ถอดบทเรียน “เมื่อทุนโลกขอหย่าทุนไทย” มหากาพย์ทางแยก-การยืนหยัดของธุรกิจไทย

ในอดีตราว 30-50 ปีก่อน การเดินทางเข้ามาของบรรษัทข้ามชาติ สู่ดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทย มักเริ่มขึ้นด้วยภาพภาพเดียว คือ “การจับมือร่วมทุน” ฉากหน้าคือความหวานชื่นของการฉลองความสำเร็จ แต่ฉากหลังในโลกธุรกิจ มันคือจุดเริ่มต้นของนาฬิกาทรายที่กำลังนับถอยหลัง เมื่อวันหนึ่งบรรษัทข้ามชาติแข็งแกร่งจน “บินได้ด้วยตัวเอง” นโยบายรวบอำนาจบริหารและถือหุ้น 100% จึงเกิดขึ้น นำมาซึ่งมหากาพย์การหย่าร้างทางธุรกิจที่มีทั้งคราบน้ำตา ดราม่าหักเหลี่ยม และการแยกทางอย่างทรงภูมิ “ผู้จัดการ 360” จะพาไปถอดรหัสพันธุกรรมธุรกิจ ตั้งแต่จุดเริ่มต้น ความขัดแย้ง จนถึงบทเรียนครั้งสำคัญที่สะท้อนผ่าน 3 เคสคลาสสิกของเมืองไทย เป๊ปซี่-เสริมสุข, เทสโก้ โลตัส และ ยูนิลีเวอร์-สหพัฒน์ จุดเริ่มต้นและแนวคิด: “สมรสสมรัก” เพื่อผลประโยชน์ร่วม เหตุใดบรรษัทข้ามชาติที่มีเงินทุนมหาศาล จึงไม่ยอมลุยเดี่ยวตั้งแต่แรก? คำตอบคือ “กำแพงความไม่รู้” ในอดีต ทุนต่างชาติเผชิญกับข้อจำกัด 3 ด้านหลักที่ทำให้ต้องง้อนักธุรกิจท้องถิ่น 1. กฎหมายและใบอนุญาต ประเทศไทยมีพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว คอยจำกัดสิทธิ์ในบางธุรกิจ โดยเฉพาะการค้าปลีกและการบริการ ทำให้ต่างชาติต้องดึงคนไทยถือหุ้นใหญ่ในตอนแรก 2. เครือข่ายขนส่งและสายส่ง เมืองไทยในอดีตไม่มีระบบโมเดิร์นเทรด การจะส่งสินค้าให้ถึงมือผู้บริโภคต้องผ่านร้านค้าดั้งเดิมหรือ “โชห่วย” นับแสนรายทั่วประเทศ

Read More

“หิรัญ ตันมิตร” ชี้ ‘T-Beauty’ มาแรง เตรียมดันยอดขาย EVEANDBOY แตะหมื่นล้าน

ในขณะที่หลายธุรกิจกำลังเผชิญกับความท้าทายจากสภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและฉุดกำลังซื้อ แต่สำหรับตลาดความงามของไทยกลับเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งแบรนด์ความงามของคนไทย หรือ “T-Beauty” ที่กำลังมาแรง แม้ต้องเผชิญกับการแข่งขันที่ดุเดือดจากแบรนด์ต่างประเทศทั้งฝั่งตะวันตกและแถบเอเชียที่ตบเท้าเข้ามาในตลาดไทยอย่างมากมายก็ตาม ข้อมูลจากสมาคมการค้าคลัสเตอร์เครื่องสำอางไทย ระบุว่า อุตสาหกรรมเครื่องสำอางไทยเติบโตต่อเนื่องเฉลี่ยปีละ 6-7% โดยปี 2568 ที่ผ่านมามีการคาดการณ์ตัวเลขออกมาว่า มูลค่าตลาดจะขึ้นไปแตะถึงระดับ 400,000 ล้านบาท โดยเฉพาะ ‘T-Beauty’ ถือว่ามีการเติบโตสูงและมีศักยภาพไม่แพ้แบรนด์จากต่างประเทศ ทั้งยังได้รับความนิยมจากชาวต่างชาติ ขึ้นแท่นของฝากจากเมืองไทยอีกด้วย หิรัญ ตันมิตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อีฟแอนด์บอย จำกัด ผู้ก่อตั้ง EVEANDBOY (อีฟแอนด์บอย) บิวตี้สโตร์เบอร์ต้นๆ ของเมืองไทย ฉายภาพการแข่งขันของตลาดความงามในปีนี้ไว้ว่า แม้เศรษฐกิจไทยจะอยู่ในช่วงเวลาที่ท้าทาย แต่อุตสาหกรรมความงามในไทยยังมีแนวโน้มได้ไปต่อ มีการเติบโตที่ต่อเนื่องและมีความหลากหลายมากขึ้นกว่าปีก่อนหน้าอย่างชัดเจน เพราะผู้บริโภคให้ความสำคัญกับการดูแลตัวเอง และเลือกลงทุนกับสินค้าที่ตอบโจทย์ทั้งเรื่องราคาและคุณภาพ ขณะเดียวกันผู้บริโภคในปัจจุบันก็มีองค์ความรู้ในการเลือกซื้อสินค้ามากขึ้น อันเนื่องมาจากอิทธิพลของโซเชียลมีเดียที่ทำให้เทรนด์เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้แบรนด์ต้องเร่งพัฒนาตัวเองตลอดเวลาทั้งเรื่องของสินค้าและการสร้างประสบการณ์ให้กับผู้บริโภค และที่สำคัญต้องเก่งในการสื่อสารเพื่อสร้างความสัมพันธ์ในระยะยาวกับผู้บริโภคให้ได้ ซึ่งหิรัญมองว่า ‘T-Beauty’ ตีโจทย์ตรงนี้ได้แตก โดยจะเห็นแบรนด์ไทยหลายๆ แบรนด์มีการพัฒนาสินค้าได้ตรงกับสิ่งที่ผู้บริโภคต้องการ อีกทั้งยังมีคุณภาพไม่แพ้แบรนด์จากต่างประเทศ ทำให้แบรนด์ความงามไทยได้รับความนิยมมากขึ้นเป็นลำดับ ทั้งนี้ จากการจัดงานมอบรางวัลให้แบรนด์ความงามที่มียอดขายสูงสุดแห่งปี ‘EVEANDBOY BEST

Read More

เส้นทาง 6 ทศวรรษ “ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป” จากโรงแรมริมหาดพัทยาสู่ผู้เล่นรายใหญ่

ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป (ONYX Hospitality Group) เป็นกลุ่มธุรกิจสัญชาติไทยและถือเป็นผู้เล่นรายใหญ่ด้านการบริหารจัดการโรงแรม รีสอร์ต เซอร์วิส อพาร์ตเมนต์ ที่พักอาศัยระดับหรู รวมถึงร้านอาหารและสปา ที่อยู่ในตลาดมานานถึง 60 ปี โดยมีจุดเริ่มต้นมาจากโรงแรมเล็กๆ ริมชายหาดพัทยา สู่การขยายอาณาจักรฮอสพิทาลิตี้ที่มีแบรนด์ในเครือถึง 4 แบรนด์ มีโรงแรมมากกว่า 49 แห่ง และมีจำนวนห้องมากถึง 9,000 ห้อง ใน 7 ประเทศ และเจ้าของแบรนด์โรงแรมที่อยู่คู่เมืองไทยมายาวนานอย่าง “อมารี” การเดินทางตลอด 60 ปีของ ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป สามารถแบ่งออกเป็น 5 ยุคหลักๆ โดยยุคแรกกินระยะเวลา 10 ปี ตั้งแต่ปี 2508-2518 ซึ่งรากฐานของ ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป เริ่มต้นจากการก่อตั้งกลุ่มอิตัลไทย โดยนายแพทย์ชัยยุทธ

Read More

บทเรียนร้านอาหารในตลาดหุ้น พฤติกรรมผู้บริโภคคือผู้กำหนดตลาด

สถานการณ์ธุรกิจร้านอาหารในประเทศไทย ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันกำลังเผชิญหน้ากับสภาวะ “โตแบบฝืดเคือง” โดยข้อมูลจากศูนย์วิจัยเศรษฐกิจต่างๆ เช่น SCB EIC และศูนย์วิจัยกสิกรไทย เคยประเมินว่า ภาพรวมของธุรกิจร้านอาหารมีแนวโน้มเติบโตแบบชะลอตัวลงมาอยู่ที่ประมาณ 2.8%-3.2% เท่านั้น แม้ตัวเลขมูลค่าตลาดรวมจะดูเหมือนเพิ่มขึ้น (แตะระดับกว่า 5.7-6.4 แสนล้านบาท) แต่ในความเป็นจริง การเติบโตนั้นไม่ได้มาจากปริมาณลูกค้าที่เพิ่มขึ้น แต่มาจาก “การปรับขึ้นราคาสินค้าตามต้นทุน” และ “การเร่งเปิดสาขาใหม่ของรายใหญ่” ท่ามกลางปัญหากำลังซื้อภายในประเทศที่เปราะบางและหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ปัจจัยของการหดตัวมาจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เน้นความคุ้มค่า เพราะต้องการระมัดระวังการใช้จ่าย สินค้าฟุ่มเฟือยจะถูกชะลอออกไป แม้จะยอมจ่ายแพงขึ้นบ้าง แต่ต้องได้ความคุ้มค่า ดังนั้น ร้านอาหารประเภท A la carte จึงทำตลาดได้ยากขึ้น และหันไปเลือกร้านอาหารในกลุ่มบุฟเฟต์หรือชาบูหม้อร้อนแทน การลดความถี่เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ จากเดิมที่เคยกินข้าวนอกบ้านหรือสั่งเดลิเวอรีสัปดาห์ละหลายครั้ง ผู้บริโภคลดความถี่ลงและหันมาประกอบอาหารรับประทานเอง หรือเลือกซื้ออาหารพร้อมรับประทานในซูเปอร์มาร์เกตเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย ปัจจัยสุดท้ายคือ คนรุ่นใหม่เลือกกินร้านที่มีตัวตนชัดเจน และเน้นวัตถุดิบที่ดีต่อสุขภาพ มีรีวิวที่โปร่งใส หากร้านไหนไม่มีจุดเด่นที่แท้จริง ลูกค้าพร้อมเปลี่ยนใจทันที หากพิจารณาจากข้อมูลข้างต้น จะเห็นได้ว่าธุรกิจร้านอาหารในปัจจุบันต้องเผชิญกับความเสี่ยงรอบด้าน และโดยเฉพาะร้านอาหารในตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่แม้จะเป็นกลุ่มที่มีสีสัน โดยเฉพาะในช่วงที่เปิดจอง IPO นักลงทุนแห่จอง แต่ในเวลาต่อมากลับต้องเผชิญกับภาวะผลประกอบการและราคาหุ้นที่ถดถอยลง เป็นกรณีที่น่าศึกษาไม่น้อย ธุรกิจร้านอาหารที่อยู่ในตลาดหุ้นปัจจุบัน

Read More

อุตสาหกรรมเวลเนส กุญแจขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ของโลก

อุตสาหกรรม Wellness เป็นหนึ่งในเมกะเทรนด์ที่ทรงพลังที่สุด โดยถูกยกระดับจากพฤติกรรมผู้บริโภคทั่วไปขึ้นมาเป็น “ระบบเศรษฐกิจใหม่ของโลก” ที่เติบโตแซงหน้า GDP โลกอย่างต่อเนื่อง จากรายงานล่าสุดของ Global Wellness Institute (GWI) มูลค่าเศรษฐกิจเวลเนสทั่วโลกทะลุ 6.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่อัตราการเติบโตถูกคาดการณ์ว่าเติบโตเฉลี่ย (CAGR) สูงถึง 7.6% ต่อปี และจะพุ่งทะยานไปแตะ 9.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2029 ซึ่งเป็นอัตราที่สูงกว่าการเติบโตของ GDP โลกเกือบเท่าตัว และอุตสาหกรรมเวลเนสของไทยมีมูลค่าตลาดอยู่ที่ประมาณ 4.05 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1.4 ล้านล้านบาท ขยับขึ้นมาอยู่ที่อันดับที่ 24 ของโลก อัตราการเติบโตในช่วงปีที่ผ่านมาไทยทำสถิติครองอันดับ 1 ของโลกด้านมูลค่าการเติบโต โดยโตสูงถึง 28.4% โดยมาจากการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพมูลค่าประมาณ 4.3 แสนล้านบาท คิดเป็น 30% ของตลาดเวลเนสไทย โภชนาการและอาหารสุขภาพ มูลค่าประมาณ 3.16

Read More

กรุงเทพฯ ปักหมุด WorldPride 2030 กับโอกาสของเศรษฐกิจสีรุ้ง

ปี 2569 ถือเป็นหลักไมล์สำคัญในการขับเคลื่อนความแข็งแกร่งของกลุ่มผู้หลากหลายทางเพศ และการทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง LGBTQIAN+ ระดับโลก ที่ไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่แห่งความเท่าเทียมและพร้อมโอบรับความหลากหลาย แต่ยังตามมาด้วยมูลค่าเศรษฐกิจจำนวนมหาศาล เริ่มจากวันที่ 28 พฤษภาคม-1 มิถุนายน 2569 กลุ่มนฤมิตไพรด์ ที่นำโดย “วาดดาว-อรรณว์ ชุมาพร” ปักหมุดจัดงานใหญ่ “Bangkok Pride Festival” (บางกอกไพรด์ เฟสติวัล) เพื่อเฉลิมฉลอง Pride Month และที่ถือเป็นคำเชิญที่ส่งตรงไปยัง LGBTQIAN+ จากทั่วทุกมุมโลกให้มาเยือนประเทศไทย ในฐานะหมุดหมายของ “ชาวสีรุ้ง” ถัดมาในช่วงปลายเดือนตุลาคม ยังมีการจัดการประชุมใหญ่ของ InterPride อย่าง “InterPride 2026 General Meeting & World Conference” ที่จะจัดขึ้นที่ภูเก็ต ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่งานประชุมใหญ่ของ InterPride จัดขึ้นในเอเชีย นับเป็น 2 งานใหญ่ของกลุ่ม LGBTQIAN+ ที่จะเกิดขึ้นในประเทศไทย ไม่เพียงเท่านั้น ล่าสุดประเทศไทยยังสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการเสนอชื่อเป็นเจ้าภาพจัดงาน

Read More

สำรวจแผน Nature Positive ของ SCGP เมื่อการลดคาร์บอนอาจไม่เพียงพอต่อโลกในปัจจุบัน

ภาวะโลกร้อนรุนแรงขึ้นทุกขณะ หลายองค์กรต่างออกมาตรการมาเพื่อลดภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างการลดการปลดปล่อยคาร์บอนที่เรามักได้ยินกัน แต่สำหรับ บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP แล้ว การลดการปล่อยคาร์บอนอาจยังไม่เพียงพอและไม่ทันต่อสภาวะโลกร้อนที่กำลังทวีความรุนแรงขึ้นอย่างในปัจจุบัน แต่สิ่งที่ SCGP ทำ คือการเดินหน้าสร้างความยั่งยืนผ่านแนวคิด “Nature Positive” หรือ “การฟื้นฟูธรรมชาติ” โดยเชื่อมการเติบโตทางธุรกิจเข้ากับการดูแลทรัพยากรธรรมชาติและการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนเข้าไว้ด้วยกัน ตั้งเป้าหยุดยั้งและฟื้นฟูความสูญเสียทางธรรมชาติภายในปี 2573 และมุ่งสู่การฟื้นฟูอย่างสมบูรณ์ภายในปี 2593 โดยมีธุรกิจในเครืออย่าง บริษัท สยามฟอเรสทรี จำกัด เป็นผู้ขับเคลื่อนที่สำคัญในฐานะต้นน้ำทางธุรกิจ บริษัท สยามฟอเรสทรี จำกัด ก่อตั้งขึ้นในปี 2530 เพื่อดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับไม้ ครอบคลุมทั้งผลิตกล้าไม้และส่งเสริมการปลูกไม้ยูคาลิปตัส โดยมีนวัตกรรมการวิจัยและพัฒนาพันธุ์ไม้อย่างต่อเนื่อง, ธุรกิจปลูกสวนไม้ยูคาลิปตัส, ธุรกิจชิ้นไม้สับส่งออก, รับซื้อและจัดหาไม้ยูคาลิปตัส เพื่อส่งให้แก่อุตสาหกรรมเยื่อและกระดาษของ SCGP รวมถึงตลาดภายในประเทศและต่างประเทศ นอกจากนั้น ยังมีธุรกิจปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยเคมีตรา “คู่ดิน” และรับซื้อไม้ชีวมวล เพื่อส่งให้โรงงานไฟฟ้าอีกด้วย จากขอบข่ายธุรกิจข้างต้นจะเห็นว่า “สยามฟอเรสทรี”

Read More

15 ปี ชานม Kamu Kamu สู้ตลาดด้วยความสดใหม่

เหตุผลที่ชานมกลายเป็นเครื่องดื่มประจำชาติของคนไทยอย่างเหนียวแน่น ไม่ใช่แค่เรื่องของรสชาติ แต่เป็นส่วนผสมของปัจจัยทางวัฒนธรรม สังคม และจิตวิทยาที่ลงตัวอย่างพอดี ชานมในไทยไม่ได้ทำหน้าที่แค่เครื่องดื่มแก้กระหาย แต่ทำหน้าที่เป็น “เครื่องมือบำบัดความเครียด” และสัญลักษณ์ทางสังคม ที่เข้าถึงง่ายที่สุดสำหรับคนทุกเพศทุกวัย ปัจจุบันตลาดร้านชานมไข่มุกและเครื่องดื่มชาประเภทชงสด ถือเป็น Red Ocean ที่มีผู้เล่นหนาแน่นมาก โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ เชนยักษ์ใหญ่จากจีน โดยในปี 2025-2026 เราจะได้เห็นการรุกหนักของแบรนด์จีนที่เน้นที่ราคาประหยัดและเทคโนโลยีทันสมัย เช่น Mixue, Chagee, Auntea Jenny และ Nayuki กลุ่ม Local Heroes & Established Brands แบรนด์ไทยที่แข็งแกร่งอย่าง Kamu Kamu, Bearhouse หรือ Fire Tiger ต้องปรับตัวด้วยการออกเมนู Seasonal และขยายไลน์สินค้าไปยังกลุ่มขนมหวานหรือ Ready to Drink และกลุ่ม Global Artisans

Read More