Home > Cover Story (Page 104)

สงกรานต์ ’64 กับโควิดระลอก 3 ความซบเซาที่มาพร้อมความตระหนก

อีกปีที่เทศกาลสงกรานต์ของไทยจะดำเนินไปด้วยรูปแบบวิถีใหม่ หรือ New Normal เมื่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในไทยระอุขึ้นอีกครั้ง และครั้งนี้อาจดับฝันของบรรดาผู้ประกอบการเลยก็ว่าได้ ก่อนหน้านี้ภาครัฐประกาศเพิ่มวันหยุดยาวในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ตั้งแต่วันที่ 12-15 เมษายน โดยมีเป้าประสงค์ให้เกิดการจับจ่ายของภาคประชาชนในช่วงเวลาดังกล่าวมากขึ้น ผู้ประกอบการแบกความหวังและรอคอยให้เทศกาลแห่งความสุขนี้เดินทางมาถึงโดยเร็ว เพราะนั่นหมายถึงช่วงเวลาที่สามารถคาดหวังรายได้ที่จะเข้ามา ทว่า เพียงแค่พริบตาเดียว ความหวังที่ว่าดูเหมือนจะหลุดลอยและแทบจะสูญสลายไป หลังจากพบการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ระลอก 3 เมื่อช่วงปลายเดือนมีนาคม ถึงต้นเดือนเมษายน ต้องยอมรับว่าด้านสาธารณสุขของไทยสามารถควบคุมวงการแพร่ระบาดให้อยู่ในพื้นที่จำกัดได้ เหมือนที่เคยทำมาได้แล้วในการระบาดครั้งแรกและครั้งที่สอง ทว่า ครั้งนี้อาจสร้างความตระหนกให้แก่ประชาชนมากพอสมควร เมื่อการแพร่ระบาดระลอกที่ 3 นี้ กระจายอยู่ในหลายวงการ เช่น กลุ่มพริตตี้-พีอาร์ กลุ่มศิลปิน-นักแสดง กลุ่มนักการเมือง และวงการแพทย์ ซึ่งหมายความว่าประชาชนทั่วไปอาจมีอยู่ในกลุ่มเสี่ยงมากขึ้น สิ่งที่ตามมาจากการระบาดระลอก 3 คือ บรรยากาศในช่วงสงกรานต์ที่หลายคนคาดหวังว่าจะคึกคักโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการท่องเที่ยวและการจับจ่าย อาจจะเงียบเหงาและซบเซากว่าเดิม เหตุการณ์ในครั้งนี้อาจเป็นตัวแปรสำคัญของการได้มาซึ่งรายได้ในอนาคตของประชาชน ไม่ว่าจะในฐานะของผู้ประกอบการหรือบุคคลทั่วไป แน่นอนว่าตัวเลขรายได้เป็นเหตุผลสำคัญของการระมัดระวังการใช้จ่าย โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า ค่าใช้จ่ายในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้เฉลี่ยต่อคนอาจอยู่ที่ 5,700 บาท (คำนวณที่วันหยุดเฉลี่ย 6 วัน) ส่งผลให้เม็ดเงินใช้จ่ายของคนกรุงเทพฯ ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปี 2564 รวมน่าจะอยู่ที่ 24,000

Read More

หนี้ครัวเรือน’63 สูง เงินเฟ้อมีนา’64 ติดลบ ข่าวร้ายและดีของเศรษฐกิจไทย

สถานการณ์โควิดในปัจจุบันคล้ายเป็นสัญญาณบ่งบอกว่า เชื้อไวรัสตัวร้ายจะยังคงอยู่บนโลกนี้ไปอีกระยะหนึ่ง ตราบใดที่วัคซีนยังไม่ถูกแพร่กระจายและฉีดให้ประชากรอย่างทั่วถึงในเวลาอันรวดเร็ว แน่นอนว่าสัญญาณดังกล่าวย่อมส่งผลต่อเนื่องมายังเศรษฐกิจทั่วทั้งโลก แม้ว่าฟันเฟืองที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจบางตัวจะทำงานได้เกือบเต็มประสิทธิภาพแล้วก็ตาม แต่นั่นยังไม่อาจพลิกฟื้นสถานการณ์ที่เคยตกต่ำให้ฟื้นคืนได้ในทันที วิกฤตดังกล่าวส่งผลโดยตรงต่อเศรษฐกิจไทย และภาพสะท้อนที่บอกว่าเศรษฐกิจไทยอ่อนแอเป็นทุนเดิมก่อนโควิด-19 จะมาถึง และถูกฤทธิ์ไวรัสเข้าเล่นงาน คือ ตัวเลขจีดีพีในปี 2563 ที่หดตัว -6.1% ซึ่งเป็นตัวเลขต่ำสุดในรอบ 22 ปี นับตั้งแต่เกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง ขณะที่สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) คาดการณ์ว่าจีพีดีปี 2564 จะขยายตัวอยู่ที่ 2.5-3.5% ซึ่งนั่นเป็นการคาดการณ์ตามกรอบและเงื่อนไขของการระบาดระลอกใหม่เมื่อช่วงต้นปี ทว่า เมื่อเริ่มต้นไตรมาส 2/2564 สถานการณ์โควิดในไทยเริ่มสร้างความหวาดวิตกให้แก่ประชาชนอีกครั้ง ด้วยการพบกลุ่มคลัสเตอร์ใหม่ และกระจายอยู่ในหลายวงการ เช่น วงการแพทย์ วงการบันเทิง การเมือง กลุ่มพริตตี้ เซเลบ ไฮโซ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะความชะล่าใจของผู้คนในสังคม เมื่อได้รับรู้ถึงการมาถึงของวัคซีนโควิด-19 และเริ่มมีการฉีดให้กับกลุ่มคนที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง กระนั้นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญยังออกโรงเตือนอย่างต่อเนื่องว่า แม้จะได้รับวัคซีนแล้ว แต่ยังต้องหมั่นล้างมือ และสวมใส่หน้ากากอนามัยอย่างต่อเนื่อง จากข้อมูลเงินให้กู้ยืมแก่ภาคครัวเรือนล่าสุดไตรมาส 4/2563 บ่งชี้ว่า หนี้ครัวเรือนของไทยปิดสิ้นปี 2563 ด้วยจุดสูงสุดใหม่ในรอบ 18 ปี โดยระดับหนี้ครัวเรือนทะลุ 14

Read More

ปีแห่งความท้าทายของ KTC เร่งขยายสินเชื่อ-เป็นผู้นำครบวงจร

แม้จะเป็นผู้เล่นรายใหญ่ในธุรกิจสินเชื่อและบัตรเครดิตที่สร้างผลกำไรนิวไฮมาตลอดหลายปี แต่จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ตั้งแต่ต้นปี 2563 และลากยาวมาจนถึงปัจจุบัน ทำให้บริษัทบัตรกรุงไทย หรือเคทีซี ต้องปรับกลยุทธ์อย่างต่อเนื่องเพื่อรองรับผลกระทบที่เกิดขึ้นทั้งต่อระบบเศรษฐกิจและพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป พร้อมเร่งขยายธุรกิจสินเชื่อเพื่อกระจายความเสี่ยงจากธุรกิจบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจและเพดานดอกเบี้ยที่อยู่ในช่วงขาลง การระบาดของโควิด-19 ในปีที่ผ่านมาทำให้ปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตและการเติบโตของพอร์ตลูกหนี้ของเคทีซีได้รับผลกระทบ โดยเดือนเมษายน 2563 ยอดการใช้บัตรลดลงถึง 40% และกระทบในทุกเซกเมนต์ของธุรกิจ อีกทั้งมาตรการลดเพดานดอกเบี้ยทั้งธุรกิจบัตรเครดิตและสินเชื่อบุคคลของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อเป็นการช่วยเหลือลูกหนี้ ยังส่งผลให้ผลการดำเนินงานไตรมาส 2 ของปี 2563 ลดลงกว่า 10% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า ทำให้บริษัทต้องปรับตัวขนานใหญ่ ซึ่งปีที่ผ่านมา เคทีซีปรับตัวโดยเน้นการพัฒนากระบวนการทำงานทั้งระบบ (End to End Process Improvement) ลดความซ้ำซ้อนและซับซ้อน เพิ่มประสิทธิภาพ มุ่งตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้ครอบคลุมทุกมิติ รวมทั้งมีการนำระบบดิจิทัลมาใช้ในการดำเนินงานมากขึ้น และปรับ Business Model โดยเดินหน้าสินเชื่อมีหลักประกันอย่าง “เคทีซีพี่เบิ้ม” ที่ครอบคลุมทั้งทะเบียนรถยนต์ รถจักรยานยนต์ เป็นหลัก เพื่อสร้างรายได้ทดแทนส่วนอื่น ทำให้ผลประกอบการ ณ สิ้นปี 2563 เคทีซียังคงสามารถทำกำไรสุทธิได้ถึง 5,332

Read More

บทเรียนจากคลองสุเอซ เรือใหญ่ควรอยู่ห่างฝั่ง

แม้ว่าวิกฤตการณ์เรือสินค้าขนาดมหึมาเกยตื้นและขวางเส้นทางสัญจรของคลองสุเอซ จะคลี่คลายและกลับมาลอยลำพ้นจากการกีดขวางการจราจรทางน้ำของเส้นทางสัญจรที่มีความสำคัญต่อการค้าโลก แต่ผลกระทบจากเหตุดังกล่าวดูจะมีความสืบเนื่องที่อาจมีมูลค่ามากมายมหาศาลติดตามมาจากการฟ้องร้องดำเนินคดีและเรียกร้องค่าเสียหายจากฝ่ายต่างๆ เป็นมหากาพย์ที่รอคอยบทสรุปในอนาคต เรือบรรทุกสินค้าเอเวอร์ กิฟเวน (Ever Given) ที่ดำเนินการโดยบริษัทเอเวอร์กรีน มารีน ของไต้หวัน ได้รับการช่วยเหลือให้หลุดจากการเกยตื้นได้สำเร็จเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากเกยตื้นและกีดขวางการจราจรในคลองสุเอซมาเกือบ 1 สัปดาห์ และถูกลากออกไปจากคลองสุเอซแล้ว และอยู่ระหว่างการตรวจสอบเพิ่มเติม ทำให้เส้นทางสัญจรในคลองสุเอซกลับมาใช้งานได้อีกครั้ง แต่ยังไม่ชัดเจนว่า คลองสุเอซจะเริ่มเปิดให้มีการจราจรอย่างเต็มรูปแบบอีกครั้งเมื่อใด และในขณะนี้มีเรือขนส่งสินค้าที่จอดรออยู่ทั้งหมด 367 ลำ การกอบกู้เรือ เอเวอร์ กิฟเวน ให้พ้นจากสภาพเกยตื้นทำให้ผู้ที่ใช้คลองสุเอซเป็นทางสัญจรขนส่งสินค้ามีความหวังว่าจะกลับมาเดินเรือได้อีกครั้ง และเปิดทางให้การขนส่งสินค้าที่มีมูลค่าราว 3 แสนล้านบาทต่อวันกลับมามีชีวิตอีกครั้ง ความพยายามในการขยับเรือบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ลำยักษ์ให้ลอยลำได้อิสระอีกครั้งต้องใช้เวลานานหลายวัน และต้องใช้ เรือลากและเรือขุดจำนวนหลายลำ เนื่องจากเรือยักษ์ลำนี้มีความยาว 400 เมตร หรือเทียบเท่ากับสนามฟุตบอล 4 สนาม และมีน้ำหนักมากกว่า 2 แสนตัน เกยตื้นขวางคลองสุเอซอยู่บริเวณปลายทางใต้ของคลองสุเอซ ทำให้เรือลำอื่น ๆ ไม่สามารถแล่นผ่านหนึ่งในเส้นทางขนส่งสินค้าทางน้ำที่พลุกพล่านที่สุดในโลกแห่งนี้ได้ ก่อนที่บริษัทที่ดูแลการกู้เรือจะใช้ความพยายามอย่างหนัก ทั้งใช้เรือขุด เรือลากจูง รวมทั้งการย้ายตู้คอนเทนเนอร์มากกว่า 20,000 ตู้ออกจากเรือเพื่อให้สัมภาระบนเรือเบาลง เส้นทางการเดินเรือผ่านคลองสุเอซถือว่ามีความสำคัญกับการค้าของโลกเพราะการค้าโลกมากกว่าร้อยละ 12

Read More

ส่งออกไทยปี 64 สดใส? จับตาตลาดโลกฟื้นตัว

ข่าวเรือขนส่งสินค้า Ever Given ที่ติดอยู่ในคลองสุเอซ และส่งผลกระทบต่อการเดินเรือจำนวนมาก สถานการณ์ดังกล่าวสร้างความวิตกกังวลให้ผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ ว่าเหตุการณ์ครั้งนี้จะใช้เวลาในการคลี่คลายนานเท่าไร และสร้างความเสียหายแก่ธุรกิจมากน้อยเพียงใด ทว่า ในที่สุดเรือ Ever Given ก็สามารถกลับมาเดินเรือได้เป็นปกติ และตอนนี้อยู่ระหว่างหาสาเหตุที่ทำให้เรือติดริมตลิ่ง การที่เรือ Ever Given ขวางคลองสุเอซอยู่นั้นส่งผลต่อการค้าโลก และแน่นอนว่าภาคการส่งออกไทยได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน โดยตลาดยุโรปเป็นตลาดส่งออกหลักของไทยที่ใช้เส้นทางผ่านคลองสุเอซ ซึ่งไทยส่งสินค้าไปยุโรปปีละไม่น้อยกว่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วนประมาณ 9% ของการส่งออกทั้งหมดของไทย และเป็นตลาดส่งออกหลักอันดับ 4 ของไทย รองจากสหรัฐฯ จีน และญี่ปุ่น โดยในแต่ละเดือนสินค้าไทยส่งออกไปยังตลาดยุโรปมีมูลค่าประมาณ 1,500-2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสินค้าส่งออกที่ผ่านเส้นทางนี้ได้แก่ อาหารสด เช่น ไก่แปรรูป โดยไทยส่งออกในรูปแช่เย็นแช่แข็ง และพึ่งพาตลาดยุโรปอย่างมากถึง 30% ของการส่งออกไก่แปรรูปทั้งหมดของไทย นอกจากนี้ ยังมีสินค้าฟุ่มเฟือยไม่ต่ำกว่า 40% อาจกล่าวได้ว่ายุโรปเป็นตลาดที่มีกำลังซื้อที่แข็งแกร่งอย่างมาก โดยสินค้าไทยแต่ละรายการพึ่งพาตลาดยุโรปพอสมควร โดยเฉพาะเครื่องปรับอากาศพึ่งพาตลาดยุโรป 20% รถยนต์และส่วนประกอบ 5.2% รถจักรยานยนต์

Read More

“ซีเจ” รุกคืบชนยักษ์สะดวกซื้อ เร่งรายได้แต่งตัวเข้าตลาดหุ้น

ซีเจ เอ็กซ์เพรส ได้ฤกษ์รุกฐานกรุงเทพฯ มากขึ้น หลังจากใช้เวลาหลายปีเปิดยุทธการป่าล้อมเมืองผุดสาขาในจังหวัดหลักๆ ทั่วประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อบิ๊กบอสคาราบาวกรุ๊ป เสถียร เศรษฐสิทธิ์ หุ้นส่วนใหญ่ ประกาศยังเดินหน้าแผนจดทะเบียนเข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย แม้ต้องเลื่อนจากปี 2563 เพราะพิษโควิด-19 เป็นปี 2565 เพื่อระดมทุนก้อนใหญ่เพิ่มขุมกำลังเปิดศึกชนยักษ์สะดวกซื้อแบบจัดเต็ม ล่าสุด ข้อมูล ณ วันที่ 18 มีนาคม 2564 ซีเจ เอ็กซ์เพรส มีสาขาทั่วประเทศรวม 593 แห่ง ซึ่งดูเหมือนยังห่างไกลจากเจ้าตลาด ทั้งเซเว่นอีเลฟเว่นของบริษัท ซีพีออลล์ จำกัด (มหาชน) และแฟมิลี่มาร์ท ของกลุ่มเซ็นทรัล แต่ประเมินจากกลยุทธ์และเครือข่ายเชื่อมโยงกับบริษัท คาราบาว กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ย่อมถือเป็นคู่แข่งที่น่ากลัว ที่สำคัญ แบรนด์ร้านสะดวกซื้อ “CJ” อยู่ในวงการค้าปลีกยาวนานกว่า 16 ปี ตั้งแต่ยุคบริษัท พี เอส ดี

Read More

กัญชาฟีเวอร์ร้อนแรง ร้านอาหารแข่งเดือด

กัญชาฟีเวอร์เปิดเทรนด์ใหม่ในสมรภูมิธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่ม ชนิดที่ทุกค่ายแห่กระโดดเกาะกระแสประชันสร้างสรรค์เมนูดึงดูดกลุ่มลูกค้าที่กำลังอยากลิ้มชิมรสชาติและลองสรรพคุณ เพื่อพลิกฟื้นรายได้รอบใหม่หลังผ่านวิกฤตโควิดมาอย่างสะบักสะบอม ขณะเดียวกัน ข้อมูลจากหลายสถาบันต่างคาดการณ์แนวโน้มการเติบโตของตลาดกัญชาในทิศทางเดียวกันจนขึ้นแท่นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ สามารถสร้างรายได้มหึมาและผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางหรือ HUB กัญชากัญชง หลังจากได้รับการปลดล็อกจากทะเบียนยาเสพติดประเภทที่ 5 มีผลตั้งแต่ปลายปี 2563 โดยสามารถนำส่วนต่างๆ มาใช้ประโยชน์เพื่อการพาณิชย์ได้ ประกอบด้วย 1. ใบที่ไม่ติดกับช่อดอก เปลือก ลำต้น เส้นใย กิ่ง ก้าน ราก 2. เมล็ดกัญชง น้ำมัน-สารสกัดจากเมล็ดกัญชง 3. สารสกัดที่มีผลต่อจิตประสาท CBD (Cannabidiol) และสาร THC (Tetrahydrocannabinol) ที่ยังเป็นยาเสพติด แต่ต้องไม่เกิน 2% โดยส่วนที่อนุญาตให้ใช้ต้องมาจากหน่วยงานที่ได้รับอนุญาตให้ปลูกถูกต้องตามกฎหมาย แต่ยังยกเว้น ช่อดอกกัญชา เมล็ดกัญชา และช่อดอกกัญชง ซึ่งยังไม่ปลดล็อกจากยาเสพติด ทั้งนี้ ตามรายงานของ The Global Cannabis Report ของ Prohibition Partners ผู้ให้บริการข้อมูลเชิงลึกและที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์ชั้นนำระดับโลก ประเมินมูลค่าตลาดกัญชาทั่วโลกจะเติบโตสูงมากและต่อเนื่องจนถึงปี

Read More

JMART ดัน Synergy Store ปรับเกมบุก คาซ่าลาแปง-ไวท์คาเฟ่

เจมาร์ทกรุ๊ป เดินหน้าปรับ Business Model ธุรกิจร้านอาหารและร้านกาแฟรอบใหญ่แก้เกมวิกฤตโควิด-19 ที่พลิกเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคแบบ New Normal โดยผลักดัน 2 แบรนด์หลัก คาซ่า ลาแปง (Casa Lapin) และไวท์คาเฟ่ (White Cafe) ภายใต้กลยุทธ์ Synergy Store รุกสู่เป้าหมายการเป็นดิจิตอลคาเฟ่เข้าถึงลูกค้าทุกช่องทาง ทุกรูปแบบ ตลอด 24 ชั่วโมง แน่นอนว่า แม้เปรียบเทียบกับทุกธุรกิจในเครือเจมาร์ท ธุรกิจร้านอาหารและร้านกาแฟอาจยังทำรายได้ไม่สูง แต่อัตราเติบโตและมาร์จินสูงมาก รวมทั้งถือเป็นเสน่ห์เติมเต็มความต้องการของลูกค้าในทุกโหมดธุรกิจ ล่าสุด อดิศักดิ์ สุขุมวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจ มาร์ท จำกัด (มหาชน) ยกทีมผู้บริหารชุดใหญ่ ประกาศเป้าหมายการผลักดันกำไรช่วง 5 ปี เริ่มตั้งแต่ปี 2564 จะเติบโตเฉลี่ยปีละ 50% ทำกำไร All Time High

Read More

จาก Dine in the Dark สู่ Dots Coffee ทลายกรอบมุมมองต่อผู้พิการทางตา

ย้อนไปเมื่อปี 2555 ร้านอาหารที่มาพร้อมกับคอนเซ็ปต์รับประทานอาหารท่ามกลางความมืดสนิท โดยมีผู้พิการทางสายตาคอยให้บริการ อย่าง “Dine in the Dark” กลายเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ และอยู่ในความสนใจของสังคม เพราะนอกจากเป็นการสร้างประสบการณ์แปลกใหม่ในมื้ออาหารแล้ว อีกทางหนึ่งยังเป็นการสนับสนุนและส่งเสริมศักยภาพของผู้พิการอีกด้วย จุดเริ่มต้นของ Dine in the Dark เกิดขึ้นที่เมืองซูริก ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ในปี ค.ศ. 1999 ก่อนขยายไปตามร้านอาหารต่างๆ ทั้งในเยอรมนี ฝรั่งเศส อังกฤษ รวมถึงประเทศไทย โดยมี Mr. Julien Wallet-Houget เป็นผู้นำคอนเซ็ปต์ดินเนอร์ในโลกมืดนี้เข้ามาในเมืองไทย โดยเปิดครั้งแรกที่โรงแรมแอสคอท เมื่อ พ.ศ. 2555 ก่อนที่จะย้ายไปยังโรงแรมเชอราตันแกรนด์สุขุมวิท ในปี พ.ศ. 2557 จนถึงปัจจุบัน คอนเซ็ปต์ของ Dine in the Dark คือการให้ลูกค้าได้ลองสัมผัสประสบการณ์อยู่ในโลกมืดของผู้พิการทางสายตา เพื่อเปิดประสาทรับรสและประสาทส่วนอื่นอย่างเต็มที่ โดยมีผู้พิการทางสายตาเป็นพนักงานเสิร์ฟ นำทาง และคอยให้คำแนะนำกับลูกค้า

Read More

ความเชื่อและความเป็นจริง วิ่งสวนทางในเศรษฐกิจไทย?

ความพยายามของกลไกรัฐไทยที่จะกระตุ้นเร้าความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจของไทยให้กลับมาฟื้นตัวขึ้น ดูจะเป็นสิ่งที่ย้อนทางกับข้อเท็จจริงที่ปรากฏอยู่ในห้วงเวลาปัจจุบัน เพราะแม้รัฐไทยจะพยายามสื่อสารว่าได้ตั้งเป้าหมายและต้องการที่จะผลักดันให้เศรษฐกิจไทยในปี 2564 กลับมาเติบโตที่ระดับร้อยละ 4 โดยจะเร่งการขับเคลื่อนเศรษฐกิจทุกมิติ ทั้งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาล ซึ่งลงทุนอย่างต่อเนื่อง แม้จะอยู่ในช่วงวิกฤตการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 รวมถึงการเร่งการลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) และการเปิดประเทศต้อนรับนักท่องเที่ยว หากแต่จากการประเมินเศรษฐกิจไทยโดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) กลับระบุว่าเศรษฐกิจไทยปี 2564 จะเติบโตอยู่ที่ระดับร้อยละ 2.6 ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับเดียวกับที่มีการคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ที่ระดับร้อยละ 2.5-3.5 โดยไอเอ็มเอฟได้ชี้แนะให้รัฐไทยใช้นโยบายการเงินแบบเจาะจง ซึ่งขณะนี้กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการรายใหญ่ ด้วยการแก้ พ.ร.ก. ซอฟต์โลน ซึ่งจะขยายไปถึงธุรกิจที่มีขนาดใหญ่กว่าเอสเอ็มอี เช่น ภาคโรงแรม ที่จะเป็นการให้สินเชื่อใหม่ เชื่อมโยงไปกับโครงการโกดังเก็บหนี้ ซึ่งจะให้ธุรกิจที่เดินต่อไปไม่ได้ให้โอนธุรกิจไว้ที่โกดังก่อน และเมื่อมีความสามารถก็ให้กลับมาซื้อคืนในราคายุติธรรม ต้องยอมรับว่าการตั้งเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ระดับร้อยละ 4 เป็นโจทย์ที่ท้าทายและหวังผลสัมฤทธิ์ได้ยากในภาวะเช่นนี้ หากแต่กลไกรัฐไทยยังคงผูกพันอยู่กับความเชื่อที่ว่าปัจจัยที่จะทำให้เป้าหมายเศรษฐกิจดังกล่าวมีความเป็นไปได้ จะมาจากการส่งออกที่กลับมาฟื้นตัวรับอานิสงส์นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา 1.9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และเมื่อประเทศไทยจะเปิดประเทศเพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวช่วงปลายปี ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้ที่เศรษฐกิจจะขยายตัวเป็นบวก ซึ่งถือเป็นความคาดหวังที่อยู่บนสมมุติฐานของความเชื่อ มากกว่าที่จะอยู่กับข้อเท็จจริง ซึ่งการดูแลเศรษฐกิจไทยให้ฟื้นตัวกลับมาเหมือนเดิมก่อนเกิดวิกฤต COVID-19 อาจต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 2 ปีขึ้นไป ฐานความคิดที่ว่าเศรษฐกิจประเทศไทยเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่องของผู้ที่เกี่ยวข้องกับการผลักดันมาตรการทางเศรษฐกิจในกลไกรัฐไทย ในด้านหนึ่งให้น้ำหนักอยู่กับการมาถึงและผลจากการฉีดวัคซีนต้าน

Read More