อุตสาหกรรมข้าวไทยอยู่ในช่วงขาลงตั้งแต่ช่วงปลายปี 2567 หากมองในมิติด้านราคาส่งออกข้าวขาว 5% ซึ่งเป็นข้าวส่งออกหลักของไทยที่มีแนวโน้มลดลงตั้งแต่ช่วงเดือนตุลาคม 2567 เนื่องจากต้องเผชิญกับการแข่งขันด้านราคาในตลาดส่งออกรุนแรงขึ้น หลังจากอินเดียที่เป็นประเทศผู้ส่งออกรายใหญ่กลับมาทำตลาดส่งออกข้าวอีกครั้งตั้งแต่เดือนกันยายน 2567 ทั้งที่ก่อนหน้าอินเดียมีนโยบายจำกัดการส่งออก
ไทยยังเป็นผู้ส่งออกข้าวเป็นอันดับ 3 ของโลก รองจาก อินเดียและเวียดนาม นอกจากความท้าทายของการเป็นผู้ส่งออกข้าวในตลาดโลกที่ไทยต้องเผชิญแล้ว ปัญหาเกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ทั้งภาครัฐและเอกชน เกษตรกรต้องสร้างความพร้อมเพื่อเตรียมรับมือกับจุดเปลี่ยน ซึ่งจะส่งผลต่อผลผลิตและคุณภาพของข้าวไทย รวมไปถึงการสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
ศ.ดร.พูนพิภพ เกษมทรัพย์ ภาควิชาพืชสวน คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มองว่าแนวคิดการทำนารูปแบบใหม่ Carbon Farming เป็นสิ่งสำคัญที่ชาวนาไทยต้องปรับตัวเพื่อสร้างข้อได้เปรียบทางธรรมชาติ
“ปัจจุบันทั่วโลกกำลังเผชิญวิกฤตสภาพภูมิอากาศมากมาย เนื่องจากระดับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในช่วงปี 2024 ที่ผ่านมาสูงขึ้นจนทำลายสถิติในหน้าประวัติศาสตร์ แต่ในขณะเดียวกันยังมีข่าวดีจากงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์จำนวนมากที่ชี้ตรงกันว่า พืชและดินจะเป็นกลไกสำคัญในการดูดซับคาร์บอนกลับคืนสู่ผืนโลก ส่วนในประเทศไทยมีจุดแข็งที่การทำการเกษตร โดยเฉพาะพื้นที่นาข้าวที่ครอบคลุมทั่วประเทศ และเป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอนตามธรรมชาติ โดยงานวิจัยล่าสุดชี้ให้เห็นว่าภาคเกษตรไทยแม้จะมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอยู่บ้าง แต่กลับสามารถดูดซับกลับได้มากกว่า ทำให้ภาพรวมของภาคเกษตรเป็นคาร์บอนติดลบ หรือพูดง่ายๆ คือ ชาวนาไทยช่วยลดคาร์บอนมากกว่าที่ปล่อยออกมา
เกษตรฟื้นฟูและ Carbon Farming แนวทางใหม่ของชาวนาไทย หากประเทศต้องการใช้ข้อได้เปรียบทางธรรมชาติให้เกิดผลสูงสุด แนวทางการทำเกษตรฟื้นฟู (Regenerative Agriculture) และ Carbon Farming จะเป็นหัวใจสำคัญของการปรับตัวของภาคการเกษตรในอนาคต โดยเกษตรฟื้นฟูคือการทำเกษตรที่มุ่งฟื้นฟูดิน เพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ ลดการใช้สารเคมี และสร้างระบบนิเวศที่ยั่งยืน ส่วน Carbon Farming แม้จะฟังดูเป็นเรื่องเทคนิค แต่เป็นแนวทางที่เรียบง่ายช่วยให้ชาวนาทำงานง่ายขึ้น ต้นทุนลดลง และได้ผลผลิตที่ดีขึ้นในเวลาเดียวกัน เช่น การเพิ่มอินทรียวัตถุในดินทำให้ดินร่วนซุยและอุ้มน้ำได้ดี ช่วยลดการใช้ปุ๋ยเคมีและลดปัญหาดินเสื่อมโทรม การจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้งช่วยลดการปล่อยก๊าซมีเทนจากนาข้าว รวมทั้งยังใช้น้ำน้อยลงและลดค่าใช้จ่ายในการสูบน้ำ นอกจากนี้ ถ้าใช้เทคโนโลยีหรือภาพถ่ายดาวเทียมตรวจวัดอย่างเป็นระบบ ก็จะเปิดทางให้ชาวนาสามารถสร้างคาร์บอนเครดิต ที่ขายให้ภาคธุรกิจได้ ถือเป็นการรักษาคุณภาพผลผลิตและสร้างความยั่งยืนให้โลกไปพร้อมกัน

การวัดผลที่โปร่งใส หัวใจสู่ Net Zero และคำตอบของปัญหา PM2.5 อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือบทบาทของระบบ MRV หรือการวัดผล รายงาน และตรวจสอบ ซึ่งเป็นกลไกที่ทำให้การทำ Carbon Farming เกิดผลจริงและช่วยให้ประเทศไทยเดินหน้าสู่เป้าหมาย Net Zero ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะเมื่อสามารถพิสูจน์ปริมาณคาร์บอนที่กักเก็บได้จากแปลงเกษตร ก็จะเปิดทางสู่การลงทุนและตลาดคาร์บอนอย่างโปร่งใส นอกจากนี้ แนวคิดเดียวกันยังช่วยลดปัญหาฝุ่น PM2.5 ซึ่งมีสาเหตุสำคัญจากการเผาซากฟางหลังฤดูเก็บเกี่ยว หากนำเศษวัสดุเหล่านี้กลับมาใช้เป็นอินทรียวัตถุในดินแทนการเผา ก็จะช่วยกักเก็บคาร์บอนเพิ่ม ลดควันพิษ และปรับปรุงคุณภาพดินไปพร้อมกัน ทำให้ภาคเกษตรกลายเป็นกำลังสำคัญในการแก้ทั้งปัญหาโลกร้อนและฝุ่นพิษที่กระทบคนไทยทั่วประเทศในทุกปี
คู่แข่งสำคัญอย่างเวียดนาม มีการพัฒนาข้าวที่มีคุณภาพตามแนวทาง ESG โดยเฉพาะด้านสิ่งแวดล้อม ด้วยการเปิดตัวแบรนด์ Green & Low Emission Rice สำหรับส่งออกไปยังตลาดญี่ปุ่นและยุโรป นอกจากนี้ เวียดนามยังมีแผนพัฒนาเกษตรแบบลดคาร์บอนในพื้นที่มากกว่า 1 ล้านเฮกตาร์ภายในปี 2030 ขณะที่เกษตรกรเวียดนามมีการนำนวัตกรรมการปลูกแบบเปียกสลับแห้ง หรือ Alternate Wetting and Drying และการใช้โดรนพ่นปุ๋ย มาลดการใช้น้ำและก๊าซมีเทนอย่างเป็นรูปธรรม
ประเทศไทยแม้จะมีโครงการต้นแบบร่วมกับหน่วยงานต่างประเทศ เช่น TGCP-Agriculture และ Olam Agri ที่พัฒนาเกษตรยั่งยืน แต่ยังอยู่ในวงจำกัด และขาดการสร้างแบรนด์ระดับประเทศในเชิงพาณิชย์
ปัจจุบันตลาดโลกเริ่มให้ความสำคัญกับ ESG เป็นปัจจัยหลักในการนำเข้าสินค้า โดยเฉพาะในตลาดพรีเมียม หากไทยยังไม่เร่งยกระดับการพัฒนา ESG ในอุตสาหกรรมข้าวอย่างจริงจังและเป็นระบบจะมีความเสี่ยงสูงที่จะสูญเสียส่วนแบ่งตลาดที่มีมูลค่าสูงให้กับคู่แข่งอย่างเวียดนาม
เนื่องจากผลผลิตต่อไร่ของข้าวไทยต่ำกว่าประเทศคู่แข่งอย่างเวียดนาม ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดอ่อนเชิงโครงสร้างที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมข้าวไทยในระดับโลก ปัจจุบัน เกษตรกรไทยผลิตข้าวได้เพียง 458 กิโลกรัมต่อไร่ ขณะที่เวียดนามผลิตได้ถึง 986 กิโลกรัมต่อไร่ ในขณะที่ต้นทุนการเพาะปลูกใกล้เคียงกัน แต่ด้วยผลผลิตที่ต่างกันจะทำให้ต้นทุนเฉลี่ยต่อกิโลกรัมของข้าวไทยสูงกว่า ทำให้ไทยเสียเปรียบในการตั้งราคาขาย.
