วันเสาร์, มิถุนายน 20, 2026
Home > Cover Story > Longevity Economy ชีวิตยืนยาว เศรษฐกิจยั่งยืน

Longevity Economy ชีวิตยืนยาว เศรษฐกิจยั่งยืน

ข้อมูลจากสถาบันสุขภาพระดับโลก (Global Wellness Institute: GWI) เปิดเผยว่า ธุรกิจ Health & Wellness ทั่วโลกมีแนวโน้มจะเติบโตถึง 7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่าจะแตะ 8.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2570 เนื่องจากประเทศส่วนใหญ่ในโลกกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ รวมถึงไทยที่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเรียบร้อยแล้ว ปัจจุบันไทยมีผู้สูงวัยจำนวน 13.45 ล้านคน คิดเป็น 20.70% ของประชากรไทยทั้งหมด

ขณะที่ตลาดของไทยถูกคาดการณ์ว่าจะมีมูลค่า 1.4 ล้านล้านบาท แต่ฉากทัศน์ของตลาด Health & Wellness ในไทยกำลังจะเปลี่ยนไปสู่การมีชีวิตที่ยืนยาวอย่างมีคุณภาพมากขึ้น ไม่ใช่การดูแลสุขภาพเพียงผิวเผิน ที่ไม่ใช่แค่เทรนด์แต่จะกำลังจะกลายเป็นเศรษฐกิจอายุยืน หรือ Logevity Economy

ประเทศไทยกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงสำคัญทั้งในเชิงโครงสร้างประชากรและพฤติกรรมผู้บริโภคซึ่งเป็นผลมาจากการกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ประกอบกับคนรุ่นใหม่ที่เริ่มหันมาใส่ใจดูแลคุณภาพชีวิตเพื่ออายุที่ยืนยาวมากขึ้น ซึ่งไม่ใช่แค่เพียง “อยู่ได้นาน” แต่ยังต้อง “อยู่ได้ดี” ทำให้แนวคิดเรื่อง Longevity หรือการมีอายุยืนอย่างมีคุณภาพกลายเป็นเทรนด์สำคัญที่น่าจับตาและส่งผลต่อโครงสร้างเศรษฐกิจและตลาดผู้บริโภคอย่างมหาศาล

“จากเทรนด์ดังกล่าวจึงเป็นที่มาของ “เศรษฐกิจอายุยืน” หรือ Longevity Economy ที่ขับเคลื่อนโดยผู้บริโภคที่มองสุขภาพเป็นการลงทุนระยะยาว ไม่ใช่แค่การรักษาเมื่อเจ็บป่วย โดยมีข้อมูลที่น่าสนใจจาก Global Wellness Institute ระบุว่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาตลาด Health & Wellness ของไทยเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยมีมูลค่าเพิ่มจาก 31.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2565 เป็น 40.5 พันล้านดอลลาร์ในปี 2566 เติบโตขึ้นกว่า 28.4% ถือเป็นหนึ่งในอัตราการเติบโตที่สูงที่สุดในโลก เช่นเดียวกับตลาดการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและสปาของไทยก็ขยายตัวอย่างมหาศาล โดยมีรายได้กว่า 12.34 พันล้านดอลลาร์ในปี 2566 เพิ่มขึ้นถึง 119.5% จากปีก่อนหน้า ซึ่งสะท้อนชัดว่า “สุขภาพ” ได้กลายเป็นทั้งสินทรัพย์ทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมร่วมสมัยของคนไทย เป็นความหรูหราและความสำเร็จรูปแบบใหม่ และยังสร้างแรงกดดันใหม่ให้กับวงการการตลาด” อาจารย์ประเสริฐ ธวัชโชคทวี อาจารย์ที่ปรึกษาโครงการสาขาการตลาด วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบาย

ขณะที่งานวิจัย “ภูมิทัศน์การดูแลสุขภาพของคนไทย” ยังชี้ให้เห็นพฤติกรรม ค่านิยม แรงจูงใจ ไลฟ์สไตล์ที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าและบริการด้านสุขภาพของคนไทยในแต่ละช่วงวัยไปจนถึงความสนใจและความพร้อมในการใช้บริการ ชี้ให้เห็นว่า คนไทยทุกช่วงวัยให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพมากขึ้น และเริ่มผนวกกิจกรรมดูแลตัวเองเข้าไปในชีวิตประจำวันอย่างต่อเนื่องจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของพฤติกรรมประจำวัน แม้ว่าทุกช่วงวัยจะให้ความสำคัญกับสุขภาพเหมือนกัน แต่สิ่งที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน คือแรงจูงใจ ช่องทางในการค้นหาข้อมูล และความพร้อมในการใช้จ่ายด้านสุขภาพ

โดย Gen Z จัดเป็นกลุ่ม “ผู้ปรับตัวเร็ว” ที่เติบโตมากับโลกดิจิทัลและเปิดรับเทรนด์ใหม่ก่อนใคร นิยมค้นหาข้อมูลสุขภาพผ่านโซเชียลมีเดียเป็นช่องทางหลัก ในด้านการบริโภค แม้กำลังซื้อยังไม่สูง โดยมีค่าใช้จ่ายด้านอาหารสุขภาพเฉลี่ย 262 บาทต่อมื้อ และค่าใช้จ่ายด้านวิตามินและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเฉลี่ย 2,592 บาทต่อเดือน แต่ก็สะท้อนแนวโน้มความสนใจในการลงทุนเพื่อสุขภาพ ด้านการออกกำลังกาย นิยมกิจกรรมที่ใช้พลังงานสูง สำหรับความสนใจต่อบริการLongevity ให้ความสนใจและพร้อมจ่ายน้อยกว่าเจนอื่น

Gen Y มีบทบาทเป็น “นักลงทุนในสุขภาพของตนเองอย่างสมดุล” และเป็นกลุ่มที่มีการใช้จ่ายด้านสุขภาพสูงที่สุด โดยมีพฤติกรรมการหาข้อมูลสุขภาพผ่านช่องทางออนไลน์เป็นหลักเช่นเดียวกับ Gen Z ด้านการบริโภคพบว่า Gen Y ใช้จ่ายด้านวิตามินและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสูงถึง 4,608 บาทต่อเดือน และมีค่าใช้จ่ายด้านอาหารสุขภาพสูงสุดเมื่อเทียบกับเจเนอเรชันอื่น เฉลี่ย 320 บาทต่อมื้อ ด้านการออกกำลังกาย จัดเป็นกลุ่มที่มีวินัยสูง โดยเฉพาะบริการ Longevity Retreat ซึ่งยินดีจ่ายเฉลี่ยสูงกว่าทุกเจนถึง 25,000 บาทต่อครั้ง

ส่วน Gen X ถูกนิยามให้เป็น “ผู้รักษาสมดุลสุขภาพ” ที่ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพอย่างยั่งยืน และมีความเชื่อมั่นในข้อมูลสุขภาพจากผู้เชี่ยวชาญ เช่น คลินิกหรือโรงพยาบาล มากกว่าช่องทางดิจิทัลในด้านการบริโภค Gen X เป็นกลุ่มที่ใช้จ่ายด้านวิตามินและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสูงที่สุด เฉลี่ย 4,846 บาทต่อเดือน และมีค่าใช้จ่ายด้านอาหารสุขภาพเฉลี่ย 297 บาทต่อมื้อ  นอกจากนี้ Gen X ยังเป็นกลุ่มที่ให้ความสนใจต่อบริการ Longevity สูงที่สุด และมีความพร้อมในการใช้จ่าย โดยเฉพาะ Longevity Center พร้อมจ่ายสูงที่สุดถึง 4,061 บาทต่อครั้ง

เมื่อมองลึกลงไปในแต่ละเจเนอเรชัน จะเห็นโอกาสทางธุรกิจที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ กลุ่มคนรุ่นใหม่อย่าง Gen Z แม้ยังไม่ใช่กำลังซื้อหลัก แต่ก็เป็นกลุ่มที่เปิดรับและกล้าทดลองสินค้าและบริการด้านสุขภาพใหม่ๆ ได้เร็ว และมีบทบาทสำคัญในการบุกเบิกดีมานด์และปูทางให้ตลาด Longevity เติบโตในระยะยาว ขณะที่ Gen Y มีความพร้อมและมีกำลังจ่ายสูงจึงเป็น “Sweet Spot” หรือกลุ่มทองคำ Gen X ก็เป็นกลุ่มที่พร้อมใช้และพร้อมจ่ายอย่างจริงจัง โดยเฉพาะบริการ Longevity Center, Longevity Retreat และ Longevity Residence

“จากผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า Longevity Economy ไม่จำกัดอยู่แค่ผลิตภัณฑ์หรือบริการเพื่อสุขภาพอีกต่อไป แต่กำลังขยายสู่ระบบนิเวศใหม่ที่ครอบคลุมตั้งแต่ช่องทาง คอนเทนต์การสื่อสาร การออกแบบสินค้า บริการ และประสบการณ์ ไปจนถึงการวางแผนชีวิตในระยะยาว แบรนด์และผู้ประกอบการที่เข้าใจจุดเด่นและความต้องการของแต่ละเจน เช่น ใช้ดิจิทัลและคอมมูนิตี้เข้าถึง Gen Z ใช้คุณค่าและประสบการณ์พรีเมียมดึงดูด Gen Y และใช้ความน่าเชื่อถือ บริการเชิงลึก และการวางแผนระยะยาวตอบโจทย์ Gen X จะมีโอกาสก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในเศรษฐกิจ Longevity ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว” อาจารย์ประเสริฐ กล่าว

ด้านนายศักดิ์สิทธิ์ จีระวงษ์สกุล นักศึกษาปริญญาโท วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU) หัวหน้าทีมวิจัย “ภูมิทัศน์การดูแลสุขภาพของคนไทย” ระบุว่า ผลการวิจัยนำมาพัฒนาเป็นกรอบแนวคิด LONGER ออกแบบมาเพื่อให้ผู้ประกอบการ นักการตลาด เข้าใจองค์ประกอบของการดูแลสุขภาพระยะยาวอย่างเป็นระบบ สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริงในการวางกลยุทธ์ทางการตลาดและพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือบริการที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคยุค Longevity ประกอบด้วย L–Lifestyle Practices: พฤติกรรมประจำวัน เช่น โภชนาการ การออกกำลังกาย และรูปแบบการใช้ชีวิต ที่มีผลโดยตรงต่อสุขภาพร่างกาย O–Ongoing Prevention: การดูแลป้องกันสุขภาพเชิงรุก เช่น การเสริมวิตามิน อาหารเสริม และการตรวจสุขภาพ N–Nurturing Mind: กิจกรรมที่สร้างความผ่อนคลาย สมดุลอารมณ์ และความสงบทางจิตใจ เช่น การท่องเที่ยว งานอดิเรก กิจกรรมทางศาสนา G–Group & Social Glue: บทบาทของสังคมและชุมชนที่ช่วยให้ผู้คนเริ่มต้นและรักษาเป้าหมายด้านสุขภาพ เช่น กลุ่มออกกำลังกาย คลับ และกิจกรรมแบบมีส่วนร่วม R–Reassurance: ความปลอดภัยและความเชื่อมั่น ซึ่งเป็นพื้นฐานให้ผู้บริโภคตัดสินใจใช้บริการด้านสุขภาพ และ E–Easy Access: การเข้าถึงบริการอย่างสะดวกและสอดคล้องกับการใช้ชีวิต ทำให้การดูแลสุขภาพเป็นเรื่องง่ายและกลายเป็นส่วนหนึ่งของกิจวัตร

“กรอบแนวคิดนี้ถูกพัฒนาขึ้นจากข้อมูลเชิงลึกของพฤติกรรมผู้บริโภคจริง ซึ่งจะช่วยให้แบรนด์เข้าใจว่า การสร้างธุรกิจในตลาด Longevity ไม่ใช่แค่การขายสินค้าหรือบริการเดี่ยวๆ แต่จำเป็นต้องสร้างระบบนิเวศด้านสุขภาพที่ครบวงจรที่ครอบคลุมทั้งอาหารการกิน การดูแลสุขภาพร่างกาย จิตใจ จิตวิญญาณ ไปจนถึงการสร้างคอมมูนิตี้เพื่อตอบโจทย์กลุ่มผู้บริโภคที่มีความต้องการและความสนใจเหมือนกัน ซึ่งจะทำให้ธุรกิจเติบโตในตลาดนี้ได้อย่างยั่งยืน” ศักดิ์สิทธิ์ กล่าว

ในอนาคตอุตสาหกรรมและธุรกิจที่มีความเกี่ยวข้องกับ Health & Wellness หรือสอดคล้องกับ Longevity Economy จะกลายเป็นอุตสาหกรรมที่เป็นหนึ่งแรงขับเคลื่อนของทั้งเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลก และผู้ประกอบการที่จับกระแสและทำความเข้าใจกับพฤติกรรม ความต้องการของผู้บริโภคในแต่ละเจนจะมีโอกาสทางธุรกิจมากขึ้น.