Home > Cover Story (Page 90)

“บุญศิริ หัสสรังสี” ติดอาวุธธุรกิจด้วยเทคโนโลยี เสริมแกร่งสู่การเติบโตในยุคดิจิทัล

ปัจจุบัน “ดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน” กำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญในการพัฒนาธุรกิจและเสริมศักยภาพให้องค์กรทั่วโลก หลายองค์กรในประเทศไทยเองก็เริ่มเข้าสู่กระบวนการดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน มีการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยต่อยอดและพัฒนาธุรกิจให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อปรับให้ทันกับกระแสการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในขณะนี้ “ผู้จัดการ 360 องศา” มีโอกาสได้พูดคุยกับ “บุญศิริ หัสสรังสี” ผู้บริหารรุ่นใหม่ แห่งบริษัท สเฟรียร์เอท จำกัด (SPHERE8) บริษัทผู้เชี่ยวชาญด้านการวางกลยุทธ์และพัฒนาธุรกิจสู่ยุคดิจิทัลด้วยเทคโนโลยี ถึงการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล และความสำคัญของเทคโนโลยีที่จะเข้ามาเป็นอาวุธเสริมความแกร่งให้กับองค์กรให้สามารถเติบโตและก้าวสู่ตลาดโลกได้ “เรามองว่าไม่ช้าก็เร็วทุกองค์กรต้องปรับตัวและทรานส์ฟอร์ม เพราะโลกมันหมุนไปแล้ว โควิด-19 ทำให้เราเห็นความสำคัญของเทคโนโลยีต่างๆ มากขึ้น กรอบความคิดของผู้คนและองค์กรเปลี่ยนไป พร้อมเปิดรับและนำเทคโนโลยีมาใช้มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทคโนโลยีดิจิทัลที่จะเข้ามาเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้องค์กรอยู่รอดและไปต่อได้ หากองค์กรไหนเตรียมพร้อมหรือปรับตัวได้ก่อน ก็จะได้เปรียบมากกว่า และที่สำคัญยังสามารถไปแข่งขันในระดับสากลได้อีกด้วย” บุญศิริเน้นย้ำถึงความสำคัญของดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันต่อองค์กรยุคใหม่ แต่บุญศิริมองว่ากระบวนการสู่ดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันนั้น จำเป็นต้องเริ่มจากการวางกลยุทธ์ พร้อมมองหาเทคโนโลยีหรือโซลูชันที่เหมาะสมมาใช้ในการพัฒนาองค์กร ซึ่งแน่นอนว่าจำเป็นต้องมีผู้เชี่ยวชาญมาช่วยวางกลยุทธ์ และจับคู่เครือข่ายทางเทคโนโลยี เพื่อเป็น “ทางลัด” สำหรับการเตรียมความพร้อมให้องค์กรสามารถขับเคลื่อนธุรกิจไปได้อย่างเติบโตและยั่งยืนในยุคดิจิทัลนี้ “สเฟียร์เอท” จึงถือโอกาสนี้เข้ามาเป็นตัวกลางและ “ทางลัด” ให้กับองค์กรต่างๆ เพื่อผลักดันให้ธุรกิจไทยเติบโตต่อไปได้ในยุคแห่งดิจิทัล โดยวางโพสิชันตัวเองเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการวางกลยุทธ์ที่เน้นเทคโนโลยี เป็นที่ปรึกษาในการทำดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน เฟ้นหาเทคโนโลยีและจับคู่ทางธุรกิจทั้งในและจากต่างประเทศ (Tech Scouting & Business Matching) โดยมีจุดแข็งด้านพันธมิตรที่มีอยู่ในหลายประเทศ

Read More

ธุรกิจคึกคักรับแพ็กเกจอีวี อสังหาฯ-แบงก์รุกแนวรบ Go Green

หลังคณะรัฐมนตรีไฟเขียวแพ็กเกจยานยนต์ไฟฟ้า (อีวี) หวังกระตุ้นการใช้รถอีวีในไทย เปิดช่องให้ธุรกิจต่างๆ พยายามงัดหากลยุทธ์ต่อยอดขยายตลาด รุกฐานลูกค้าและเพิ่มจุดขายรองรับเทรนด์ใหม่ที่กำลังมาแรง ท่ามกลางสถานการณ์ราคาน้ำมันแพง พุ่งไม่หยุด ศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่า มาตรการส่งเสริมรถยนต์ไฟฟ้า โดยให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี ทั้งลดภาษีสรรพสามิต ภาษีนำเข้า และมีเงินอุดหนุนสูงสุด 150,000 บาทต่อคัน จะจูงใจคนซื้อรถอีวีมากขึ้นและทำให้ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าใช้แบตเตอรี่ (Battery Electric Vehicle : BEV) เฉพาะปี 2565 มีจำนวนไม่ต่ำกว่า 4,500-5,000 คัน และมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง หากเทียบกับกรณีไม่มีมาตรการนี้อาจมียอดขายเพียง 3,500 คัน ขณะเดียวกัน แม้มาตรการส่งเสริมรถอีวีในไทยอาจต้องใช้เวลาดำเนินการในส่วนเงินอุดหนุนจากภาครัฐผ่านค่ายรถ เพราะไม่ได้ให้ส่วนลดแก่ประชาชนหรือผู้ซื้อโดยตรง ซึ่งคาดว่าช่วงที่เริ่มจะเห็นสัญญาณความคึกคักของตลาดอยู่ในช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้ ทว่า สิ่งที่สะท้อนชัดเจน คือ มาตรการภาครัฐกระตุ้นการเกิดสังคมรถบีอีวี เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตของรถยนต์กลุ่มนี้ สอดรับกับค่ายรถยนต์ต่างๆ ที่เตรียมแผนพัฒนารถบีอีวีทดแทนรถน้ำมันมากขึ้น แน่นอนว่า เทรนด์ธุรกิจสีเขียวกลายเป็นช่องทางเจาะตลาดใหม่ อย่างเช่นกรณีธนาคารกสิกรไทยเปิดตัวโครงการ GO GREEN Together และตั้งเป้าขยายกลยุทธ์การตลาดรองรับ Green Ecosystem อย่างครบวงจร โดยประเดิมเปิดโครงการสินเชื่อ GREEN

Read More

ขึ้นภาษีรถใช้น้ำมัน รัฐดิ้นหารายได้ ดันยานยนต์ไฟฟ้า

วิกฤตน้ำมันส่อรุนแรงขึ้นอีกทันที เมื่อรัสเซียเปิดฉากโจมตียูเครนและหากความขัดแย้งบานปลายยืดเยื้อ สถานการณ์ราคาน้ำมันมีแนวโน้มพุ่งทะยานทะลุถึง 120-150 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล จะยิ่งซ้ำเติมภาวะเศรษฐกิจไทยที่กำลังเจอปัญหาน้ำมันแพงและสินค้าพุ่งสูง ขณะเดียวกัน แม้รัฐบาลประกาศลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล 3 บาทต่อลิตร เพื่อตรึงราคาไม่ให้เกิน 30 บาทต่อลิตร โดยนำเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง 1 บาท และพยุงราคาดีเซลขายปลีก 2 บาท จนถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2565 และเร่งหามาตรการช่วยเหลือกลุ่มผู้ใช้น้ำมันเบนซิน เช่น การเสนอแนวคิดลดส่วนผสมเอทานอลจากอี85 และอี20 ลงเหลือเกรดเดียวคือ อี10 เพื่อให้ราคาเบนซินถูกลงกว่าเดิม แต่ยังต้องหารือเพิ่มเติมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพราะจะต้องมีกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยและประท้วงอีก ล่าสุด คณะรัฐมนตรี(ครม.) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รีบเปิดเกมใหม่บีบผู้คนหันไปใช้ยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อลดการใช้น้ำมัน เนื่องจากหากดูตัวเลขของกรมการขนส่งทางบก พบว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีรถที่ใช้น้ำมันดีเซลรวม 12-13 ล้านคัน แบ่งเป็นรถยนต์นั่งส่วนบุคคล 6,960,000 คัน รถบรรทุก 6,600,000 คัน รถแทรกเตอร์ 600,000 คัน

Read More

สงครามปั๊มน้ำมัน ปูพรมสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า

เทรนด์การใช้รถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) กลายเป็นโจทย์ใหญ่ทางการตลาดสำคัญของกลุ่มธุรกิจน้ำมัน โดยเฉพาะยุทธการแข่งขันติดตั้งสถานีชาร์จไฟฟ้ารองรับกลุ่มเป้าหมายและครอบคลุมทำเลหลักๆ ทั่วประเทศไทย ภายใต้โมเดลสถานีบริการน้ำมันที่มีบริการครบวงจรมากที่สุด สำหรับค่าย ปตท. เบอร์ 1 ในวงการ ตามแผนเบื้องต้นนั้นบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ โออาร์ มองเห็นแนวโน้มและเริ่มไทม์ไลน์ติดตั้งสถานีชาร์จไฟฟ้า หรือ EV Station PluZ ตั้งแต่ปี 2561 จนปัจจุบันปูพรมผุดสถานีชาร์จไฟฟ้ารวมแล้ว 100 จุด กระจายทั่วประเทศบริเวณหัวเมืองหลักในแต่ละจังหวัด ตั้งแต่ภาคเหนือลงสู่ภาคใต้ และตั้งเป้าหมายขยายครบ 300 แห่ง ภายในปี 2565 ทั้งในและนอกสถานีบริการ พีทีที สเตชั่น ทั้งรูปแบบ Normal Charge และ Quick Charge ซึ่งจะใช้เวลาชาร์จประมาณ 20-25 นาทีต่อคัน ในจำนวน 100 จุด ซึ่งใช้งบลงทุนประมาณ 1.5-2

Read More

GWM เล็งขึ้นแท่นผู้นำรถยนต์ไฟฟ้าในไทย เดินเครื่องเต็มกำลัง หลังตลาดมีแนวโน้มสดใส

ปัจจุบันผู้บริโภคในไทยเริ่มหันมาใช้ “รถยนต์ไฟฟ้า” แทนรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยเชื้อเพลิงฟอสซิลกันมากขึ้น เพื่อเป็นการลดการปล่อยคาร์บอนและสร้างมลพิษทางอากาศ ทำให้ตลาดรถยนต์ไฟฟ้ามาแรงอย่างต่อเนื่อง ค่ายรถยนต์ทั้งหน้าเก่าหน้าใหม่ต่างทยอยเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ๆ เพื่อชิงส่วนแบ่งการตลาดก้อนโต ตัวเลขที่น่าสนใจจากงานมอเตอร์เอ็กซ์โป 2021 พบว่า ภายในงานมียอดจองรถยนต์ทั้งสิ้น 31,583 คัน และยอดจองรถมอเตอร์ไซต์อีกกว่า 3,000 คัน ในจำนวนยอดจองรถยนต์ทั้งหมดนั้น 25% เป็นรถยนต์ที่ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าขับเคลื่อนหรือร่วมขับเคลื่อน โดยแบ่งเป็นกลุ่มรถไฮบริด 70% กลุ่มรถปลั๊ก-อิน ไฮบริด 17% และรถยนต์ไฟฟ้าหรือ EV 13% ซึ่งเป็นตัวเลขที่สะท้อนเทรนด์ของผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี ในขณะที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเปิดเผยว่า ทิศทางการแข่งขันในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) ของค่ายรถต่างๆ ทั้งญี่ปุ่น จีน และตะวันตกคึกคักมากขึ้น และในอนาคตรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่จะกลายมาเป็นรถยนต์มาตรฐานใหม่แทนที่รถยนต์ใช้น้ำมันนั้นก็ใกล้เข้ามามากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยเช่นกัน ซึ่งภาครัฐของไทยเองก็มีมาตรการออกมาเพื่อสนับสนุนให้มีการใช้รถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น รวมถึงส่งเสริมอุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศ เพื่อทำให้ราคาของรถยนต์ไฟฟ้าลดลงมาอยู่ในระดับที่จับต้องได้มากขึ้น ทั้งนโยบาย 30@30 ที่ตั้งเป้าผลิตรถ ZEV (Zero Emission Vehicle) หรือรถยนต์ที่ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ให้ได้อย่างน้อย 30% ของการผลิตยานยนต์ทั้งหมดในปี ค.ศ. 2030 หรือ

Read More

สินค้าขึ้นราคาสวนทางรายได้ เพิ่มความเปราะบางต่อครัวเรือน

ปฏิเสธไม่ได้ว่าสถานการณ์ของเศรษฐกิจไทยในห้วงเวลาปัจจุบันอยู่ในภาวะยากลำบาก บางครอบครัวอาจมองว่านี่เป็นยุคข้าวยากหมากแพงก็ว่าได้ โดยก่อนหน้าที่สินค้าอุปโภคบริโภคบางรายการถูกปรับราคาให้สูงขึ้นในช่วงหนึ่ง เช่น ค่าไฟฟ้า ไข่ไก่ เนื้อหมู ซึ่งเกิดจากภาวะโรคระบาดในสุกรที่ส่งผลต่อกลไกตลาดโดยตรง ปัจจุบันจะเห็นได้ว่าราคาเนื้อหมูและไข่ไก่เริ่มมีการปรับตัวลงและเข้าสู่ภาวะปกติ ทว่า ยังคงมีความกังวลจากภาคประชาชนอยู่ไม่น้อย เมื่อยังมีสินค้าอีกหลายรายการที่ปรับตัวไปแล้ว และบางรายการอาจจะทยอยปรับขึ้นในอนาคต โดยมีสาเหตุมาจากต้นทุนค่าขนส่งที่สูงขึ้น นั่นทำให้ค่าใช้จ่ายต่อภาคครัวเรือนเพิ่มขึ้นซึ่งสวนทางกับรายได้ของประชาชนในสถานการณ์ปัจจุบัน ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า แม้การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนช่วงหลังปีใหม่ จะไม่ได้ส่งผลให้เกิดการยกระดับมาตรการคุมเข้มการระบาด ผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจจึงมีจำกัด แต่อย่างไรก็ตามระดับราคาสินค้าที่ปรับเพิ่มขึ้นทั้งอาหารสด เช่น เนื้อหมู รวมถึงราคาพลังงานที่ยังคงอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องได้กดดันกำลังซื้อของภาคครัวเรือน ส่งผลให้ดัชนีภาวะเศรษฐกิจและการครองชีพของครัวเรือนในปัจจุบันลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 อยู่ในระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 30.9 ขณะที่ดัชนีภาวะเศรษฐกิจและการครองชีพของครัวเรือนในอีก 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ 33.2 บ่งชี้ว่าครัวเรือนยังมีมุมมองว่าค่าครองชีพจะยังคงอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง ศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้จัดผลสำรวจเพิ่มเติมเกี่ยวกับมุมมองด้านระยะเวลาของระดับราคาสินค้าที่สูงขึ้นกับวิธีรับมือของครัวเรือน ผลสำรวจบ่งชี้ว่าหากครัวเรือนมีมุมมองว่าระยะเวลาที่ระดับราคาสินค้าจะอยู่ในระดับสูงยิ่งนานจะยิ่งส่งผลให้ครัวเรือนลดค่าใช้จ่ายรายการที่ไม่จำเป็นออกไปเพิ่มมากขึ้น แต่หากมีมุมมองว่าระดับราคาสินค้าที่สูงจะเป็นช่วงระยะเวลาสั้นๆ เช่น 1 เดือน ครัวเรือนจะนำเงินออมที่มีออกมาใช้ทดแทนค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น บ่งชี้ว่าสถานการณ์ราคาสินค้าที่ปรับสูงขึ้นจะส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของครัวเรือนทั้งในปัจจุบันที่สะท้อนผ่านการนำเงินออมออกมาใช้และในระยะข้างหน้าที่จะมีการลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นลง และในระยะข้างหน้าระดับราคาสินค้ามีแนวโน้มอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องหรืออย่างน้อยจนถึงสิ้นไตรมาสแรกของปี สาเหตุหลักมาจากการปรับเพิ่มขึ้นราคาพลังงานที่เป็นทั้งต้นทุนทางอ้อมของราคาสินค้าผ่านต้นทุนค่าขนส่ง การผลิต และทางตรงที่ส่งผลกระทบต่อครัวเรือนผ่านค่าโดยสารและสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการใช้พลังงานในชีวิตประจำวันต่างๆ ขณะที่ภาพรวมกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่างๆ จะยังไม่สามารถกลับไปอยู่ในระดับเดียวกับช่วงก่อนเกิดโควิด-19 ดังนั้นมาตรการช่วยเหลือเยียวยาและแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายที่จำเป็นจากภาครัฐยังมีความจำเป็นต่อเนื่องในช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจและการครองชีพของครัวเรือนยังมีความเปราะบางสูง นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยเมื่อไม่นานมานี้ว่า ทางกรมฯ ได้วิเคราะห์ถึงผลกระทบต้นทุนน้ำมันดีเซลต่อต้นทุนการผลิตสินค้า ตามคำสั่งของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์

Read More

สถานการณ์แรงงานไทย ภายใต้บริบทที่เปลี่ยนแปลง

ภาวะเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงอันสืบเนื่องมาจากวิกฤตโควิด-19 ที่ดำเนินมามากกว่า 2 ปี ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศและต่อสถานการณ์ของแรงงานอย่างยากที่จะหลีกเลี่ยง ปี 2563 ปีแรกแห่งวิกฤตโควิด ถือเป็นปีที่ตลาดแรงงานได้รับผลกระทบอย่างหนัก เครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจทั้งภาคการท่องเที่ยว การส่งออก การบริโภค และการลงทุน ชะงักงัน หลายบริษัทต้องเลิกจ้างพนักงานหรือแม้กระทั่งปิดกิจการ อีกทั้งมาตรการเยียวยาจากภาครัฐยังไม่ชัดเจนนัก ส่งผลให้ตัวเลขผู้ว่างงานพุ่งสูง โดยมีอัตราการว่างงานอยู่ที่ร้อยละ 1.69 เพิ่มสูงขึ้นจากปี 2562 ที่ร้อยละ 0.98 หรือมีจำนวนผู้ว่างงานประมาณ 6.5 แสนคน ในขณะที่ปี 2564 มีการเรียนรู้และปรับตัว รวมถึงใช้หลักทางเศรษฐศาสตร์เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจควบคู่กับมาตรการทางสาธารณสุขเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดไปพร้อมกัน ในส่วนของกระทรวงแรงงานได้มีการนำมาตรการต่างๆ มาใช้เพื่อพยุงการจ้างงาน ได้แก่ 1. ลดเงินสมทบ เพื่อเป็นการลดภาระค่าครองชีพผู้ประกันตน ซึ่งพบว่ากว่าร้อยละ 85 สามารถกลับไปทำงานได้ ถ้าไม่มีตรงนี้อาจจะเห็นคนว่างงานพุ่งสูงถึง 2-3 ล้านคน 2. นโยบายภาครัฐที่กระตุ้นการจ้างงานใหม่และการบริโภคภายในประเทศ เช่น จ๊อบ เอ็กซ์โป (Job Expo) ที่จะโฟกัสในกลุ่มของนักศึกษาจบใหม่โดยเฉพาะ รวมถึงโครงการรักษาการจ้างงานของกลุ่มเอสเอ็มอี มาตรการคนละครึ่ง และ ม.33

Read More

เมเจอร์ฯ รัวแคมเปญถี่ยิบ หนังไทย-เทศ 150 เรื่องบุกโรง

เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป เร่งเดินหน้าผนึกกำลังกับหลากหลายพันธมิตร ทุ่มงบรัวกลยุทธ์การตลาดทุกรูปแบบ หวังเพิ่มแรงดึงดูดและขยายฐานกลุ่มเป้าหมาย เพื่อพลิกฟื้นรายได้ขนานใหญ่ หลังเจอพิษโควิดมานานเกือบ 2 ปี โดยเฉพาะแผนกระตุ้นบรรยากาศให้ผู้คนออกจากบ้านมาหาความบันเทิงมากขึ้น ขณะเดียวกัน หลายฝ่ายในวงการโรงภาพยนตร์ต่างฟันธงว่า ธุรกิจโรงหนังผ่านจุดต่ำสุดมาแล้วและจะฟื้นตัวชัดเจนตั้งแต่ไตรมาส 2 ปี 2565 ซึ่งเป็นช่วงซัมเมอร์และถือเป็นไฮซีซันของธุรกิจ จะมีภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์จากฮอลลีวูดจ่อคิวเข้าฉายจำนวนมากและต่อเนื่องตลอดทั้งปี เช่น Jurassic World : Dominion, Transformers : Rise of the Beasts, Doctor Strange in the Multiverse of Madness, Top Gun 2 : Maverick, John Wick : Chapter 4, Black Panther : Wakanda Forever,

Read More

พิษน้ำมันแรงแซงโควิด วิกฤตถล่มซ้ำเศรษฐกิจไทย

พิษน้ำมันแพงยืดเยื้อตั้งแต่ปลายปีก่อนและแนวโน้มรุนแรง กำลังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย ชนิดผิดความคาดหมายของรัฐบาลและอาจต้องใช้เม็ดเงินอุดหนุนอีกมหาศาล เพราะตั้งแต่เริ่มต้นปี 2565 ราคาน้ำมันปรับขึ้นไปแล้วกว่า 10 ครั้งและยังมีเสียงเตือนอีกว่า ราคาน้ำมันดิบเบรนต์อาจทะลุขึ้นไปอยู่ในระดับ 125 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในอีกไม่ช้าไม่นานด้วย ขณะเดียวกันสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย สมาคมขนส่งสินค้านำเข้าและส่งออก เครือข่ายสมาชิก และสมาคมการค้าเครือข่ายแท็กซี่ไทย พยายามเคลื่อนไหวจัดกิจกรรม Truck Power เพื่อส่งสัญญาณความเดือดร้อนหลายครั้ง จนกระทั่งตัดสินใจเปิดยุทธการ Truck Power Final Season หน้ากระทรวงพลังงาน เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ยืนยันข้อเรียกร้องให้กระทรวงพลังงานปรับโครงสร้างราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ตรึงราคาน้ำมันดีเซลในระดับ 25 บาทต่อลิตร ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน และให้ นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว. พลังงาน ลาออกจากตำแหน่ง ที่สำคัญ เครือข่ายรถบรรทุกประกาศแข็งกร้าวว่า ผู้ประกอบการรับจ้างขนส่งจำนวน 4 แสนคัน จะปรับขึ้นค่าขนส่ง 20% พร้อมกันทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 15 กุมภาพันธ์

Read More

“คนละครึ่ง” สะพัด 7 หมื่นล้าน ฟู้ดดีลิเวอรีออเดอร์พุ่ง ดันเฟส 5

เศรษฐกิจยุคของแพงส่งผลกระตุ้นยอดการใช้สิทธิ์โครงการคนละครึ่ง เฟส 4 มีแนวโน้มเติบโตพุ่งพรวดกว่าทุกเฟสที่ผ่านมา และปลุกบรรยากาศการแข่งขันในกลุ่มค้าปลีก รวมถึงกลุ่มแอปพลิเคชัน Food Delivery แห่ออกแคมเปญแข่งขันอย่างดุเดือด ชนิดลดแล้วลดอีก เพื่อช่วงชิงยอดขายตลอดระยะเวลามาตรการ 4 เดือน ถ้าดูข้อมูลดีเดย์เปิดใช้สิทธิ์วันแรก 1 กุมภาพันธ์ 2565 มีผู้ใช้จ่ายพุ่งพรวดทันที 2.4 ล้านราย จากผู้ยืนยันการใช้สิทธิ 16.93 ล้านราย ยอดการใช้จ่ายรวม 501.24 ล้านบาท และผ่านไปเพียงสัปดาห์แรก มีผู้ใช้สิทธิ์ 20.40 ล้านราย ยอดการใช้จ่ายรวม 14,027.6 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินที่ประชาชนจ่าย 7,102.8 ล้านบาท และรัฐร่วมจ่าย 6,924.8 ล้านบาท ยอดใช้จ่ายสะสมแบ่งตามประเภทตามร้านค้า ได้แก่ ร้านอาหารและเครื่องดื่ม 5,201.1 ล้านบาท ร้านธงฟ้า 2,743.7 ล้านบาท ร้าน OTOP 675.8 ล้านบาท ร้านค้าทั่วไป

Read More