บทเรียนร้านอาหารในตลาดหุ้น พฤติกรรมผู้บริโภคคือผู้กำหนดตลาด
สถานการณ์ธุรกิจร้านอาหารในประเทศไทย ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันกำลังเผชิญหน้ากับสภาวะ “โตแบบฝืดเคือง” โดยข้อมูลจากศูนย์วิจัยเศรษฐกิจต่างๆ เช่น SCB EIC และศูนย์วิจัยกสิกรไทย เคยประเมินว่า ภาพรวมของธุรกิจร้านอาหารมีแนวโน้มเติบโตแบบชะลอตัวลงมาอยู่ที่ประมาณ 2.8%-3.2% เท่านั้น แม้ตัวเลขมูลค่าตลาดรวมจะดูเหมือนเพิ่มขึ้น (แตะระดับกว่า 5.7-6.4 แสนล้านบาท) แต่ในความเป็นจริง การเติบโตนั้นไม่ได้มาจากปริมาณลูกค้าที่เพิ่มขึ้น แต่มาจาก “การปรับขึ้นราคาสินค้าตามต้นทุน” และ “การเร่งเปิดสาขาใหม่ของรายใหญ่” ท่ามกลางปัญหากำลังซื้อภายในประเทศที่เปราะบางและหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ปัจจัยของการหดตัวมาจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เน้นความคุ้มค่า เพราะต้องการระมัดระวังการใช้จ่าย สินค้าฟุ่มเฟือยจะถูกชะลอออกไป แม้จะยอมจ่ายแพงขึ้นบ้าง แต่ต้องได้ความคุ้มค่า ดังนั้น ร้านอาหารประเภท A la carte จึงทำตลาดได้ยากขึ้น และหันไปเลือกร้านอาหารในกลุ่มบุฟเฟต์หรือชาบูหม้อร้อนแทน การลดความถี่เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ จากเดิมที่เคยกินข้าวนอกบ้านหรือสั่งเดลิเวอรีสัปดาห์ละหลายครั้ง ผู้บริโภคลดความถี่ลงและหันมาประกอบอาหารรับประทานเอง หรือเลือกซื้ออาหารพร้อมรับประทานในซูเปอร์มาร์เกตเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย ปัจจัยสุดท้ายคือ คนรุ่นใหม่เลือกกินร้านที่มีตัวตนชัดเจน และเน้นวัตถุดิบที่ดีต่อสุขภาพ มีรีวิวที่โปร่งใส หากร้านไหนไม่มีจุดเด่นที่แท้จริง ลูกค้าพร้อมเปลี่ยนใจทันที หากพิจารณาจากข้อมูลข้างต้น จะเห็นได้ว่าธุรกิจร้านอาหารในปัจจุบันต้องเผชิญกับความเสี่ยงรอบด้าน และโดยเฉพาะร้านอาหารในตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่แม้จะเป็นกลุ่มที่มีสีสัน โดยเฉพาะในช่วงที่เปิดจอง IPO นักลงทุนแห่จอง แต่ในเวลาต่อมากลับต้องเผชิญกับภาวะผลประกอบการและราคาหุ้นที่ถดถอยลง เป็นกรณีที่น่าศึกษาไม่น้อย ธุรกิจร้านอาหารที่อยู่ในตลาดหุ้นปัจจุบัน
Read More