วันเสาร์, มิถุนายน 20, 2026
Home > Cover Story > ซีไลฟ์ แบงคอก เดินเกม Art Marketing ยกระดับจากแหล่งท่องเที่ยวสู่แลนด์มาร์กทางศิลปะ

ซีไลฟ์ แบงคอก เดินเกม Art Marketing ยกระดับจากแหล่งท่องเที่ยวสู่แลนด์มาร์กทางศิลปะ

เป็นเวลาถึง 20 ปีที่ ซีไลฟ์ แบงคอก (SEA LIFE Bangkok) ในเครือบริษัท เมอร์ลิน เอ็นเตอร์เทนเมนท์ส (ประเทศไทย) จำกัด ทำหน้าที่เป็นโลกใต้ทะเลใจกลางกรุงที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติให้มาเยี่ยมชมในแต่ละปีได้ไม่น้อย แม้ที่ผ่านมาจะต้องเผชิญกับความท้าทายในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 และจากสภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวอยู่ในปัจจุบัน

“ภาพรวมปีนี้ของ ซีไลฟ์ แบงคอก จำนวนผู้เข้าชมลดลงอย่างเห็นได้ชัดในสถานการณ์เศรษฐกิจเช่นนี้ โดยเฉพาะตลาดจีน เมื่อก่อนสัดส่วนนักท่องเที่ยวของซีไลฟ์ แบงคอก เป็นต่างชาติ 60% ไทย 40% ปีนี้นักท่องเที่ยวต่างชาติตกลงมาเป็น 50:50 แต่ยังโชคดีที่ซีไลฟ์ไม่ได้พึ่งพิงเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติ แต่เรายังมีตลาดคนไทยเข้ามาซัปพอร์ตทั้งแบบครอบครัวและนักท่องเที่ยวที่มาซื้อบัตรรายปี จึงยังไม่ได้มีผลกระทบที่เยอะมากนัก แต่เห็นได้อย่างชัดเจนว่าต่างชาติลดลงเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา” สกลภัส ปลูกจิตรสม ผู้อำนวยการกลุ่มธุรกิจกรุงเทพ บริษัท เมอร์ลิน เอ็นเตอร์เทนเมนท์ส (ประเทศไทย) จำกัด พูดถึงภาพรวมในปีนี้ของ ซีไลฟ์ แบงคอก

ทั้งนี้ ตั้งแต่โควิด-19 เป็นต้นมา ซีไลฟ์ แบงคอก ได้มีการปรับกลยุทธ์เพื่อรักษาฐานลูกค้าและอยู่รอดในตลาด ด้วยการใช้ “Dynamic Pricing” กลยุทธ์ด้านราคาที่มีการปรับราคาของตั๋วเข้าชมตาม “ดีมานด์-ซัปพลาย” ซึ่งเป็นกลยุทธ์ระดับโกลบอลของ เมอร์ลิน เอ็นเตอร์เทนเมนท์ส ทั่วโลกใช้ในช่วงเวลาดังกล่าว

“หลังโควิดเราไม่ได้ขายตั๋วแบบราคาเดียวคงที่ แต่มีการเพิ่มและลดราคาในแต่ละช่วงที่ไม่เท่ากัน แบ่งเป็นวันพีกอย่างวันเสาร์ อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ที่ราคาตั๋วจะสูงกว่า กับวันธรรมดาที่ไม่ใช่วันพีกซึ่งค่าตั๋วจะถูกกว่าราวๆ 10-20% และในแต่ละช่องทางการจำหน่ายก็ยังมีโปรโมชันและข้อเสนอที่แตกต่างกันอีกด้วย ถ้าซื้อตั๋วล่วงหน้าทางออนไลน์ราคาก็จะถูกลงไปอีก เลยทำให้กลุ่มลูกค้าที่ price sensitive มากๆ เขายังสามารถมาเที่ยวได้ในวันที่เขาจ่ายได้ เราอาจจะหายไปในแง่ของผู้เข้าชม แต่ตัวรายได้เราไม่ได้หาย”

ช่วงหลังโควิดราวๆ ปี 2565-2566 ซีไลฟ์ แบงคอก สามารถดันยอดขายบัตรรายปีได้ถึง 20,000-25,000 คน เพราะคนยังไม่อยากเดินทางไปยังต่างประเทศ และรู้สึกปลอดภัยในการพาครอบครัวเข้ามาใช้บริการที่ซีไลฟ์ แบงคอก มากกว่า ในขณะที่ปัจจุบันมียอดผู้ซื้อบัตรรายปีอยู่ที่ 10,000-20,000 คน เพราะคนเริ่มทยอยเดินทางไปท่องเที่ยวยังต่างประเทศมากขึ้นเมื่อตลาดเปิด

โดยปกติแล้วซีไลฟ์ แบงคอก สามารถรองรับผู้เข้าชมได้ราวๆ 400 คนต่อชั่วโมง และผู้เข้าชมจะใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมงครึ่งในการเข้าชม ปัจจุบันในช่วงวันพีกจำนวนผู้เข้าชมจะอยู่ที่ประมาณ 70-80% ของความจุ ส่วนวันที่ไม่ใช่วันพีกจะอยู่ประมาณ 50-60% โดยช่วงเวลาที่คนเข้าชมเยอะสุดจะอยู่ช่วง 10 โมงเช้า-3 โมงเย็น เฉลี่ยแล้วมีผู้เข้าชมวันละประมาณ 2,000-4,000 คน

ถ้าเจาะลงไปที่กลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติพบว่า มีทั้งแบบที่มากับทัวร์และแบบ F.I.T (Free Individual Traveler) ที่ซื้อตั๋วผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ ซึ่งปีนี้เริ่มเห็นกรุ๊ปทัวร์กลับมาเยอะขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา ส่วนใหญ่มาจากอินเดีย รัสเซีย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งเมียนมา อินโดนีเซีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์ ส่วนกลุ่ม  F.I.T ส่วนใหญ่มาจากตะวันออกกลาง ยุโรป อเมริกา เยอรมนี และฝรั่งเศส ในขณะที่กรุ๊ปทัวร์จากจีนเริ่มลดลง แต่ยังมาแบบ F.I.T อยู่ ในส่วนของตลาดคนไทยพบว่าอัตราการซื้อซ้ำอยู่ที่ประมาณ 2-3 ครั้งต่อปี

“เขากลับมาเที่ยวซ้ำ 2-3 ครั้งต่อปีก็ไม่ใช่ตัวเลขที่แย่ ถ้าเราคิดตามว่า เด็กปิดเทอม พ่อแม่หาสถานที่เที่ยวให้ลูกก็ 2 ครั้งต่อปีแล้ว อาจจะรวมเทศกาลต่างๆ บ้างในบางครั้ง อย่างวันเด็ก ปีใหม่”

นอกจากกลยุทธ์ด้านราคาแล้ว ซีไลฟ์ แบงคอก ยังเดินเกมการตลาดเชิงรุกด้วยกลยุทธ์ Art Marketing โดยดึงศิลปะซึ่งเป็นภาษาสากลมาช่วยสร้างการรับรู้ในวงกว้าง และสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับกลุ่มลูกค้า อีกทั้งยังตอบโจทย์เทรนด์งานอาร์ตและศิลปะที่บูมไปทั่วโลก เพื่อขยายฐานลูกค้าโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มครอบครัวและคนรุ่นใหม่ และเพื่อยกระดับแบรนด์จากแหล่งท่องเที่ยวเชิงการเรียนรู้ สู่แลนด์มาร์กทางศิลปะและวัฒนธรรมใจกลางกรุงเทพฯ

“ปีนี้เป็นปีที่ ซีไลฟ์ แบงคอก ครบรอบ 20 ปีในประเทศไทย โดยตลอดเวลาที่ผ่านมาเราได้ทำหน้าที่เป็นมากกว่าสถานที่ท่องเที่ยว เราคือพื้นที่ที่นำเสนอความรู้ ความสนุก และแรงบันดาลใจผ่านโลกใต้น้ำให้กับผู้คนจากทั่วโลก โดยเฉพาะในช่วงที่การท่องเที่ยวไทยกำลังฟื้นตัว เราตั้งใจที่จะเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจเมือง และช่วยสร้างสีสันให้กับการท่องเที่ยวในร่มของกรุงเทพฯ เช่น การนำสัตว์น้ำใหม่ๆ จากทั่วโลกมาให้ได้ชมอย่างใกล้ชิด การจัดกิจกรรมพิเศษตามเทศกาลต่างๆ เพื่อเพิ่มความสนุกและความสุข และทำให้การเข้าชมซีไลฟ์ แบงคอกเป็นประสบการณ์ใหม่ที่ไม่เหมือนใคร”

สกลภัสเผยต่อว่า ภายใต้กลยุทธ์ Art Marketing ซีไลฟ์ แบงคอก จะมีแคมเปญใหญ่ 3 ครั้งต่อปี และกิจกรรมย่อยๆ เข้ามาเสริมเพื่อสร้างสีสัน เช่น วันเด็ก วันตรุษจีน คริสต์มาส ฮัลโลวีน และวันทะเลโลก เป็นต้น

ปี 2568 ซีไลฟ์ แบงคอก ประเดิมแคมเปญแรกด้วย Sea Life | Mackcha “Sea of Reflections” ที่จัดขึ้นในเดือนมีนาคม โดยจับมือกับศิลปินหน้าใหม่มาแรงอย่าง “แม็กกี้-ชรารัตติ์ สาระอาภรณ์’ หรือ “Mackcha” (แม็กชา) เจ้าของคาแรกเตอร์สุดฮิต “ชาล็อต” (Chalotte) เพื่อนำเหล่าคาแรกเตอร์มาสร้างสีสันให้กับโลกใต้ทะเลของซีไลฟ์ แบงคอก ต่อด้วยแคมเปญที่ 2 “The Baby Shark Deep Sea Carnival” ที่จับมือกับขวัญใจเด็กๆ อย่าง Baby Shark มาดึงดูดกลุ่มลูกค้าตัวจิ๋ว ซึ่งทั้ง 2 แคมเปญ ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี

“ตัวคาแรกเตอร์ชาล็อตเขามีเพื่อนเป็นสัตว์ทะเล ทำให้มีจุดเชื่อมโยงกับซีไลฟ์ได้ง่าย ส่วน Baby Shark นี่ได้รับความสนใจจากแฟนๆ ตัวน้อยๆ เยอะมาก เพราะเรามีมาสคอตเป็น Baby Shark มาเต้น มาเจอ มาถ่ายรูปกับน้องๆ”

และแคมเปญล่าสุด “SEA LIFE Bangkok : Greenie & Elfie Into the Wonderverse” โดยเป็นการร่วมงานกับศิลปินชาวไทย ตู่-ณัฐทพงศ์ รัตนโชคสิริกูล ผู้สร้างสรรค์ Greenie และ Elfie 2 คาแรกเตอร์ที่โด่งดังไปทั่วโลก ในคอนเซ็ปต์เปิดโลกมหัศจรรย์ใต้ท้องทะเลสุดจินตนาการ รุกขยายฐานลูกค้าชาวไทยและชาวต่างชาติอย่างต่อเนื่องช่วงปลายปี เพื่อดันงานอาร์ตของไทยให้เป็น Soft Power และสร้างแม็กเน็ตใหม่ให้กับประเทศ

สำหรับแคมเปญ Greenie & Elfie Into the Wonderverse แบ่งออกเป็น 3 ธีม ได้แก่ เทศกาลฮาโลวีน กับคอนเซ็ปต์ ‘Spooky Splash’ ชวนขนลุกปนความน่ารัก พร้อมภารกิจตามหาคาแรกเตอร์ในมุมต่างๆ ต่อด้วยธีมฉลองครบรอบ 20 ปี ซีไลฟ์ แบงคอก กับงานประติมากรรมและแนวปะการังตลอดเดือนพฤศจิกายนและส่งท้ายปีด้วยเทศกาลคริสต์มาส กับบรรยากาศแห่งความสุข นั่งรถลากเลื่อนใต้ท้องทะเลไปกับ Elfie ช้างจิ๋ว

ณัฐทพงศ์ รัตนโชคสิริกูล ศิลปินผู้สร้างสรรค์ Greenie & Elfie กล่าวว่า แรงบันดาลใจในการออกแบบ Greenie มาจากลูกสาว โดยมี Elfie ช้างน้อยคู่หูร่วมผจญภัยในดินแดนต่างๆ ซึ่งช้างก็สะท้อนความเป็นไทย โดยได้รับเกียรติจาก บอย โกสิยพงษ์ เป็นผู้ตั้งชื่อให้

ในขณะที่สกลภัสมองว่าแคมเปญดังกล่าวยังเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนรักงานอาร์ตผ่านงานศิลปะและจินตนาการของศิลปินไทย ซึ่งผสานระหว่างการเรียนรู้ ความบันเทิง และศิลปะเข้าไว้ด้วยกัน และถือเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการกระตุ้นการท่องเที่ยวในเมือง (Urban Tourism)

 

“เรามองว่ากลุ่มครอบครัวและคนรุ่นใหม่กำลังมองหากิจกรรมคุณภาพในร่มที่ตอบโจทย์ทั้งความบันเทิงและการเรียนรู้ Greenie & Elfie : Into the Wonderverse จึงถูกออกแบบให้ตอบโจทย์ทั้งสองด้าน พร้อมเพิ่มมูลค่าการใช้จ่ายต่อหัว ผ่านสินค้าลิขสิทธิ์เฉพาะธีมและกิจกรรมอินเทอร์แอคทีฟภายในโซน”

นอกจากนี้ ซีไลฟ์ แบงคอก ยังมองเห็นโอกาสและศักยภาพในการร่วมมือกับศิลปินและชุมชนศิลปะไทย (Art Community) ไม่ว่าจะเป็นการจัดนิทรรศการหมุนเวียน การทำ Art Collaboration หรือการเปิดพื้นที่ให้ศิลปินรุ่นใหม่ได้สร้างผลงานในสถานที่จริง ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะช่วยสร้างระบบนิเวศแห่งความคิดสร้างสรรค์ที่ขับเคลื่อนไปพร้อมกับภาคการท่องเที่ยว เพราะซีไลฟ์ แบงคอก เชื่อว่า “ศิลปะ” ไม่ได้อยู่เพียงในแกลเลอรี แต่สามารถมีชีวิตอยู่ในทุกพื้นที่และสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คน รวมทั้งยังเป็นการผลักดัน Soft Power ของไทย สร้างความภูมิใจที่คาแรกเตอร์การ์ตูนที่เกิดจากผลงานของคนไทย ได้ถูกพัฒนาจนมีเอกลักษณ์ระดับสากล และสามารถสื่อสารเรื่องราวให้เข้าถึงทั้งเด็กและผู้ใหญ่จากทุกประเทศ

สำหรับในปี 2569 ที่จะถึงนี้ สกลภัสเผยว่าจะเป็นปีแห่งมุมมองใหม่ของซีไลฟ์ แบงคอก ที่สดใส มีชีวิตชีวา เต็มไปด้วยศิลปะ ความสนุก และความหมาย โดยจะเดินหน้าสร้างสรรค์กิจกรรมและโซนประสบการณ์ใหม่ๆ ที่ผสมผสานศิลปะ นวัตกรรม และธรรมชาติเข้าด้วยกัน เพื่อให้ทุกการเยี่ยมชมไม่ใช่เพียงการชมสัตว์น้ำ แต่เป็นการเดินทางผ่านเรื่องราวแห่งแรงบันดาลใจ ทั้งยังมุ่งมั่นที่จะเป็น “พื้นที่แห่งความสุขและการเรียนรู้” สำหรับทุกครอบครัว ผ่านการจัดนิทรรศการหมุนเวียนตามเทศกาล กิจกรรมเวิร์กช็อปสำหรับเด็กที่จะเติมเต็มประสบการณ์และสร้างการเข้าถึงของผู้เข้าชมให้หลากหลายตลอดทั้งปี

ทั้งนี้ เมื่อเทียบกับซีไลฟ์ในเครือของเมอร์ลิน เอ็นเตอร์เทนเมนท์ส แล้ว ซีไลฟ์ แบงคอก ถือเป็นหนึ่งในซีไลฟ์ที่สามารถสร้างตัวเลขและฐานลูกค้าได้ดีระดับหนึ่ง และเป็นหมุดหมายที่เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวไม่แพ้ซีไลฟ์ที่อื่นๆ เช่นกัน.