Home > Cover Story (Page 99)

Home Isolation ยืดเยื้อ ดรักสโตร์-สุขภาพ พลิกเติบโต

ตลาดร้านขายยากลับมาเติบโตมากกว่าเท่าตัว เมื่อผู้คนแห่ซื้อตุนยาและอาหารเสริมป้องกันไวรัสทุกรูปแบบ ชนิดที่ดรักสโตร์หลายร้านต้องเร่งปรับกลยุทธ์รอบใหญ่ เพื่อช่วงชิงการขาย รวมถึงเตรียมพร้อมเป็นจุดกระจายชุดตรวจโควิด Antigen Test Kit (ATK) ตามแผนของคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) อีก 8.5 ล้านชุด ระหว่างเดือนสิงหาคม-กันยายนนี้ด้วย ยิ่งไปกว่านั้น บอร์ด สปสช. ยังมีมติเร่งจัดหายาต้านไวรัสฟาวิพิราเวียร์เพิ่มเติมและมีแนวคิดจะดึงเครือข่ายร้านขายยาทั่วประเทศร่วมเป็นจุดส่งต่อยาในบางส่วน เพื่อแก้ปัญหาจำนวนหน่วยบริการสาธารณสุขไม่เพียงพอทำให้ผู้ป่วยโควิดจำนวนมากยังเข้าไม่ถึงยาและมองสถานการณ์การแพร่ระบาดยังรุนแรงต่อเนื่องอย่างน้อยถึงสิ้นปี 2564 โดยวางแผน “ก๊อกสอง” ขอให้ร้านขายยามาช่วยทำ Home Isolation เช่น ให้คำปรึกษา ติดตามอาการ เพราะผู้ป่วยโควิดหลายรายไม่มีอาการ หรือมีอาการน้อยมาก สามารถดูแลตัวเองได้ อย่างไรก็ตาม หากมองกระแสธุรกิจร้านขายยาเริ่มกลับมาคึกคักมากตั้งแต่ช่วงต้นปีที่การแพร่ระบาดกลับมารุนแรงอย่างหนัก หลายร้านเข้าร่วมโครงการของรัฐ ทั้งเราชนะ คนละครึ่ง ม.33 เรารักกัน ดึงดูดกลุ่มลูกค้าที่ต้องการลดค่าใช้จ่ายอย่างดี ขณะที่ช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ประเทศไทยปลดล็อกการจำหน่ายชุดตรวจ ATK มีเครือข่ายร้านขายยาขนาดใหญ่เร่งสั่งซื้อสินค้ารองรับความต้องการ แม้ราคาสูงมากเกือบ 400 บาทต่อชุด เช่น เครือข่ายร้านยากรุงเทพที่มีสาขาในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลมากกว่า 100 แห่ง ทั้งสาขาที่บริษัทลงทุนเองและสาขาแฟรนไชส์

Read More

Limited Education แก้ปัญหาผ่านแบรนด์ เปลี่ยนการศึกษาไทยให้เป็นของ (ไม่) ลิมิเต็ด

เสื้อยืดสีขาวที่มีตัวอักษรโย้เย้สะกดชื่อแบบผิดๆ ถูกๆ อยู่บนตัวเสื้อ หรือ ป้าย “ขนมปังเนยโสด” ที่อยู่บนกล่องขนมปังเนยสดของร้านขนมหวานชื่อดังอย่าง After You คงเคยผ่านตาของใครหลายคน แม้มุมหนึ่งอาจจะดูน่ารัก ดึงดูดความสนใจ ประหนึ่งการตลาดรูปแบบใหม่ แต่แท้ที่จริงแล้ว ภายใต้ตัวอักษรเหล่านั้นกำลังสะท้อนความจริงของปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาที่ฝังลึกอยู่ในสังคมไทย “ความเหลื่อมล้ำ” เป็นคำที่เราได้ยินกันอยู่บ่อยครั้ง แต่โดยส่วนมากมักนึกถึงความเหลื่อมล้ำทางด้านเศรษฐกิจหรือรายได้เป็นหลัก เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าปัญหาความเหลื่อมล้ำทางรายได้เป็นปัญหาที่เห็นภาพเด่นชัดในสังคมไทย ทว่าช่องว่างของรายได้และทรัพย์สินที่เกิดขึ้นไม่เพียงส่งผลทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังนำไปสู่ความเหลื่อมล้ำด้านต่างๆ ในสังคม ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ “ความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษา” ที่โอกาสในการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพถูกจำกัดด้วยปัจจัยทางเศรษฐกิจ ปัญหาเรื้อรังที่ฝังลึกอยู่ในสังคมไทยมาอย่างยาวนาน ตัวอักษรโย้เย้และคำสะกดผิดที่อยู่บนเสื้อยืดสีขาวและกล่องขนมข้างต้น คือหนึ่งในความพยายามที่จะลดปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาที่เกิดขึ้นในสังคมไทย ผ่านโครงการ “Limited Education” ที่เป็นดั่งพื้นที่รวบรวมสินค้า Limited Edition จากแบรนด์ดังต่างๆ ที่เห็นความสำคัญและพร้อมที่จะเข้ามาร่วมกันเปลี่ยนแปลงการศึกษาไทย โดยเชื่อว่าความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาไทยจะลดลงได้ เมื่อเกิดพื้นที่แห่งความร่วมมือจากทุกคน ที่ร่วมกันสร้างสรรค์ อุดหนุน และส่งต่อประเด็นปัญหา ผ่านสินค้าและบรรจุภัณฑ์ที่ออกแบบขึ้นมาเป็นพิเศษโดยใช้คำที่สะกดผิดจากลายมือจริงของเด็ก ที่ดูผ่านๆ หลายคนคงคิดว่าเป็นลายมือของเด็กประถม แต่แท้ที่จริงแล้วทุกตัวอักษรและทุกข้อความที่ปรากฏอยู่บนผลิตภัณฑ์เหล่านั้น เป็นฝีมือของเด็กระดับมัธยมต้น ที่กำลังเผชิญกับปัญหาทางการศึกษา ขาดโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ ทำให้อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ ตามเกณฑ์ที่ควรจะเป็น “จากสถิติปี 2563 เราพบว่า

Read More

ส่งออกไทยโต อานิสงส์จากตลาดโลกฟื้น สวนทางการค้าในประเทศ

แม้การพึ่งพาตลาดต่างชาติมากเกินไปจะส่งผลเสียเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจไทย เมื่อยามที่เกิดวิกฤตเช่นปัจจุบัน ที่โลกกำลังเผชิญหน้าและต่อสู้กับสงครามไวรัส ทว่า การฟื้นตัวของตลาดโลกในหลายประเทศในเวลาอันรวดเร็วกลับส่งผลดีต่อภาคการส่งออกของไทยในหลายมิติ โดยเฉพาะจีนที่เอาชนะโควิด-19 ได้ในเวลาไม่นาน และเริ่มขับเคลื่อนเศรษฐกิจในประเทศของตัวเอง ซึ่งนั่นไม่เพียงแต่จะสร้างแรงกระเพื่อมในระบบเศรษฐกิจของประเทศตัวเองเท่านั้น แต่ยังแผ่อานิสงส์ไปสู่ประเทศอื่นๆ ที่เป็นคู่ค้าสำคัญอีกด้วย ในเวลานี้อุตสาหกรรมที่กลายเป็นฟันเฟืองตัวสำคัญในระบบเศรษฐกิจไทยคือ ภาคการส่งออก ที่แม้ว่าจะทำงานอย่างหนักแต่เมื่อเห็นผลลัพธ์แล้วคงพอหายใจหายคอได้ เพราะยามนี้ภาคการลงทุนหรือภาคการท่องเที่ยวยังไม่สามารถสร้างรายได้แก่ไทยได้อย่างที่เคยเป็นมา และยังไม่มีคำตอบว่าเครื่องจักรสำคัญนี้จะสามารถกลับมาเดินเครื่องแบบเต็มสูบได้อีกครั้งเมื่อไหร่ แม้ว่าภาคการท่องเที่ยวไทย ที่กำลังพยายามอย่างหนักและน่าจะฝากความหวังไว้ได้กับโครงการภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ ทว่า เงื่อนไขสำคัญที่จะทำให้โครงการนี้ประสบความสำเร็จ คือการไม่มีผู้ติดเชื้อในจังหวัดภูเก็ตสูงเกินกว่า 90 รายต่อวัน นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยแวดล้อมที่น่าเป็นกังวลว่าอาจจะส่งผลต่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวในจังหวัด นั่นคือการชุมนุมทางการเมือง ที่อาจสร้างความเสียหายและกระทบต่อโครงการนำร่องครั้งนี้ รายงานสรุปจากศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า ตัวเลขภาคการส่งออกในเดือนมิถุนายนขยายตัวสูงตามการค้าโลกที่ปรับเพิ่มต่อเนื่องและฐานต่ำในระยะต่อไป ส่งออกยังมีแนวโน้มขยายตัวได้ แต่ยังต้องจับตาความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น โดยมูลค่าการส่งออกเดือนมิถุนายน 2021 ขยายตัวถึง 43.8% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันกับปีก่อนหน้า นับเป็นอัตราการขยายตัวที่สูงสุดในรอบ 11 ปี และหากหักทองคำการส่งออกจะขยายตัว 43.4% ทำให้ในช่วงครึ่งแรกของปี 2021 มูลค่าการส่งออกขยายตัวที่ 15.5% และหากไม่รวมทองคำการส่งออกจะเติบโตถึง 22.4% ด้านการส่งออกรายสินค้าพบว่าการส่งออกสินค้าสำคัญทุกประเภทมีการขยายตัว โดยสินค้าสำคัญที่ขยายตัวสูง ได้แก่ รถยนต์และส่วนประกอบ ผลไม้สดแช่เย็น แช่แข็งและแห้ง ผลิตภัณฑ์ยาง

Read More

พัสดุล้น-ส่งของล่าช้า วิกฤตซ้อนวิกฤตของขนส่งไทย?

ช่วงที่ผ่านมาขนส่งไทยกำลังเผชิญปัญหาและความท้าทายอย่างหนัก ภาพกล่องพัสดุตกค้างที่ไม่สามารถส่งถึงมือผู้รับได้ภายในกำหนดถูกวางกองเต็มโกดัง บางส่วนเป็นผลไม้สดที่กำลังเน่าเสีย ได้ถูกเผยแพร่ลงบนสื่อโซเชียล เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ พร้อมเสียงสะท้อนของผู้ที่ได้รับผลกระทบเป็นวงกว้าง สร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับแวดวงขนส่งไทยไม่น้อย จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ทวีความรุนแรงและมีตัวเลขผู้ติดเชื้อเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ภาครัฐออกมาตรการคุมเข้มเพื่อลดการแพร่ระบาด สถานประกอบการ ร้านค้า ร้านอาหาร ห้างสรรพสินค้าถูกสั่งปิดชั่วคราว หลายธุรกิจต้องย้ายตัวเองมาอยู่บนออนไลน์ รวมไปถึงผู้ที่ได้รับกระทบจากการเลิกจ้างส่วนหนึ่งต่างผันตัวเองกลายมาเป็นพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์เพื่อประคับประคองให้รอดพ้นจากวิกฤตครั้งนี้ไปได้ ในขณะที่ผู้บริโภคเองก็หันมาสั่งซื้อสินค้าทางออนไลน์มากขึ้น ทั้งจากมาตรการล็อกดาวน์ งดการเดินทาง และเพื่อลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อ จนการซื้อของออนไลน์กำลังกลายเป็น New Normal ของผู้คนในปัจจุบันไปแล้ว ซึ่งนั่นย่อมส่งผลให้ธุรกิจอีคอมเมิร์ซและขนส่งพัสดุเติบโตตามไปด้วย ปีที่ผ่านมาธุรกิจอีคอมเมิร์ซไทยเติบโตแบบก้าวกระโดดและนับเป็นธุรกิจที่เติบโตเร็วที่สุด ข้อมูลวิจัย “เศรษฐกิจดิจิทัลในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ประจำปี 2563 จาก Google, Temasek และ Bain & Company ระบุว่า มูลค่าตลาดของอีคอมเมิร์ซพุ่งสูงถึง 9,000 ล้านดอลลาร์ หรือราวกว่า 270,000 ล้านบาท และถือเป็นหนึ่งในตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจในช่วงวิกฤตโควิดอย่างนี้ แต่การแพร่ระบาดล่าสุดที่ขยายเป็นวงกว้างจนมีผู้ติดเชื้อพุ่งสูงถึงวันละ 17,000-18,000 คนต่อวัน ได้ส่งผลกระทบต่อบริษัทขนส่งพัสดุด้วยเช่นกัน พนักงานขนส่งพัสดุบางส่วนติดเชื้อโควิด-19 ทำให้ศูนย์รับและกระจายพัสดุมีพนักงานไม่เพียงพอ และบางสาขาถูกสั่งปิดชั่วคราว ในขณะที่จำนวนพัสดุยังคงหลั่งไหลเข้าสู่ระบบอย่างต่อเนื่อง จนทำให้เกิดความชะงักงันของระบบขนส่ง เกิดปัญหาการคัดแยกและทำให้จัดส่งพัสดุล่าช้าตามมา พัสดุจำนวนมากตกค้างอยู่ภายในโกดังไม่สามารถจัดส่งให้ถึงมือผู้รับได้ตามกำหนด

Read More

เดอะมอลล์ดัน “กูร์เมต์เนเชอรัล” ปลุกไฮไลต์ผักสดๆ LED FARM

หลังจากเดอะมอลล์ กรุ๊ป ทุ่มงบปรับโฉม กูร์เมต์ มาร์เก็ต อัปเกรดความเป็นซูเปอร์มาร์เก็ตระดับพรีเมียมและเน้นไลฟ์สไตล์สายสุขภาพ โดยเฉพาะโซนใหม่ GOURMET NATURAL ถือเป็นบิ๊กไฮไลต์ เพื่อสร้างความต่างและเกาะกระแส “ปลอดเชื้อ” ในยุคโควิดที่ผู้คนกำลังต้องการสินค้าออร์แกนิกอย่างแท้จริง ที่สำคัญ การตัดสินใจเปลี่ยนแบรนด์ซูเปอร์มาร์เก็ตจาก “โฮมเฟรชมาร์ท” เป็น “กูร์เมต์ มาร์เก็ต” ถือเป็นโจทย์การก้าวผ่านจากกลุ่มลูกค้าระดับแมสสู่กลุ่มเป้าหมายระดับไฮเอนด์ตามแผนยุทธศาสตร์การปลุกปั้นซูเปอร์มาร์เก็ตระดับเวิลด์คลาส หากย้อนดูเส้นทางธุรกิจซูเปอร์มาร์เก็ตของเดอะมอลล์กรุ๊ป เริ่มต้นจากแบรนด์โฮมเฟรชมาร์ท เปิดสาขาแรกเมื่อปี 2526 ที่ศูนย์การค้าเดอะมอลล์ 2 รามคำแหง โดยขณะนั้นวางเป้าหมายแค่การเป็นตัวดึงคนเข้าศูนย์การค้าเดอะมอลล์ ไม่ได้นึกถึงยอดขายหรือกำไรมากมาย ทีมผู้บริหารจึงพยายามสร้างจุดขายและภาพลักษณ์ภายใต้สโลแกน “ครบ สด สะดวก ปลอดภัย” ซึ่งประสบความสำเร็จในแง่การดูดลูกค้าเข้ามาใช้บริการศูนย์การค้าได้อย่างดี ช่วงเวลาหลายปี โฮมเฟรชมาร์ทขยายสาขาตามเดอะมอลล์ จนกระทั่งมีการสร้างแบรนด์ใหม่ “กูร์เมต์ มาร์เก็ต” รับการแตกไลน์ศูนย์การค้าระดับไฮเอนด์ “เอ็มโพเรียม” ซึ่งเน้นกลุ่มลูกค้าต่างชาติและเศรษฐีคนรุ่นใหม่ ตามด้วยการเปิดศูนย์การค้าสยามพารากอนและลงทุนสร้างกูร์เมต์ มาร์เก็ต พื้นที่รวมมากกว่าหมื่นตารางเมตร กลายเป็นซูเปอร์มาร์เก็ตระดับเวิลด์คลาสของโลก เวลานั้น ผู้บริหารบริษัท เดอะมอลล์กรุ๊ป จำกัด กล่าวอย่างมั่นใจว่า ถ้าไม่พูดถึงจำนวนสาขาเปรียบเทียบกับคู่แข่ง กูร์เมต์

Read More

จับตาขยาย “เคอร์ฟิว” จี้แผนรับมือเศรษฐกิจ Worst Case

2 สิงหาคม 2564 ครบกำหนดมาตรการเคอร์ฟิว 14 วัน หลังศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. สั่งบังคับใช้มาตรการล่าสุดในพื้นที่ควบคุมสูงสุด หรือพื้นที่สีแดงเข้ม 13 จังหวัด พร้อมๆ กับมาตรการคุมเข้มอีกหลายข้อเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคมที่ผ่านมา แต่ดูเหมือนตัวเลขต่างๆ ทั้งยอดผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตยังพุ่งสูงทำนิวไฮทุกวัน โดยเฉพาะยอดผู้ติดเชื้อรายใหม่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นแตะระดับ 20,000 คน ล่าสุด กองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค และสำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ กระทรวงสาธารณสุข คาดการณ์สถานการณ์การระบาด COVID-19 ของประเทศไทย ระหว่างเดือนสิงหาคม-ธันวาคม 2564 พบว่า หากล็อกดาวน์ 1 เดือน จะสามารถชะลอจุดสูงสุดของการใช้ทรัพยากรถึงต้นเดือนตุลาคม แต่หากล็อกดาวน์ 2 เดือน ร่วมกับมาตรการกระจายวัคซีนในผู้สูงอายุได้ผลดีและดำเนินการได้รวดเร็ว คาดว่าในเวลาไม่เกิน 2 เดือน จะช่วยรักษาระดับการใช้เครื่องช่วยหายใจไม่เกิน 1,500 รายต่อวัน และชะลออุบัติการณ์การเสียชีวิตไม่เกิน 200 รายต่อวันไปจนถึงเดือนธันวาคม ดังนั้น

Read More

เซเว่นฯ-โลตัส สู้ศึกรอบด้าน อัดแคมเปญซื้อใจมวลชน

ธุรกิจรีเทลในเครือเจริญโภคภัณฑ์หรือ “ซีพี” โดยเฉพาะร้านสะดวกซื้อเซเว่นอีเลฟเว่น และไฮเปอร์มาร์เก็ต โลตัส ต้องเร่งอัดแคมเปญกระตุ้นการจับจ่ายอย่างเข้มข้น เพราะสงครามธุรกิจยุคโควิดรอบนี้ไม่ใช่แค่การต่อสู้กับการแพร่ระบาดระลอก 3 ทำให้กำลังซื้อทรุดหนัก ต้องปิดให้บริการเร็วขึ้นจากมาตรการล็อกดาวน์ และการช่วงชิงกลุ่มลูกค้ากับคู่แข่ง แต่ยังหมายถึงการแก้เกมตอบโต้กระแสต่อต้านจากกลุ่มการเมืองสารพัดรูปแบบ ล่าสุด “กลุ่มทะลุฟ้า” นำโดย ยาใจ ทรงพล ผู้ประสานงาน และจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือ ไผ่ ดาวดิน งัดกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ “ยืนเฉยๆ ที่ 7-11” ประเดิมบุกร้านเซเว่นอีเลฟเว่น สาขาซีพีทาวเวอร์ย่านถนนสีลม และยืนเฉยๆ 30 นาที เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคมที่ผ่านมา เพื่อประท้วงกลุ่มทุนที่สนับสนุนรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พร้อมประกาศนัดมวลชนติดตามเพจทะลุฟ้าเดินสายจัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง และเชิญชวนประชาชนงดซื้อของจากเซเว่นอีเลฟเว่น หันมาซื้อของพ่อค้าแม่ค้า เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่และกระจายรายได้ผู้ประกอบการรายย่อย ส่งเสียงให้นายทุนทั้งหลายหยุดสนับสนุนรัฐบาลที่บริหารงานล้มเหลว แกนนำกลุ่มทะลุฟ้าระบุว่า เหตุที่ต้องกดดันกลุ่มทุน เนื่องจากย้อนไปในการเลือกตั้งครั้งล่าสุด พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) จัดการระดมทุนสนับสนุนการเลือกตั้ง มีการจัดโต๊ะจีน เชิญพันธมิตรธุรกิจรายใหญ่ร่วมงาน มีตัวแทนจาก

Read More

จากสินมั่นคงสู่ฟู้ดแพนด้า บทเรียนที่แบรนด์ไม่ควรมองข้าม

การดำเนินธุรกิจภายใต้สภาวการณ์ปัจจุบันที่โลกต้องประสบกับปัญหาโรคระบาดที่ยังไม่มีใครสามารถให้คำตอบได้ว่าจะสิ้นสุดลงเมื่อไหร่นั้น เป็นเรื่องยากอยู่แล้วที่จะประคองธุรกิจให้ผ่านคลื่นลมพายุที่โหมกระหน่ำทุกทิศทาง นอกจากความท้าทายที่กล่าวไปในข้างต้น ความขัดแย้งทางสังคมไทยในปัจจุบันที่แบ่งออกเป็นฝักฝ่ายอย่างชัดเจน ดูจะเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่บรรดาผู้ประกอบการธุรกิจจำเป็นจะต้องนำมาขบคิด ในห้วงยามนี้ หากนักการตลาดหรือผู้ที่มีหน้าที่ดูแลภาพลักษณ์สินค้าหรือผลิตภัณฑ์ พยายามจะยึดโยงแบรนด์ที่ก่อร่างสร้างตัวมานาน โดยมุ่งหวังเพียงแค่จะเกาะกระแสเพื่อให้ได้พื้นที่หน้าข่าวจากประเด็นความขัดแย้ง ด้วยการไปเข้ากับฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด ดูจะเป็นการไม่เหมาะสมนัก เพราะนอกจากจะผิดจากหลักการตลาดพื้นฐานแล้ว ยังเป็นการทำลายภาพลักษณ์ของแบรนด์ทางอ้อมด้วยเช่นกัน บทเรียนจากประกาศยกเลิกกรมธรรม์โควิดแบบ “เจอ จ่าย จบ” ของ บริษัท สินมั่นคงประกันภัย จำกัด (มหาชน) เมื่อวันศุกร์ที่ 16 กรกฎาคม 2564 สร้างความเสียหายในหลายมิติต่อแบรนด์ ทั้งแง่มุมของความน่าเชื่อถือที่สินมั่นคงสร้างเอาไว้มาอย่างยาวนาน นับตั้งแต่ที่เริ่มดำเนินธุรกิจในวันที่ 27 มกราคม 2494 ด้วยทุนจดทะเบียนเริ่มแรกเพียง 2 ล้านบาท ภายใต้ชื่อ บริษัท ป้วนฮงเซ้งประกันภัย จำกัด ซึ่งได้มีการเปลี่ยนชื่อเป็น สินมั่นคงประกันภัย ในเวลาต่อมา ความมั่นคงที่แบรนด์ได้สร้างไว้เริ่มปรากฏชัดเจนขึ้นในปี 2534 ที่มีการจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และแปรสภาพเป็น บริษัท มหาชน จำกัด ในปี 2537 การประกาศยกเลิกกรมธรรม์โควิดในช่วงเวลานี้สร้างความสั่นคลอนให้แก่ธุรกิจประกันภัยโดยรวมทั้งประเทศ แน่นอนว่าประชาชนผู้ซื้อและถือครองกรมธรรม์ ต่างมีคำถามผุดขึ้นในใจในเวลาไม่นานว่า บริษัทเจ้าของกรมธรรม์ที่ตัวเองทำข้อตกลงไว้

Read More

ฤา ธุรกิจการบินของไทย ถึงคราล่มสลายและอวสาน?

สถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ครั้งล่าสุดในสังคมไทยกำลังสั่นคลอนความเชื่อมั่นและความเป็นไปของสังคมไทยอย่างหนักหน่วง เพราะการแพร่ระบาดดังกล่าวไม่เพียงแต่จะทำให้มีผู้ติดเชื้อเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่องเป็นสถิติใหม่ในแต่ละวัน ซึ่งติดตามมาด้วยจำนวนผู้เสียชีวิตรายวันกว่า 100 ราย จากผลของการขาดแคลนเตียงในการรักษาพยาบาล สะท้อนภาพความล่มสลายของระบบการสาธารณสุขไทยอย่างไม่อาจเลี่ยง ขณะเดียวกันมาตรการควบคุมเพื่อป้องกันและยับยั้งการแพร่ระบาดของกลไกรัฐครั้งใหม่ที่ดำเนินไปด้วยการล็อกดาวน์ หรือการสั่งห้ามการเดินทาง และกิจกรรมทางเศรษฐกิจสังคมอีกหลากหลายประการกำลังทำให้ภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำซบเซามาอย่างต่อเนื่องยาวนานนับตั้งแต่ก่อนการแพร่ระบาดของ COVID-19 ตั้งแต่เมื่อต้นปี 2563 ทรุดหนักลงไปอีกและขยายวงกว้างส่งผลกระทบต่อธุรกิจแต่ละประเภทมากขึ้นไปอีก โดยบางธุรกิจได้ถึงคราวล่มสลายและยุติกิจการไปโดยปริยาย โดยเฉพาะธุรกิจอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยวและภาคบริการที่เคยเป็นกลไกในการหนุนนำเศรษฐกิจไทยมาก่อนหน้านี้ การแพร่ระบาดดังกล่าวทำให้การคาดการณ์ว่าด้วยการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในปี 2564 ถูกปรับลดลงมาอย่างต่อเนื่องจนในที่สุดหลายสำนักได้ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตได้เพียงร้อยละ 1 จากเดิมที่ประเมินไว้ที่ร้อยละ 1.8 เพราะการแพร่ระบาดของ COVID-19 มีความรุนแรงกว่าที่เคยประเมินไว้ ทำให้ต้องมีมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดที่เข้มงวดขึ้น ส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจและการจ้างงานมากขึ้น ทำให้กำลังซื้อและความเชื่อมั่นของผู้บริโภคทรุดตัวลงไปอีก ขณะที่มาตรการเยียวยาจากภาครัฐน่าจะช่วยประคองการดำรงชีพที่จำเป็น แต่ไม่สามารถชดเชยผลกระทบทางเศรษฐกิจโดยรวมได้ และมีบางสำนักประเมินในทางลบถึงขั้นที่ว่าเศรษฐกิจไทยปี 2564 อาจไม่เติบโตเลย และมีแนวโน้มที่จะเติบโตแบบติดลบอีกด้วย ข้อสังเกตที่สำคัญมากอีกประการหนึ่งอยู่ที่การปรับลดประมาณการจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติปี 2564 ลงมาอยู่ที่ 2.5-6.5 แสนคน จากเดิมประมาณการไว้ที่ 2.5 แสน-1.2 ล้านคน โดยแม้ว่าจะเริ่มมีการเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติในโครงการ “ภูเก็ต แซนด์บ็อกซ์” และ “สมุย พลัส โมเดล” แต่การจะเปิดรับนักท่องเที่ยวในพื้นที่อื่น และจำนวนนักท่องเที่ยวที่จะเข้ามายังต้องขึ้นอยู่กับการแพร่ระบาดและการเร่งฉีดวัคซีนเป็นหลัก

Read More

จากสงครามการค้า สู่สงครามไวรัส-ข้อมูล คนไทยควรรู้เท่าทัน

ไทยต้องเผชิญกับผลกระทบจากสงครามการค้าที่ห้ำหั่นกันระหว่างสองมหาอำนาจจากสองซีกโลกอย่างจีนกับสหรัฐอเมริกาที่อุบัติขึ้นนับตั้งแต่ที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ขึ้นรับตำแหน่งประธานาธิบดีในช่วงต้นปี 2560 ผลพวงจากความพยายามที่จะดำเนินตามนโยบายที่นายทรัมป์หาเสียงไว้ นั่นคือ อเมริกันเฟิร์ส ส่งผลให้การค้ากับต่างประเทศต้องชะงัก แน่นอนว่าประเทศที่กลายเป็นเป้าหมายสำคัญในครั้งนั้นคือ จีน เมื่อจีนกอบโกยเงินจำนวนมหาศาลกลับประเทศจากการส่งสินค้าจำนวนมากมาขายยังสหรัฐฯ สหรัฐฯ เก็บภาษีเพิ่มจากสินค้านำเข้าจากจีน 25% ในระยะแรกเริ่มที่เครื่องจักร อุปกรณ์และชิ้นส่วนในอุตสาหกรรมพลังงาน ต่อมาพิจารณาเก็บภาษีเพิ่มจากสินค้าประเภทเหล็ก เครื่องจักรไฟฟ้า ชิ้นส่วนรถไฟ และ สินค้าอุปโภคบริโภค สินค้าที่ใช้ในชีวิตประจำวัน สินค้าเกษตร สิ่งทอ อุปกรณ์ก่อสร้าง ชิ้นส่วนรถยนต์ เรียกว่าหมัดแลกหมัด เมื่อจีนตอบโต้ด้วยการเก็บภาษี 25% จากสินค้าที่มาจากสหรัฐฯ จำนวน 545 ราย เช่น ผลิตภัณฑ์เกษตร รถยนต์ ผลิตภัณฑ์จากทะเล รวมมูลค่ากว่า 34,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สงครามการค้าระหว่างสองประเทศนี้ไม่มีใครยอมใคร และยังคงยืดเยื้อยาวนาน แม้จะมีความพยายามที่จะพูดคุยตกลงกันเพื่อพักการทำสงครามการค้าลงชั่วคราว แต่แน่นอนว่าผลกระทบได้เกิดขึ้นไปแล้วต่อประเทศคู่ค้าที่ต้องพึ่งพาการส่งออกไปยังสองประเทศนี้ ในเวลานั้นรัฐบาลไทย โดยเฉพาะหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านการค้าระหว่างประเทศ พยายามมองหาโอกาสที่เกิดขึ้นระหว่างสงคราม ทั้งการเล็งที่จะจูงใจนักลงทุนในกรณีที่นักลงทุนเตรียมย้ายฐานการผลิตออกจากสหรัฐฯ เพื่อหลีกหนีฐานภาษีสินค้านำเข้าที่ค่อยๆ เพิ่มเพดานสูงขึ้น และมองหาฐานการผลิตใหม่โดยเฉพาะกลุ่มประเทศในภูมิภาคอาเซียน ในขณะที่ไทยกำลังเริ่มต้นการเจรจาโดยเฉพาะกับนักลงทุนชาวจีนที่เตรียมจะยึดหัวหาดและลงเม็ดเงินสร้างฐานการผลิตในไทย ทว่า การเปลี่ยนผ่านขั้วการเมืองทำให้หลายเรื่องที่กำลังถูกต่อยอดและน่าจะสร้างแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจต้องหยุดชะงัก กระทั่งสงครามไวรัสเริ่มอุบัติขึ้นเป็นครั้งแรกบนแผ่นดินจีนในช่วงปลายปี 2562 และเริ่มแพร่ระบาดไปในอีกหลายประเทศทั่วโลก

Read More