วันเสาร์, มิถุนายน 20, 2026
Home > Cover Story > 5 ทศวรรษ ขายหัวเราะ สร้างเวทีให้คาแรกเตอร์ไทยได้ฉายแสง

5 ทศวรรษ ขายหัวเราะ สร้างเวทีให้คาแรกเตอร์ไทยได้ฉายแสง

ย้อนไปในปี พ.ศ. 2516 วิธิต อุตสาหจิต หรือที่ต่อมาจะรู้จักกันในนาม “บ.ก. วิติ๊ด” ได้ให้กำเนิดนิตยสารการ์ตูนในชื่อ “ขายหัวเราะ” ซึ่งเป็นหนังสือการ์ตูนแก๊ก 3 ช่องจบขึ้นเป็นครั้งแรก จากการเล็งเห็นถึงช่องว่างของตลาดการ์ตูนแก๊กที่ยังไม่มีในไทย ณ ขณะนั้น ซึ่งจัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์บรรลือสาส์น ที่ก่อตั้งโดยผู้เป็นพ่ออย่าง “บันลือ อุตสาหจิต” เมื่อปี 2498 ซึ่งในช่วงแรกสำนักพิมพ์บรรลือสาส์นเน้นพิมพ์หนังสือแนวนิยาย หนังสือเพลงลูกทุ่งและลูกกรุง และหนังสือการ์ตูน อย่าง พล นิกร กิมหงวน ที่โด่งดังมากๆ ในสมัยนั้น

ช่วงแรกรูปเล่มของขายหัวเราะมีรูปเล่มขนาดใหญ่เท่ากระดาษ A4 ต่อมาในปี พ.ศ. 2529 จึงได้เริ่มปรับขนาดให้เล็กลง โดยใช้ชื่อหนังสือเล่มเล็กว่า “ขายหัวเราะฉบับกระเป๋า” ราคาขายเล่มใหญ่ในสมัยนั้นอยู่ที่ 5 บาท และออกเป็นรายปักษ์ (ราย 15 วัน) ก่อนที่ภายหลังจะมีการปรับเปลี่ยนไปตามกาลเวลาทั้งขนาด ราคา และระยะเวลาในการออก

จากความแปลกใหม่และมุกตลกที่เน้นอารมณ์ขันแบบที่ชาวไทยชื่นชอบ ถ่ายทอดผ่านลายเส้นของนักเขียนฝีมือดี ทำให้หนังสือการ์ตูนขายหัวเราะได้รับความนิยมอย่างล้นหลามตั้งแต่เล่มแรกที่เปิดตัว และสามารถยืนระยะต่อมาได้อีกหลายสิบปี ขึ้นแท่นนิตยสารการ์ตูนที่ขายดีและตีพิมพ์ยาวนานที่สุดในประเทศไทย ด้วยจำนวนมากกว่า 1,500 ฉบับ จนกลายเป็นตำนานความฮาสามัญประจำบ้านของคนไทย

ที่สำคัญยังเป็นการจุดกระแสการ์ตูนไทยต่อมาอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น มหาสนุก, ปังปอนด์, สาวดอกไม้กะนายกล้วยไข่, หนูหิ่นอินเตอร์ รวมถึงไอ้ตัวเล็ก และทำให้ตัวการ์ตูนหรือคาแรกเตอร์เหล่านั้นเข้าไปนั่งอยู่ในใจของผู้คน อีกทั้งยังสร้างชื่อให้กับนักเขียนการ์ตูนหลายๆ คน ไม่ว่าจะเป็น ต่าย (ภักดี แสนทวีสุข), นิค (นิพนธ์ เสงี่ยมศักดิ์), ขวด (ณรงค์ จรุงธรรมโชติ), เอ๊าะ (ผดุง ไกรศรี) ฯลฯ

ความสำเร็จของขายหัวเราะไม่เพียงจุดกระแสให้มีการ์ตูนไทยอื่นๆ ตามมาเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างการเติบโตทางธุรกิจและขยายจักรวาลของคอนเทนต์ให้กับสำนักพิมพ์บรรลือสาส์น ให้เติบโตสู่ “บันลือกรุ๊ป” ภายใต้การบริหารของ พิมพ์พิชา อุตสาหจิต ลูกสาวคนโตของ บ.ก. วิธิต ที่พาบันลือกรุ๊ปขยายธุรกิจสู่การเป็นผู้ผลิตคอนเทนต์ในหลากหลายรูปแบบนอกเหนือจากหนังสือการ์ตูน ทั้ง Vithita Animation ที่นำผลงานการ์ตูนยอดนิยมในเครือของขายหัวเราะ เช่น ปังปอนด์ มาสร้างในแบบการ์ตูนอนิเมชัน 3 มิติ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นในการนำผลงานในเครือสู่สื่อในรูปแบบอื่นๆ ในอีกหลายปีต่อมา รวมถึงการเป็นเจ้าของสำนักข่าวออนไลน์ยอดฮิตของคนรุ่นใหม่อย่าง The MATTER, Salmon House และ Salmon Podcast

กระทั่งในเดือนสิงหาคม 2567 บันลือกรุ๊ปมีการรีแบรนด์ครั้งใหญ่อีกครั้ง สู่ “วิธิตากรุ๊ป” (VITHITA GROUP) พร้อมประกาศจุดยืนเดินหน้าขับเคลื่อนธุรกิจด้วย Insight Driven Company โดยเน้นทำความเข้าใจ Insight ของคน และหาวิธีการนำเสนอให้โดนใจผู้บริโภค ผ่านเครื่องมือที่วิธิตากรุ๊ปเชี่ยวชาญ

ทั้งนี้ ภายใต้ร่มของวิธิตากรุ๊ป ประกอบด้วยหน่วยงานและแบรนด์ลูก อย่าง ขายหัวเราะ, Salmon Books, Salmon House, Salmon Podcast, Salmon Lab, Vithita Animation, The MATTER, M.O.M, Capital, CONT. และ นากธุรกิจ นำเสนอคอนเทนต์ที่หลากหลาย สามารถออกแบบแคมเปญ ดีไซน์คอนเทนต์ และรูปแบบการสื่อสารได้ทุกรูปแบบ เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่แตกต่างกัน ดังนี้

“ขายหัวเราะ” สำหรับขายหัวเราะจะไม่ได้เป็นเพียงหนังสือการ์ตูนอีกต่อไป แต่จะเป็น Humour Agency สร้างสรรค์คอนเทนต์เพื่อตอบโจทย์ลูกค้า โดยใช้ “Humour” ความขัน เป็นตัวขับเคลื่อน เล่าเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่ายและเข้าถึงได้ทุกกลุ่ม

“Vithita Animation” ซึ่งเปิดตัวมาตั้งแต่ปี 2544 ให้บริการสร้างคาแรกเตอร์ (Character) สำหรับแบรนด์และองค์กร โดยทำให้ตัวละครมีชีวิตและปลุกปั้นคาแรกเตอร์ด้วย insight ของกลุ่มเป้าหมาย เพื่อสร้างแบรนด์และนำพาแบรนด์นั้นๆ เข้าไปอยู่ในใจและเป็นที่จดจำของผู้บริโภค

“Salmon Books” นำเสนอเรื่องราวต่างๆ ผ่าน Storytelling ตอบโจทย์ลูกค้าที่ต้องการสื่อสารเรื่องราวขนาดยาวของแบรนด์ หรือโครงการต่างๆ ในแบบที่สนุก เข้าใจง่าย ช่วยเข้าถึงผู้อ่านและสร้างประสบการณ์พิเศษต่อแบรนด์

“M.O.M” สื่อและคอมมูนิตี้สำหรับครอบครัวคนรุ่นใหม่และครอบครัวหลากหลายเจเนอเรชัน ที่สร้างสรรค์เรื่องราวบนความเข้าอกเข้าใจ (Empathy) คนเป็นพ่อแม่ โดยมีเซอร์วิสตั้งแต่การนำเสนอคอนเทนต์ออนไลน์ การจัดกิจกรรมหรืออีเวนต์ เพื่อนำแบรนด์หรือสินค้านั้นๆ เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายให้ได้มากที่สุด

“The MATTER” สำนักข่าวรุ่นใหม่ที่นำเสนอความรู้ผ่านข่าวสารที่อยู่รอบตัว โดยมีเครื่องมือสำคัญอย่าง Relevancy ที่หยิบแง่มุมของเรื่องนั้นๆ มาต่อยอดสร้างคอนเทนต์ออกสู่โลกออนไลน์

“Capital” สื่อธุรกิจที่ยกระดับคอนเทนต์เกี่ยวกับโลกธุรกิจให้เป็นมิตร บอกเล่าอย่างมีพลัง สร้างสรรค์ และบรรลุวัตถุประสงค์ไปยังกลุ่มเป้าหมาย

“Salmon House/ Salmon Lab/ Salmon Podcast” คอนเทนต์โฆษณาในยุคดิจิทัลที่มีความเป็น Evergreen Content เต็มไปด้วยความสนุก ครบรส มากกว่าจะเป็นแค่โฆษณาขายของทั่วไป และในขณะเดียวกันก็ตอบรับกับโจทย์ของลูกค้าและกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งยูนิตของ Salmons เป็น one stop service creative content solution & production ครอบคลุมทั้งคอนเทนต์รูปแบบวิดีโอโปรดักชั่นของ Salmon House ดิจิทัลคอนเทนต์การตลาดของ Salmon Lab และคอนเทนต์เสียงสร้างความบันเทิงของ Salmon Podcast

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ตั้งแต่การถือกำเนิดของขายหัวเราะฉบับแรกในปี 2516 จนถึงปัจจุบัน วิธิตากรุ๊ปได้โลดแล่นอยู่ในธุรกิจสร้างสรรค์และคาแรกเตอร์มานานกว่า 5 ทศวรรษ ผลิตสื่อ คาแรกเตอร์ และคอนเทนต์ออกสู่ตลาดอย่างมากมาย เป็นผู้อยู่เบื้องหลังคาแรกเตอร์ของแบรนด์และหน่วยงานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ‘แม่มณี’ ของธนาคารไทยพาณิชย์, ‘ก็อตจิ’ ของ ปตท. ผลิตการ์ตูนร่วมกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยเพื่อให้ความรู้กับเด็กเกี่ยวกับการประหยัดไฟ และทำสติกเกอร์ไลน์ให้กับแบรนด์และเซเลบดาราอีกหลายคน เรียกได้ว่าอะไรที่เกี่ยวกับการ์ตูนและ character business วิธิตากรุ๊ปทำได้หมด

ล่าสุดกลางเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา วิธิตากรุ๊ปในฐานะพี่ใหญ่ในวงการได้สร้างปรากฏารณ์ครั้งสำคัญให้กับวงการคาแรกเตอร์ไทยขึ้นไปอีกขั้น ด้วยการนำแบรนด์ในตำนานอย่างขายหัวเราะ มาเป็นโต้โผจัดงาน “Character Fest Thailand ครั้งที่ 1” ภายใต้คอนเซ็ปต์ “งานวัดวาคาแรกเตอร์ไทย” มหกรรมรวมพลคาแรกเตอร์ไทยครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษ ที่ขนคาแรกเตอร์ไทยกว่า 100 ตัวมาร่วมงานแบบตัวเป็นๆ เพื่อให้แฟนๆ ได้สัมผัสเสน่ห์เฉพาะตัวของเหล่าคาแรกเตอร์ไทยขวัญใจทุกเจเนอเรชันแบบใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็นตัวการ์ตูนในความทรงจำ หรือคาแรกเตอร์รุ่นใหม่ที่กำลังโด่งดัง เพื่อเป็นพื้นที่ให้บรรดาคาแรกเตอร์ไทยได้ฉายแสงสู่สากล

พิมพ์พิชา อุตสาหจิต กรรมการบริหาร กลุ่มบริษัทวิธิตากรุ๊ป เผยถึงเบื้องหลังไอเดียการจัดงานครั้งนี้ว่า ที่ผ่านมาคาแรกเตอร์ของไทยมักจะปรากฏตัวเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในงานต่างๆ ทั้งงานของเล่น การเงิน หรืองานหนังสือ แต่ไม่มีงานไหนถูกจัดขึ้นมาเพื่อคาแรกเตอร์เหล่านี้โดยเฉพาะ หรือมีพื้นที่ให้คาแรกเตอร์ได้เป็นตัวเด่นที่สุด ทำให้คาแรกเตอร์ไทยไม่ได้มีโอกาสในการแสดงศักยภาพที่แท้จริงออกมาให้ทุกคนได้เห็น

วิธิตากรุ๊ปในฐานะที่อยู่ในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของไทยมากว่า 50 ปี ได้เห็นถึงศักยภาพอันมหาศาลของตัวการ์ตูนและคาแรกเตอร์ไทย ที่สามารถสร้างพลังและรอยยิ้มให้คนไทย และยังเป็นเครื่องมือการตลาดที่สามารถเล่าเรื่องราวและนำพาแบรนด์เข้าไปอยู่ในใจผู้บริโภคได้อย่างแยบยล จึงเกิดไอเดียจัดงาน Character Fest Thailand ครั้งที่ 1 ขึ้น เพื่อสนับสนุนวงการคาแรกเตอร์ไทย และเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมผลักดัน Soft Power ให้กับประเทศ ซึ่งถือเป็นงานแรกที่เปิดพื้นที่ให้คาแรกเตอร์แบรนด์ไทยได้มารวมตัวกันทำในสิ่งที่ไม่เคยทำ และทำให้คาแรกเตอร์มีชีวิตชีวาได้ใกล้ชิดกับผู้คนและเป็นมนุษย์มากกว่าที่เคย

“ปัจจุบันธุรกิจคาแรกเตอร์มีมูลค่าในตลาดโลกมากกว่า 30,000 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ขายหัวเราะอยู่ในธุรกิจคาแรกเตอร์มามากกว่า 50 ปี เราเห็นหลายครั้งว่าคาแรกเตอร์ไทยยังไม่มีพื้นที่ของเขาในการที่จะได้ฉายแสงในตัวเอง และแสดงศักยภาพได้เต็มที่อย่างที่จะควร เพราะฉะนั้นขายหัวเราะในฐานะพี่ใหญ่ของน้องๆ ศิลปินรุ่นใหม่หลายๆ คน จึงคิดว่า เราน่าจะมาสร้างแพลตฟอร์มหรือเวทีที่ทำให้คาแรกเตอร์ทุกตัวมีพื้นที่ในการฉายแสง เหมือนอย่างที่คาแรกเตอร์ในระดับโลกเขามีเหมือนกัน ไม่ต้องโดนจำกัดอยู่แค่หลังปกหนังสือ กล่องของเล่น หรืองานอีเวนต์อื่นๆ อีกต่อไป”

โดยในงาน Character Fest Thailand ครั้งที่ 1 ถือเป็นครั้งแรกในประเทศไทยกับการรวมตัวของเหล่าคาแรกเตอร์ที่ร่วมกันเดินขบวนพาเหรดที่ยาวที่สุด เรียกเสียงหัวเราะและสร้างรอยยิ้มให้กับทุกคนในงาน อีกทั้งยังเป็นการรวมตัวของศิลปินชาวไทยผู้รังสรรค์คาแรกเตอร์น่ารักๆ ที่เราคุ้นตามาไว้ในงานอีกด้วย ซึ่งเปิดโอกาสในการพูดคุยแลกเปลี่ยนกับเหล่าศิลปินเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับศิลปินรุ่นใหม่ และเป็นการผลักดันวงการคาแรกเตอร์ไทยให้ก้าวหน้ามากขึ้น

ซึ่งงานที่ผ่านมาได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของอุตสาหกรรมคาแรกเตอร์ไทย และยังเป็นหนทางในการสร้างรายได้ให้กับประเทศอีกทางหนึ่งด้วย

“เป้าหมายสำคัญของการจัดงานครั้งนี้ คือการยกระดับและสร้างความแข็งแกร่งให้กับวงการคาแรกเตอร์ไทย เราหวังว่างานนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างผู้สร้างสรรค์คาแรกเตอร์ แบรนด์ และแฟนๆ ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาวงการและสร้างโอกาสทางธุรกิจที่หลากหลายในอนาคต ในยุคที่ Soft Power เป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างอิทธิพล การผลักดันคาแรกเตอร์การ์ตูนไทยจะเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ประเทศไทยไม่ตกขบวน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เหนือสิ่งอื่นใดคือการผลักดันคาแรกเตอร์ไทยออกสู่สายตาชาวโลก ให้เทียบเท่างาน Cool Japan หรืองานคาแรกเตอร์ของเกาหลี งานนี้น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นเล็กๆ งานหนึ่ง ที่ทำให้วงการคาแรกเตอร์ไทยได้ก้าวไปสู่เส้นทางนั้นเช่นกัน” พิมพ์พิชา ทิ้งท้าย.