วันเสาร์, มิถุนายน 20, 2026
Home > Cover Story > OR กับแนวคิดความยั่งยืน สร้างป่าปลูกกาแฟบนปางขอน-ผาลั้ง

OR กับแนวคิดความยั่งยืน สร้างป่าปลูกกาแฟบนปางขอน-ผาลั้ง

กาแฟ ผลิตผลทางการเกษตรที่มีราคาสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี สืบเนื่องมาจากมูลค่าตลาดกาแฟโลกมี มูลค่าสูงถึง 433,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2022 และมีอัตราการเติบโตในปี 2022-2025 ถึง +7.64% ต่อปี

ขณะที่มูลค่าตลาดกาแฟไทย ในปี 2025 อยู่ที่ 65,000 ล้านบาท และยังมีแนวโน้มที่จะขยายตัวต่อเนื่อง ปัจจัยสำคัญมาจากการบริโภคกาแฟของคนไทยเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 1.7 แก้วต่อคนต่อวัน นอกจากนี้ กลุ่มผู้บริโภคกาแฟยังเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากเทรนด์รักษาสุขภาพที่เพิ่มขึ้น ผู้บริโภคใส่ใจในการเลือกเครื่องดื่ม 0 แคล กาแฟจึงเป็นคำตอบอันดับแรกๆ

ปัจจัยด้านความต้องการบริโภคที่สูงขึ้น มีส่วนสนับสนุนให้ราคากาแฟโรบัสต้าซื้อขายกันอยู่ที่ 220 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่อราบิก้าราคาอยู่ที่ 590-620 บาทต่อกิโลกรัม ขึ้นอยู่กับคุณภาพ

นี่เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ OR มุ่งพัฒนาพื้นที่ปลูกกาแฟในชุมชนปางขอน และผาลั้ง จ.เชียงราย พร้อมช่วยพัฒนาคุณภาพผลผลิต และรับซื้อเพื่อเสิร์ฟให้ผู้บริโภคกาแฟที่ร้านคาเฟ่ อเมซอน

“เราปลูกกาแฟมานาน แต่ไม่รู้วิธีในการดูแลให้ดี ทำอย่างไรให้ได้ผลผลิตที่ดี เหมือนเราปลูกแบบให้เทวดาช่วยดูแล ตอนที่เริ่มปลูกกันในชุมชนที่รวมตัวกันเป็นวิสาหกิจ เราได้ผลผลิตเยอะประมาณ 6-7 ตัน แต่ไม่มีตลาด การซื้อขายยังยากลำบาก คนซื้อจ่ายเงินล่าช้า ขายกาแฟต้นปีกว่าจะได้เงินนับเวลารอคอยไป 6-7 เดือน จนกระทั่ง OR เข้ามาให้คำแนะนำและทำข้อตกลงในการซื้อผลผลิต ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของคนปางขอนให้ดีขึ้น” ธีรศักดิ์ วุยยะอากุ ประธานวิสาหกิจชุมชนบ้านปางขอน ให้ข้อมูล

พื้นที่ศักยภาพที่จะเอื้ออำนวยให้เมล็ดกาแฟมีผลผลิตที่ดีคือ ต้องสูงกว่าจะระดับน้ำทะเลตั้งแต่ 800 เมตรขึ้นไป บ้านปางขอนและบ้านผาลั้ง เป็นพื้นที่ที่ตอบโจทย์และเหมาะสมสำหรับการปลูกกาแฟ แต่การพึ่งพาธรรมชาติปล่อยให้ธรรมชาติดูแลต้นกาแฟเพียงอย่างเดียว คงไม่สามารถทำให้ชาวบ้านสร้างรายได้ได้อย่างแท้จริง

“เราลงพื้นที่หลายจังหวัดทั้งเชียงราย เชียงใหม่ น่าน ชุมพร เพื่อสร้างระบบปลูกกาแฟที่มีคุณภาพ สร้างตลาดที่โปร่งใส เป็นธรรม ทำให้เกษตรกรมีรายได้มั่นคง ไม่ใช่แค่ชั่วครั้งชั่วคราว ซึ่ง OR ทำโครงการพัฒนาการปลูกกาแฟอย่างยั่งยืนมาต่อเนื่องกว่า 10 ปี เราอยากเข้ามาพัฒนาในฐานะเพื่อนของชาวบ้าน ลงพื้นที่ แนะนำ ช่วยแก้ปัญหา เพราะเป้าหมายคือทำให้กาแฟเป็นอาชีพที่มั่นคงในระยะยาว” พงษ์ศักดิ์ ภัทรเมธีวิญญู ผู้จัดการฝ่ายบริหารห่วงโซ่อุปทานเมล็ดกาแฟดิบ OR

คนปางขอนเริ่มปลูกกาแฟมาตั้งแต่รุ่นพ่อรุ่นแม่ เดิมทีเป็นการปลูกแบบปล่อยให้ธรรมชาติดูแล ขาดความรู้ ขาดตลาดที่รับซื้อ ทำให้ผลผลิตกาแฟในเวลานั้นเป็นเพียงรายได้เสริมของชาวบ้าน

“OR ร่วมกับบริษัท สานพลัง วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่ดำเนินธุรกิจเพื่อสังคมของกลุ่ม ปตท. ทำบันทึกความร่วมมือกับชุมชน และเริ่มรับซื้อกาแฟควบคู่กับการพัฒนาชุมชนและสิ่งแวดล้อมจากปางขอนครั้งแรกเมื่อปี 2560

นับจากวันนั้น การพัฒนาร่วมกันกับชาวบ้านเริ่มต้นขึ้นอย่างจริงจัง ตั้งแต่การสอนวิธีการเก็บเมล็ดกาแฟเชอรี่ การดูแลต้นกาแฟ การจัดการร่มเงา ไปจนถึงการสร้างระบบการรับซื้อที่มีมาตรฐาน เป็นธรรม และมั่นคง ทำให้กาแฟที่เคยปลูกแบบพึ่งพาโชคชะตาเริ่มกลายเป็นอาชีพที่มีอนาคต จากเดิมเมื่อประมาณ 10 ปีก่อน ปางขอนมีเพียงไม่กี่สิบครัวเรือนที่ปลูกกาแฟเป็นอาชีพเสริม แต่วันนี้จำนวนครอบครัวที่ปลูกกาแฟ เพิ่มขึ้นเป็นกว่า 100 ครัวเรือน กาแฟถูกปลูกในพื้นที่สูงเฉลี่ยกว่า 1,200 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล อากาศเย็นตลอดปี และสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ทำให้กาแฟปางขอนมีคุณภาพโดดเด่นมีอัตลักษณ์และเป็นที่ต้องการของตลาดมากขึ้นเรื่อยๆ”

นอกจากบ้านปางขอนแล้ว ยังมีหมู่บ้านผาลั้ง ที่เคยพึ่งพาการปลูกลิ้นจี่เป็นพืชเศรษฐกิจหลัก แต่ความเสี่ยงจากสภาพอากาศที่แปรปรวน และการกดขี่ราคาจากพ่อค้าคนกลาง ทำให้ชาวบ้านผาลั้งไม่สามารถวางแผนระยะยาวด้านรายได้ จนกระทั่งเริ่มทดลองปลูกกาแฟ หลังเห็นต้นแบบการปลูกกาแฟอย่างยั่งยืนจากปางขอนเป็นตัวอย่าง

OR เริ่มเข้าหมู่บ้านผาลั้งเมื่อปี 2561 โดยระยะแรกให้การสนับสนุนองค์ความรู้ด้านการปลูกและการดูแลคุณภาพ พร้อมรับซื้อเมล็ดกาแฟอย่างต่อเนื่องตามมาตรฐานที่ชัดเจน กาแฟจึงค่อยๆ กลายมาเป็นอาชีพหลักของชาวบ้านผาลั้งภายในเวลาไม่ถึง 10 ปี พื้นที่หมู่บ้านผาลั้งเป็นเนินเขาสูง ต่ำสลับกัน ทำให้ชาวบ้านสามารถปลูกได้ทั้งสายพันธุ์อราบิก้า และโรบัสต้า และยังให้ผลผลิตที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องทุกปี

ตอนชิง พัชรมโน ผู้ใหญ่บ้านผาลั้ง เล่าให้ “ผู้จัดการ 360 องศา” ฟังว่า “ตอนเริ่มปลูกกาแฟใหม่ๆ ผมยังกินกาแฟไม่เป็นด้วยซ้ำ แต่รู้ว่านี่คือพืชที่ให้โอกาส วันนี้ผาลั้งปลูกกาแฟกัน 100% มากกว่า 100 ครัวเรือน รายได้เฉลี่ยหลักแสนบาทต่อปีต่อครัวเรือน เฉพาะจากการขายเมล็ดกาแฟ แม้ว่าต้นทุนในการดูแลต้นกาแฟจะสูง แต่รายได้ที่ได้รับกลับมาก็ถือว่าคุ้มค่า เพราะ OR รับซื้อแน่นอนด้วยราคาที่มาตรฐาน และชาวบ้านผาลั้งที่ปลูกกาแฟจะต้องดูแลป่าด้วยเพราะถ้าป่าสมบูรณ์กาแฟก็จะดี”

นอกจากรายได้ที่เพิ่มขึ้นจากการปลูกกาแฟแล้ว ชาวบ้านยังได้กำไรจากการได้ป่าที่สมบูรณ์ เนื่องจากการปลูกกาแฟใต้ร่มเงาไม้ใหญ่จำเป็นที่จะต้องดูแลระบบนิเวศของป่าให้สมบูรณ์อยู่เสมอ เกษตรกรผาลั้งจึงต้องเรียนรู้ที่จะรักษาต้นไม้ใหญ่ ปลูกไม้ร่มเงาเพิ่ม และไม่ทำการเผาป่า ส่งผลให้ป่าผาลั้งยังคงอุดมสมบูรณ์และเป็นหัวใจสำคัญของคุณภาพกาแฟที่ดีขึ้นทุกปี

“การสนับสนุนของ OR ที่ปางขอนและผาลั้งได้รับ ไม่ใช่แค่รายได้จากการขายผลผลิตกาแฟให้ OR เท่านั้น แต่ยังสร้างความภูมิใจเมื่อกาแฟจากป่าบนดอยสูงถูกเสิร์ฟให้ผู้บริโภคกาแฟในเมือง เพราะกาแฟจากปางขอนและผาลั้งถูกส่งเข้าสู่กระบวนการแปรรูปที่ศูนย์ธุรกิจไลฟ์สไตล์ คาเฟ่ อเมซอน (OASYS) จ.อยุธยา ที่ทำหน้าที่กลางน้ำของกาแฟแบรนด์คาเฟ่ อเมซอน ตั้งแต่ขั้นการตรวจสอบคุณภาพ การคั่ว ไปจนถึงการกระจายสู่ 4,500 สาขาทั่วประเทศ รวมถึงการผลิตกาแฟดริปและกาแฟแคปซูล ที่ใช้เมล็ดจากพื้นที่ต้นแบบโดยตรงทำให้รสชาติ กลิ่น และคุณค่าที่เกิดขึ้นบนดอยสูงถูกส่งต่อไปยังมือผู้ดื่มในเมืองได้อย่างครบถ้วน” พงษ์ศักดิ์ ภัทรเมธีวิญญู เสริม

เส้นทางของกาแฟจากบ้านปางขอนและบ้านผาลั้ง ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ถึงปลายน้ำ ที่มี OR คอยดูแล

ต้นน้ำ ตั้งแต่การคัดเมล็ดเชอรี่ การจัดร่มเงา การดูแลต้นกาแฟ ไปจนถึงการเก็บเกี่ยวอย่างถูกวิธี ช่วยให้ได้ผลผลิตที่ดีตั้งแต่ต้นทาง

กลางน้ำ กระบวนการแปรรูป ควบคุมความชื้น คัดเกรด และคั่วภายใต้มาตรฐานเดียวกันที่ศูนย์ OASYS ก่อนต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เช่น เมล็ดกาแฟคั่วสําเร็จ กาแฟกลุ่ม Home Used เช่น ดริปและแคปซูล

ปลายน้ำ การส่งต่อประสบการณ์ผ่านกาแฟคุณภาพสู่ผู้บริโภคผ่านกว่า 4,500 สาขา ของ Café Amazon พร้อมการสื่อสารที่จริงใจ ทําให้ผู้ดื่มมองเห็นความเชื่อมโยงระหว่างกาแฟในแก้วกับชีวิตของเกษตรกรบนดอยจริง ๆ

“ผลลัพธ์ตลอด 10 ปีที่ผ่านมาที่ OR สานต่อโครงการพัฒนาการปลูกกาแฟอย่างยั่งยืน สะท้อนให้เห็นว่า ผู้คนจากบ้านปางขอนและผาลั้งตั้งใจจริงแค่ไหนกับกาแฟที่พวกเขาใส่หัวใจในการปลูก เพราะกาแฟทําให้ความหวังของคนรุ่นใหม่ในหมู่บ้านนี้เติบโตต่อเนื่อง คนรุ่นใหม่เริ่มกลับมาปลูกกาแฟ เปิดคาเฟ่ เปิดโฮมสเตย์ และสร้างอนาคตของตัวเองบนผืนดินของบ้านเกิด ซึ่งสะท้อนความหมายของคําว่า ‘ยั่งยืน’ ที่ OR ภูมิใจ ทําให้ชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม เติบโตไปพร้อมกัน” พิชาภรณ์ วงศ์ศรี ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารองค์กร OR ทิ้งท้าย.