พื้นที่สองฝั่งริมแม่น้ำเจ้าพระยา นับเป็นดินแดนยุทธศาสตร์สำคัญหากถูกครอบครองหรืออยู่ในมือของนักลงทุนรายใหญ่ที่มองเห็นโอกาสเติบโต และพัฒนาโครงการที่สามารถสร้างแรงดึงดูดผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อได้
ปัจจัยที่เกื้อหนุนให้โครงการที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นจุดหมายปลายทางของทั้งชาวไทยและโดยเฉพาะอย่างยิ่งนักท่องเที่ยวต่างชาติ คือการเดินทางที่มีโอกาสได้สัมผัสกับบรรยากาศวิถีชีวิตของคนไทยที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำ ยังไม่นับรวมสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ เช่น วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร อาคารเก่าที่ได้รับอิทธิพลทางสถาปัตยกรรมฝรั่งเศส และโปรตุเกส
นักลงทุนรายใหญ่ที่ปักหมุดริมแม่น้ำเจ้าพระยาและสร้างแลนด์มาร์กไว้ดึงดูดนักท่องเที่ยว รวมถึงผู้บริโภคคนไทยอย่างไอคอนสยาม โครงการที่เกิดจากการร่วมทุนของสามองค์กร บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด, แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น และเครือเจริญโภคภัณฑ์ กับงบลงทุนกว่า 60,000 ล้านบาท ล่าสุดคว้ารางวัลสำคัญบนเวที MAPIC Awards 2025
ทั้งยังเป็นโครงการหนึ่งเดียวจากประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียที่สามารถผ่านเข้าสู่รอบสุดท้ายร่วมกับอีกสองโครงการคือ Puerto Venecia จากประเทศสเปน และ Westfield Lodon จากสหราชอาณาจักร โดยไอคอนสยามได้รับการยกย่องเป็น 1 ใน 3 ซึ่งไอคอนสยามเป็นโครงการอสังหาริมทรัพย์เพื่อการค้าปลีกที่ทรงอิทธิพลที่สุดในรอบ 30 ปี หรือ Most Influential Retail Property of the Past 30 Years

หากจะบอกว่าโครงการอสังหาริมทรัพย์หรือรีเทลที่อยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยามีข้อได้เปรียบจากทำเลก็คงไม่ผิด กระนั้นแม้ว่าทำเลจะมีศักยภาพแต่หากโครงการไม่โดดเด่นแตกต่างหรือไม่มีแรงดึงดูดคงเป็นเรื่องยากที่จะกลายเป็นแลนด์มาร์กได้
นอกจากไอคอนสยามแล้ว โครงการไลฟ์สไตล์ย่านฝั่งธนอย่าง เอเชียทีค ที่อยู่ภายใต้การบริหารงานโดย บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC ที่มีทายาทเจ้าสัวเจริญ วัลลภา ไตรโสรัส เป็นผู้ดูแล
เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น แม้จะเคยเงียบเหงาอยู่ช่วงหนึ่ง แต่ปัจจุบันผู้บริหารโครงการอย่าง AWC สร้างสีสันด้วยการร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลกและภาครัฐ ด้วยการเปิดพื้นที่ให้นิทรรศการเสมือนจริงแบบ Immersive ด้วยการจำลองโลกย้อนยุคล้านปีที่มีตัวเอกอย่างไดโนเสาร์ บนพื้นที่กว่า 6,000 ตารางเมตร
Jurassic World: The Experience จะเป็นพื้นที่แหล่งเรียนรู้ด้านความยั่งยืนผ่านมรดกทางธรณีวิทยาที่มีไดโนเสาร์ขนาดเท่าตัวจริง และยังสามารถเคลื่อนไหวได้ รวมถึงไดโนเสาร์สายพันธุ์บินได้พันธุ์ใหม่ของโลก “การูแดปเทอรัส” ที่ค้นพบในประเทศไทยเป็นครั้งแรก

นับตั้งแต่ ไอคอนสยาม เปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ ยิ่งเป็นการติดเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจโดยเฉพาะธุรกิจริมแม่น้ำเจ้าพระยาให้ฟื้นตัวและเติบโต แรงหนุนจากโครงการรีเทลช่วยให้การท่องเที่ยวฟื้นตัวดีขึ้น นี่ยังไม่นับรวมกิจกรรมพิเศษที่จะเกิดขึ้นในช่วงเวลาเทศกาลและประเพณีสำคัญ อานิสงส์จะเกิดขึ้นกับธุรกิจที่เกี่ยวข้อง เช่น ธุรกิจโรงแรมที่พัก ร้านอาหาร ร้านขายสินค้าที่ระลึก และแหล่งท่องเที่ยวชุมชน
ในภาวะที่เศรษฐกิจไทยยังต้องเผชิญกับปัจจัยลบรอบด้าน ฟันเฟืองทางเศรษฐกิจอย่างการท่องเที่ยว การส่งออก อาจถูกคาดหวังให้เป็นกำลังสำคัญในเวลานี้ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ มองว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้มีแนวโน้มฟื้นตัวท่ามกลางความท้าทาย
ทว่า การฟื้นตัวอยู่ในช่วงที่ค่อยเป็นค่อยไป หลังเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยภายนอก ทั้งความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ราคาพลังงานที่สูงขึ้น และความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ขณะเดียวกันปัจจัยภายในประเทศ เช่น กำลังซื้อของประชาชนและภาระหนี้ครัวเรือนยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

ธนาคารแห่งประเทศไทยประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2568 จะขยายตัวประมาณ 2.3% โดยแรงขับเคลื่อนหลักมาจากภาคการท่องเที่ยว การลงทุนภาครัฐ และการบริโภคภายในประเทศ ส่วนภาคการส่งออกมีแนวโน้มฟื้นตัวเล็กน้อยตามภาวะเศรษฐกิจโลกที่เริ่มดีขึ้น
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเคยมองทิศทางของธุรกิจค้าปลีกในปี 2568 และคาดการณ์ว่าการเติบโตของยอดขายสินค้าอุปโภคบริโภคยังมีความไม่แน่นอน สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการค้าปลีก โดยในช่วงที่เหลือของปี 2568 ยังไม่มีปัจจัยหนุนที่ชัดเจนต่อยอดขายและความเชื่อมั่นของธุรกิจค้าปลีก ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ค่าครองชีพที่สูงและกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ยังฟื้นตัวไม่ชัดเจน ทำให้ผู้บริโภคยังต้องวางแผนใช้จ่ายอย่างรัดกุม รวมถึงการแข่งขันที่รุนแรงต่อเนื่องในฝั่งผู้ประกอบการทั้งกับคู่แข่งในประเทศและต่างประเทศผ่านสินค้านำเข้า
แต่หลังจากภาครัฐมีโครงการคนละครึ่ง พลัส สำนักงานเศรษฐกิจการคลังได้ปรับประมาณการ GDP ปี 2568 จากขยายตัว 2.2% เป็น 2.4% สำหรับปี 2569 กระทรวงการคลังยังคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวชะลอลงที่ร้อยละ 2.0 ต่อปี เนื่องจากมีการเร่งส่งออกในปี 2568 เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบจากมาตรการภาษีการค้าของสหรัฐฯ เป็นสำคัญ โดยคาดว่ามูลค่าการส่งออกสินค้าจะหดตัวที่ร้อยละ -1.5
ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวที่คาดว่าจะฟื้นตัวขึ้น โดยคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาในประเทศไทยจำนวน 35.5 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าจากความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวที่ฟื้นตัว ประกอบกับจะมีการจัดงานสำคัญต่างๆ เช่น งานมหกรรมพืชสวนโลกปี 2569 และการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลกประจำปี

ย้อนกลับมาที่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่เป็นความคาดหวังของเศรษฐกิจไทย ซึ่งการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยตั้งเป้าหมายการท่องเที่ยวในปี 2569 ให้เป็นการขับเคลื่อนสู่ The New Thailand โดยเน้นการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพทั้งในและต่างประเทศ เพื่อสร้างคุณค่าที่ยั่งยืนทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยเป้าหมายหลักคือการยกระดับรายได้จากการท่องเที่ยวให้ไม่ต่ำกว่า 3 ล้านล้านบาท และดันให้ไทยติด Top 10 ของโลกด้านรายได้การท่องเที่ยว
การปรับกระบวนทัศน์ โดยเปลี่ยนจาก “เมืองน่าเที่ยว” เป็น “เมืองทรงคุณค่า” โดยมุ่งเน้นประสบการณ์ที่ไม่เหมือนใครและสร้างความพอใจให้ทุกภาคส่วน ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ พัฒนาสินค้าท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ที่เชื่อมโยงกับอัตลักษณ์ของพื้นที่ สร้างความเชื่อมั่น ความปลอดภัย โดยเฉพาะตลาดนักท่องเที่ยวชาวจีน รวมถึงยกระดับตลาดต่างประเทศ เน้นกลุ่มตลาดหลักที่มีความสำคัญ มีศักยภาพ เช่น กลุ่มตะวันออกกลาง เพื่อเน้น Hi-Value, Luxury, Health & Wellness ใช้เครื่องมือทางการตลาดทั้ง Global Brand Ambassador เพื่อเสริมภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทยบนเวทีโลก และการจัดกิจกรรมอีเวนต์ระดับโลกตลอดปี 2569
เป้าหมายของภาครัฐด้านการท่องเที่ยวน่าจะเป็นอีกหนึ่งเข็มทิศสำคัญที่ภาคเอกชนจะใช้เป็นแกนหลักในการดำเนินธุรกิจ เพราะแน่นอนว่ากลุ่มเป้าหมายหลักของธุรกิจที่ตั้งอยู่บนพื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา คือกลุ่มนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่มีศักยภาพในการจับจ่ายสินค้าและบริการ
เร็วๆ นี้คงได้เห็นความแปลกใหม่ที่อาจทำให้ฉากทัศน์ของริมแม่น้ำเจ้าพระยาเปลี่ยนไป และผู้นำการเปลี่ยนแปลงคงไม่ใช่ใครอื่น คือเจ้าของโครงการยักษ์ใหญ่รายเดิม.
