Home > Cover Story (Page 2)

“หิรัญ ตันมิตร” ชี้ ‘T-Beauty’ มาแรง เตรียมดันยอดขาย EVEANDBOY แตะหมื่นล้าน

ในขณะที่หลายธุรกิจกำลังเผชิญกับความท้าทายจากสภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและฉุดกำลังซื้อ แต่สำหรับตลาดความงามของไทยกลับเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งแบรนด์ความงามของคนไทย หรือ “T-Beauty” ที่กำลังมาแรง แม้ต้องเผชิญกับการแข่งขันที่ดุเดือดจากแบรนด์ต่างประเทศทั้งฝั่งตะวันตกและแถบเอเชียที่ตบเท้าเข้ามาในตลาดไทยอย่างมากมายก็ตาม ข้อมูลจากสมาคมการค้าคลัสเตอร์เครื่องสำอางไทย ระบุว่า อุตสาหกรรมเครื่องสำอางไทยเติบโตต่อเนื่องเฉลี่ยปีละ 6-7% โดยปี 2568 ที่ผ่านมามีการคาดการณ์ตัวเลขออกมาว่า มูลค่าตลาดจะขึ้นไปแตะถึงระดับ 400,000 ล้านบาท โดยเฉพาะ ‘T-Beauty’ ถือว่ามีการเติบโตสูงและมีศักยภาพไม่แพ้แบรนด์จากต่างประเทศ ทั้งยังได้รับความนิยมจากชาวต่างชาติ ขึ้นแท่นของฝากจากเมืองไทยอีกด้วย หิรัญ ตันมิตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อีฟแอนด์บอย จำกัด ผู้ก่อตั้ง EVEANDBOY (อีฟแอนด์บอย) บิวตี้สโตร์เบอร์ต้นๆ ของเมืองไทย ฉายภาพการแข่งขันของตลาดความงามในปีนี้ไว้ว่า แม้เศรษฐกิจไทยจะอยู่ในช่วงเวลาที่ท้าทาย แต่อุตสาหกรรมความงามในไทยยังมีแนวโน้มได้ไปต่อ มีการเติบโตที่ต่อเนื่องและมีความหลากหลายมากขึ้นกว่าปีก่อนหน้าอย่างชัดเจน เพราะผู้บริโภคให้ความสำคัญกับการดูแลตัวเอง และเลือกลงทุนกับสินค้าที่ตอบโจทย์ทั้งเรื่องราคาและคุณภาพ ขณะเดียวกันผู้บริโภคในปัจจุบันก็มีองค์ความรู้ในการเลือกซื้อสินค้ามากขึ้น อันเนื่องมาจากอิทธิพลของโซเชียลมีเดียที่ทำให้เทรนด์เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้แบรนด์ต้องเร่งพัฒนาตัวเองตลอดเวลาทั้งเรื่องของสินค้าและการสร้างประสบการณ์ให้กับผู้บริโภค และที่สำคัญต้องเก่งในการสื่อสารเพื่อสร้างความสัมพันธ์ในระยะยาวกับผู้บริโภคให้ได้ ซึ่งหิรัญมองว่า ‘T-Beauty’ ตีโจทย์ตรงนี้ได้แตก โดยจะเห็นแบรนด์ไทยหลายๆ แบรนด์มีการพัฒนาสินค้าได้ตรงกับสิ่งที่ผู้บริโภคต้องการ อีกทั้งยังมีคุณภาพไม่แพ้แบรนด์จากต่างประเทศ ทำให้แบรนด์ความงามไทยได้รับความนิยมมากขึ้นเป็นลำดับ ทั้งนี้ จากการจัดงานมอบรางวัลให้แบรนด์ความงามที่มียอดขายสูงสุดแห่งปี ‘EVEANDBOY BEST

Read More

เส้นทาง 6 ทศวรรษ “ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป” จากโรงแรมริมหาดพัทยาสู่ผู้เล่นรายใหญ่

ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป (ONYX Hospitality Group) เป็นกลุ่มธุรกิจสัญชาติไทยและถือเป็นผู้เล่นรายใหญ่ด้านการบริหารจัดการโรงแรม รีสอร์ต เซอร์วิส อพาร์ตเมนต์ ที่พักอาศัยระดับหรู รวมถึงร้านอาหารและสปา ที่อยู่ในตลาดมานานถึง 60 ปี โดยมีจุดเริ่มต้นมาจากโรงแรมเล็กๆ ริมชายหาดพัทยา สู่การขยายอาณาจักรฮอสพิทาลิตี้ที่มีแบรนด์ในเครือถึง 4 แบรนด์ มีโรงแรมมากกว่า 49 แห่ง และมีจำนวนห้องมากถึง 9,000 ห้อง ใน 7 ประเทศ และเจ้าของแบรนด์โรงแรมที่อยู่คู่เมืองไทยมายาวนานอย่าง “อมารี” การเดินทางตลอด 60 ปีของ ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป สามารถแบ่งออกเป็น 5 ยุคหลักๆ โดยยุคแรกกินระยะเวลา 10 ปี ตั้งแต่ปี 2508-2518 ซึ่งรากฐานของ ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป เริ่มต้นจากการก่อตั้งกลุ่มอิตัลไทย โดยนายแพทย์ชัยยุทธ

Read More

บทเรียนร้านอาหารในตลาดหุ้น พฤติกรรมผู้บริโภคคือผู้กำหนดตลาด

สถานการณ์ธุรกิจร้านอาหารในประเทศไทย ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันกำลังเผชิญหน้ากับสภาวะ “โตแบบฝืดเคือง” โดยข้อมูลจากศูนย์วิจัยเศรษฐกิจต่างๆ เช่น SCB EIC และศูนย์วิจัยกสิกรไทย เคยประเมินว่า ภาพรวมของธุรกิจร้านอาหารมีแนวโน้มเติบโตแบบชะลอตัวลงมาอยู่ที่ประมาณ 2.8%-3.2% เท่านั้น แม้ตัวเลขมูลค่าตลาดรวมจะดูเหมือนเพิ่มขึ้น (แตะระดับกว่า 5.7-6.4 แสนล้านบาท) แต่ในความเป็นจริง การเติบโตนั้นไม่ได้มาจากปริมาณลูกค้าที่เพิ่มขึ้น แต่มาจาก “การปรับขึ้นราคาสินค้าตามต้นทุน” และ “การเร่งเปิดสาขาใหม่ของรายใหญ่” ท่ามกลางปัญหากำลังซื้อภายในประเทศที่เปราะบางและหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ปัจจัยของการหดตัวมาจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เน้นความคุ้มค่า เพราะต้องการระมัดระวังการใช้จ่าย สินค้าฟุ่มเฟือยจะถูกชะลอออกไป แม้จะยอมจ่ายแพงขึ้นบ้าง แต่ต้องได้ความคุ้มค่า ดังนั้น ร้านอาหารประเภท A la carte จึงทำตลาดได้ยากขึ้น และหันไปเลือกร้านอาหารในกลุ่มบุฟเฟต์หรือชาบูหม้อร้อนแทน การลดความถี่เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ จากเดิมที่เคยกินข้าวนอกบ้านหรือสั่งเดลิเวอรีสัปดาห์ละหลายครั้ง ผู้บริโภคลดความถี่ลงและหันมาประกอบอาหารรับประทานเอง หรือเลือกซื้ออาหารพร้อมรับประทานในซูเปอร์มาร์เกตเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย ปัจจัยสุดท้ายคือ คนรุ่นใหม่เลือกกินร้านที่มีตัวตนชัดเจน และเน้นวัตถุดิบที่ดีต่อสุขภาพ มีรีวิวที่โปร่งใส หากร้านไหนไม่มีจุดเด่นที่แท้จริง ลูกค้าพร้อมเปลี่ยนใจทันที หากพิจารณาจากข้อมูลข้างต้น จะเห็นได้ว่าธุรกิจร้านอาหารในปัจจุบันต้องเผชิญกับความเสี่ยงรอบด้าน และโดยเฉพาะร้านอาหารในตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่แม้จะเป็นกลุ่มที่มีสีสัน โดยเฉพาะในช่วงที่เปิดจอง IPO นักลงทุนแห่จอง แต่ในเวลาต่อมากลับต้องเผชิญกับภาวะผลประกอบการและราคาหุ้นที่ถดถอยลง เป็นกรณีที่น่าศึกษาไม่น้อย ธุรกิจร้านอาหารที่อยู่ในตลาดหุ้นปัจจุบัน

Read More

อุตสาหกรรมเวลเนส กุญแจขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ของโลก

อุตสาหกรรม Wellness เป็นหนึ่งในเมกะเทรนด์ที่ทรงพลังที่สุด โดยถูกยกระดับจากพฤติกรรมผู้บริโภคทั่วไปขึ้นมาเป็น “ระบบเศรษฐกิจใหม่ของโลก” ที่เติบโตแซงหน้า GDP โลกอย่างต่อเนื่อง จากรายงานล่าสุดของ Global Wellness Institute (GWI) มูลค่าเศรษฐกิจเวลเนสทั่วโลกทะลุ 6.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่อัตราการเติบโตถูกคาดการณ์ว่าเติบโตเฉลี่ย (CAGR) สูงถึง 7.6% ต่อปี และจะพุ่งทะยานไปแตะ 9.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2029 ซึ่งเป็นอัตราที่สูงกว่าการเติบโตของ GDP โลกเกือบเท่าตัว และอุตสาหกรรมเวลเนสของไทยมีมูลค่าตลาดอยู่ที่ประมาณ 4.05 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1.4 ล้านล้านบาท ขยับขึ้นมาอยู่ที่อันดับที่ 24 ของโลก อัตราการเติบโตในช่วงปีที่ผ่านมาไทยทำสถิติครองอันดับ 1 ของโลกด้านมูลค่าการเติบโต โดยโตสูงถึง 28.4% โดยมาจากการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพมูลค่าประมาณ 4.3 แสนล้านบาท คิดเป็น 30% ของตลาดเวลเนสไทย โภชนาการและอาหารสุขภาพ มูลค่าประมาณ 3.16

Read More

กรุงเทพฯ ปักหมุด WorldPride 2030 กับโอกาสของเศรษฐกิจสีรุ้ง

ปี 2569 ถือเป็นหลักไมล์สำคัญในการขับเคลื่อนความแข็งแกร่งของกลุ่มผู้หลากหลายทางเพศ และการทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง LGBTQIAN+ ระดับโลก ที่ไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่แห่งความเท่าเทียมและพร้อมโอบรับความหลากหลาย แต่ยังตามมาด้วยมูลค่าเศรษฐกิจจำนวนมหาศาล เริ่มจากวันที่ 28 พฤษภาคม-1 มิถุนายน 2569 กลุ่มนฤมิตไพรด์ ที่นำโดย “วาดดาว-อรรณว์ ชุมาพร” ปักหมุดจัดงานใหญ่ “Bangkok Pride Festival” (บางกอกไพรด์ เฟสติวัล) เพื่อเฉลิมฉลอง Pride Month และที่ถือเป็นคำเชิญที่ส่งตรงไปยัง LGBTQIAN+ จากทั่วทุกมุมโลกให้มาเยือนประเทศไทย ในฐานะหมุดหมายของ “ชาวสีรุ้ง” ถัดมาในช่วงปลายเดือนตุลาคม ยังมีการจัดการประชุมใหญ่ของ InterPride อย่าง “InterPride 2026 General Meeting & World Conference” ที่จะจัดขึ้นที่ภูเก็ต ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่งานประชุมใหญ่ของ InterPride จัดขึ้นในเอเชีย นับเป็น 2 งานใหญ่ของกลุ่ม LGBTQIAN+ ที่จะเกิดขึ้นในประเทศไทย ไม่เพียงเท่านั้น ล่าสุดประเทศไทยยังสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการเสนอชื่อเป็นเจ้าภาพจัดงาน

Read More

สำรวจแผน Nature Positive ของ SCGP เมื่อการลดคาร์บอนอาจไม่เพียงพอต่อโลกในปัจจุบัน

ภาวะโลกร้อนรุนแรงขึ้นทุกขณะ หลายองค์กรต่างออกมาตรการมาเพื่อลดภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างการลดการปลดปล่อยคาร์บอนที่เรามักได้ยินกัน แต่สำหรับ บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP แล้ว การลดการปล่อยคาร์บอนอาจยังไม่เพียงพอและไม่ทันต่อสภาวะโลกร้อนที่กำลังทวีความรุนแรงขึ้นอย่างในปัจจุบัน แต่สิ่งที่ SCGP ทำ คือการเดินหน้าสร้างความยั่งยืนผ่านแนวคิด “Nature Positive” หรือ “การฟื้นฟูธรรมชาติ” โดยเชื่อมการเติบโตทางธุรกิจเข้ากับการดูแลทรัพยากรธรรมชาติและการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนเข้าไว้ด้วยกัน ตั้งเป้าหยุดยั้งและฟื้นฟูความสูญเสียทางธรรมชาติภายในปี 2573 และมุ่งสู่การฟื้นฟูอย่างสมบูรณ์ภายในปี 2593 โดยมีธุรกิจในเครืออย่าง บริษัท สยามฟอเรสทรี จำกัด เป็นผู้ขับเคลื่อนที่สำคัญในฐานะต้นน้ำทางธุรกิจ บริษัท สยามฟอเรสทรี จำกัด ก่อตั้งขึ้นในปี 2530 เพื่อดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับไม้ ครอบคลุมทั้งผลิตกล้าไม้และส่งเสริมการปลูกไม้ยูคาลิปตัส โดยมีนวัตกรรมการวิจัยและพัฒนาพันธุ์ไม้อย่างต่อเนื่อง, ธุรกิจปลูกสวนไม้ยูคาลิปตัส, ธุรกิจชิ้นไม้สับส่งออก, รับซื้อและจัดหาไม้ยูคาลิปตัส เพื่อส่งให้แก่อุตสาหกรรมเยื่อและกระดาษของ SCGP รวมถึงตลาดภายในประเทศและต่างประเทศ นอกจากนั้น ยังมีธุรกิจปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยเคมีตรา “คู่ดิน” และรับซื้อไม้ชีวมวล เพื่อส่งให้โรงงานไฟฟ้าอีกด้วย จากขอบข่ายธุรกิจข้างต้นจะเห็นว่า “สยามฟอเรสทรี”

Read More

15 ปี ชานม Kamu Kamu สู้ตลาดด้วยความสดใหม่

เหตุผลที่ชานมกลายเป็นเครื่องดื่มประจำชาติของคนไทยอย่างเหนียวแน่น ไม่ใช่แค่เรื่องของรสชาติ แต่เป็นส่วนผสมของปัจจัยทางวัฒนธรรม สังคม และจิตวิทยาที่ลงตัวอย่างพอดี ชานมในไทยไม่ได้ทำหน้าที่แค่เครื่องดื่มแก้กระหาย แต่ทำหน้าที่เป็น “เครื่องมือบำบัดความเครียด” และสัญลักษณ์ทางสังคม ที่เข้าถึงง่ายที่สุดสำหรับคนทุกเพศทุกวัย ปัจจุบันตลาดร้านชานมไข่มุกและเครื่องดื่มชาประเภทชงสด ถือเป็น Red Ocean ที่มีผู้เล่นหนาแน่นมาก โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ เชนยักษ์ใหญ่จากจีน โดยในปี 2025-2026 เราจะได้เห็นการรุกหนักของแบรนด์จีนที่เน้นที่ราคาประหยัดและเทคโนโลยีทันสมัย เช่น Mixue, Chagee, Auntea Jenny และ Nayuki กลุ่ม Local Heroes & Established Brands แบรนด์ไทยที่แข็งแกร่งอย่าง Kamu Kamu, Bearhouse หรือ Fire Tiger ต้องปรับตัวด้วยการออกเมนู Seasonal และขยายไลน์สินค้าไปยังกลุ่มขนมหวานหรือ Ready to Drink และกลุ่ม Global Artisans

Read More

Green Mission by Chula x GULF ปี 3 ภารกิจรักษ์โลกของ GULF ปั้นนวัตกรรมสู้โลกร้อน

โลกยุคปัจจุบันกำลังเผชิญกับความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศอย่างรุนแรง อุณหภูมิที่สูงขึ้น สภาพอากาศสุดขั้ว น้ำท่วม ภัยแล้ง และคลื่นความร้อน คำถามสำคัญคือ เมื่อโลกเปลี่ยนขนาดนี้ พวกเราจะอยู่กับมันได้อย่างไร นี่คือโจทย์ที่ท้าทาย และเป็นที่มาของโครงการ “Green Mission by Chula x GULF” ภารกิจรักษ์ยั่งยืน ที่ดำเนินมาเป็นปีที่ 3 ในปี 2569 โครงการ “Green Mission by Chula x GULF” คือความร่วมมือระหว่างคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และบริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ที่จัดขึ้นต่อเนื่องทุกปี เพื่อเปิดพื้นที่ให้เยาวชนและนักเรียนระดับมัธยมปลายทั่วประเทศ ได้คิดค้นนวัตกรรมด้านสิ่งแวดล้อมและการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยมีการแข่งขัน Hackathon, Bootcamp และรางวัลรวมมูลค่ากว่า 100,000 บาท โดยในแต่ละปีจะมีธีมที่แตกต่างกันออกไป ในปี 2567 ใช้ธีม “Beware Your Step

Read More

เซ็นทรัล รีเทล ส่ง LOOKS สู้ศึกชิงเค้กบิวตี้รีเทล 1.8 แสนล้าน

ตลาดความงามไทยในปี 2025 ถูกจัดให้เป็นธุรกิจดาวรุ่งอันดับ 1 จากการเติบโตอย่างสวนกระแสสภาวะเศรษฐกิจโดยรวม ถูกคาดการณ์ว่าจะมีมูลค่าประมาณ 400,000 ล้านบาท ซึ่งนับรวมทั้งผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคล เครื่องสำอาง และบริการความงาม อัตราการเติบโตเฉลี่ยที่ 6.8-7.0% ต่อปี (CAGR 2025-2032) ปัจจัยสำคัญที่หนุนให้ตลาดความงามยังคงหอมหวาน และเติบโตได้ดี มี 5 ด้านคือ 1.การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุสมบูรณ์แบบ ทำให้กลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูงให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์ Anti-aging และการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน (Well-being) 2. การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพเป็นอีกปัจจัยที่เกื้อหนุน โดยเฉพาะกลุ่มชาวต่างชาติ เช่น จีน ญี่ปุ่น มาเลเซีย ที่เข้ามาใช้บริการศัลยกรรมและหัตถการความงามในไทย ซึ่งกระตุ้นยอดขายผลิตภัณฑ์หลังการทำทรีตเมนต์ 3. กลุ่มผู้บริโภคชาย เป็นอีกหนึ่งตลาดที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว (มากกว่า 10% ต่อปี) ซึ่งผู้ชายไทยเริ่มเปิดกว้างในการใช้เครื่องสำอางและสกินแคร์เฉพาะทางมากขึ้น 4. การนำ AI มาใช้ในการวิเคราะห์สภาพผิวและแนะนำผลิตภัณฑ์แบบเฉพาะบุคคล ช่วยเพิ่มความแม่นยำและแรงจูงใจในการซื้อ และ 5. เทรนด์ผลิตภัณฑ์ออแกนิกและสินค้าที่เน้นความยั่งยืน

Read More

อัครา พลิกโฉม “หางแร่” จากของเหลือสู่โอกาสใหม่ของอุตสาหกรรม

บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) ผู้ประกอบการ “เหมืองแร่ทองคำชาตรี” เหมืองแร่ทองคำที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย กลับมาเปิดดำเนินกิจการเหมืองแร่ทองคำอีกครั้งเมื่อเดือนมีนาคม 2566 หลังจากรัฐบาลไทยมีคำสั่งระงับกิจการเหมืองทองคำอัคราไปตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2560 จากประเด็นผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนและสิ่งแวดล้อมจากการทำเหมือง การกลับมาครั้งนี้ของอัครามีการยกระดับมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมและการมีส่วนร่วมของชุมชน ด้วยการประกาศกรอบวิสัยทัศน์ “Green Gold” ที่ให้ความสำคัญกับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในทุกขั้นตอนในการทำเหมือง ตั้งแต่การถลุงแร่ การผลิต การจำหน่าย การมีส่วนร่วมและพัฒนาชุมชน ไปจนถึงการจัดการกับ “หางแร่” ที่เหลือจากกระบวนการทำเหมือง เพื่อเรียกความเชื่อมั่นและทำให้การกลับมามีความชอบธรรม ที่น่าสนใจคืออัคราได้ร่วมมือและให้การสนับสนุนสถาบันการศึกษาชั้นนำต่างๆ อย่าง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ในการเปิดพื้นที่เหมืองให้นักวิจัยเข้าถึงและเก็บตัวอย่าง ‘หางแร่ (Tailings)’ ที่เกิดจากกระบวนการผลิตแร่ทองคำและเงิน เพื่อนำไปศึกษาคุณสมบัติและพัฒนาเป็นนวัตกรรมที่สามารถใช้งานได้จริงทั้งในภาคก่อสร้าง พลังงาน และวิสาหกิจชุมชน และยังเป็นการบริหารจัดการหางแร่ที่มีปริมาณมหาศาลได้อย่างเหมาะสม โดยปัจจุบันอัครามีบ่อกักเก็บหางแร่ (Tailings Storage Facility: TSF) จำนวน 2 บ่อ ได้แก่ TSF1

Read More